ปลายจวักครองใจ - ตอนที่ 539 งานแต่งงาน
หนึ่งวันก่อนลั่วเซิงออกเรือน เหล่าพี่สาวน้องสาว
มามอบของขวัญให้
ลั่วอิงมอบพัดปักสองด้าม ลั่วฉิงมอบผลงาน
ภาพวาดคำที่มีความหมายเป็นมงคล ลั่วเย่ว์มอบ
ถุงหอมกับผ้าเช็ดหน้างดงาม
สิ่งที่ดูคล้ายจะไม่มีค่าล้วนเป็นสิ่งที่สามพี่น้องทำ
เองกับมือ แสดงถึงน้ำใจได้ดีที่สุด อย่างไรเสีย
ด้วยความร่ำรวยและมีเกียรติของจวนลั่ว ของที่
สามารถใช้เงินซื้อมาได้ล้วนไม่ถึงขั้นหายาก
“พี่สาม พรุ่งนี้ท่านจะออกเรือนแล้ว รู้สึกตื่นเต้น
หรือไม่” ลั่วเย่ว์ถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
พี่สาวสามคน ตอนนี้มีเพียงพี่สามที่จะแต่งงานจึง
แปลกใหม่มาก
ลั่วเซิงยิ้ม “ไม่ตื่นเต้น”
การออกเรือนในฐานะท่านหญิงชิงหยางครั้งนั้น
นางก็ไม่เคยมีความรู้สึกตื่นเต้น
เพียงแต่ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน
สำหรับนางแล้ว ผิงหนานอ๋องซื่อจื่อเว่ยเชียงนั้น
เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับไร้
ความรู้สึกระหว่างบุรุษและสตรี แต่งงานไปก็
เพื่อที่จะเริ่มต้นการใช้ชีวิตใหม่ตามขั้นตอน
เท่านั้นเอง
ไม่มีความถวิลหาและรอคอย จะเอาความตื่นเต้น
มาจากที่ใด
แต่ตอนนี้นางไม่ตื่นเต้น น่าจะเป็นเพราะว่า บุรุษ
ที่กำลังจะกลายเป็นสามีนางผู้นั้น สามารถทำให้
นางไว้วางใจในตัวคนผู้หนึ่งได้ในที่สุด
ตั้งแต่รู้จักกันจนถึงตอนนี้ เขามักจะยืนอยู่ฝัง
นางในช่วงเวลาสำคัญที่สุด
หรือเงียบๆ เฉกเช่นคืนวันที่นางยิงธนูสังหารผิง
หนานอ๋อง
หรือเปิดเผย ตรงไปตรงมา เฉกเช่นตอนที่เขา
บอกกับนางว่าไม่ได้แซ่เว่ยที่เหอหยาง
ลั่วเย่ว์ได้ยินลั่วเซิงเอ่ยเช่นนี้ก็ยิ้มสดใส “ข้ายังนึก
ว่าเจ้าสาวล้วนตื่นเต้นกันหมดเสียอีก”
ลั่วอิงโค้งริมฝีปาก “น้องสี่อยากรู้ขนาดนี้ รอใน
ภายภาคหน้าถึงคราวเจ้าออกเรือนก็รู้แล้ว”
ลั่วเย่ว์รีบโบกมือไปมา “ข้าไม่รีบร้อน แต่ว่าวัน
นั้นข้าบังเอิญได้ยินท่านพ่อกล่าวอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ว่า รอพี่สามออกเรือนไปแล้วก็จะให้พี่ใหญ่โยน
ลูกแพรปักเลือกคู่”
ลั่วอิงมีสีหน้าแข็งทื่อ “น้องสี่อย่าล้อเล่น”
“พี่ใหญ่ไม่รู้หรือ” ลั่วเย่ว์ตื่นตะลึง
ลั่วอิงส่ายหน้า
ลั่วเย่ว์หลุดหัวเราะ “พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง แม้ว่า
จะเป็นการโยนลูกแพรปักเลือกคู่ ท่านพ่อก็จะ
เลือกคนที่ดีให้ท่าน”
ลั่วอิงมุมปากกระตุก เขินอายจนกลายเป็นโมโห
“เอาล่ะ พรุ่งนี้น้องสามก็จะออกเรือนแล้ว พวก
เราอย่าไปรบกวนนางเลย”
เมื่อออกจากเรือนเสียนอวิ๋นย่วน ลั่วเย่ว์ก็ยังไม่ลืม
เรื่องโยนลูกแพรปัก “พี่ใหญ่ หากท่านรังเกียจว่า
การโยนลูกแพรปักหาคู่นั้นดูลวกๆ เกินไป หรือมี
คนที่ถูกใจแล้วก็รีบบอกกับท่านพ่อสิ”
“คนที่ถูกใจจากไหนกัน” ลั่วอิงเหลือบมองลั่วเย่ว์
แวบหนึ่ง “น้องสี่อย่าพูดเหลวไหล ในเมื่อท่านพ่อ
มีการเตรียมการแล้วก็ให้ท่านพ่อเป็นผู้ตัดสินใจ
เถอะ”
“ต้องให้พี่ใหญ่ชอบถึงจะได้สิ”
ลั่วอิงนึกถึงการแต่งงานที่ยกเลิกไปก็ยิ้มเยาะ
ตนเอง “ชอบก็ไม่แน่ว่าจะดีนะ”
สำหรับบุรุษที่เคยเป็นคู่หมั้นผู้นั้น นางจะไม่เคย
ชอบได้อย่างไร
ทั้งสองคนเดินไปด้านหน้าก็สังเกตเห็นถึงความ
ผิดปกติ เมื่อหันหน้าไปมองก็เห็นลั่วฉิงยืนเหม่อ
ลอยอยู่ที่เดิม
ลั่วอิงสบตากับลั่วเย่ว์แวบหนึ่ง
ลั่วเย่ว์เร่งฝีเท้าเดินกลับไป คล้องแขนลั่วฉิงเอาไว้
มือข้างนั้นผอมแห้งและเย็นเยียบ ไม่เหมือนมือ
ของเด็กสาวซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด
“พี่รอง ท่านเป็นอะไรไป”
ลั่วฉิงพยายามแย้มรอยยิ้มออกมา “ข้าไม่เป็นไร”
ลั่วอิงถอนหายใจในใจ กุมมืออีกข้างของลั่วฉิง
เอาไว้ “น้องรอง เจ้า…คิดถึงผิงลี่หรือ”
ลั่วฉิงนิ่งเงียบ
ลั่วอิงตบมือนางเบาๆ “เจ้าวางใจได้ ช้าเร็ว
อย่างไร ท่านพ่อก็ต้องหาเขาพบ ถึงตอนนั้นค่อย
พามาตรงหน้าเจ้า ให้เจ้าได้ระบายโทสะสัก
หน่อย”
ลั่วฉิงม่านตาสั่นไหวเล็กน้อย หยดน้ำตาร่วงหล่น
จากหางตา
“พี่รอง พี่ใหญ่กล่าวได้ถูกต้อง เดี๋ยวรอท่าน
ระบายโทสะเสร็จก็หายแล้ว เสียใจเพื่อคน
เช่นนั้นนั้นไม่คุ้มค่า…”
“เขาตายแล้ว” ลั่วฉิงเอ่ยขัดคำปลอบโยนของลั่ว
เย่ว์
ลั่วเย่ว์ตะลึง อดมองไปทางลั่วอิงแวบหนึ่งไม่ได้
ลั่วอิงกระวนกระวายขึ้นมา ถามเรียบๆ ว่า “น้อง
รอง เจ้าอย่าคิดเหลวไหล”
ลั่วฉิงฝืนโค้งมุมปาก ยิ้มอ้างว้าง “ความจริงเขา
ตายไปนานแล้วถูกต้องหรือไม่”
ลั่วอิงสบตากับลั่วเย่ว์แวบหนึ่งแล้วถามลั่วฉิง
“น้องรองไปได้ยินเรื่องซุบซิบนี้มาจากที่ใด”
ลั่วฉิงมองทั้งสองคน เอ่ยได้ไม่ชัดเจนว่าในนัยน์ตา
คือความเศร้าโศกหรือไร้ชีวิตชีวา “พี่ใหญ่ น้องสี่
ข้าก็ไม่ใช่คนโง่…”
รู้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
น่าจะเป็นตอนที่ข้ารับใช้ในจวนเห็นนางหมอง
หม่นจึงเผยความเห็นอกเห็นใจออกมา ตอนที่อี๋
เหนียงมองนางแล้วอึกๆ อักๆ อยากจะพูด แต่ก็
ไม่พูดออกมา ตอนที่เหล่าพี่สาวน้องสาว
ระมัดระวัง…
ลั่วฉิงเม้มปากแน่น ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกขม
ขื่น
ความจริงล้วนไม่ใช่ เป็นตอนที่นางใจเย็นลงอย่าง
แท้จริง หลังได้สติกลับคืนมาก็เดาได้แล้ว
“น้องรอง (พี่รอง)…”
ลั่วฉิงยกมือปาดน้ำตาที่หางตาทิ้งไป “พี่ใหญ่
น้องสี่ ข้าแค่อยากได้ยินคำตอบเดียว ไม่อยากเดา
ส่งเดชอีกแล้ว”
ไม่ว่าสติสัมปชัญญะจะมั่นใจอย่างไร แต่ไม่มี
คำตอบก็เป็นแค่การคาดเดา
มีการคาดเดาก็จะปล่อยวางไม่ได้
ลั่วอิงนิ่งเงียบไปเนิ่นนานแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“เป็นเรื่องเมื่อใดหรือ”
“ตั้งแต่ตอนนั้นก็ตายแล้ว…”
“น้องรอง…”
ลั่วฉิงพยายามยกมุมปาก “ไม่เป็นไร ความจริงข้า
เดาได้ตั้งนานแล้ว ข้าเพียงแค่…ไม่ยอมแพ้”
ไม่ยอมแพ้ที่เหตุใดถึงไม่มีโอกาสถามกระทั่ง
ประโยคหนึ่ง
ลั่วเย่ว์เป็นคนตรงไปตรงมา เห็นลั่วฉิงดูรับความ
สะเทือนใจได้แล้วก็เอ่ยว่า “พี่รอง ท่านนึกถึงคน
ที่พวกเราทิ้งไว้ยื้อเวลาที่จวนสิ ตอนพวกเราหนี
ในคืนนั้น อี๋เหนียงแปดที่รู้สึกว่าทำให้ผู้อื่น
เดือดร้อนจึงเลือกที่จะฆ่าตัวตาย เด็กสาวบริสุทธิ์
ที่ต้องเสียชีวิตในเมืองหลวง ยังมีน้องชายที่ถูก
สังหารล้างตระกูล…เรื่องที่ทำให้ผู้คนไม่ยินยอม
นั้นมีเยอะเกินไปแล้ว ข้าคิดว่าการเสียใจเพื่อคน
สารเลวนั้นไม่คุ้มค่า”
ทุกคำของลั่วเย่ว์เหมือนค้อนเล็กๆ ทุบลงที่หัวใจ
ของลั่วฉิง
ใช่แล้ว เทียบกับคนเหล่านั้น ความไม่ยินยอม
เล็กน้อยนี้ของนางจะนับเป็นอะไรได้
ถึงตอนนี้นางจำเป็นต้องยอมรับว่า นางไม่เพียง
เข้าใจทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่งสู้พี่ใหญ่ไม่ได้ ทั้งยัง
เป็นอิสระสู้น้องสี่ไม่ได้ด้วย
“น้องรอง พรุ่งนี้น้องสามจะออกเรือนแล้ว นี่คือ
เรื่องมงคลอันยิ่งใหญ่ในจวนพวกเรา สำหรับเรื่อง
ทุกข์ใจพวกนั้น…ก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ”
เนิ่นนาน ลั่วฉิงจึงพยักหน้าเบาๆ “อืม”
พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน นายหญิงรองตระกูล
เซิ่งได้รับการฝากฝังจากฮูหยินผู้เฒ่าเซิ่งกับแม่ทัพ
ใหญ่ลั่วจึงกัดฟันมาที่เรือนเสียนอวิ๋นย่วน
ลั่วเซิงรับรองนายหญิงรองเซิ่งดื่มชาอยู่ห้องข้าง
นอก
นายหญิงรองยิ้มกระอักกระอ่วน “เซิงเอ๋อร์เอ๋ย
พวกเราเข้าไปคุยกันในห้องเถอะ”
รอจนเข้าไปในห้องแล้วก็ไล่บรรดาสาวใช้ออกไป
นายหญิงรองมองลั่วเซิงแล้วเริ่มกังวล
นางไม่ได้สนิทสนมกับหลานสาวคนนี้ขนาดนั้น ฮู
หยินผู้เฒ่ากับแม่ทัพใหญ่ลั่วยังจะมอบภารกิจ
สำคัญขนาดนี้ให้นางอีก ช่างเป็นการไล่เป็ดให้ขึ้น
คอน[1] จริงๆ
“ท่านน้ามีเรื่องอะไรหรือ” รออยู่นานก็ไม่เห็น
นายหญิงรองจะเอ่ยปาก ลั่วเซิงจึงถามยิ้มๆ
แม้ว่าตอนอยู่ที่จินซาจะมีเรื่องไม่ลงรอยกันเท่าใด
นัก แต่คิดถึงการกระทำของคุณหนูลั่วในคราวนั้น
ก็ไม่แปลกใจเช่นกัน
คน สุดท้ายย่อมต้องพึ่งพากันและกัน
“อา เซิงเอ๋อร์เอ๋ย พรุ่งนี้เจ้าจะออกเรือนแล้ว
ตื่นเต้นไหม”
ลั่วเซิงเงียบ
ที่แท้คำถามนี้ก็จำเป็นด้วยหรือ
“ไม่ตื่นเต้นเจ้าค่ะ”
“ไม่ตื่นเต้นก็ดีแล้ว…” นายหญิงรองนึกถึงวาจาที่
เตรียมเอาไว้เหล่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับเด็กสาวสี
หน้าเย็นชาก็เอ่ยไม่ออกจริงๆ นางจึงยัดของใน
ห่อผ้าสีแดงใส่มืออีกฝั่ายแล้วรีบร้อนเอ่ยคำลา
ลั่วเซิงเปิดผ้าแดง มองสมุดเล่มเล็กที่นักวาดวาด
ได้งดงามเสมือนจริงแล้วก็แก้มแดงระเรื่อ
ดูเหมือนว่านาง…จะเริ่มตื่นเต้นแล้ว
นายหญิงรองเซิ่งหนีออกจากเรือนเสียนอวิ๋นย่วน
หลังจากใจเย็นลงแล้วก็พลันเสียใจในภายหลัง
ขึ้นมา
ทำไมนางหนีออกมาโดยไม่เอ่ยอะไรเลยกันนะ
ตั้งแต่เล็ก หลานสาวก็ไม่มีมารดา ถึงตอนออก
เรือนก็ยังไม่มีผู้อาวุโสที่เป็นสตรีชี้แนะอย่าง
จริงจังสักคน เอ่ยขึ้นมาก็น่าสงสารแปลกๆ
แต่ตอนนี้กลับไปก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน
ว้าวุ่นใจอยู่ครู่หนึ่ง นายหญิงรองเซิ่งก็ไปรายงาน
ผลภารกิจกับฮูหยินผู้เฒ่าเซิ่งด้วยอารมณ์โทษ
ตนเอง
วันรุ่งขึ้น ท้องฟั้าแจ่มใส
ทุกบ้านเรือนในเมืองหลวงออกจากตรอกซอก
ซอยที่พวกเขาอาศัย เพื่อมาร่วมเฉลิมฉลอง
ทั้งหมดล้วนแห่ไปดูคุณหนูลั่วออกเรือนที่ถนน
เกี้ยวแต่งงานหลังใหญ่หยุดอยู่หน้าประตูจวนลั่ว
ไคหยางอ๋องในชุดแดงทั้งตัวมารับคนด้วยตนเอง
ม้าพุทราแดงสง่าผ่าเผย เจ้าบ่าวหล่อเหลาไม่เป็น
รองใคร ขบวนรับตัวเจ้าสาวที่มองไม่เห็นปลาย
ขบวน
ขบวนค่อยๆ เดินอ้อมทั้งเมือง ผู้คนนับไม่ถ้วนวิ่ง
ไล่ตามขบวน เงินมงคลที่โปรยทั่วฟั้าดึงดูดเสียง
ร้องอย่างดีอกดีใจของเด็กๆ เป็นระลอก
“คิดไม่ถึงจริงๆ เลยว่า ไคหยางอ๋องถึงกับจะ
แต่งงานกับคุณหนูลั่ว” ท่ามกลางฝูงชน มีคนไม่
น้อยที่ทอดถอนใจเช่นนี้
“ใช่แล้ว คราแรกที่คุณหนูลั่วดึงผ้าคาดเอวของ
ไคหยางอ๋องก็ถูกส่งตัวจากไป นึกว่าจะสร้าง
ความแค้นเคืองให้กับแม่ทัพใหญ่ลั่ว ใครจะไปคิด
ว่าเป็นการหาบุตรเขยให้แม่ทัพใหญ่ลั่วคนหนึ่ง”
มองบุรุษหล่อเหลาสะดุดตาบนอาชาสูงใหญ่ก็มี
คนคิดไตร่ตรอง “พวกเจ้ายังจำได้สินะ ก่อนที่จะ
พบกับคุณหนูลั่ว ไคหยางอ๋องไม่ยินยอมเข้าใกล้
สตรีเลย ตอนนี้ข้าคิดว่า ไคหยางอ๋องอาจจะบุรุษ
ประเภทถือครองพรหมจรรย์ ถูกคุณหนูลั่วดึงผ้า
คาดเอวจึงยึดมั่นในตัวนาง…”
เหล่าคุณหนูน้อยที่ได้ยินวาจานี้ก็อดจมเข้าสู่การ
ตรึกตรองไม่ได้ เป็นเช่นนี้หรือ
หลังงานแต่งงานของคุณหนูลั่ว เมืองหลวงพลัน
เกิดกระแสการดึงผ้าคาดเอวในยามที่คุณหนูน้อย
พบเจอบุรุษหล่อเหลาระยะหนึ่ง นี่คือเรื่องราวใน
ภายหลังแล้ว
ข้างต้นหลิวซึ่งห่างไกลจากกลุ่มคนแออัด มีบุรษ
รูปโฉมโดดเด่นสองคนยืนอยู่
“พี่ใหญ่” หลินซูเอ่ยเรียก
หลินเถิงหันหน้ามามองเขา
“ท่านไม่ได้บอกว่ามีคดีต้องทำ ดังนั้นจึงบอกปัด
การตามท่านปูั่ไปร่ำสุรามงคลที่จวนอ๋องหรอก
หรือ”
หลินเถิงเอ่ยเรียบๆ “ทำงานเหนื่อยแล้วจึง
ออกมาดูเรื่องสนุกน่ะ”
หลินซูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็หักกิ่งหลิวลงมาหนึ่งกิ่ง
แล้วยื่นไป
หลินเถิงขมวดคิ้ว
หลินซูมองพี่ชายด้วยความทุกข์ใจอยู่บ้าง “พี่
ใหญ่ ท่านชอบคุณหนูลั่วสินะ…เหตุใดไม่ลองดูแต่
แรกล่ะ”
ยามบุปผาเบ่งบานให้รีบเด็ดเอา อย่ารอให้เหี่ยว
เฉาจนต้องทิ้งกิ่งไป[2] หลักการนี้พี่ชายไม่เข้าใจ
หรือ
หลินเถิงสีหน้าเคร่งขรึม กวาดตามองญาติผู้น้อง
แวบหนึ่ง “อย่าพูดเหลวไหล คุณหนูลั่วกับไคห
ยางอ๋องเป็นคู่สร้างคู่สมกัน”
เขาหมุนตัวก้าวเท้ายาวเดินไปยังทิศทางศาลาว่า
การกรมยุติธรรม สุดท้ายก็ไม่รับกิ่งหลิวที่หลินซู
ยื่นมากิ่งนั้น
หลินซูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง โยนกิ่งหลิวลงบนพื้น
ถอนหายใจแผ่วเบาจนมิอาจได้ยิน
งานเลี้ยงยิ่งใหญ่ เชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติมาเข้า
ร่วมมากมาย คารวะสุราขอบคุณ รอจนทำทุก
อย่างพอเป็นพิธีเรียบร้อยก็ดึกมากแล้ว
เว่ยหานเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในห้องหอ มอง
เจ้าสาวของเขาที่นั่งรออยู่ข้างตั่งก็อดโค้งมุมปาก
ขึ้นไม่ได้
“คุณหนูลั่ว” เขาเอ่ยเรียก
เปลวเทียนของเทียนแต่งงานสั่นไหว เคลือบสี
แดงอ่อนและเข้มในห้องหอให้ดูอ่อนโยนชั้นหนึ่ง
บรรยากาศเช่นนี้ ทำให้เสียงเรียก “คุณหนูลั่ว”
เรียบง่ายและธรรมดาคล้ายจะอ่อนโยนและ
งดงามเพิ่มขึ้นมาอยู่บ้าง
ลั่วเซิงเม้มปาก “ตอนนี้ท่านอ๋องยังจะเรียกข้าว่า
คุณหนูลั่วอยู่อีกหรือ”
อภัยให้ความเห็นแก่ตัวเล็กๆ น้อยๆ ของนาง
หลังจากกลายเป็นภรรยาของเขาก็ไม่อยากได้ยิน
เขาเรียกนางว่าคุณหนูลั่วอีก
“เช่นนั้น…เรียกเจ้าว่าเซิงเอ๋อร์ดีไหม” เว่ยหาน
หยั่งเชิงถาม ใบหูแดงเงียบๆ
ลั่วเซิงส่ายหน้า “พวกท่านพ่อล้วนเรียกข้าว่าเซิง
เอ๋อร์ ท่านอ๋องเรียกข้าเช่นนี้ ข้าอดคิดถึงผู้อาวุโส
ไม่ได้”
เว่ยหานขมวดคิ้ว
ผู้อาวุโสหรือ แบบนี้ไม่ได้
“เช่นนั้นเรียกเจ้าว่าอาเซิงได้ไหม”
ลั่วเซิงทำให้คนตรงหน้าลำบากใจอีกไม่ลงจึงเอ่ย
เสียงเบา “ข้าแซ่ลั่ว ท่านอ๋องเรียกข้าว่าลั่วเอ๋อร์
เถอะ”
ลั่วเอ๋อร์น่ะ เป็นชื่อเล่นของนาง
เขาเรียกนางเช่นนี้ นางก็รู้สึกว่าท่านหญิงชิงหยาง
จะต้องมีความสุขเช่นกัน
เว่ยหานยื่นมือไปโอบกอดนางเอาไว้ “ได้
หลังจากนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าลั่วเอ๋อร์”
อ้อมกอดที่มาเยือนกะทันหันทำให้ลั่วเซิงอด
แก้มแดงระเรื่อไม่ได้
“ลั่วที่มาจากคำว่าลั่วเสิน ดีไหม” เขาถาม
ลั่วเซิงมองบุรุษที่เอ่ยวาจาอ่อนโยนเช่นนี้ออก
มาแล้ว หัวใจก็เต้นระรัว
ลั่วที่มาจากคำว่าลั่วเสินหรือ…
นางเหม่อมองเขา
เว่ยหานกระชับอ้อมแขนกอดเด็กสาวแน่น
กว่าเดิม “ข้ารู้สึกว่าลั่วของคำว่าลั่วเสินนั้นน่าฟัง
ที่สุด”
ลั่วเซิงหลุบตา นัยน์ตาชื้นเล็กน้อย
บางที เขาอาจจะเคยคิดถึงความเชื่อมโยงของ
นางกับจวนเจิ้นหนานอ๋อง เคยคิดเรื่องที่คุณหนู
ลั่วเปลี่ยนไปเป็นคนละคน…
แต่เขาไม่เคยบีบบังคับถามนาง
“ท่านอ๋อง…”
เว่ยหานหัวเราะแผ่วเบา ตัดบทวาจาของนาง
“ตอนนี้ลั่วเอ๋อร์ยังจะเรียกข้าว่าท่านอ๋องอีก
หรือ”
“อาหัน?”
เว่ยหานนิ่งเงียบแวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ข้าจำได้
รางๆ ว่าท่านพ่อท่านแม่เรียกข้าว่าชีหลาง ตอนที่
ไม่มีใคร เรียกข้าว่าพี่เจ็ดเถอะ”
ลั่วเซิงพยักหน้าเล็กน้อย ครุ่นคิดพลางถามว่า
“ท่านยังจำได้ไหมว่าแซ่อะไร”
“จำไม่ได้แล้ว” เผชิญกับสายตาสงสารของคนใน
อ้อมแขน เว่ยหานก็ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอะไร
ร้ายแรงหรอก พวกเราครองรักกันจนแก่เฒ่าถึง
จะสำคัญที่สุด”
เขาจำไม่ได้แล้วว่ามาจากที่ใด โชคดีที่ยังรู้
ปลายทาง
เขากับลั่วเอ๋อร์จะดูแลกันและกันจนแก่เฒ่า ลูก
เต็มบ้าน หลานเต็มเมือง
ในตอนที่เขาแก่มากแล้ว ยังสามารถกินบะหมี่
เครื่องผัดที่ลั่วเอ๋อร์ทำได้
เปลวเทียนพลิ้วไหว ทันใดนั้นเสียงระเบิดจาก
เปลวเทียนก็ดังขึ้น ทำให้สองคนที่กอดกันอยู่
ตกใจได้สติ
“ลั่วเอ๋อร์”
“หืม?”
เขาไม่ได้เอ่ยอันใด แต่ก้มหน้าจุมพิตหน้าผากนาง
มุ้งโปร่งบางสีแดงร่วงลงมาเงียบเชียบ
ถึงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่สำหรับชีหลางกับลั่ว
เอ๋อร์ ฤดูใบไม้ผลิของพวกเขาเพิ่งจะมาเยือน
——————–
[1] ไล่เป็ดให้ขึ้นคอน หมายถึง บังคับให้ทำ ฝืน
ทำบางอย่าง)
[2] ยามบุปผาเบ่งบานให้รีบเด็ดเอา อย่ารอให้
เหี่ยวเฉาจนต้องทิ้งกิ่งไป เป็นการเปรียบเปรย
เมื่อความรักมาเยือน ต้องกล้าที่จะไขว่คว้าไล่ตาม
อย่าปล่อยให้โอกาสผ่านไป เพราะอาจจะไม่มี
โอกาสนั้นอีก
ตอนพิเศษ 1 สวรรค์มีความยุติธรรม
เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
นี่คือฤดูหนาวแรกของลั่วเซิงในจวนไคหยางอ๋อง
หิมะปลิวว่อนแต่เช้า ฟองหิมะล่องลอยอย่างมี
ชีวิตชีวา ค่อยๆ ปกคลุมทุกสิ่งด้วยสีขาว
เว่ยหานคลุมเสื้อคลุมตัวใหญ่ จุมพิตแก้มลั่วเซิง
“ข้าออกไปก่อนนะ”
“กางร่มให้เรียบร้อย ระวังพื้นลื่นด้วย” ลั่วเซิงยก
มือจัดการผูกเชือกให้เขา พลางกำชับเสียงนุ่ม
เว่ยหานพยักหน้ายิ้มๆ “รู้แล้ว ข้าจัดการเรื่องราว
เสร็จก็จะกลับมา คืนนี้พวกเรากินหม้อไฟผักดอง
กับเนื้อหมูเถอะ”
“ได้ ผักดองที่อาซิ่วทำเมื่อหลายวันก่อนกินได้
พอดี”
เว่ยหานได้รับคำยืนยัน ดวงหน้าหล่อเหลาก็
เกลื่อนยิ้ม ทั้งยังขบริมฝีปากลั่วเซิงเล็กน้อย ถึงได้
ก้าวเท้ายาวเดินออกไป
ลั่วเซิงเดินไปข้างหน้าต่าง มองส่งบุรุษที่สวมเสื้อ
คลุมสีดำตัวใหญ่จากไป มุมปากมีรอยยิ้มประดับ
โดยไม่รู้ตัว
หิมะนอกหน้าต่างตกหนักกว่าเดิมแล้ว ฟองหิมะ
กลายเป็นขนห่านอ่อนนุ่ม ร่ายรำเป็นเพื่อนลม
หนาว
ลั่วเซิงเพิ่งจะเตรียมไปจากข้างหน้าต่างก็เห็นเงา
ร่างสีดำที่ออกจากสายตาไปไม่นานย้อนกลับมา
ทำไมถึงกลับมาล่ะ
ลั่วเซิงออกไปต้อนรับด้วยความสงสัย
ม่านประตูถูกเลิกขึ้น ลมหนาวพัดเข้ามา
เว่ยหานรีบปล่อยม่านลง
“ทำไมถึงกลับมาล่ะ” ลั่วเซิงถาม
เว่ยหานมองนาง นิ่งเงียบไปแวบหนึ่ง “สือเยี่ยนก
ลับมาแล้ว”
เมื่อได้ยินวาจานี้ ลั่วเซิงก็หัวใจกระตุก พยายาม
รักษาความสงบนิ่ง แล้วเอ่ยว่า “เรียกเขาเข้ามา
เถอะ ข้าจะถามสถานการณ์สักหน่อย”
เว่ยหานไปยังห้องรองฝังตะวันตกที่จัดเป็นห้อง
หนังสือเป็นเพื่อนลั่วเซิง
“ยังราบรื่นไหม” ลั่วเซิงเอ่ยถาม
สือเยี่ยนเอ่ยยิ้มๆ “อ้างอิงจากกระดาษวาดรูป
ของท่านจึงตามหาเจอได้ราบรื่นมากขอรับ โลง
ศพก็ลากกลับมาแล้วเช่นกัน…”
ลั่วเซิงไม่วางใจอยู่บ้าง “โลงศพสองโลงใช่ไหม
อย่าได้เอามาปนกันนะ”
“ท่านวางใจได้ขอรับ ปะปนกันไม่ได้แน่นอน
ล้วนปฏิบัติตามคำกำชับของท่าน”
ลั่วเซิงถึงได้เผยรอยยิ้มออกมา “ลำบากแล้ว”
สือเยี่ยนรีบส่ายหน้า “ไม่ลำบากขอรับ ไม่ลำบาก
สามารถทำงานแทนพระชายาได้นั้น นับเป็น
เกียรติของข้าน้อย”
เว่ยหานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
สือเยี่ยนตะลึง รีบหุบยิ้ม
“พาข้าไปดูเถอะ”
สือเยี่ยนตะลึง อดมองไปทางเว่ยหานไม่ได้
“ทำตามที่พระชายาบอก” เว่ยหานเอ่ยเรียบๆ
“เช่นนั้นท่านตามข้าน้อยมาขอรับ” สือเยี่ย
นเก็บความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้แล้วนำลั่วเซิง
ไปดูโลงศพที่ขนกลับมา
โลงศพดำสนิทสองโลงวางอยู่กลางลานเล็กแห่ง
หนึ่ง
หิมะสีขาวปกคลุมชายคา พื้นที่ปูด้วยอิฐเขียว สี
ดำของโลงศพทำให้ลานเล็กๆ แห่งนี้หนาวเหน็บ
และน่าหวาดหวั่น
ลั่วเซิงก้าวเท้าเดินเร็วเข้าไป สายตาวนเวียนอยู่
ระหว่างโลงศพสองโลง
“โลงไหนคือเฉาฮวา”
สือเยี่ยนชี้ไปยังโลงหนึ่งในนั้น พลางเอ่ยว่า “โลง
นี้ขอรับ”
ลั่วเซิงยื่นมือไปลูบโลงศพสีดำสนิทเบาๆ
โลงศพที่ต้องลมหิมะจากเปั่ยเหอจนมาถึงเมือง
หลวงนั้นเย็นเยือก
ลั่วเซิงเอ่ยในใจว่า ‘เฉาฮวา ในที่สุดเจ้าก็ได้กลับ
บ้านแล้ว’
หงโต้ววิ่งไปเรียกคนในครัวเล็ก “อาซิ่ว นายหญิง
บอกว่าพี่น้องของเจ้ากลับมาแล้ว”
พี่น้องหรือ
ซิ่วเย่ว์ตะลึง ตามหงโต้วไปยังลานเล็กด้วยสีหน้า
งุนงง
สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาคือโลงศพสีดำสนิทสองโลง
“นายหญิง…” ซิ่วเย่ว์สังหรณ์ถึงอะไรบางอย่างได้
อย่างเลือนรางจึงมองไปทางลั่วเซิง
ลั่วเซิงหัวเราะเบาๆ ให้ซิ่วเย่ว์ “ได้ยินเจ้าเล่าเรื่อง
ของเจ้ากับเฉาฮวา ข้าจึงให้ซานหั่วไปเปั่ยเหอ รับ
นางกลับมา”
ซิ่วเย่ว์ม่านตาสั่นไหว ชี้ไปทางโลงศพที่อยู่ใกล้
กับลั่วเซิงโลงนั้น “โลงนี้…หรือเจ้าคะ”
ลั่วเซิงพยักหน้าเบาๆ
ซิ่วเย่ว์พุ่งเข้าไป ฟุบอยู่บนโลงศพ ร่ำไห้ด้วยความ
เจ็บปวด
ลั่วเซิงมองเงียบๆ พยายามควบคุมหยาดน้ำตา
ซิ่วเย่ว์มีฐานะที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา สามารถ
ร้องไห้ได้เต็มที่ แต่นางกลับทำไม่ได้
มือข้างหนึ่งวางลงบนไหล่นางแล้วดึงนางเข้าไป
ลั่วเซิงเหลือบตาขึ้นมองเว่ยหาน
“หากเสียใจก็ร้องไห้เถอะ ดีใจก็ยิ้ม เสียใจก็
ร้องไห้ นี่คือปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่
แน่ว่าต้องมีเหตุผล”
ลั่วเซิงน้ำตาไหลพราก
เว่ยหานกุมไหล่นาง ในใจสงบและมั่นคง
ในคืนนั้นที่เปั่ยเหอ ลั่วเอ๋อร์ร่ำไห้เงียบๆ กับศพ
ของเฉาฮวา เขากอดนางเอาไว้
นั่นเป็นครั้งแรกที่เขากล้ากอดแม่นางที่ชอบ
เขาโชคดีเพียงใดที่ตอนนี้สามารถกอดนางได้
ตลอดเวลา
ตอนนางเสียใจ ตอนมีความสุขและในช่วงเวลา
ต่างๆ
วันที่ฝังศพเฉาฮวานั้นอากาศแจ่มใส
ลั่วเซิงไม่ได้ให้เว่ยหานไปเป็นเพื่อน แค่ยืนอยู่หน้า
หลุมศพใหม่กับซิ่วเย่ว์สองคนอยู่นานมาก
คนที่อยู่เป็นเพื่อนเหล่านั้นล้วนถูกไล่ไปไกล
รวมถึงหงโต้วกับโค่วเอ๋อร์
สายลมที่พัดผ่านปั่า พัดชายเสื้อคลุมสีขาวปลิว
ไสว
ซิ่วเย่ว์มองไปทางลั่วเซิงด้วยแววตาแดงก่ำ “นาย
หญิง พวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ”
ในที่สุดพี่เฉาฮวาก็สามารถหลุดพ้นจากฐานะอวี้
เสวี่ยนซื่อได้แล้ว เมื่อออกจากเปั่ยเหออันเหน็บ
หนาวได้ก็สามารถเฝั้านางกับท่านหญิงในละแวก
ใกล้ๆ นี้ได้แล้ว
หลังจากนี้ขอแค่คิดถึงเฉาฮวา พวกนางก็สามารถ
มาเยี่ยมนางได้ตลอด
มาเยี่ยมนางอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา
นี่ช่างดีจริงๆ นี่เป็นเรื่องที่ในอดีตนางไม่กล้า
จินตนาการ รอหลังจากนี้ร้อยปี นางก็จะถูกฝัง
ที่นี่ เฝั้าท่านหญิงอยู่กับเฉาฮวา
“อืม กลับเถอะ”
ลั่วเซิงกระชับเสื้อคลุม เดินไปข้างหน้า
ซิ่วเย่ว์ตามอยู่ด้านหลังอย่างใกล้ชิด
หงโต้วกลอกตามองบน ดึงโค่วเอ๋อร์ พลางพึมพำ
เสียงเบา “คุณหนูดีกับอาซิ่วมาก เป็นการรักใคร
ก็รักคนหรือสิ่งของของคนผู้นั้นด้วยแล้ว”
โค่วเอ๋อร์เม้มปาก “อาซิ่วฝีมือทำครัวดี นิสัยก็ดี
คุณหนูดีกับนางก็ปกติมากนะ”
เหอะ ถึงอย่างไรสาวใช้อันดับหนึ่งก็ไม่ใช่นาง ใคร
เป็นก็ไม่ต่างกันหรอก
หงโต้วโมโหแล้ว “โค่วเอ๋อร์ ทำไมเจ้าถึงเข้าข้าง
คนอื่นล่ะ”
มิตรภาพของนางกับโค่วเอ๋อร์นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก
ทำไมเวลาสำคัญถึงได้พึ่งพาไม่ได้กันนะ
โค่วเอ๋อร์กลอกตาใส่นาง “เข้าข้างคนอื่นอะไรกัน
อาซิ่วเป็นคนของพวกเรา ไอ้หยา ดูเหมือนว่าคืน
นี้อาซิ่วจะทำเนื้อแกะตุ๋นน้ำแดงด้วย”
“จริงหรือ” หงโต้วกลืนน้ำลาย โยนเรื่องรำคาญ
ใจอย่างการช่วงชิงตำแหน่งสาวใช้อันดับหนึ่งไป
ไกลในทันที
ลั่วเซิงเพิ่งกลับถึงจวนก็มีคนมารายงาน “พระ
ชายา ทางด้านอุทยานหลีหยวนมีจดหมายมาเจ้า
ค่ะ”
หลังจักรพรรดิหย่งอันสละราชบัลลังก์ก็เปลี่ยน
ราชทินนามเป็นจิ้งอ๋องและพาเหล่าสนมนาง
กำนัล รวมถึงเซียวกุ้ยเฟยเข้าไปพำนักในอุทยาน
หลีหยวน
ลั่วเซิงได้ยินว่าอุทยานหลีหยวนส่งจดหมายมาก็
ประหลาดใจเล็กน้อย
เมื่ออ่านจดหมาย ที่แท้ก็เป็นการเชื้อเชิญจาก
เซียวกุ้ยเฟย
พิจารณาครู่หนึ่ง ลั่วเซิงก็ตัดสินใจไปเยี่ยมสหาย
เก่าผู้นี้
บุปผาและต้นไม้ในอุทยานหลีหยวนนั้นรกร้าง
ว่างเปล่า ระหว่างเดินยังได้ยินเสียงร่ำไห้ที่เดี๋ยวมี
เดี๋ยวไม่มีลอยตามลมเข้ามาในโสต
ใต้ฝั่าเท้าคือหิมะที่สะสมกันจนหนา ไร้คนกวาด
ทันท่วงที
“นายหญิง ระวังใต้เท้านะเจ้าคะ” โค่วเอ๋อร์เอ่ย
เตือน
หงโต้วเบ้ปาก “ท่านไม่ควรมาสถานที่ไม่เป็น
มงคลเช่นนี้เลย”
ระหว่างเอ่ยก็มาถึงสถานที่พำนักของเซียวกุ้ยเฟย
แล้ว
สาวใช้ที่รออยู่นอกประตูเลิกม่านขึ้น
ลั่วเซิงเดินเข้าไปก็เห็นสตรีดวงหน้ามืดมนนาง
หนึ่ง
เซียวกุ้ยเฟยที่เคยดวงหน้างดงาม ดึงดูดสายตา
ผู้คนให้จับต้องนั้นเหมือนกับบุปผาที่ขาดน้ำ
เปลี่ยนเป็นซีดขาว เปราะบาง
“คุณหนูลั่วมาแล้ว” เซียวกุ้ยเฟยจ้องลั่วเซิงแวบ
หนึ่งแล้วเอ่ยปาก
หงโต้วเลิกคิ้วตำหนิ “ตอนนี้นายหญิงของพวก
เราเป็นพระชายาแล้ว ท่านอย่าเรียกมั่วซั่ว”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำตำหนิอย่างรุนแรงของสาวใช้
ใหญ่ เซียวกุ้ยเฟยก็ไม่ใส่ใจ เพียงแค่มองไป
ทางลั่วเซิง “คุณหนูลั่ว พวกเราคุยกันเป็นการ
ส่วนตัวได้หรือไม่”
ลั่วเซิงลังเลเล็กน้อยแล้วสั่งหงโต้วกับโค่วเอ๋อร์
“พวกเจ้าไปรอข้างนอกเถอะ”
ทั้งสองคนไม่วางใจอยู่บ้าง “นายหญิง…”
“ไปเถอะ ข้ารู้ขอบเขตดี”
ได้ยินลั่วเซิงเอ่ยเช่นนี้ ทั้งสองคนก็ถอยออกไป
เงียบๆ
“เหนียงเหนียงเรียกข้ามา มีธุระอันใดหรือ”
เซียวกุ้ยเฟยยิ้มเยาะตนเอง “ตอนนี้แล้ว คุณ
หนูลั่วยังเรียกข้าว่าเหนียงเหนียงทำไมอีก”
ลั่วเซิงเอ่ยเรียบๆ “ตอนนี้แล้ว เหนียงเหนียงก็
ยังคงเรียกข้าว่าคุณหนูลั่วเช่นกัน”
เซียวกุ้ยเฟยชะงัก รอยยิ้มเย็นชาลง “ที่ข้าเรียก
คุณหนูลั่วมา มีเพียงข้อสงสัยที่อยากถามให้
กระจ่าง”
“เหนียงเหนียงเชิญกล่าว”
“อาซิ่ว…เป็นคนของเจ้าแต่แรกแล้วใช่หรือไม่”
ลั่วเซิงยิ้ม “อาซิ่วเป็นแม่ครัวของข้ามาตลอด”
เซียวกุ้ยเฟยยิ้มเยาะ “คุณหนูลั่วอย่าแสร้งทำเป็น
โง่งมเพื่อหลอกข้า ความหมายของข้าก็คือ เจ้ารู้
ฐานะของนางตั้งแต่แรกแล้วสินะ”
ลั่วเซิงพยักหน้าน้อยๆ
“เช่นนั้นการที่ข้าสามารถให้กำเนิดบุตรสาวได้ก็
อยู่ในแผนการของพวกเจ้าเช่นกันหรือ”
ลั่วเซิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “นับว่าใช่”
“เป็นอย่างที่คิดเอาไว้จริงๆ…” เซียวกุ้ยเฟยพึม
พำ
หลังจากร่วงลงมาจากที่สูง สัมผัสได้ถึงความเฉย
ชาระหว่างผู้คน ในทางตรงกันข้าม นางกลับสงบ
เยือกเย็นลง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าผิดปกติ
การกลายสภาพมาเป็นเช่นตอนนี้นั้นเริ่มต้นตั้งแต่
เมื่อใดกัน
เริ่มตั้งแต่ปลดองค์รัชทายาท
หลังจากปลดองค์รัชทายาทแล้ว ทุกสิ่งก็ไหลลงสู่
เหวลึกอย่างไม่อาจควบคุมได้ สุดท้ายก็เปลี่ยน
รัชกาล เปลี่ยนผู้ปกครองแคว้น
ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด นอกจากฮ่องเต้
เยาว์วัยพระองค์นั้นก็เป็นคนตระกูลลั่วอย่างมิ
ต้องสงสัย
และที่ทำให้ฝั่าบาทตัดสินใจปลดองค์รัชทายาทก็
เริ่มตั้งแต่ที่นางตั้งครรภ์
เซียวกุ้ยเฟยยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ความแค้นดำเนินไปสู่
จุดสูงสุดตามอาการปั่วยที่หนักขึ้นของบุตรสาว
และเกิดความคิดที่ว่าต้องพบกับลั่วเซิงให้ได้
“เจ้าไม่รู้สึกว่าต่ำทรามหรือ” เซียวกุ้ยเฟยถาม
ระคนเคืองแค้น
ลั่วเซิงถามกลับนิ่งๆ “การที่เหนียงเหนียงกลัวว่า
อาซิ่วจะใช้สูตรอาหารเป็นยาช่วยสนมชายาคน
อื่นๆ ให้กำเนิดบุตรเลยบังคับให้นางดื่ม ‘น้ำบ๊วย’
นั่นกลับไม่รู้สึกว่าต่ำทรามหรือ”
เซียวกุ้ยเฟยแววตาเปล่งประกาย “ข้าคิดแล้วก็ไม่
เข้าใจ เหตุใดอาซิ่วดื่มน้ำบ๊วยลงไปแล้ว แต่กลับ
ปลอดภัยไร้กังวล”
ลั่วเซิงยิ้ม “คนดี ทำดีย่อมได้ดี”
“เหอะ ทำดีได้ดี!” เซียวกุ้ยเฟยที่นับว่าสงบเยือก
เย็นมาตลอดพลันโมโหขึ้นมา “เช่นนั้นบุตรสาว
ข้าเล่า นางมีความผิดอันใด เดิมนางเกิดมาก็เป็น
องค์หญิง ตอนนี้กลับตกต่ำจนกลายเป็นนกใน
กรงที่ไร้ซึ่งอิสระ กระทั่งปั่วยก็ยังไม่มีหมอที่ไหน
รักษาได้ ทำได้แค่ปล่อยไปตามยถากรรม เจ้าพูด
สิว่า เด็กมีความผิดอะไร”
เผชิญหน้ากับความบ้าคลั่งของเซียวกุ้ยเฟย ลั่ว
เซิงยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง “ใช่แล้ว เด็กเป็นผู้
บริสุทธิ์”
ผู้ที่บริสุทธิ์มีเพียงบุตรสาวของเซียวกุ้ยเฟยเสียที่
ไหนกัน
ต่อหน้าเด็กหนุ่มจำนวนมาก ทารกซึ่งถูกองครักษ์
จวนอ๋องอุ้มหนีออกมานั้นไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์หรือ
“หากว่าเหนียงเหนียงไว้วางใจ ข้าจะเชิญหมอ
หลวงมาตรวจอาการเด็ก”
เซียวกุ้ยเฟยอึ้ง จ้องลั่วเซิงด้วยความสงสัย
ลั่วเซิงสีหน้าเอื้อเฟือ “ท่านหญิงน้อยสามารถ
กำเนิดมาสู่โลกใบนี้ได้ก็นับว่ามีต้นกำเนิด
เกี่ยวข้องกับข้าอยู่บ้าง ข้าย่อมหวังว่านางจะ
เติบโตได้อย่างราบรื่น”
“จริงหรือ”
ลั่วเซิงยิ้ม “เหนียงเหนียงคิดว่าข้ามีความ
จำเป็นต้องโกหกท่านหรือ”
เซียวกุ้ยเฟยมองนางเงียบๆ แล้วเอ่ยพึมพำ “ขอ
แค่บุตรสาวของข้าอยู่ดี เช่นนั้น…ก็ช่างมัน
เถอะ…”
เดิมนางมีความคิดที่จะให้หยกศิลาล้วน
แหลกลาญ[1] แม้ว่าจะสังหารลั่วเซิงไม่ตาย แต่ก็
ต้องได้กัดเนื้ออีกฝั่ายสักคำ ให้นางได้สัมผัส
รสชาติความเจ็บปวดบ้าง
แต่คุณหนูลั่วเอ่ยแล้วว่า จะให้บุตรสาวนางเติบโต
ไปอย่างราบรื่น…
เซียวกุ้ยเฟยนึกถึงเรื่องเหล่านี้ หยาดน้ำตาก็ร่วง
หล่น
“เหตุใดเหนียงเหนียงไม่เปิดใจให้กว้าง แม้ว่า
อุทยานหลีหยวนแห่งนี้จะโอ่อ่าตระการตาสู้
พระราชวังไม่ได้ แต่ความยุ่งเหยิงก็น้อยลงไปมาก
ที่สำคัญก็คือมีบุตรสาวซึ่งมีสายเลือดเดียวกันกับ
ท่านอยู่เป็นเพื่อน หากให้ท่านเลือก เป็นกุ้ยเฟยผู้
สูงศักดิ์ในวังหลวง หรือจะเป็นมารดาที่อ่อนโยน
น่าเข้าใกล้ในอุทยานหลีหยวน”
เซียวกุ้ยเฟยเม้มปาก ยิ้มขื่น “คุณหนูลั่วฝีปากดี
ยิ่ง”
แต่ว่านางดันถูกโน้มน้าวเสียได้
เทียบกับกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงที่สูงศักดิ์เหนือผู้คน
ในวังหลวง นางอยากจะเป็นมารดาของโหรว
เอ๋อร์มากกว่าแน่นอน
ความโหดเหี้ยมตรงหว่างคิ้วเซียวกุ้ยเฟยเลือน
หายไป
ลั่วเซิงออกจากอุทยานหลีหยวนแล้วก็ส่งหมอ
หลวงมาวินิจฉัยและรักษาบุตรสาวของเซียวกุ้ย
เฟย
เด็กหญิงสุขภาพอ่อนแอเพราะคลอดก่อนกำหนด
ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงอะไร มีหมอหลวงมาถาม
อาการทุกวัน ทั้งยังมีคนข้างกายดูแลเอาใจใส่
อาการจึงดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียงแต่ตอนที่หมอหลวงมาอีกครั้ง จักรพรรดิ
หย่งอันซึ่งสละราชบังลังก์กลายเป็นจิ้งอ๋องก็
อาการไม่ดีเสียแล้ว
หมอหลวงวุ่นวายยื้อลมหายใจสุดท้ายของ
จักรพรรดิหย่งอันเอาไว้ได้ ข่าวก็แพร่เข้าไปในวัง
อย่างรวดเร็ว
ลั่วเฉินได้รับจดหมายก็ไม่ได้ใส่ใจ
ความจริงเรื่องการคืนบัลลังก์นั้น เขารู้ชัดเจนแจ่ม
แจ้ง สำหรับความรู้สึกที่มีต่อจักรพรรดิหย่งอันซึ่ง
เต็มไปด้วยโลหิตของคนในครอบครัวนั้นย่อมมี
เพียงความเกลียดชัง ไม่มีความรู้สึกใด
มอบนามจิ้งอ๋องให้คนผู้นั้นก็เพื่อที่จะรับช่วงต่อ
อำนาจผู้ปกครองแคว้นได้อย่างราบรื่น ลดการ
ต่อสู้นองเลือดเท่านั้นเอง
แต่เพื่อหยุดการวิพากษ์วิจารณาของผู้คน ยังคง
ต้องมีการแสดงออกบ้าง
ลั่วเฉินสั่งขันทีคนสนิทให้เป็นตัวแทนเขาไปเยี่ยม
ทั้งยังจัดหมอหลวงมีชื่อหลายคนมุ่งหน้าไปด้วย
คนที่ได้รับข่าวแบบเดียวกันยังมีเว่ยหาน
เว่ยหานเดินเข้าไปในอุทยานหลีหยวน มาถึง
ตรงหน้าจักรพรรดิหย่งอันที่ปั่วยหนักเกินเยียวยา
องค์จักรพรรดิซึ่งเคยน่าเกรงขามไม่เป็นสองรอง
ใครในอดีต ตอนนี้ขยับตัวไม่ได้ ต้องนอนอยู่บน
ตั่ง เหมือนปลาที่อยู่ห่างจากน้ำนานเกินไป แผ่
กลิ่นอายเหม็นคาวออกมาจางๆ
ย่ำแย่ อัปลักษณ์ ชวนให้ผู้คนทอดถอนใจ
คนในห้องพากันหันไปคารวะเว่ยหานด้วยความ
เกรงกลัวระคนระมัดระวัง
นับตั้งแต่ย้ายมาอุทยานหลีหยวน ความเฉยชาที่
ฮ่องเต้พระองค์ใหม่มีต่อคนทางนี้ น่าจะมีแค่คนที่
อยู่ในนี้เท่านั้นถึงจะสามารถสัมผัสได้อย่างเข้าใจ
และเพราะเป็นเช่นนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับไคหยาง
อ๋องที่ค่อนข้างได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้
พระองค์ใหม่จึงมีเพียงความกลัวเกรง
เมื่อจิ้งอ๋องตาย พวกเขาเหล่านี้จะสามารถมีชีวิต
ต่อไปได้หรือไม่นั้น ไม่แน่ว่ายังต้องอาศัยไคหยาง
อ๋องพูดให้
เมื่อเห็นเว่ยหาน จักรพรรดิหย่งอันก็พยายามเบิก
ตากว้าง จ้องเขาเขม็ง
เว่ยหานเลิกคิ้วงามเบาๆ
ที่แท้ ‘เสด็จพี่’ ก็ยังมีสติอยู่
“พวกเจ้าหลบออกไปสักหน่อย ข้าจะสนทนา
กับ…เสด็จพี่สักสองสามประโยค”
เสียงเฉยชาดังขึ้น คนในห้องมองหน้ากันไป
มาแล้วถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
ภายในห้องว่างเปล่า ทั่วทุกมุมเต็มไปด้วยกลิ่นยา
เข้มข้น
เว่ยหานก้มหน้ามองจักรพรรดิหย่งอัน ถามเสียง
เบาว่า “ความจริงแล้วข้าอยากถามมาตลอดว่า
เหตุใดท่านจึงส่งคนไปสังหารบิดามารดาของข้า
เหตุใดจึงให้ข้ากลายเป็นบุตรชายของซูไท่เฟย”
เมื่อได้ยินวาจานี้ จักรพรรดิหย่งอันก็ตรัสไม่ออก
ผิวหน้าสั่นอย่างรุนแรง
“ข้าคิดมาหลายปี ก็คิดไม่ออก” เว่ยหานมองเขา
สีหน้าเรียบเฉย “จนกระทั่งมีข่าวลือที่ท่านฟังคำ
ของราชครูแพร่ออกมาในหมู่ชาวบ้านว่า ต้อง
สังหารสตรีที่เกิดในยามเหม่าวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดปี
อู้เฉินเพื่อเสริมสิริมงคลและเพิ่มอายุขององค์หญิง
ฉางเล่อให้ยืนยาว ข้าพลันเกิดการคาดเดา
หนึ่ง…”
เขาชะงักไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยเรียบๆ “ไม่ว่า
เปั้าหมายในการฟังคำของราชครูแล้วสังหารสตรี
เหล่านั้นของท่านคืออะไร กล่าวโดยสรุปแล้ว
ท่านเชื่อในคำของราชครูโดยไร้ซึ่งความสงสัยใดๆ
ในปีนั้นที่ท่านทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะราชครูเช่นกัน
หรือ”
จักรพรรดิหย่งอันพลันเบิกตากว้างหลายส่วน
เขาล้วนมีสติอยู่ตลอด และเพราะเป็นเช่นนี้วาจา
ของเว่ยหานจึงทำให้เขาทั้งตะลึง ทั้งเจ็บปวด
ที่แท้เว่ยหานล้วนจำได้ทั้งหมด!
ปีที่สองที่เขาขึ้นครองราชย์ โอรสองค์โตสิ้นชีพ
ก่อนวัยอันควร สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวาย ราชครู
ทำนายว่าเทพขุนพลซึ่งเป็นตัวแทนของดาวแห่ง
อำนาจที่จะสามารถช่วยเขาทำให้แว่นแคว้นสงบ
สุขได้ก็คือเว่ยหาน
เขาย่อมต้องการนำเทพขุนพลมาไว้ข้างกาย สั่ง
สอนเอาใจใส่ ฝึกฝนบ่มเพาะและมอบฐานะที่ต้อง
ภักดีตามธรรมชาติให้ด้วย
ตอนนั้นเว่ยหานสี่ขวบ บุตรชายโง่งมของซูไท่เฟย
พระสนมของฮ่องเต้พระองค์ก่อนก็อายุสี่ขวบ
เช่นกัน
น้องชายเยาว์วัยที่อายุน้อยกว่าเขาสามปีคนหนึ่ง
เป็นฐานะที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
เพียงแต่เขาวางแผนมากมาย แต่กลับคิดไม่ถึง
ว่าเว่ยหานจะจำเรื่องในปีนั้นได้!
เว่ยหานยิ้มๆ เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของ
จักรพรรดิหย่งอัน “ดูท่าข้าจะเดาไม่ผิด วันนั้นที่
สังหารราชครูในดาบเดียวก็ไม่ถือว่าปฏิบัติต่อเขา
อย่างไม่เป็นธรรม”
จักรพรรดิหย่งอันเบิกตากว้างกว่าเดิม ลำคอส่ง
เสียงอืออาไม่น่าฟังออกมา
เว่ยหานมองเขา แววตาเย็นเยียบ “แค้นที่สังหาร
บิดามารดา ข้าไม่เคยลืม โชคดีที่สวรรค์มีความ
ยุติธรรม สภาพในตอนนี้ของท่านก็นับว่าเป็นการ
ทำตนเองทั้งนั้น”
สวรรค์มีความยุติธรรม ให้เขามีความจำที่ดี
เว่ยหานก้าวเท้ายาวเดินออกไปข้างนอก
ด้านหลังมีเสียงหายใจแรงและกระชั้นลอยมา แต่
เขาก็ไม่ได้หันหน้ากลับไปตั้งแต่ต้นจนจบ
คนที่ถอยออกมาทะลักเข้ามา หมอหลวงที่ในวัง
ส่งมาก็มาถึงแล้วเช่นกัน พวกเขาล้อมรอบกาย
จักรพรรดิหย่งอัน วุ่นวายอยู่พักหนึ่ง
แต่จักรพรรดิหย่งอันพลันกระตุกตัวแรงหลังจาก
หายใจกระชั้นระลอกหนึ่งแล้วตาเบิกโพลง หยุด
หายใจไป
เว่ยหานเพิ่งจะกลับถึงจวนไคหยางอ๋องก็ได้รับ
ข่าวจักรพรรดิหย่งอันสวรรคตจากการประชวร
“รู้แล้ว” เขารับคำเสียงเย็น ก้าวเท้าไปยังเรือน
หลัก
วันก่อนเพิ่งจะหิมะตก ลั่วเซิงคลุมเสื้อคลุมสีเขียว
ยืนอยู่บนบันไดหิน อมยิ้มมองหงโต้วกับโค่วเอ๋
อร์นำสาวใช้กลุ่มหนึ่งไปจับนกกระจอกบ้าน
เว่ยหานเดินมาถึงข้างกายนาง จูงมือนางเอาไว้
“จิ้งอ๋องตายแล้ว”
“อย่างนั้นหรือ” ลั่วเซิงน้ำเสียงสงบนิ่ง เข้าไปใกล้
เว่ยหานอีกเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเบา “ก็นับว่า
สวรรค์มีความยุติธรรม”
สวรรค์มีความยุติธรรม ให้นางได้เกิดใหม่จากเถ้า
ถ่าน
เว่ยหานกระชับกอดคนข้างกาย “ใช่แล้ว สวรรค์
มีความยุติธรรม”
อาจจะเพราะจับนกกระจอกบ้านได้แล้ว เสียง
หัวเราะปานกระดิ่งเงินของเหล่าสาวใช้ถึงได้ลอย
มา
สองคนสิบนิ้วประสานกัน มองดูเรื่องสนุกกัน
อย่างมีความสุข
——————–
[1] หยกศิลาล้วนแหลกลาญ ใช้อุปมา ไม่ว่าคนดี
คนชั่ว คนโง่คนฉลาด หรือไม่ว่าใคร และอะไรก็
ตาม ล้วนต้องมอดม้วยมรณาไปด้วยกัน
ตอนพิเศษ 2 คนในฝัน
ใต้หล้าเริ่มสงบสุข ราษฎรใช้ชีวิตสุขสงบ เมือง
หลวงจึงยิ่งคึกคักและครึกครื้นอย่างเห็นได้ชัด
วันนี้ หน้าประตูร้านลิ่วชูฮวาไจแถวยาวเฟือย
กล่าวถึงร้านลิ่วชูฮวาไจ นับว่าเป็นร้านเก่าแก่อายุ
ร้อยปีแห่งหนึ่งซึ่งมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน
จนกระทั่งตอนนี้ร้านลิ่วชูฮวาไจก็ยังคงได้รับ
ความนิยม เมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่งก็มักจะสามารถ
วางจำหน่ายบทละครซึ่งมีเรื่องราวแปลก
ประหลาดออกมา ดึงดูดผู้คนนับไม่ถ้วนให้แย่งกัน
ซื้อ กระทั่งมีคนจากนอกเมืองมาฝากญาติและ
สหายในเมืองหลวงให้ซื้อด้วย
แน่นอนว่า ก็ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่มีบทละครเล่มใหม่
ขายล้วนจะต่อแถวยาวเฟือยกันแบบนี้ เพียงแต่
หนึ่งปีกว่ามานี้ ผู้คนเห็นสถานการณ์ประหลาด
เช่นนี้จนชินนานแล้ว
ร้านลิ่วชูฮวาไจมีบัณฑิตเขียนหนังสือคนหนึ่งชื่อ
คนในฝัน ฝีมือสูงส่ง บทละครที่เขียนทำให้ผู้คนที่
ได้อ่าน ดื่มด่ำลุ่มหลง ลืมกินลืมนอน
เสียงแอ๊ดดังขึ้นในรุ่งอรุณ ประตูใหญ่ร้านหนังสือ
ร้อยปีเปิดออกแล้ว
ผู้คนพุ่งไปข้างหน้าด้วยความตื่นเต้น มีคนงาน
มากประสบการณ์ตะโกนเสียงดัง “ต่อแถวให้
เรียบร้อย มาก่อนได้ก่อน!”
คนที่เข้าแถวอยู่ข้างหน้าเข้าไปก่อนแล้วอุ้มบท
ละครเล่มใหม่เอี่ยมออกมา เดินไป พลางเปิดอ่าน
อย่างอดใจรอไม่ไหว
“เรื่องอะไรหรือ” คนที่ยังต่อแถวอยู่ถาม
คนคนนั้นตายังจ้องอยู่ที่บทละคร ขณะตอบอย่าง
โอ้อวดหลายส่วน “เป็นเรื่องราวประหลาดเล่ม
สาม…คืนวิญญาณ”
เรื่องแรกที่คนในฝันเขียนมีชื่อว่า ‘วิญญาณ
จิ้งจอก’ เรื่องราวที่สองมีชื่อว่า ‘วาดม้าศักดิ์สิทธิ์
ของวายุเทพ’ เรื่องราวประหลาดสองเรื่องนี้ทำให้
นักประพันธ์ท่านนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือ กระตุ้นให้
ผู้คนนับไม่ถ้วนรอเล่มสามเปิดตัว
คนที่เข้าแถวได้ยินชื่อหนังสือก็ร้อนใจขึ้นมาทัน
ควัน อดรนทนไม่ไหวอยากจะอ่านเสียเดี๋ยวนี้
แต่ตอนนี้คนงานร้านหนังสือดันตะโกนว่า “บท
ละครของอาจารย์คนในฝันจำหน่ายหมดแล้ว
ลูกค้าที่จะซื้อหนังสือเล่มอื่นสามารถเข้ามาได้
แล้วขอรับ”
พรึบ แถวหายไปกว่าครึ่ง คนที่ซื้อบทละครไม่ได้
ไปล้อมคนที่ซื้อได้เอาไว้อย่างรวดเร็ว
“รีบเล่ามาสิว่า ‘คืนวิญญาณ’ หลักๆ เขียน
เรื่องราวอะไร”
“เขียนเรื่องสตรีนางหนึ่งเกิดอุบัติเหตุหมดสติไป
หลังฟืนขึ้นมาอุปนิสัยก็เปลี่ยนไปมาก ความจริง
แล้วถูกวิญญาณร้ายยืมศพเพื่อคืนวิญญาณ ใน
ภายหลังเพราะคุ้มครองฮ่องเต้ในช่วงเวลาวิกฤต
ได้สำเร็จ จึงถูกแต่งตั้งเป็นองค์หญิง…”
“ผีร้ายตนหนึ่งจะกลายเป็นองค์หญิงได้อย่างไร
รีบเล่าเร็วเข้า”
คนผู้นั้นส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า “นี่เป็นแค่สรุปย่อ
ของเรื่องราว เนื้อหาที่เป็นรูปธรรมต้องรอข้ากลับ
บ้านไปอ่านให้ละเอียดก่อน ถึงจะเล่าให้พวกเจ้า
ฟังได้”
เห็นคนผู้นั้นจากไปอย่างภาคภูมิใจยิ่ง คนกลุ่มนั้น
ก็กระทืบเท้าอย่างคันยุบยิบในใจ
‘วิญญาณจิ้งจอก’ กับ ‘วาดม้าศักดิ์สิทธิ์ของวายุ
เทพ’ ของอาจารย์คนในฝันล้วนสนุกมาก ‘คืน
วิญญาณ’ จะต้องไม่เลวแน่นอน น่าเสียดายที่ทุก
ครั้งที่บทละครเล่มใหม่วางจำหน่ายนั้นมีจำนวน
จำกัด หากต้องการอ่านก็ทำได้แค่รอวางจำหน่าย
เพิ่มในเดือนถัดไปแล้ว
บนโต๊ะมังกร บทละครชื่อ ‘คืนวิญญาณ’ เล่ม
หนึ่งวางอยู่ตรงหน้าลั่วเฉิน
ลั่วเฉินพลิกอ่านเรียบร้อยแล้วก็จ้องชื่อบทละคร
ด้วยสีหน้าเย็นเยียบ
ขันทีคนสนิทยืนอยู่อีกด้าน ไม่กล้าส่งเสียง
แม้ว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะพระชนมายุยังน้อย
แต่กลับเฉลียวฉลาด เก็บงำความรู้สึกเก่ง
ค่อนข้างมีความน่าเกรงขาม
เนิ่นนานหลังจากนั้น ลั่วเฉินจึงเอ่ยว่า “นี่คือ
เรื่องราวที่คนในฝันเขียนออกมาหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ร้านลิ่วชูฮวาไจคัดลอกออกมาทั้งหมดกี่เล่ม”
“ทูลฝั่าบาท คัดลอกออกมาทั้งหมดหนึ่งร้อยเล่ม
พ่ะย่ะค่ะ” พิจารณาสีพระพักตร์ของฮ่องเต้
พระองค์ใหม่อย่างละเอียดแล้ว ขันทีก็เอ่ยเสริม
ว่า “นี่คือวิธีการที่ร้านลิ่วชูฮวาไจใช้เป็นประจำ
ควบคุมปริมาณบทละครที่ออกใหม่ รอผ่านหนึ่ง
เดือนนี้ไปก็จะวางจำหน่ายในปริมาณมาก…”
ลั่วเฉินมีสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย เอ่ยเรียบๆ ว่า “ไป
บอกเจ้าของร้านลิ่วชูฮวาไจว่า ‘คืนวิญญาณ’ ไม่
อาจปรากฏในท้องตลาดได้อีก”
ขันทีรับคำ
ลั่วเฉินหางคิ้วไม่ขยับ น้ำเสียงเย็นชายิ่งกว่าเดิม
“สำหรับคนในฝันผู้นั้น ทำลายเส้นเอ็นที่มือของ
เขาแล้วกัน เราไม่อยากเห็นเรื่องราวที่เขาเขียน
ออกมาใหม่อีก”
ขันทีตะลึง รีบรับคำ
“ไปจัดการเถอะ”
ขันทีค้อมกายถอยออกไป ลั่วเฉินเดินไปข้างหน้า
ต่าง เหม่อมองทิวทัศน์นอกห้องทรงพระอักษร
ในคฤหาสน์ธรรมดาหลังหนึ่งทางเมืองตะวันออก
บุรุษชุดเขียว ผมยาวสยายกำลังตวัดพู่กันเขียน
อักษรอย่างรวดเร็ว
บนโต๊ะหนังสือคือต้นฉบับกองสูง กำจายกลิ่น
หมึกออกมาจางๆ
เสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก เขาวางพู่กัน
นวดข้อมือแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
วันนี้เป็นวันเปิดตัว ’คืนวิญญาณ’ คิดว่าเป็นคน
ของร้านลิ่วชูฮวาไจมาส่งเงินของบทละครและ
จองเรื่องราวเล่มถัดไป
การปรากฏตัวของ ‘วิญญาณจิ้งจอก’ กับ ’วาด
ม้าศักดิ์สิทธิ์ของวายุเทพ’ ล้วนทำเพื่อให้ ’คืน
วิญญาณ’ ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนในใต้หล้าได้
อย่างเป็นธรรมชาติ
นี่ยังไม่พอ
แม้ว่า ‘คืนวิญญาณ’ จะเขียนเรื่องราวของผีร้าย
ยืมศพคืนวิญญาณกลายเป็นองค์หญิง แต่กลับไม่
สามารถทำให้ผู้คนคิดเชื่อมโยงไปถึงองค์หญิง
ใหญ่ที่มีหน้ามีตาไม่มีที่สิ้นสุดท่านนั้น เพียงแค่ทิ้ง
ความคิดเลือนรางให้กับคนที่ได้อ่านเรื่องนี้เท่า
นั้นเอง
เรื่องประหลาดที่เขาต้องการให้ผู้คนในใต้หล้าได้
อ่านอย่างแท้จริงคือเล่มสี่…’บ่อเกิดแห่งหายนะ’
เรื่องราวแปลกประหลาด เหนือความคาดหมาย
มักจะแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นเขา
อยากจะเห็นว่าราชวงศ์จะปิดปากที่พล่ามไปเรื่อย
ได้อย่างไร
ผู้คนเห็นเป็นเพียงนิทานแล้วอย่างไร ในฐานะคน
ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง จะสามารถหนีความอึดอัด
ใจไปได้หรือ
เสียงเคาะประตูเร่งรีบกว่าเดิมแล้ว
บุรุษหนุ่มจัดระเบียบเสื้อผ้า เดินออกไป
เขาพูดไม่ได้จึงเขย่ากระดิ่งที่ประตูครั้งหนึ่ง
มีเสียงดังลอยมาจากนอกประตู “เสวี่ยฮวา”
เมื่อได้ยินคำนี้ บุรุษหนุ่มก็ยื่นมือไปเปิดประตู
ยามเกล็ดหิมะงดงามโปรยปรายที่หน้าประตู
พวกเราร่ำสุราที่นี่ ไม่ว่าเรื่องอันใดก็ไม่ต้องเอ่ย
สนใจเพียงแต่ชมหิมะเถอะ
ลิ่วชูฮวาเป็นอีกชื่อของเสวี่ยฮวา เมื่อได้ยินสองคำ
นี้ เขาก็จะรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นคนของร้านลิ่วชูฮวา
ไจ
ถ้าหากว่าคนด้านนอกเอ่ยว่าเป็นร้านลิ่วชูฮวาไจ
ในทางตรงกันข้าม เขาไม่มีทางเปิดประตู
ประตูเปิดแล้ว เมื่อเห็นคนข้างนอก บุรุษหนุ่มก็
นัยน์ตาหดวูบ คิดจะปิดประตูตามจิตใต้สำนึก
“อย่ารีบร้อนสิ” สือเยี่ยนดันประตูไว้ หัวเราะ
เหอๆ
มือยกขึ้น ฟันดาบลงมา แสงเย็นเยียบเปล่ง
ประกาย จากนั้นก็ปิดประตูแล้วจากไป
บุรุษด้านในประตูกุมข้อมือ เจ็บปวดจนล้มลงไป
กลิ้งบนพื้น แต่กลับส่งเสียงออกมาไม่ได้
เขาจ้องประตูที่ปิดลง ทั้งหวาดกลัว ทั้งโมโห
นั่นคือคนของไคหยางอ๋อง!
ที่แท้ไคหยางอ๋องก็ให้คนจับตาดูเขาตลอด
กระทั่งสัญญาณลับที่เขาตกลงกับร้านลิ่วชูฮวาไจ
ก็ยังรู้!
ข้อสงสัยของเขาไม่ผิด ลั่วเซิง นังแพศยานั่นถูก
วิญญาณเร่ร่อน ไร้ญาติขาดมิตรครอบครองร่าง
แล้ว
ซูเย่าซึ่งล้มลงไปกองบนพื้น มองท้องฟั้าอันคับ
แคบ แววตาเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
ในความฝัน เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แบบนี้
เขาเป็นเด็กหนุ่มที่โดดเด่นที่สุดในจินซา มี
สภาพแวดล้อมเป็นใจคอยอำนวย ราบรื่นไร้
อุปสรรคใดๆ รอประสบความสำเร็จในการสอบ
ขุนนาง ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งทางราชการ นับแต่นั้น
ก็เริ่มต้นชีวิตอันสดใส
แต่ในปีที่อายุสิบเจ็ด มีคุณหนูลั่วท่านหนึ่งมาจาก
เมืองหลวง
การบังเอิญพบกันครั้งหนึ่งเป็นการเริ่มต้นการ
ตามตื๊อไม่เลิกราของนาง ในภายหลังก็วุ่นวาย
หนักยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากอำนาจของแม่ทัพใหญ่
ลั่ว ครอบครัวจึงทำได้เพียงตอบตกลงการ
แต่งงานนี้
นั่นคือจุดเริ่มต้นฝันร้ายของเขา
สำหรับคุณหนูลั่วนั้นกลับไม่ได้พึงพอใจที่สม
ปรารถนา ในทางตรงกันข้าม ไม่นานนักก็เบื่อ
หน่ายคืนวันธรรมดาอันจืดชืด เมื่อเห็นบุรุษรูป
งามก็ยังคงตามตอแยอย่างไร้ซึ่งความกังวลใดๆ
มารดาตักเตือนและตำหนินางด้วยความโมโหจึง
ถูกตบมาฝั่ามือหนึ่ง
มารดาไม่อาจทนการถูกเหยียดหยามได้จึงกลืน
ทองจนเสียชีวิตไป
บทสรุปสุดท้ายคือ เขาฉวยโอกาสที่นางหลับสนิท
รัดคอนางตาย จากนั้นก็ฆ่าตัวตาย
สติปัญญาที่สวรรค์มอบให้อะไร อนาคตอัน
สวยงามอันใด ทั้งหมดล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเขา
ชีวิตอันแสนสั้นของเขานี้ กลายเป็น
โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
แต่เขาคิดไม่ถึงว่า เมื่อลืมตาขึ้นมา เขาจะยังเป็น
เด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดคนนั้น ได้ยินน้องสาวเอ่ยกับ
เขาอย่างว้าวุ่นใจ ‘พี่รอง ท่านต้องระวังนะ ข้าได้
ยินว่า จวนเซิ่งมีคุณหนูญาติผู้น้องมาท่านหนึ่ง ไม่
มีเรื่องอะไรก็ไปแทะโลมเด็กหนุ่มรูปงามบนถนน’
ตอนนั้นเขาร้องไห้แล้ว
เขาไม่รู้ว่านั่นคือความจริงหรือฝันร้าย แต่กลับรู้
ว่าคุณหนูลั่วที่ทำลายชีวิตของเขามาแล้วจริงๆ
ครั้งนี้เขาไม่มีทางนั่งรอความตายอีก เขาต้องลง
มือก่อน ถึงจะได้เปรียบ
แต่เมื่อเขาเปลี่ยนแปลงการเริ่มต้นกลับค้นพบว่า
คุณหนูลั่วไม่เหมือนกับในฝัน…
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง
ซูเย่ากลอกตา จ้องบานประตู
เสียงเคาะประตูหยุดแล้ว ประตูที่ปิดแต่ไม่ได้ลง
กลอนถูกผลักให้เปิดออก
ผู้มาเยือนถือดาบ เห็นข้อมือซูเย่ามีเลือดหลั่งรินก็
ตกตะลึง จากนั้นก็เดินเข้ามาตรวจดูรอบหนึ่ง
แล้วจากไปเงียบๆ
“หลังคนที่ส่งไปเดินทางไปถึงก็พบว่าเอ็นข้อมือ
ของซูเย่าถูกตัดไปแล้วหรือ” ลั่วเฉินฟังรายงาน
แล้วก็แปลกใจอยู่บ้าง
“พ่ะย่ะค่ะ”
ลั่วเฉินครุ่นคิดแล้วยิ้ม
เขาพอจะเดาได้ว่าคนที่ล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง
เป็นใครแล้ว
เขานึกว่าคนที่แอบจับตาดูซูเย่ามีเพียงเขา คิดไม่
ถึงว่าจะยังมีไคหยางอ๋องด้วย
อืม ตอนนี้ดูท่า พี่เขยคนนี้ยังคงมีคุณสมบัติ
เหมาะสม
“หาอาภรณ์ที่จะออกไปข้างนอกให้เรา เราจะไป
เยี่ยมหลานชาย”
ขันทีรีบผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ที่สวมใส่ทั่วไปให้ลั่ว
เฉิน จากนั้นก็ออกจากวังไปโดยที่ไม่ทำตัวเป็นจุด
สนใจ
ในจวนไคหยางอ๋อง ลั่วเซิงกับเว่ยหานกำลังพา
บุตรชายที่อายุไม่กี่เดือนดูต้าไปั๋ในลาน
ขนของต้าไปั๋บางตาเล็กน้อย แต่ยังคง
กระปรี้กระเปร่าเช่นเคย ก้าวเดินเอื่อยเฉื่อย
ปล่อยให้ผู้คนล้อมดู
“พี่สาว พี่เขย วันนี้พวกท่านว่างๆ นะ” เสียง
หัวเราะก้องกังวานของเด็กหนุ่มลอยมา
ลั่วเซิงเห็นว่าเป็นลั่วเฉินก็อดโค้งริมฝีปากไม่ได้
“จะเข้าจวน ทำไมไม่บอกสักคำเพคะ”
ลั่วเฉินเดินเข้ามา นั่งลงข้างกายนาง พลางเอ่ย
ยิ้มๆ ว่า “ไม่ได้ไปที่อื่นสักหน่อย”
“วันนี้ไม่ยุ่งหรือเพคะ”
ลั่วเฉินมองลั่วเซิงอย่างลึกซึ้งแล้วตอบว่า “ต่อให้
ยุ่งก็ต้องมาเยี่ยมหลานชาย”
เว่ยหานที่ถูกเมินเฉยอยู่อีกด้าน มุมปากกระตุก
เงียบๆ
น้องชายภรรยาเอ่ยปาวๆ ว่าคิดถึงหลานชาย แต่
กระทั่งสายตาก็ไม่แบ่งให้บุตรชายตัวอ้วนของเขา
เลยสักนิด
“แค่กๆ” เว่ยหานไอเบาๆ ในที่สุดก็ดึงดูดความ
สนใจของลั่วเฉินได้
“ฝั่าบาท ไม่ทราบว่ามีดำริอย่างไรกับข้อเสนอ
ของเสนาบดีจ้าวและคนอื่นๆ เมื่อสองวันก่อนพ่ะ
ย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ ลั่วเฉินก็ขมวดคิ้วทันที “ข้ารู้สึก
ว่าพวกเขากังวลเกินไปแล้ว ข้าเพิ่งจะอายุสิบ
แปด ไม่รีบร้อนเลยสักนิด”
เอ่ยถึงตรงนี้ เด็กหนุ่มก็มองไปทางเว่ยหานอย่าง
สงสัยแวบหนึ่ง “หรือว่าพี่เขยก็อยากให้ข้ารีบ
แต่งงานด้วยเหมือนกัน”
เว่ยหานเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง “บุรุษต้องแต่ง
ภรรยา สตรีต้องออกเรือน ฝั่าบาทก็ถึงช่วงเวลาที่
ต้องหารือเรื่องการแต่งงานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ลั่วเฉินยิ้มบางๆ “ตอนพี่เขยแต่งงานก็อายุยี่สิบ
สามแล้ว”
เว่ยหาน “…”
น้องชายของภรรยากำลังเยาะเย้ยเขาที่แต่ง
ภรรยาไม่ได้เสียทีอย่างนั้นหรือ
เขายื่นมือไปโอบลั่วเซิงเอาไว้ หัวเราะเหอะๆ
พลางเอ่ยว่า “แต่กระหม่อมปักใจในตัวพี่สาวฝั่า
บาทนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นลั่วเฉินที่โมโห
โอ้อวดอะไรกัน
นึกว่าเขาไม่รู้หรือ เห็นอยู่ชัดๆ ว่า ไคหยางอ๋อง
ยึดมั่นในบะหมี่เครื่องผัดก่อน
เขาเคยได้ยินหงโต้วเล่าเมื่อนานมาแล้ว ระหว่าง
ทางเข้าเมืองหลวงในตอนนั้น ไคหยางอ๋องกิน
บะหมี่เครื่องผัดไปห้าชาม ไม่ได้กินมากกว่านี้
ไม่ใช่เพราะกินอิ่มแล้ว แต่เป็นเพราะเงินไม่
พอแล้ว
แบบนี้ เขาจะเชื่อได้อย่างไรว่าไคหยางอ๋องตก
หลุมรักพี่สาวแต่แรกเห็น
ลั่วเซิงมองสองคนแข่งขันกันเงียบๆ ก็ถามขึ้น
อย่างจนปัญญาว่า “ฝั่าบาทจะอยู่เสวยด้วยไหม
เพคะ”
ลั่วเฉินสีหน้าตะลึง “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว”
อย่างไรเสีย การออกจากวังก็ไม่ได้ง่ายเหมือน
ออกจากจวนในอดีต จะไม่อยู่กินข้าวได้อย่างไร
“พี่สาว ข้าอยากกินชุนปิง ห่อกระเพาะหมูน้ำ
แดง หมูรมควันฝอยกับกุยช่าย…”
หลานชายตัวน้อยที่ถูกเมินเฉยร้องไห้เสียงดังใน
ที่สุด
ลั่วเฉินถึงได้นึกขึ้นได้ว่ามาเยี่ยมหลานชาย รีบ
ร้อนรับหลานชายจ้ำม่ำมากล่อม “เด็กดีไม่ร้องไห้
นะ อีกประเดี๋ยวกินชุนปิงด้วยกันกับน้า…”
ยังเอ่ยไม่ทันจบก็รู้สึกผิดปกติ
เด็กหนุ่มยกมือที่เปียกชื้นขึ้นมาอย่างไร้ซึ่งความ
สุขุมขององค์จักรพรรดิ หลงเหลือเพียงความลน
ลานเท่านั้น “พี่สาว เขาฉี่แล้ว!”
น่ากลัวเกินไปแล้ว เขาไม่มีทางแต่งงานเร็วหรอก!
เว่ยหานรับบุตรชายมานิ่งๆ จุมพิตลงบนใบหน้า
อวบของเด็กน้อยครั้งหนึ่ง
ยังคงเป็นบุตรชายที่ใส่ใจ
ตอนพิเศษ 3 ปุถุชน
วันนี้ท้องฟั้ามืดครึ้ม เมฆหนาซ้อนทับกันเป็นชั้น
คล้ายจะร่วงลงมา
โค่วเอ๋อร์เดินเข้ามารายงานต่อลั่วเซิงที่กำลังใช้
ปอหลังกู่หยอกเล่นกับบุตรสาวตัวน้อย “นาย
หญิง ทางเรือนหนิงมีคนมาแจ้งว่า จู่ๆ หมิงจู๋ก็
อาการไม่ดีแล้วเจ้าค่ะ…”
เสียงปอหลังกู่หยุดชะงัก
ทารกน้อยวัยสิบเดือนกว่ามองมารดาด้วยความ
งุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงได้ไม่มีเสียงแล้ว
“พาท่านหญิงน้อยไปนอนเถอะ” ลั่วเซิงสั่งแม่นม
แม่นมรีบอุ้มท่านหญิงน้อยขึ้นมาแล้วไปยังห้อง
ข้าง
ลั่วเซิงถึงได้สั่งโค่วเอ๋อร์ว่า “ให้คนไปหอสุรา
เรียกฟูั่เสวี่ยกลับมา”
ตั้งแต่ปีที่แล้ว หมิงจู๋ก็เริ่มปั่วย เป็นๆ หายๆ ดี
บ้างแย่บ้างจนถึงตอนนี้กระทั่งยาก็ไม่ได้ผลแล้ว
นับว่าได้เตรียมตัวแล้วเช่นกัน
“ให้คนไปเรียกแล้วเจ้าค่ะ” โค่วเอ๋อร์เม้มปาก
“หมิงจู๋…อยากพบท่าน”
ลั่วเซิงครุ่นคิด ลุกขึ้นยืน “ไปเถอะ”
เรือนหนิงอยู่มุมหนึ่งทางตะวันตกเฉียงหนึ่งของ
จวนอ๋อง ครานั้นที่แม่ทัพใหญ่ลั่วพาครอบครัวหนี
ไป ฟูั่เสวี่ยได้รับการคุ้มครองจากสือเยี่ยนให้มา
พักที่จวนอ๋อง
ในภายหลังเกิดเรื่องขึ้นกับองค์หญิงฉางเล่อ คน
ทั้งจวนองค์หญิงที่ตายก็ตาย ที่หนีก็หนี ภายใต้
การวิงวอนของฟูั่เสวี่ย สือเยี่ยนเสี่ยงกับการต้อง
ขัดถังส้วมไปตลอดชีวิตรับพวกหมิงจู๋หลายคน
เอาไว้
นี่จึงก่อให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ คุณหนูลั่วยัง
ไม่ได้แต่งเข้ามา บุรุษคนโปรดหลายคนกลับพัก
อาศัยอยู่ในจวนไคหยางอ๋องแต่เนิ่นๆ เสียแล้ว
พ่อบ้านจวนอ๋องแอบถามเว่ยหานว่าจะจัดการ
หลายคนนี้อย่างไร เว่ยหานเอ่ยอย่างไม่ใส่ “ให้
อาศัยต่อไปเหมือนเดิมก็ได้”
ดังนั้นหลายคนนี้จึงรั้งอยู่ที่จวนอ๋องมาโดยตลอด
เมื่อเดินเข้าไปในเรือนหนิงก็เห็นหลิงเซียวกับลี่ว์ฉี่
ร่ำไห้เงียบๆ
หมิงจู๋เห็นลั่วเซิงเข้ามาก็พยายามยกศีรษะขึ้น
“ท่านมาแล้ว”
ไม่รอให้ลั่วเซิงเอ่ยปาก หลิงเซียวกับลี่ว์ฉี่ก็ถอย
ออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
หมิงจู๋มองโคว่เอ๋อร์ที่ติดตามอยู่ข้างกายลั่วเซิง
ปลุกความกล้าถามว่า “ข้าสามารถคุยกับท่าน
เป็นการส่วนตัวสักสองสามประโยคได้หรือไม่
ขอรับ”
ลั่วเซิงพยักหน้าน้อยๆ ให้โค่วเอ๋อร์ โค่วเอ๋อร์จึง
ถอยออกไปด้วย
“คุณหนู…” พอหมิงจู๋เอ่ยปากก็ไอขึ้นมา
ลั่วเซิงไม่ได้แก้ไขคำเรียกของเขาให้ถูกต้อง เพียง
เอ่ยเสียงอบอุ่นว่า “ข้าให้คนไปเชิญหมอเทวดา
มาตรวจอาการให้เจ้าแล้วกัน”
“ไม่จำเป็นแล้วขอรับ” หมิงจู๋พยายามแย้ม
รอยยิ้มให้ลั่วเซิง “อาการปั่วยรักษาได้แต่
เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตไม่ได้ อย่าได้ทำให้ท่าน
หมอเทวดาต้องลำบากใจเลย อีกอย่าง ข้าก็มีชีวิต
มาพอแล้ว…”
ลั่วเซิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า “เช่นนั้นเจ้า
มีความปรารถนาอันใดไหม”
หมิงจู๋มองลั่วเซิงอย่างไม่ละสายตา “ไม่มีขอรับ…
แค่อยากพบคุณหนูอีกครั้ง”
นี่คือคุณหนูที่เขาแอบชอบ เพียงแต่น่าเสียใจยิ่ง
ด้วยฐานะที่ต่ำต้อยของเขา หากเอ่ยคำว่า ‘ชอบ’
ออกมาล้วนเป็นเรื่องน่าขัน
เช่นนั้นก็ไม่พูดแล้ว เก็บเอาไว้ในใจเถอะ สำหรับ
คุณหนู เดิมความชอบนี้ก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร
เขาเคยเป็นคนขององค์หญิงฉางเล่อ ในภายหลัง
ถูกมอบให้คุณหนู เขานึกว่าต้องปรนนิบัติคุณหนู
เหมือนกับที่ปรนนิบัติองค์หญิงฉางเล่อ แทนที่จะ
กล่าวว่าเห็นเขาเป็นบุรุษคนโปรด มิสู้กล่าวว่า
เป็นสาวใช้ดีกว่า
และในภายหลัง เมื่อมีต้าไปั๋ก็ไล่เขากับฟูั่เสวี่ยไป
เลี้ยงห่านเสียอย่างนั้น
ในสายตาเขา คุณหนูลั่วที่เหลวไหลและเอาแต่ใจ
ในสายตาผู้คน ความจริงแล้วเป็นแค่เด็กสาวที่ใช้
ชีวิตตามที่ใจปรารถนาเท่านั้นเอง
เขาพอใจกับชีวิตที่มั่นคงเช่นนี้ รู้สึกว่าสามารถ
เป็นเช่นนี้ไปจนแก่เฒ่าก็นับว่าเป็นเรื่องควรค่าแก่
การเฉลิมฉลองแล้ว
เริ่มต้นเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อใดกันนะ
หมิงจู๋พยายามครุ่นคิด
น่าจะเป็นฤดูใบไม้ผลิ รัชศกหย่งอันปีที่สิบเจ็ด
คุณหนูกลับมาจากจินซาและเรียกเขามาพบ
ประโยคแรกที่เอ่ยก็คือไล่เขาไป
ท่าทางเฉยชาของนางทำให้เขาหวั่นกลัว แต่ไม่รู้
ว่าเพราะเหตุใด นับตั้งแต่นั้นเด็กสาวที่ทำตามแต่
ใจปรารถนาในความทรงจำเขาคนนั้นจึงถูก
แทนที่ด้วยเด็กสาวท่าทางเฉยชา เก็บงำ
ความรู้สึกเก่งแทน
เขาสงสัย ประหลาดใจ อยากจะเข้าใกล้ แต่กลับ
ไม่มีโอกาส
ทว่านางกลับสลักลึกอยู่ในใจเขาทุกๆ วัน
เนิ่นนานหลังจากนั้น เขาถึงได้เข้าใจ นี่น่าจะเป็น
การตกหลุมรักสินะ
ไม่ว่าจะชอบคุณหนูลั่วที่แท้จริง หรือเป็นคุณหนู
ลั่วในจินตนาการของเขา ด้วยฐานะต่ำต้อยแบบ
นี้ของเขา สามารถเกิดความรู้สึกชื่นชอบเช่นนี้ได้
ก็เป็นแสงสว่างในชีวิตแล้ว
หมิงจู๋มองลั่วเซิงอยากลึกซึ้ง อยากจะสลักนางไว้
ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
หากชาติหน้ามีจริง หวังว่าเขาจะเป็นคนบริสุทธิ์
ไร้ราคี ร่ำรวยก็ดี ยากจนก็ช่าง อย่างน้อยได้มี
คุณสมบัติจะเอ่ยกับแม่นางที่เขาชอบว่า ‘ชอบ’
สักคำ
“พี่หมิงจู๋…” ฟูั่เสวี่ยพุ่งเข้ามา
หมิงจู๋มองเด็กหนุ่มที่น้ำตานองแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
“ฟูั่เสวี่ย เจ้าเรียนทำขาหมูตุ๋นกับอาซิ่วเป็นแล้ว
หรือไม่”
หลังคุณหนูมาที่จวนอ๋องก็เคยถามความตั้งใจของ
พวกเขา เขากับลี่ว์ฉี่และหลิงเซียวล้วนเลือกแก่
เฒ่าไปในเรือนเล็กหลังนี้ ฟูั่เสวี่ยกลับเอ่ยว่าอยาก
เรียนการทำอาหารกับอาซิ่ว
ใครจะไปคิดกันว่า เด็กหนุ่มซึ่งผิวพรรณขาวเนียน
หน้าตาน่ารักในอดีตจะกลายเป็นผู้ช่วยแม่ครัว
ของมีหอสุราในวันนี้กัน
“ทำเป็นแล้วๆ! ตอนนี้ข้าทำอร่อยกว่าอาซิ่วอีก
พี่หมิงจู๋ ท่านรีบหายดีแล้วมาลองชิมขาหมูตุ๋นที่
ข้าทำนะ”
หมิงจู๋ยิ้มบางๆ พยักหน้า “ได้”
ลั่วเซิงถอยออกไปเงียบๆ
หมิงจู๋จากไปในคืนนั้น
ข่าวแพร่ออกไป เสี่ยวชีที่กลายเป็นรองผู้
บัญชาการองครักษ์แห่งวังหลวงก็รีบกลับมาส่ง
เขาจากไป
วันที่ฝังศพ ฟูั่เสวี่ยร้องไห้หนักมาก แต่ก็รีบทำตัว
ให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาได้ในไม่ช้า
เขารู้ว่าพี่หมิงจู๋จากไปอย่างสงบ กระทั่งรอคอยที่
จะได้บอกลาโลกใบนี้ไป
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็เข้าสู่ฤดู
ร้อนแล้ว
สตรีสองนางอายุราวยี่สิบกว่า หน้าตาคล้ายคลึง
กัน แค่เห็นก็รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน
หงโต้วจำได้ในแวบแรก “เอ๋ พวกท่านไม่ใช่
คุณหนูสองท่านของตระกูลหวังหรอกหรือ”
เอ่ยจบก็นึกอะไรขึ้นมาได้กะทันหัน ชี้ไปทางสตรี
ซึ่งสวมเสื้อคลุมเปั้ยจื่อ[1] สีแดงอมส้ม พลางเอ่ย
ว่า “คุณหนูใหญ่หวังหายตัวไปไม่ใช่หรือ”
คุณหนูใหญ่หวังยิ้ม ยอบกายให้หงโต้ว “พี่ใหญ่
หงโต้ว ไม่ได้พบกันนาน สบายดีหรือไม่”
ตอนนี้หงโต้วก็ไม่มีเวลาจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับ
คำเรียกขาน นางมองคุณหนูใหญ่หวังแล้วมอง
คุณหนูรองหวัง
คุณหนูรองหวังเอ่ยยิ้มๆ “ตอนนี้ห้องส่วนตัวว่าง
ไหม”
“อา ว่าง ทั้งสองท่านเข้าไปก่อนเถอะ”
ในห้องโถงใหญ่ สือเยี่ยนกำลังเช็ดโต๊ะ ผู้ดูแล
หญิงกำลังพลิกสมุดบัญชี เมื่อเห็นคนที่เข้ามาก็
ล้วนตะลึงค้างไป
รอจนหงโต้วนำทั้งสองคนเข้าไปในห้องส่วนตัว
แล้วออกมา สือเยี่ยนจึงได้เข้ามาใกล้ “ภรรยา
นั่นดูเหมือนจะเป็นคุณหนูทั้งสองของตระกูลหวัง
นะ!”
หงโต้วกลอกตาใส่เขา “ยังต้องให้เจ้าบอกด้วย
หรือ พวกนางอยากเจอนายหญิง เจ้ารีบไปแจ้งที่
จวนอ๋องสักหน่อย”
“ได้เลย” สือเยี่ยนโยนผ้าขี้ริ้วลงบนโต๊ะแล้วเร่ง
ฝีเท้าเดินออกไป
ลั่วเซิงได้ข่าวก็ทั้งตะลึง ทั้งยินดี รีบตรงไปยังหอ
สุรา
เมื่อเห็นนางเข้ามา คุณหนูใหญ่หวังกับคุณหนูรอง
หวังที่รออยู่ในห้องส่วนตัวก็ลุกขึ้นพร้อมกัน
ลั่วเซิงจ้องมองคุณหนูใหญ่หวังแล้วเอ่ยยิ้มๆ
“คุณหนูใหญ่หวังปลอดภัยและสบายดีสินะเจ้า
คะ ช่างดีเหลือเกิน”
คุณหนูใหญ่หวังกับคุณหนูรองหวังสบตากันแวบ
หนึ่ง ทันใดนั้นก็คุกเข่าแสดงความเคารพพร้อม
กัน
ลั่วเซิงรีบประคองทั้งสองคนขึ้นมา “ทั้งสองท่าน
ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”
คุณหนูรองหวังหน่วยตาแดงเรื่อ “คุณหนูลั่ว ข้า
ยังเคยต่อว่าท่าน ในภายหลังถึงได้รู้ว่า การที่
พี่สาวได้พบบิดาท่านนั้นโชคดีมากเพียงใด พวก
เราไม่สะดวกไปคุกเข่าแสดงความขอบคุณกับ
บิดาท่านจึงมาคารวะท่านแทน…”
ในปีนั้นท่านปูั่เร่งรีบพาทั้งครอบครัวออกจาก
เมืองหลวง ระหว่างทางไปบ้านเกิดก็ได้ยินว่า
เมืองหลวงควบคุมดูแลประตูเมืองเอาไว้แล้ว ขอ
แค่เป็นสตรีแรกรุ่นล้วนถูกจับมาสังหาร
ตอนนั้นนางเข้าใจความเร่งรีบของท่านปูั่ และ
เมื่อกลับไปเจอพี่สาวที่บ้านเกิด นางก็เข้าใจความ
เมตตาของแม่ทัพใหญ่ลั่วแล้ว
คุณหนูใหญ่หวังก็ตาแดงเรื่อเช่นกัน “เดิมควรจะ
เข้าเมืองหลวงมาสักรอบนานแล้ว เพียงแต่ท่านปูั่
จัดการเรื่องงานแต่งงานของข้ากับน้องสาวเร็ว
มาก…”
คุณหนูรองหวังเอ่ยด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ “หลัง
แต่งงานพี่สาวตั้งครรภ์ก่อน ในภายหลังข้าก็
ตั้งครรภ์ เมื่อยื้อไปมาก็ลากยาวมาจนถึง
ตอนนี้…”
ลั่วเซิงเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนนั่งลงแล้วเอ่ยยิ้มๆ
“คนปลอดภัยนั่นสำคัญที่สุด คุณหนูใหญ่หวัง
สามารถเล่าสถานการณ์ในขณะนั้นได้ไหม”
“ตอนนั้นข้ากับแม่นางหลายคนถูกขังไว้ในเรือน
หนึ่ง มีคนหนุ่มสองคนดูแล ข้ารู้เพียงแค่ว่าที่นั่น
ไม่ใช่เมืองหลวง ส่วนอื่นๆ ล้วนไม่รู้แล้ว มีวันหนึ่ง
หนึ่งในพวกเขาเอ่ยว่า พวกเขาต้องไปแล้ว เตือน
พวกเราว่า ทางที่ดีที่สุดอย่าได้กลับเมืองหลวง…”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องในอดีต คุณหนูใหญ่หวังก็มีสีหน้า
ซับซ้อน “แรกเริ่มข้านึกว่าพวกเขาหลอกพวกเรา
แต่ในไม่ช้าก็ค้นพบว่า พวกเขาจากไปแล้วจริงๆ
พวกเราเป็นอิสระแล้ว เด็กสาวหลายคนโวยวาย
ว่าต้องการกลับบ้าน เมื่อนึกถึงคำเตือนของคน
หนุ่มผู้นั้น ข้าไม่วางใจอยู่บ้าง พอปลอบพวกนาง
เรียบร้อยแล้ว ข้าก็สอบถามข่าวมาเล็กน้อย ถึงได้
รู้เรื่ององครักษ์จิ่นหลินไล่สังหารสตรีแรกรุ่น แม่
ทัพใหญ่ลั่วพาครอบครัวหลบหนีออกจากเมือง
หลวง ตอนนั้นข้าก็เข้าใจสาเหตุการถูกลักพาตัว
ได้ในที่สุด และเข้าใจได้ว่า พวกเราหลายคนนั้น
นับว่าโชคดี หลังตระหนักถึงความอันตรายของ
เมืองหลวง ข้าจึงพาสตรีคนอื่นๆ กลับบ้านเดิมไป
ด้วยกัน…”
คุณหนูรองหวังทั้งร้องไห้ ทั้งยิ้ม “คุณหนูลั่ว ท่าน
ไม่รู้หรอกว่า ตอนที่ข้าตามคนในครอบครัวกลับ
บ้านเดิมไปด้วยจิตใจอันสิ้นหวังแล้วค้นพบว่า
พี่สาวกำลังรออยู่ในบ้านนั้นมีความรู้สึกเช่นไร”
คุณหนูใหญ่หวังคล้องแขนน้องสาว เอ่ยยิ้มๆ ว่า
“ผ่านสถานการณ์ไม่ราบรื่นมาระยะหนึ่ง หลัง
กลับไป ความจริงก็ส่งจดหมายไปที่เมืองหลวง
แล้ว แต่ตอนนั้นพวกน้องสาวอยู่ระหว่างทาง
และเคยคิดว่าจะเขียนจดหมายให้คุณหนูลั่ว
เช่นกัน ในภายหลังครุ่นคิดดู ให้พวกเราเข้าเมือง
หลวงมาเอ่ยขอบคุณด้วยตนเองจะดีกว่า”
“คิดไม่ถึงว่าหอสุรายังเปิดอยู่” คุณหนูรองหวังสี
หน้าปีติยินดี มองไปทางลั่วเซิง “ตอนนี้สมควรจะ
เรียกท่านว่าพระชายาแล้วใช่หรือไม่”
ลั่วเซิงยิ้ม “คำเรียกขานไม่มีความสำคัญอะไร ทั้ง
สองท่านต้องการกินอะไร วันนี้ข้าเป็นเจ้ามือเอง”
คุณหนูใหญ่หวังเอ่ยยิ้มๆ “งั้นเอาบะหมี่หยางชุน
สองชามแล้วกันเจ้าค่ะ”
“เอาเนื้อตุ๋นจานหนึ่งด้วยนะเจ้าคะ”
สองพี่น้องสบตากันยิ้มๆ
ลั่วเซิงก็ยิ้มเช่นกัน
หลายปีก่อนครั้งแรกที่สองพี่น้องก้าวเข้ามาในมี
หอสุราก็สั่งบะหมี่หยางชุนสองชามและเนื้อตุ๋น
หนึ่งจานเช่นกัน
ยามนั้นพวกนางพยายามปกปิดความขี้ขลาดและ
ความลำบากยากแค้นจากราคาอาหารที่แพงหูฉี่
แต่ตอนนี้มีเพียงความสงบนิ่งและสบายใจ
หลังจากผ่านอุปสรรค
เฉกเช่นเดียวกับมีหอสุราของนาง หลังจากผ่าน
ความยากลำบากมามากมาย ในที่สุดก็ได้
กลายเป็นหอสุราอย่างจริงแท้แห่งหนึ่งเสียที
ถึงเวลาเปิดร้านของหอสุราแล้ว ภายในห้องโถง
ใหญ่คึกคักขึ้นมา ยืนอยู่ข้างบนก็ยังสามารถได้ยิน
เสียงดังทรงพลังของเสนาบดีจ้าวที่ตะโกนว่า “พี่
ใหญ่หงโต้ว วันนี้น่าจะมีอาหารรายการใหม่ใช่
หรือไม่”
หงโต้วกลอกตามองบน “เรียกใครว่าพี่ใหญ่กัน”
เสนาบดีเฒ่าครุ่นคิด หยั่งเชิงเอ่ยว่า “ภรรยา
ตระกูลสือล่ะ”
คำเรียกขานนี้น่าจะเหมาะสมแล้วสินะ
เสนาบดีเฉียนซึ่งอยู่อีกด้านหักหน้าทันที “พี่ใหญ่
โค่วเอ๋อร์ก็แต่งกับพี่น้องตระกูลสือเช่นกัน เหล่า
จ้าวเอ๋ย เจ้าเรียกขานเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะปนกันได้
ง่ายหรือ”
“เช่นนั้น…ภรรยาของซานหั่ว?”
หงโต้วมีสีหน้าทะมึน “เรียกพี่ใหญ่หงโต้วเถอะ”
ตอนนี้เองเว่ยหานก็เดินเข้ามา สือเยี่ยนเข้าไป
ต้อนรับด้วยท่าทางดีใจสุดขีด “นายท่าน ท่านมา
รับพระชายาหรือขอรับ”
เว่ยหานเงยหน้ามองสตรีซึ่งเดินลงบันไดอย่าง
สบายอารมณ์แล้วเอ่ยยิ้มๆ “ได้ยินมาว่า วันนี้หอ
สุราวางจำหน่ายอาหารใหม่ ข้ามาร่ำสุราและกิน
อาหารเป็นเพื่อนภรรยา”
ลั่วเซิงเดินฝีเท้าแผ่วเบาเข้ามา
เว่ยหานกุมมือนาง เดินไปนั่งตำแหน่งข้างหน้า
ต่างด้วยกัน
เหล่าลูกค้าหอสุราคุ้นเคยกับเรื่องนี้จนเห็นเป็นสิ่ง
ปกติจึงตั้งอกตั้งใจร่ำสุรา กินเนื้อ ไม่แม้แต่กระทั่ง
ทอดสายตาซุบซิบนินทามองมา
นี่เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงพอดี แสงจันทร์
กระจ่างส่องลงบนโลก ธงสุราสีเขียวนอกประตู
หอสุราปลิวไสวต้อนรับสายลม โอ้อวดความ
ครึกครื้นของหอสุราต่อผู้คนที่เดินผ่านไปมา
——————–
[1] เสื้อคลุมเปั้ยจื่อ เป็นเสื้อคลุมสตรีฮั่นแขนยาว
ผ้าเนื้อบาง เอาไว้ใส่กับชุดเกาะอก หรือชุด
กระโปรงที่ปิดถึงหน้าอก เพื่อไม่ให้เห็นเนื้อหนัง
สัดส่วนชัดเกินไป
(จบ)