ปลุกอาชีพผู้อัญเชิญ: ฉันมีสูตรโกงซื้อทุกอย่างได้ในราคา 1 เหรียญทองแดง - บทที่ 38: เป้าหมายของซูเฉินคือที่หนึ่งของประเทศ!
- Home
- ปลุกอาชีพผู้อัญเชิญ: ฉันมีสูตรโกงซื้อทุกอย่างได้ในราคา 1 เหรียญทองแดง
- บทที่ 38: เป้าหมายของซูเฉินคือที่หนึ่งของประเทศ!
[ชื่อ: ซูเฉิน]
[อาชีพ: ผู้อัญเชิญบอส (ดีเยี่ยม)]
[เลเวล: 20 (11.56%)]
[พลังชีวิต: 3443/3443]
[มานา: 5000/5000]
[พลังโจมตี: 500]
[ความทนทาน: 500]
[ความคล่องแคล่ว: 800]
[พลังวิญญาณ: 6000]
[พรสวรรค์: ฟื้นฟูมานา (SSS), วิวัฒนาการสกิล (SSS), สรรพสิ่งรวมเป็นหนึ่ง (SS)]
[สกิล: อัญเชิญบอส (สกิลพิเศษ, เลเวล 9), อัญเชิญก็อบลิน (ขั้นที่หนึ่ง, เลเวล 99), เทเลพอร์ต (ขั้นที่หนึ่ง, เลเวล 99), ร่ายรวดเร็ว (ขั้นที่หนึ่ง, เลเวล 99), ขี่ลม (ขั้นที่สอง, เลเวล 99), ระเบิดตัวเอง (ขั้นที่สอง, เลเวล 99), อัญเชิญโครงกระดูก (ขั้นที่สอง, เลเวล 99), คลั่ง (ขั้นที่สอง, เลเวล 99), นักธนูล่ามังกร (ขั้นที่สาม, เลเวล 99), ราชาและประชาชนรวมเป็นหนึ่ง (ขั้นที่สาม, เลเวล 99)]
[สัตว์เลี้ยง: ต้นกำเนิดของเผ่าโลหิต – แองเจล่า (กึ่งเทพ)]
[อุปกรณ์: ม่านตาโลหิต +20 (มหากาพย์), มงกุของราชาโครงกระดูก (อาร์ติแฟกต์ขั้นต่ำ (สภาพเสียหาย 99%)), ผ้าคลุมของราชา +20 (มหากาพย์), ปีกท้องฟ้า (หายาก)]
…
ในช่วงเวลานี้ ซูเฉินได้รับคุณสมบัติอิสระจากการเคลียร์ดันเจี้ยนไม่น้อย
เขาไม่ได้ทุ่มทั้งหมดลงในพลังวิญญาณอีกต่อไป
แต่กระจายไปยังค่าคุณสมบัติอีกสามอย่างด้วย ทำให้มันเป็นตัวเลขกลมๆ
มันไม่ได้มีเหตุผลพิเศษอะไร เขาแค่ต้องการตอบสนองนิสัยย้ำคิดย้ำทำของตัวเอง เห็นแล้วมันรู้สึกสบายตาก็แค่นั้น
แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ละเลยการอัปพลังวิญญาณ
ตอนนี้มันทะลุห้าพันไปแล้ว
แม้แต่อาชีพสายจอมเวทขั้นที่สามจำนวนมาก ก็ยังไม่มีค่าคุณสมบัติสูงเท่าเขา
ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มขึ้นของค่าคุณสมบัติไม่ใช่ประเด็นหลักของความแข็งแกร่งของเขา
สิ่งสำคัญคือ สกิลขั้นที่สองทั้งสามสกิล และสกิลขั้นที่สามหนึ่งสกิลของเขา ถูกอัปจนเลเวลสูงสุดทั้งหมด
ทุกสกิลผ่านการวิวัฒนาการหรืออัปเกรดมาแล้วเก้าครั้ง
[ขี่ลม (เลเวล 99): ใช้มานา 500 หน่วย เพื่อสร้างสนามลมขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าหนึ่งกิโลเมตรโดยมีผู้ใช้เป็นจุดศูนย์กลาง พันธมิตรภายในสนามลมจะได้รับบัฟธาตุลม ความเร็วเคลื่อนที่ +1000% ความสามารถในการกระโดด +500% ความเร็วโจมตี +300% และได้รับความสามารถในการลอยตัวและการร่อนขั้นพื้นฐาน ส่วนพันธมิตรที่บินได้จะได้รับความเร็วในการบิน +200% ระยะเวลา 30 นาที]
[ระเบิดตัวเอง (เลเวล 99): เมื่อพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่อัญเชิญเหลือศูนย์ จะใช้มานา 200 หน่วยเพื่อระเบิดตัวเอง สร้างความเสียหาย 500% ของพลังวิญญาณของผู้อัญเชิญแก่ศัตรูทั้งหมดในรัศมี 10×10 เมตร และทำให้ศัตรูติดสถานะเผาไหม้เป็นเวลา 10 วินาที โดยสร้างความเสียหาย 100% ของพลังวิญญาณของผู้อัญเชิญต่อวินาที มีโอกาส 50% ที่จะทำให้ศัตรูติดสถานะแตกสลาย]
[คลั่ง (เลเวล 99): ใช้มานา 1000 หน่วย ทำให้สิ่งมีชีวิตอัญเชิญเข้าสู่สถานะคลั่ง ค่าคุณสมบัติทั้งหมด +300% ความรุนแรงของสกิล +200% มีโอกาส 50% ที่เพิกเฉยต่อเอฟเฟกต์ควบคุมจิตใจเชิงลบ ระยะเวลา 30 นาที]
[นักธนูล่ามังกร (เลเวล 99): ใช้มานา 2000 หน่วย เพื่ออัญเชิญนักล่าอสูรยักษ์ 9 ตัว ระยะเวลาคงอยู่ 20 นาที]
และสกิล ‘ราชาและประชาชนรวมเป็นหนึ่ง’ ที่ต้องการมานาน ซูเฉินก็ได้มาแล้วเช่นกัน
แต่สกิลนี้เหมือนกับสกิลร่ายรวดเร็ว ทันทีที่เรียนรู้ก็เป็นเลเวลสูงสุดเลย
ดังนั้น จึงไม่สามารถพัฒนาผ่านการกระตุ้นพรสวรรค์ ‘วิวัฒนาการสกิล’
…
เมื่อเทียบกับการเสริมพลังจากสกิลแล้ว
การเพิ่มค่าคุณสมบัติแทบไม่มีความหมายอะไรสำหรับซูเฉิน
ที่น่ากลัวที่สุดคือสกิลขั้นที่สาม ‘นักธนูล่ามังกร’
หลังผ่านการวิวัฒนาการสกิลเก้าครั้ง ‘นักล่าอสูรยักษ์’ ที่ถูกอัญเชิญออกมา…
ไม่อาจอธิบายได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ
แม้แต่คำว่า “ผิดปกติ” ก็ยังไม่พอจะอธิบายความแข็งแกร่งของมัน
ซูเฉินคาดว่าในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้ เขาน่าจะไม่ได้ใช้สกิลนี้
เพราะถ้าถึงขั้นต้องใช้มัน ระดับความยากของการสอบคงสูงเกินขีดจำกัดของมืออาชีพคนอื่นไปแล้ว
หลังจากตรวจสอบความก้าวหน้าของตัวเอง
ซูเฉินก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นในการคว้าอันดับหนึ่ง
เป้าหมายของเขาไม่ใช่ที่หนึ่งของเมืองหยุนฮวา
แต่คือ… ที่หนึ่งของประเทศ!
…
ตอนเช้า เวลาแปดโมงครึ่ง
โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 เมืองหยุนฮวา
นักเรียนจำนวนมากที่เพิ่งออกจากโรงเรียนไปไม่นาน ต่างก็หลั่งไหลกลับมาอีกครั้งจากทุกทิศทาง
สนามสอบไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน และก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหยุนฮวา
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็นสามรอบ โดยใช้ระบบคัดออก
รอบแรกคือสนามสอบในเขตเมือง
ผู้เข้าสอบทั้งหมดจะถูกเทเลพอร์ตจากโรงเรียน ไปยังสถานที่ที่คล้ายสนามประลอง
อาชีพสายต่อสู้จะสู้แบบตัวต่อตัว
ส่วนอาชีพสายซัพพอร์ต ระบบหลักแห่งอะพอคาลิปส์จะคัดเลือกเพื่อนร่วมทีมที่มีเลเวลใกล้เคียงกัน และให้สู้แบบสองต่อสอง
การจับคู่เป็นแบบสุ่ม
แต่ละคนมีโอกาสท้าทาย 20 ครั้ง
จำนวนชัยชนะและระยะเวลาเป็นเกณฑ์การให้คะแนน
ภาพการต่อสู้ของผู้เข้าสอบทุกคนสามารถรับชมได้ผ่านไลฟ์สด โดยกรอกหมายเลขผู้เข้าสอบในแพลตฟอร์มวิดีโอของระบบหลักแห่งอะพอคาลิปส์
…
“สวัสดีค่ะทุกท่าน นี่คือสถานีโทรทัศน์หยุนฮวา ฉันชื่อหยางเหมยค่ะ!”
หยางเหมย นักข่าวสาวยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียน หันเข้าหากล้อง
เธอพูดพร้อมรอยยิ้ม
“วันนี้คือวันสอบเข้ามหาวิทยาลัยประจำปี นักเรียนรุ่นใหม่ที่เพิ่งปลุกพลังได้ไม่นานกำลังกลับมาที่โรงเรียนอีกครั้ง หลังจากผ่านการฝึกฝนหนึ่งเดือน”
“ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 เมืองหยุนฮวา ทุกคนดูสิคะ มีใบหน้าคุ้นเคยเต็มไปหมด”
ในไลฟ์สด คอมเมนต์พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
[ฮ่าๆ เด็กอ้วนที่เดินผ่านไปใช่คนที่โดนอัดจนหน้าบวมเมื่อเดือนก่อนหรือเปล่า?]
[มีมืออาชีพเยอะขนาดนี้ นี่คือความหวังของมนุษยชาติ ทุกคนสู้ๆ นะ!]
[ฉันเห็นลูกของฉันแล้ว ลูกต้องปลอดภัยนะ แม่จะคอยเชียร์อยู่จากห้องผู้ป่วย!]
…
หยางเหมยมองไม่เห็นคอมเมนต์ เธอกวาดสายตามองนักเรียนรอบๆ
อยากจะเรียกใครสักคนมาสัมภาษณ์ แต่ก็กลัวจะกระทบอารมณ์ก่อนสอบ
ในตอนนั้นเอง เธอก็เห็นชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยยืนอยู่ใกล้ๆ ประตู
ดวงตาของหยางเหมยเป็นประกาย เธอรีบเดินเข้าไปแล้วพูด “สวัสดีค่ะ คุณเป็นผู้ปกครองของผู้เข้าสอบใช่มั้ยคะ?”
“พวกเรามาจากสถานีโทรทัศน์หยุนฮวา สะดวกให้สัมภาษณ์มั้ยคะ?”
เมื่อเจียงตงไห่ได้ยินว่าอีกฝ่ายมาจากสถานีโทรทัศน์ ก็รีบจัดทรงผมที่เบาบางของตัวเอง
จากนั้นก็ยิ้มในแบบที่คิดว่าเป็นมิตร แล้วโบกมือให้กล้อง
“สวัสดีครับทุกคน ผมไม่ใช่ผู้ปกครอง ผมเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมหมายเลข 1 ครับ”
“โอ้! อาจารย์ใหญ่เหรอคะ?”
หยางเหมยอุทาน ทำให้เจียงตงไห่พอใจอย่างมาก
ไม่แปลกที่เธอจะตกใจ
โดยปกติแล้ว อาจารย์ใหญ่มักจะนั่งอยู่ในห้องทำงาน ไม่ค่อยอยากออกสื่อ
ดาวสีน้ำเงินนั้นแตกต่างจากโลก
ที่นี่ ถ้านักเรียนทำผลงานดี นั่นเป็นความสามารถของนักเรียนเอง แม้จะเกี่ยวข้องกับโรงเรียน แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
แต่ถ้านักเรียนทำผลงานแย่ ในฐานะผู้นำของโรงเรียน อาจารย์ใหญ่จะเป็นคนแรกที่โดนตำหนิ
เคยมีกรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนกับอาจารย์ใหญ่ทะเลาะกันกลางถนน ทั้งสองฝ่ายเป็นมืออาชีพ และสูสีกันอีกด้วย
หยางเหมยรีบถามต่อ “อีกครึ่งชั่วโมงการสอบจะเริ่มขึ้น อาจารย์ใหญ่มีคำแนะนำหรือความคาดหวังอะไรต่อผู้เข้าสอบปีนี้บ้างคะ?”
เจียงตงไห่ลูบผมที่มีอยู่น้อยนิดแล้วพูดยิ้มๆ “สำหรับคำแนะนำ ผมอยากบอกว่าทุกคนควรรักษาสภาพจิตใจให้สงบ ทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยังไง พวกคุณล้วนเป็นความภาคภูมิใจของโรงเรียน”
“ส่วนความคาดหวัง… ผมหวังว่าในปีนี้ นักเรียนของโรงเรียนเราจะมีคนที่ได้ที่หนึ่ง!”
ดวงตาของหยางเหมยเบิกกว้างทันที เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วถาม “นักเรียนที่คุณพูดถึงคือ…”
“ซูเฉิน!” เจียงตงไห่พูดอย่างมั่นใจ
เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มที่!
เมื่อวานเขาเพิ่งโทรไปถามความก้าวหน้าของซูเฉินด้วยตัวเอง
แค่เลเวล 20 ก็เพียงพอให้เขาเอาไปคุยโอ้อวดได้แล้ว!
หยางเหมยทำหน้าราวกับจะสื่อว่า “เป็นไปตามคาด”
ส่วนในไลฟ์…
[ซูเฉิน? ชื่อคุ้นๆ ใครกันนะ?]
[ลืมแล้วเหรอ? ซูเฉินคนนั้นไง เมื่อเดือนก่อนเขาอัดคนสามร้อยคนด้วยตัวคนเดียว!]
[ฉันเคลียร์ดันเจี้ยนระดับง่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เขาเคลียร์ดันเจี้ยนหุบเขาสายลมคำรามระดับนรกได้แล้ว ฮือ~]
[ใช่แล้ว! เขายังเป็นอัจฉริยะคนที่สามของต้าเซียที่ทำภารกิจทะลุขีดจำกัดระดับพิเศษสำเร็จด้วย]
[วันนี้คนดูไลฟ์ทะลุล้านแล้ว ไม่ใช่แค่คนจากเมืองหยุนฮวาแน่ๆ]
[ใช่เลย… พวกเรามาดูอัจฉริยะที่ทำภารกิจทะลุขีดจำกัดระดับพิเศษสำเร็จ]
[+1]
[+1]
[+1]
…
หยางเหมยกำลังจะถามต่อ
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำก็ดังมาจากด้านข้าง
“ซูเฉินจะได้ที่หนึ่งเหรอ? อาจารย์ใหญ่ คุณประเมินเขาสูงเกินไปแล้ว”
ทั้งหยางเหมยและเจียงตงไห่ต่างตกใจ แล้วหันไปมอง
อีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางสง่างาม
ออร่าของเขาน่าเกรงขาม สายตาเฉียบคม เพียงแค่มองก็รู้ว่าผ่านการต่อสู้นองเลือดมามากมาย
เสียงของหยางเหมยสั่นเล็กน้อย
“ขอ… ขอทราบได้มั้ยคะว่าคุณเป็นใคร?”
ชายวัยกลางคนแนะนำตัวเสียงเรียบ “ประธานสมาคมมังกรคลั่ง เซี่ยเจิ้งอี้!”
……………