ปลุกอาชีพผู้อัญเชิญ: ฉันมีสูตรโกงซื้อทุกอย่างได้ในราคา 1 เหรียญทองแดง - บทที่ 61: อาชีพของฉันคือผู้อัญเชิญ!
- Home
- ปลุกอาชีพผู้อัญเชิญ: ฉันมีสูตรโกงซื้อทุกอย่างได้ในราคา 1 เหรียญทองแดง
- บทที่ 61: อาชีพของฉันคือผู้อัญเชิญ!
เมื่อเลเวลของมอนสเตอร์เท่ากัน
ถ้าจะเปรียบเทียบ…
ความยากในการเคลียร์ดันเจี้ยนบนดาวสีน้ำเงินคือ 1
ความยากในการเคลียร์ดันเจี้ยนในเหวลึกคือ 10
โดยสมมติว่าทั้งสองอย่างถูกตั้งค่าความยากไว้ที่ระดับง่าย
ส่วนระดับนรกความยากจะเพิ่มเป็นสองเท่า!
หากไม่มีทีมอย่างน้อย 12 คน ที่สวมอุปกรณ์ระดับหายากทั้งหมด และมีเลเวลเฉลี่ยสูงกว่ามอนสเตอร์อย่างน้อยสองขั้นใหญ่
ถ้ากล้าเข้าไปในดันเจี้ยนระดับนรก…
แค่รอดกลับมาได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว
แต่ภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ ทีมสามคนของซูเฉินก็ยังเคลียร์มันได้สำเร็จ
ฉายา ‘ผู้ปราบยักษ์’ ไม่มีทางโกหก
นั่นคือหลักฐานที่ได้มาจากการเคลียร์ดันเจี้ยนเหวลึกระดับนรกเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น…
พวกเขาไม่ได้แขนขาขาดหาย และก็ไม่มีบาดแผลร้ายแรงที่รักษายาก
อาจารย์ทั้งสี่ยืนอึ้งอยู่กับที่
เดิมทีพวกเขาคิดว่าได้เจอเด็กมีแววสามคน เลยตั้งใจจะสังเกตการณ์สักพัก
แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้
สามคนนี้มันตัวประหลาดชัดๆ!
และไม่ใช่แค่พวกเขาสี่คนเท่านั้น
ทั่วทั้งต้าเซีย ผู้คนที่กำลังติดตามการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างตกตะลึงกันหมด
แม้การสอบรอบที่สามจะไม่มีการถ่ายทอดสดการต่อสู้
แต่แต้มต้าเซียของผู้เข้าสอบทุกคนจะถูกแสดงบนตารางอันดับ
นอกจากนักเรียนที่กำลังสอบ…
ใครๆ ก็สามารถตรวจสอบคะแนนของผู้เข้าสอบผ่านระบบหลักแห่งอะพอคาลิปส์ ได้
ตั้งแต่แรก ทีมของซูเฉินก็นำห่างแบบทิ้งขาด
ขณะที่ผู้เข้าสอบคนอื่นยังมีคะแนนเป็นศูนย์ พวกเขาก็ทำลายสถิติคะแนนสูงสุดของปีก่อนๆ ไปแล้ว
และตอนนี้พวกเขาทิ้งห่างอันดับสี่และห้าไปไกล ด้วยแต้มต้าเซียหลายพันแต้ม
สถานการณ์ปัจจุบันของการสอบคือ:
ซูเฉินอยู่ในระดับที่เหนือกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนเซี่ยหลิงหยุนและลั่วเสี่ยวหยูอยู่ในระดับถัดไป
จากนั้นก็มีช่วงว่างอีกหลายสิบระดับ ก่อนจะถึงคนอื่น
ในตอนแรก มีบางคนไม่พอใจ คิดว่าทีมของซูเฉินโกง
แต่ตอนนี้ไม่มีใครพูดแบบนั้นอีกแล้ว
ถ้ามากกว่าร้อยหรือสองร้อยแต้ม อาจจะยังพอคิดว่าโกงได้
แต่ถ้ามากกว่าพันหรือสองพัน…
ไม่มีใครนึกออกเลยว่าต้องโกงแบบไหนถึงจะทำได้
…
เมื่อเห็นเย่หลงอินจ้องฉายาบนหัวของตัวเองอย่างเหม่อลอย
ซูเฉินยิ้ม และเลิกตั้งใจจะแกล้งเขา “ฉายาของผมมีปัญหาอะไรเหรอ?”
เย่หลงอินอ้าปาก “จะมีปัญหาอะไรได้ล่ะ? คุณก็แสดงฉายาออกมาแล้ว ผมจะพูดอะไรได้อีก?”
เขาบ่นในใจ
เมื่อกี้เขายังพูดไม่หยุด อธิบายว่าถ้ำยักษ์มันอันตรายแค่ไหน
แต่สุดท้าย เด็กคนนี้ก็เคลียร์ระดับนรกไปแล้ว แล้วจะให้พูดอะไรต่ออีก?
พอนึกถึงคำพูดของตัวเองก่อนหน้านี้ เย่หลงอินก็อยากหาที่แทรกแผ่นดินหนี
ในทางกลับกัน เย่เฟิงอู่ดูสงบมาก เธอจับมือลั่วเสี่ยวหยูแล้วพูดว่า “ฉันจะไม่ปิดบังแล้วนะ ฉันจะพูดตรงๆ เลย พวกเราคือ…”
ขณะที่เธอกำลังจะเปิดเผยตัวตน
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนแหลมดังขึ้นจากนอกถ้ำ
สีหน้าของอาจารย์ทั้งสี่เปลี่ยนไปทันที และหันไปมองด้านนอกอย่างไม่อยากเชื่อ
ซูเฉินรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบถาม “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมสีหน้าพวกคุณ…”
เย่หลงอินหน้าบึ้ง เกาหัวด้วยความหงุดหงิด “นั่นคือสัญญาณเตือนของด่านหน้า มันจะดังขึ้นก็ต่อเมื่อเกิดคลื่นมอนสเตอร์”
“แต่ตามการคำนวณ… มันยังเร็วเกินไปสำหรับคลื่นมอนสเตอร์รอบถัดไป”
“ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่คือสนามสอบ ชั้นหนึ่งของเหวลึกถูกปิดผนึก ไม่มีใครเข้าออกได้”
“แล้วคลื่นมอนสเตอร์จะบุกเข้ามาในชั้นหนึ่งของเหวลึกได้ยังไง?”
[ฝากติดตามเพจด้วยนะคะ Facebook Page: Rubybibi นิยายแปล]
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซูเฉินดูเหมือนจะครุ่นคิดอย่างหนัก
“หนทางเดียวที่จะเจาะป้อมปราการที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งได้ คือต้องมีปัญหาภายใน”
“จะเป็นไปได้ไหมว่ามีใครแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้เข้าสอบ แล้วแอบเข้ามาก่อเรื่อง?”
เย่เฟิงอู่ส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ ผู้เข้าสอบทุกคนถูกตรวจสอบโดยระบบหลักแห่งอะพอคาลิปส์ ไม่มีใครซ่อนตัวตนได้”
“แต่… เราไม่สามารถตัดตัดความเป็นไปได้ว่าผู้เข้าสอบบางคนอาจจะร่วมมือกับผู้ร้าย โดยทำงานร่วมกันทั้งจากภายในและภายนอก”
“แต่จะมีใครเสียสติถึงขั้นยอมทิ้งอนาคตตัวเองเพื่อทำเรื่องใหญ่แบบนี้?”
ซูเฉินเงียบไป เขาเองก็คิดไม่ออก
คนที่มีสิทธิ์เข้าสอบรอบที่สามล้วนเป็นอัจฉริยะระดับท็อปของแต่ละเมือง
แม้คะแนนสุดท้ายจะแย่ หรือแม้จะได้ที่โหล่ ก็ยังมีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
อนาคตสดใสอยู่ตรงหน้า
ไม่มีเหตุผลเลย และก็ไม่น่าจะร่วมมือกับใครมาก่อเรื่อง
ซูเฉินยังคิดไม่รอบคอบพอ
นักเรียนที่ถูกคัดเลือกเข้าสอบรอบที่สามนั้นมีความสามารถก็จริง
แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นความสามารถในการต่อสู้ด้านเดียวเสมอไป…
ลั่วเสี่ยวหยูดูเหมือนจะนึกอะไรออก สีหน้าของเธอซีดลง และกัดริมฝีปาก ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
เธอนึกถึงแววตาบ้าคลั่งของลั่วชิงเฉิงตอนที่พวกเธอแยกกัน
ลั่วชิงเฉิงถูกพ่อแม่ตามใจจนเสียคน…
เป็นไปได้ไหมว่า…
ลั่วเสี่ยวหยูกำหมัดแน่นจนนิ้วซีดขาว “ชิงเฉิง เป็นเธอจริงๆ เหรอ… เธอกล้าทำแบบนี้ได้ยังไง?”
เย่หลงอินสูดหายใจลึก แล้วพูดอย่างสงบ “ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องนี้ ด่านหน้ามีวงแหวนเทเลพอร์ตเพียงจุดเดียวที่ออกจากเหวลึกได้”
“ถ้าด่านหน้าถูกบุก และวงแหวนเทเลพอร์ตถูกทำลาย พวกเราอาจจะยังปลอดภัย”
“แต่ระหว่างรอซ่อมวงแหวนเทเลพอร์ต ผู้เข้าสอบคนอื่นอาจจะ…”
“ไม่ได้! พวกเราต้องรีบกลับไป!”
ไม่มีใครคัดค้าน
ซูเฉินก็พยักหน้าเห็นด้วย
เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะกลับด่านหน้าไปซื้อของอยู่แล้ว
ทั้งเจ็ดคนไม่เสียเวลา รีบมุ่งหน้าไปยังด่านหน้าทันที
ด้วยประสบการณ์จากตอนมา และซูเฉินใช้สกิลขี่ลมช่วยบัฟ
ทั้งสามคนจึงเกือบจะตามอาจารย์ทั้งสี่ทัน
ระหว่างทาง พวกเขายังเจอมอนสเตอร์จำนวนมาก
มากกว่าตอนขามาสี่ถึงห้าเท่า
โชคดีที่เป็นมอนสเตอร์เลเวลต่ำทั้งหมด
อาจารย์ทั้งสี่ก็จัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่ซูเฉินจะทันได้ขยับตัวด้วยซ้ำ
เห็นได้ชัดว่า สถานการณ์มันไม่ธรรมดาเลย!
…
สามชั่วโมงต่อมา
ทั้งเจ็ดคนกลับถึงด่านหน้าได้สำเร็จ
ในเวลานี้ มีม่านพลังสีแดงกางอยู่ด้านหน้าด่านหน้าแล้ว
ม่านพลังพิเศษนี้ป้องกันเฉพาะมอนสเตอร์ มนุษย์สามารถผ่านเข้าไปได้
ทั้งเจ็ดเข้าเมืองโดยไม่มีอุปสรรค
พวกเขาขึ้นไปบนกำแพงเมือง
หยางกังได้นำกองกำลังมืออาชีพที่ประจำอยู่ที่ด่านหน้าเตรียมพร้อมก่อนการรบ และตั้งแนวป้องกัน
วงเวทจำนวนมากถูกเปิดใช้งานบนกำแพง
ลังบรรจุอุปกรณ์และไอเทมที่ไม่ทราบชนิดก็ถูกขนขึ้นมา
ขณะเดียวกัน ผู้เข้าสอบที่เพิ่งรวมทีมเสร็จยืนงง ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง
ลั่วเสี่ยวหยูมองหาใครบางคนในฝูงชนอย่างร้อนรน
ยิ่งเธอค้นหามากเท่าไหร่ ใบหน้าของเธอก็ยิ่งซีดลงเท่านั้น
เพราะว่าเธอหาลั่วชิงเฉิงไม่เจอ!
เซี่ยหลิงหยุนสังเกตเห็นความผิดปกติของเธอ และมองไปที่ซูเฉินที่ยืนอยู่ข้างหยางกัง เย่หลงอิน และคนอื่นๆ
เธอจับมือลั่วเสี่ยวหยูแล้วกระซิบ “ไม่ต้องกังวล ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”
ลั่วเสี่ยวหยูมองเธออย่างเหม่อลอย น้ำตาเอ่อล้นดวงตา แล้วพยักหน้า
ส่วนซูเฉินแอบฟังอยู่…
เย่หลงอินกับหยางกังกำลังหารือเรื่องการป้องกันเมือง
ทั้งสองเป็นมืออาชีพที่แข็งแกร่งที่สุดในด่านหน้าตอนนี้
เขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซง จึงตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ
อย่างน้อยก็ควรรู้สถานการณ์และระดับความอันตราย
หยางกังวิเคราะห์ว่า “สามชั่วโมงเต็มแล้ว รอบด่านหน้ากลับเงียบผิดปกติ นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดี”
“แต่เราตรวจพบว่าจำนวนมอนสเตอร์ในพื้นที่อื่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันผิดปกติมาก”
“ชัดเจนว่ามีคนกำลังก่อเรื่อง และเตรียมตัวมาอย่างดี”
เย่หลงอินพยักหน้า “โชคดีที่มอนสเตอร์ที่รวมตัวกันยังเป็นเลเวลต่ำ แค่จำนวนเยอะ”
“สรุปแล้ว ด้วยกำลังของด่านหน้า เราน่าจะ…”
พูดยังไม่ทันจบ เขาเห็นสีหน้าของหยางกังเปลี่ยนไป จึงรีบถาม “มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?”
หยางกังกัดฟันพูด “ก่อนที่เราจะตรวจพบความผิดปกติของจำนวนมอนสเตอร์ มีกลุ่มผู้เข้าสอบออกจากด่านหน้าไปแล้ว”
“ผมส่งคนออกไปตามหาหลายคน ตอนนี้…”
“ในเมืองเหลือแค่มืออาชีพขั้นที่สามประมาณห้าร้อยกว่าคน ขั้นที่สี่อีกร้อยกว่าคน รวมพวกคุณกับผม”
เย่หลงอินตกใจ “อะไรนะ! เหลือแค่นี้…”
หยางกังพยักหน้าด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
เมื่อทั้งสองเงียบไป
ซูเฉินจึงพูดขึ้นในที่สุด “จริงๆ แล้ว ถ้ากังวลเรื่องกำลังคน ก็ไม่จำเป็นหรอกครับ”
“พวกเราผู้เข้าสอบก็เป็นมืออาชีพเหมือนกัน สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ได้ และ…”
“อาชีพของผมคือผู้อัญเชิญ!”
……………