ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 120 เพลงของจักรพรรดิ
ตอนที่ 120 เพลงของจักรพรรดิ
อย่าเอ่ยถึงฝูงห่านนับพันที่มุ่งสู่ทิศเหนือ มิถุนายนยังมีพญาเผิงที่เตรียมโบยบินสู่ทิศใต้
เดือนพฤษภาคมเป็นของ ‘The Knockout’
ดังนั้นจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน ผู้ชมยังคงมีอาการหลงเหลืออยู่ไม่น้อย
พูดทีไรก็หยอกล้อกันด้วยมุก ‘ระดับไหนมาเหมือนฉัน’
วันนี้
หลินจือไปมาถึงบริษัทเสินฮว่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็เข้าไปยังแผนกที่สิบของพี่สาว
พอเดินเข้าประตูก็เห็นจอภาพแบบเลื่อนแสดงอันดับผลงานของแผนกเพลง
อันดับหนึ่ง: แผนกที่หนึ่ง
อันดับสอง: แผนกที่สาม
อันดับสาม: แผนกที่สอง
อันดับสี่: แผนกที่หก
หลินจือไปเห็น ‘แผนกที่สิบ’ ของพี่สาวอยู่ในอันดับที่เก้า
พี่สาวอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า
“นี่เป็นลูกเล่นเล็กๆ ของบริษัท ที่จะกระตุ้นให้แต่ละแผนกเร่งผลงาน โดยจะอัปเดตทุกเดือน
เดือนที่แล้วเราอยู่อันดับสิบ เดือนนี้ขยับมาเป็นอันดับเก้า
ส่วนหนึ่งก็เพราะเพลงสั่งทำของ ‘The Knockout’ ช่วยเพิ่มแต้มให้เรา”
หลินจือไปพยักหน้า
พี่สาวหยิบเอกสารกองหนึ่งออกมาจากห้องทำงาน
“นี่เป็นงานสั่งทำที่ผู้ว้าจ้างอยากร่วมงานกับนาย ตอนนี้มีทั้งหมดเจ็ดเจ้า
นายลองดูสิว่าสนใจงานไหนอยากรับงานไหน ที่เหลือพี่ปฏิเสธแทนเอง
ตอนนี้ทุกคนต่างก็ประทับใจในฝีมือทำเพลงประกอบของไปตี้กันมากเลย”
“ผมขอดูหน่อย”
หลินจือไปนั่งลงบนโซฟาในห้องทำงานของหลินซี
หลินซีชงชาให้เขา แล้วอธิบายคร่าวๆ
“ในนี้มีละครโทรทัศน์สี่เรื่องที่อยากให้นายทำเพลงประกอบ
สองเรื่องเป็นภาพยนตร์ และอีกหนึ่งอย่างคือเกม”
“เกมเหรอ?”
หลินจือไปอึ้งไปเล็กน้อย
หลินซีกล่าวว่า
“นายคงไม่คิดว่ามีแค่ภาพยนตร์หรือละครเท่านั้นที่ต้องการเพลงประกอบหรอกนะ
เกมก็ต้องใช้เหมือนกัน แต่บริษัทเกมที่มาจ้างครั้งนี้ค่าจ้างไม่เยอะ แค่ห้าล้านเท่านั้น
ไม่ได้รวยเหมือนกองถ่ายหนังหรือละคร นายลองดูเองเถอะ”
“อืม”
หลินจือไปพลิกดูเอกสารทั้งหมด พบว่าส่วนใหญ่ค่าจ้างจากทางนั้นจะอยู่ในช่วงสี่ถึงหกล้าน…
ไม่ใช่สิ
พออ่านถึงแฟ้มงานสุดท้าย สายตาของหลินจือไปก็เปล่งประกายขึ้นทันที
“หนังของผู้กำกับจางเผยเหิงเรื่อง ‘ถามฟ้า’ แนวประวัติศาสตร์สงคราม
ต้องการเพลงธีมประจำตัวละครเอก จ่ายแปดล้าน?”
“ว่าแล้วเชียว”
หลินซีอดิ้มไม่ได้
“สิ่งที่นายดูเป็นอย่างแรกไม่ใช่เงื่อนไขของผู้ว้าจ้างแต่เป็นราคา
พี่เลยจงใจเอางาน “ถามฟ้า” วางไว้อันสุดท้าย
แต่งานนี้ค่าจ้างสูงที่สุดก็จริง แต่ความยากก็สูงที่สุดด้วยเหมือนกัน”
“ทำไมละ?”
“เพราะนี่คือภาพยนตร์ของจางเผยเหิง หนึ่งในสิบผู้กำกับชื่อดังแห่งฉินโจว
เอาเถอะที่จริงก็อันดับสิบนั่นแหละ
แต่จะเรียกว่าเป็นสุดยอดผู้กำกับของฉินโจวก็ไม่เกินไปหรอก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลินซีหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อด้วยความรู้สึกทึ่ง
“ที่จริงการที่จางเผยเหิงเลือกให้นายทำเพลงธีม
ทำให้ทั้งแผนกเพลงของเสินฮวาทั้งหมดตกอกตกใจกันใหญ่เลย
ผู้กำกับแถวหน้าของฉินโจวแบบนี้ ปกติจะจ้างพ่อเพลงทำเพลงประกอบ
ถ้างบไม่พอจริงๆ ก็จะเลือกนักแต่งเพลงที่มีสถานะสูสีใกล้เคียงกับพ่อเพลง
ถึงแม้นายไปตี้จะมีฝีมือ แต่เทียบกับพวกนั้นแล้วก็ยังใหม่มากอยู่ดี”
“แล้วทำไมเขาถึงมาหาผมละ?”
หลินจือไปคาดเดาเหตุผลของอีกฝ่าย
หลินซีหัวเราะเบาๆ
“มีสองเหตุผล หนึ่งเลยก็คือ จางเผยเหิงเคยเป็นโปรดิวเซอร์ละคร ‘ใต้หล้า’
สอง เดี๋ยวนายก็จะเข้าใจเอง”
“อ้อ”
หลินจือไปนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเคยเขียนเพลงธีมชื่อ ‘แสงจันทรา’ ให้ละครเรื่องนั้น
จางเผยเหิงในฐานะโปรดิวเซอร์ของละครเรื่องนั้นน่าจะจำตนได้จากเพลง “แสงจันทรา”
หลินซีกล่าว
“เอาเป็นว่าพี่คงไม่ต้องบอกแล้วนะว่าผลประโยชน์ของงานนี้มากแค่ไหน
ถ้านายรับงานของจางเผยเหิงได้ ต่อไปก็จะยิ่งมีคนมาติดต่อขอให้นายแต่งเพลงสั่งทำมากขึ้น
แถมราคาก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วย เราอาจตั้งไว้ที่เพลงละแปดล้านเลยก็ยังได้!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรับแล้ว”
หลินจือไปอ่านข้อกำหนดของทีมผู้สร้าง
เงินก็ต้องหา ผลประโยชน์ก็ต้องได้
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้กำกับระดับแถวหน้าก็ต้องพยายามทำให้ได้
ทีมผู้สร้างต้องการเพลงอิมเพรสชัน
สิ่งที่เรียกว่า ‘เพลงอิมเพรสชัน’ นั้น โดยปกติจะเป็นเพลงต้นฉบับที่แต่งขึ้นเพื่อสะท้อนตัวตนและบุคลิกภาพของตัวละครใดตัวละครหนึ่งโดยเฉพาะ
แล้วเพลงอิมเพรสชันที่ต้องการในครั้งนี้ เจาะจงถึงตัวละคร…
จิ๋นซีฮ่องเต้!?
ที่แท้ภาพยนตร์ที่ชื่อว่า ‘ถามฟ้า’ เรื่องนี้ เล่าถึงเรื่องราวที่ราชวงศ์ฉินผนวกรวมหกแคว้น
ตัวเอกคือจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์อย่างจิ๋นซีฮ่องเต้!
บ้าจริง
เพลงอิมเพรสชันแบบนี้แต่งไม่ง่ายเลยนะ!
แต่เหมือนว่าตนไม่จำเป็นต้องเขียนเอง?
หลินจือไปทำท่าครุ่นคิด
หลินซีกล่าวว่า
“นี่แหละคือเหตุผลข้อที่สองที่จางเผยเหิงมาหานาย เพลงที่เกี่ยวกับจิ๋นซีฮ่องเต้นะแต่งยากมาก
หลายคนเคยลองแล้วแต่ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จ
หรือพูดได้ว่าบรรดาเพลงที่เขียนถึงจิ๋นซีฮ่องเต้ ไม่มีสักเพลงที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเลย
เพราะฉะนั้นออร์เดอร์เพลงอิมเพรสชันนี้จึงไม่ค่อยมีนักแต่งเพลงชื่อดังคนไหนอยากรับ
จางเผยเหิงมาหานายก็น่าจะถือคติว่าลองดูไม่เสียหาย นายทำให้เต็มที่ก็พอ
แน่นอนว่ามันยากมาก ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจจริงๆ ก็อย่าฝืนเลย
ไม่อย่างนั้นจะทำให้ชื่อเสียงตัวเองเสียหายได้ง่ายๆ เลยนะ
ถึงตอนนั้นเรื่องดีจะกลับกลายเป็นเรื่องแย่ นายคงเข้าใจที่พี่จะสื่อใช่ไหม?”
“ผมรู้”
เรื่องจิ๋นซีฮ่องเต้จะทำส่งเดชไม่ได้จริงๆ
เพราะบลูสตาร์ถูกปกครองโดยราชวงศ์ฉินเป็นเวลานานมากๆ
จึงทำให้จิ๋นซีฮ่องเต้เป็นที่นิยมอย่างสูงยิ่งกว่าในโลกเดิมเสียอีก
โดยเฉพาะในดินแดนฉินโจวแห่งนี้!
ในสถานการณ์เช่นนี้
ในวงการเพลงฉินโจวย่อมมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยแต่งเพลงเกี่ยวกับจิ๋นซีฮ่องเต้
แต่เราต่างก็รู้ว่านานาจิตตัง มีเพลงแนวนี้ปรากฏทีไรมักจะก่อให้เกิดกระแสถกเถียงเสมอ
ไม่เคยมีเพลงไหนที่ทุกคนพอใจเลยสักครั้ง
“คิดอย่างรอบคอบแล้วกันนะ”
หลินซีเตือนและย้ำอีกครั้งว่า
“บรรดานักทำเพลงที่เคยแต่งเพลงเกี่ยวกับจิ๋นซีฮ่องเต้ต่างก็โดนด่ากันทุกคน
ไม่ใช่ว่าเพลงพวกเขาไม่ดีหรอกนะ เพียงแต่ว่าในใจของแต่ละคนล้วนมีภาพจิ๋นซีฮ่องเต้ในอุดมคติที่ต่างกันไป
ยากจะถูกใจทุกฝ่ายนะ”
“เข้าใจแล้ว”
หลินจือไปยิ้มบางๆ
เพลงแบบนี้จะไปยากอะไร ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีก็คิดออกแล้ว!
ใช่ไหมละ?
เฟยหง?
หลินจือไปคิดเงียบๆ ในใจ “เฟยหง จัดเพลงให้ฉันหน่อย”
ระบบปรากฏขึ้น
เฟยหงเข้าใจความคิดของหลินจือไปทันที
“ต้องการเพลงที่เกี่ยวกับจักรพรรดิใช่ไหม?”
“จัดมาเลย!”
“กำลังจัดทำ”
รอประมาณสิบวินาที
ตรงหน้าหลินจือไปปรากฏข้อความว่า
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับเพลง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’]
โอโห
ที่แท้ก็เป็น ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’?
หลินจือไปเข้าใจไปเองก่อนว่าเพลงนี้เขียนถึงคังซี
แต่พอรับข้อมูลทุกอย่างของเพลงนี้แล้วถึงได้รู้ว่ามีประเด็นถกเถียงอยู่บ้าง
ว่าจริงๆ แล้วเพลงนี้เริ่มแรกเป็นเพลงของเจิ้งเฉิงกง
แต่ละครของเจิ้งเฉิงกงถูกยกเลิกไปเพราะเหตุสุดวิสัยบางอย่าง
พอดีกับที่ ‘จักรพรรดิคังซี’ กำลังจะออกอากาศพอดี
จึงมีคนเอาเพลงนี้ไปปรับเนื้อให้เข้ากับคังซีแทน อย่างไรเพลงนี้มันก็ดีจริงๆ
จะจริงหรือเท็จไม่รู้ แต่เป็นเกร็ดเล็กๆ ที่คนเล่าขานกันไว้ ฟังขำๆ ก็พอ
ส่วนเพลงนี้จะเหมาะสมหรือไม่หากนำไปใช้กับจู๋หลง จิ๋นซีฮ่องเต้
หลินจือไปคิดดูแล้วก็ไม่เห็นว่ามีอะไรที่ขัดกันตรงไหนเลย
เพราะนี่เป็นเพลงจักรพรรดิที่ทั้งคลาสสิกและสมบูรณ์แบบสุดๆ น่ะสิ!
ถ้าเป็นเพลงนี้ละก็…
งานนี้ไม่มีพลาดแน่!
แม้เพลงที่เขียนถึงจิ๋นซีฮ่องเต้จะเคยถูกด่ามาหมดแล้วมากมาย
แต่ไม่ได้หมายความว่า “ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า” ก็จะถูกด่าเหมือนกัน
เพราะเพลงนี้ไม่ได้บรรยายรูปลักษณ์จักรพรรดิอย่างเจาะจง เนื้อหาส่วนใหญ่ค่อนข้างกว้าง
แถมยังเข้ากับจักรพรรดิระดับตำนานได้หลายพระองค์ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นเพลงนี้เป็นที่ยอมรับในประเทศจีนสูงมาก
แม้ว่าบลูสตาร์อาจมีบรรยากาศทางวัฒนธรรมต่างกันบ้าง แต่คงไม่ต่างกันมากเท่าไรนัก
เพลงได้แล้ว
จะให้ใครร้องดีละ?
หลินจือไปคิดถึงจางซีหยาง
จางซีหยางอยู่ในช่วงสำคัญที่จะทะยานสู่การเป็นราชาเพลง
ถ้าช่วงนี้ให้เขาร้อง ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’
บางทีอาจพอจะช่วยให้เขาได้เป็นราชาเพลง เพราะตอนนี้เขาน่าจะขาดแค่ก้าวสุดท้ายเท่านั้น
หลินจือไปจึงคิดว่าจะช่วยดันเขาให้สุดแรง
หลินจือไปไม่สงสัยเลยว่า
จางซีหยางจะต้องร้องเพลงนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอน!
คิดได้ดังนี้ คืนนั้นพอหลินจือไปกลับถึงบ้านก็เริ่มทำดนตรีประกอบของ ‘ขอยืมเวลาอีกห้าร้อยปีจากฟ้า’ ทันที
ขณะเดียวกัน
กลุ่มทีมผู้สร้างภาพยนตร์ ‘ถามฟ้า’
จู่ๆ โปรดิวเซอร์ก็แท็กหาจางเผยเหิงซึ่งเป็นผู้กำกับ
‘ผู้กำกับจางครับ ผมว่าพวกเราอย่าไปหาคนมาแต่งเพลงให้จิ๋นซีฮ่องเต้เลยดีกว่า มันยากเกินไป
ถ้าคนดูไม่พอใจขึ้นมาอาจกระทบรายได้ของเราก็ได้’
‘ใช่ครับ’
ผู้อำนวยการสร้างก็โผล่มาร่วมวงด้วย
‘ผมลองเช็กดูแล้ว เพลงที่เขียนถึงจิ๋นซีฮ่องเต้ทั้งหมดในวงการเพลง ไม่มีเพลงไหนที่คนหมู่มากยอมรับเลย
ส่วนใหญ่ก็ได้แค่คำชมประมาณว่าพอฟังได้แต่ยังไม่ดีพอ
จู๋หลงมีสถานะสูงส่งมากในใจของชาวฉิน เพราะงั้นคนถึงได้คาดหวังกันเกินเหตุ
เราไปจ้างคนแต่งเพลงโปรโมตที่เหมาะกับหนังก็พอแล้วละ การเลือกทำเพลงอิมเพรสชันอาจเสี่ยงเกินไป’
เพลงอิมเพรสชันคือเพลงที่เขียนถึงบุคคลอย่างเจาะจง
ส่วนเพลงโปรโมตนั้นข้อกำหนดจะกว้างกว่ามาก
ขอแค่สอดคล้องกับธีมของภาพยนตร์ก็ใช้ได้แล้ว
แต่เพราะจางเผยเหิงเป็นผู้กำกับระดับท็อป จึงมีอำนาจสูงมากในกอง
แม้แต่โปรดิวเซอร์หรือผู้ออกทุนก็ยังต้องขอความเห็นจากเขา
‘ผมกำลังคิดอยู่นะ’
จริงๆ แล้วจางเผยเหิงก็คิดว่าทั้งสองคนพูดมีเหตุผล
ถึงแม้ว่าทางเลือกที่สมบูรณ์แบบที่สุดในใจจางเผยเหิง คือมีใครสักคนแต่งเพลงอิมเพรสชันที่เหมาะกับจิ๋นซีฮ่องเต้ได้อย่างไร้ที่ติ
แต่ถ้าเพลงนั้นแต่งออกมาไม่ดีพอก็จะมีคนตำหนิ
พอโดนตำหนิก็อาจกระทบยอดขายตั๋วหลังเข้าฉายได้
แบบนั้นสู้อย่าแต่งเสียยังจะดีกว่า!
แต่นักแต่งเพลงที่ชื่อไปตี้ดูเหมือนจะมีฝีมือนะ
ก่อนหน้านี้เพลง “แสงจันทรา” ที่เขาเขียนก็อธิบายธีมฝั่งผู้ว่าจ้างได้ดีมาก
นอกจากนี้
เมื่อเดือนที่แล้วจางเผยเหิงได้ตามดูละครที่โด่งดังมากเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘The Knockout’
ถึงขั้นไปสืบดูว่าใครเป็นคนทำเพลงประกอบ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า…
เพลงประกอบละครเรื่องนั้นก็เป็นไปตี้ทำเหมือนกัน!
จางเผยเหิงพบว่ายิ่งฟังก็ยิ่งชอบดนตรีประกอบที่ไปตี้ทำ
ดังนั้นจางเผยเหิงจึงเกิดความคิดว่า จะให้ไปตี้ลองแต่งเพลงเกี่ยวกับจิ๋นซีฮ่องเต้สักเพลงดีไหม…
แต่ตอนนี้พอตั้งสติได้
จางเผยเหิงก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะอินเกินไปหน่อย
เพลงที่เกี่ยวกับจักรพรรดิแบบนี้แต่งยากมาก
ยิ่งไปกว่านั้นจิ๋นซีฮ่องเต้ยังเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล
เป็นหนึ่งในจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใจของชาวฉินโจว!
“หรือว่าอย่าลำบากเขาเลยดีกว่า”
จางเผยเหิงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะโทรไปคุยกับฝั่งเสินฮว่าเรื่องนี้