ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 171 ไลฟ์สิ้นสุดลง
‘คืออย่างนี้ครับ’
คนสายฮาเริ่มเล่าเรื่องอย่างจริงจัง
‘ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ทะเลาะวิวาทจนต้องติดคุกสามปีกว่า’
‘จากนั้นช่วงก่อนผมเพิ่งไปเยี่ยมเขา หมอนี่อายุสามสิบกว่าตอนนี้ผมหงอกไปทั้งหัว’
‘ผมถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่ากังวลทุกวัน ว่าจะเผชิญหน้าครอบครัวยังไง’
‘อยู่ข้างในก็เอาแต่เสียใจกับความวู่วามหุนหันของตัวเอง ไม่น่ามีเรื่องกับคนอื่นเลย’
‘แต่คนที่ตีกับเขาก็โดนขังเหมือนกัน หนักกว่าโดนติดคุกสี่ปีเศษ…’
หลินจือไปนิ่งอึ้ง ผู้ชมก็พูดไม่ออกเหมือนกัน
ให้ตั้งโจทย์ยากๆ หน่อยก็จริง แต่ไหงแกปรับจากช่องวิทยุเรื่องรัก กลายเป็นช่องกฎหมายไปซะล่ะ?
‘ฮะ?’
‘ฮ่าๆๆ’
นี่มันโจทย์บ้าอะไรเนี่ย!
‘กาก้า ฉันว่านายกำลังหาเรื่องฉันอยู่!’
‘พออูฉือร้องจบเพลงนี้ต้องเข้าไปนอนในคุกไหม?’
‘ติดคุกนี่มันได้เหรอ?’
‘บอกให้นายทำให้อูฉือลำบาก ไม่ได้ให้นายทำให้เขาเข้าตาราง!’
‘ที่นายทำต่างอะไรกับแฟนที่ขอให้ฉันขึ้นไปเด็ดพระจันทร์มาให้กันเนี่ย?”
‘มีแต่เรียกชื่อผิดไม่มีตั้งไอดีผิด’
‘คนสายฮาของแท้!’
‘ฉันขำจะตายอยู่แล้ว!’
ไม่มีใครคาดว่าคนสายฮาจะโยนเรื่องแบบนี้มา
ผลลัพธ์รายการพุ่งปรี๊ด ถึงรู้ว่าโจทย์นี้แต่งเพลงไม่ได้แน่ ก็ยังมีคนในคอมเมนต์ยุกันใหญ่
‘แต่งเลย!’
‘ต่อไปเป็นรายการกฎหมาย!’
‘ถ้าแต่งเพลงนี้ออกมาได้ฉันจะกินคีย์บอร์ดเลย’
บ่นว่าโจทย์ก่อนง่ายไปไม่ใชเหรอ อันนี้ละแรงพอไหม?
นี่นะหรือไลฟ์สด? สนุกเกินไปแล้วมั้ง?
เหตุการณ์ต่างๆ ในห้องไลฟ์ของอูฉือทำให้คนจำนวนมากติดใจรูปแบบนี้
ตอนนี้ทุกคนอยากเห็นอูฉือเสียหน้า
“ขอลา!”
หลินจือไปก็เล่นด้วย ยกมือคารวะใส่กล้อง
ทำท่าเหมือนจะกดปิดไลฟ์อย่างอับอายไปเดี๋ยวนั้น
ผู้ชมหัวเราะครืน คนสายฮาเหมือนจะรู้สึกว่าหัวข้อของตนสุดโต่งไปหน่อย
เรื่องที่ตนเล่าดูจะใช้เป็นวัตถุดิบแต่งเพลงไม่ได้
‘ผมแค่รู้สึกอินนิดหน่อยน่ะครับ อาจารย์อูฉือทำเป็นไม่ได้ยินแล้วกันนะครับ’
‘ร้องอะไรก็ได้ แค่คุณร้องพวกเราก็ชอบฟังหมดละครับ’
กวนไม่เบาเลย
หลินจือไปยกมือกุมขมับ ที่จริงกำลังแลกเพลงกับระบบอย่างเงียบๆ
แกล้งนิ่งเงียบไปสิบกว่าวินาที แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยว่า
“รอผมสักครู่นะครับ”
พูดจบหลินจือไปก็เริ่มเขียนเพลง
ผู้ชมเห็นท่าทีจริงจังของหลินจือไปต่างก็อึ้งไปชั่วขณะ
แต่หลังจากนั้นทุกคนก็ยิ่งตลกกันใหญ่ นี่มันไม่ใช่วัตถุดิบทำเพลงสักหน่อยนี่นา!
‘เห้ย!’
‘ยังทำเก๊กอีก’
‘ของแบบนี้จะแต่งยังไง?’
‘ชื่อเพลง “เคราะห์คุกตะราง” เหรอ?’
‘ชื่อเพลง “กฎหมายออนแอร์”’
‘ฮาตาย’
‘เขากะจะแต่งมันจริงๆ ด้วย!’
หลินจือไปเอาแต่เขียนไม่พูดจา แต่ผู้ชมในไลฟ์ไม่เบื่อเลยสักนิด
พากันคุยในแชทสนุกสนานเฮฮา ทันใดนั้นหลินจือไปวางปากกาลง
เดินไปหยิบเอ้อร์หูที่มุมห้อง
เครื่องดนตรีที่เขาเล่นได้มีไม่กี่อย่าง ที่ถนัดที่สุดคือเปียโนกับกีตาร์
อิเล็กโทนก็พอได้บางส่วน เอ้อร์หูนี้ฝีมือครึ่งๆ กลางๆ แต่ใช้หลอกผู้ชมทั่วไปในไลฟ์ก็คงพอไหว
แต่งออกมาจริงๆ เหรอ?
ผู้ชมเห็นอูฉือหยิบเอ้อร์หูออกมาก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกแล้ว
หลินจือไปก็เริ่มสีเอ้อร์หู ท่ามกลางความตะลึงงันของทุกคน
เสียงเอ้อร์หูสะท้อนจากหนังงู คันชักขนม้าเสียดสีกับสายกังวานไปทั่วไลฟ์
บรรยากาศโศกเศร้าหม่นหมองพุ่งถึงขีดสุดในชั่วพริบตา
“ผิดคีย์”
เผลอสีเพี้ยนไปโน้ตหนึ่ง หลินจือไปพึมพำแล้วเริ่มใหม่
ทำเอาผู้ชมขำกลิ้งไม่หยุด นายไหวไหมเนี่ย? ไอ้หมาผอม
หลินจือไปเริ่มร้องท่ามกลางแชทหยอกล้อ
เสียงร้องกับเอ้อร์หูผสานกัน บรรยากาศชวนรู้สึกประหลาดอยู่ไม่น้อย
“ทุกข์เอยทุกข์ ทุกข์จนเส้นผมขาวโพลน”
“จากวันที่ฉันพรากจากเธอ ก็ต้องเข้าไปอยู่ตึกเรือนจำ”
“น้ำตารินไหลไม่หยุด เอ่อล้นไหลลงไม่สิ้นสุด”
“ป้ายไม้สองฉื่อแปดคืบ คล้องคอแห่ประจานไปทั่วตรอกซอกซอย…”
เมื่อหลินจือไปร้องท่อนนี้ออกมา ผู้ชมก็หลุดหัวเราะกระจาย
เสียงเอ้อร์หูกับน้ำเสียงเศร้าประดิษฐ์ ไม่เพียงไม่ทำให้รู้สึกเศร้าเลยสักนิด
กลับยังตลกขำขันอย่างแรง!
‘ดูออกเลยว่าทุกข์จริงๆ!’
‘เข้าไปอยู่ตึกเรือนจำ? น้ำตารินไหลไม่หยุด?’
‘พูดก็พูดเถอะ เนื้อเพลงนี่โคตรเข้ากับสถานการณ์จริงๆ อูฉือมีของจริงว่ะ!’
‘พรสวรรค์ใช้แบบนี้เหรอ?’
‘เขาอินจัดจนสวมบทนักโทษไปแล้ว!’
‘ต้องฮาขนาดนี้ไหม!’
‘นายคิดว่าเป็นยุคโบราณหรือไง ยังแห่ประจานนักโทษอีก?’
‘ฮ่าๆๆ จิตวิทยาคนติดคุกโดนเขาจับทางหมด’
‘โคตรติดดิน!’
‘นี่มันติดดินตรงไหน? นี่มันติดคุกต่างหาก!’
‘อีกนิดก็ไปถึงยมโลกแล้ว!’
ร้องมาถึงตรงนี้ ในหัวหลินจือไปพลันผุดภาพฉากที่ไป่จ่านถังร้องเพลงนี้ใน ‘My Own Swordsman’ ลอยขึ้นมา
การร้องแบบนั้นไม่จำเป็นต้องเน้นถ่ายทอดอารมณ์เพลง จึงเลียนแบบได้ง่าย
อย่างไรเสียในยุคนี้คนก็อินกับเพลงแนวนี้ยากอยู่แล้ว ดังนั้นเขาเลยเน้นให้ยิ่งพยายามเศร้ากลับยิ่งชวนขำ
“มือกำก้อนขนมปังหยาบ กับข้าวไม่มีน้ำมันแม้สักหยด…”
ท่อนนี้หลินจือไปร้องช้าๆ ราวกับจะร้องไห้
ถ้าก่อนหน้านี้แค่ขำ ตอนนี้ก็ฮาระเบิด!
‘เหี้ย!’
‘พระเจ้า!’
‘ทำไมอูฉือตลกได้ขนาดนี้เนี่ย!’
‘เนื้อร้องนี่โคตรสุดเลย!’
‘มือกำก้อนขนมปังหยาบกับข้าวไม่มีน้ำมันแม้สักหยด เสียงร้องนี้ไร้เทียมทานสุดๆ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!’
‘เอ้อร์หูนี่เทพจริง!’
‘แบบนี้ไม่ดีกว่ากีตาร์เหรอ?’
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ หลินจือไปร้องต่อไปว่า
“ชีวิตในเรือนจำ ทุกข์ระทมเพียงใด ย่างเท้าแต่ละก้าว เจ็บลึกถึงหัวใจ”
“มือกำก้อนขนมปังหยาบ น้ำตาก็ไหล ไหลรินไม่สิ้นสุด”
“บาปกรรมที่ก่อไว้ น่าละอายใจเพียงใด จะให้ฉันเงยหน้าอย่างไร”
“ต้องจากลาญาติมิตร เสียอิสรภาพ น้ำตากลายเป็นสายน้ำขมขื่น”
“ต่อแต่นี้ไป ไม่เหลือหน้าพบใครในครอบครัว ความเศร้าเกาะกุมหัวใจไม่สิ้นสุด…”
ในที่สุดร้องจบแล้ว คอมเมนต์ก็ระเบิดดังที่หลินจือไปคาดไว้
เพราะเพลงนี้สร้างมุกตลกจากความขัดแย้งได้ง่าย
เดิมทีเขาคิดจะสั่ง ‘น้ำตาหลังกรงเหล็ก’ จากระบบ แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจใช้เพลงนี้แทน ทำไมนะเหรอ?
เพราะเพลงนี้ปรากฏใน ‘My Own Swordsman’ มากกว่าหนึ่งครั้ง
ไป่จ่านถังชอบร้องอยู่บ่อยๆ งั้นก็ถือโอกาสช่วงที่ไลฟ์กำลังคึกคักเอามาร้องเสียเลย
ต่อไปเวลาทุกคนไปดูละครเรื่องนั้นอีก ก็จะได้นึกถึงแล้วอมยิ้มในใจ
ยิ่งไปกว่านั้นเนื้อเพลงนี้ก็ยังใกล้เคียงกับเรื่องราวที่คนสายฮาเล่าไว้อีกด้วย
คอมเมนต์ระเบิด!
‘เพลงนี้ทำให้ฉันนึกถึงยุคที่ต้องใช้เท้าปั่นจักรเย็บผ้า’
‘เนื้อร้องไม่ผิด มือกุมก้อนขนมปังหยาบกับข้าวก็ไม่มีน้ำมันสักหยดจริงๆ’
‘พี่นี่ประสบการณ์แน่นนะ!’
‘ทั้งที่เป็นเพลงเศร้า แต่ฟังแล้วรู้สึกอยากหัวเราะ’
‘อาจเพราะไม่เคยผ่านเรื่องราวแบบนั้น ว่าแต่ทำไมอูฉือดูคล่องนักล่ะ?’
‘เคยนั่งอยู่ข้างในมา?’
‘เขาอินจัดจนเข้าบทบาทแล้ว!’
‘ฟังเพลงนี้แล้วฉันได้สติเลย!’
‘ฮ่าๆๆๆ กลายเป็นรายการกฎหมายไปแล้วจริงๆ’
‘เพลงนี้กำลังเตือนทุกคน อย่าเดินสู่เส้นทางอาชญากรรมนะ!’
‘หือ?’
‘เขาแต่งออกมาจริงๆ ด้วย!’
‘นายแต่งออกมาได้ไงเนี่ย!’
‘เธอลองเดาไหม ทำอะไรเขาไม่ได้จริงๆ!’
บางคนขำ บางคนได้สติ แต่ส่วนใหญ่ยังตกตะลึง
เพราะเพลงนี้สมบูรณ์แบบมากๆ ทำนองก็ลงตัว
โดยเฉพาะท่อน ‘มือกำก้อนขนมปังหยาบกับข้าวไม่มีน้ำมันแม้สักหยด’ เห็นภาพชัดสุดๆ!
ผลลัพธ์รายการเยี่ยมจริงๆ นี่นะ มองดูคอมเมนต์หลินจือไปรู้สึกว่าได้เวลาแล้ว
จึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เพลงนี้ให้ชื่อว่า ‘ครวญความเศร้า’ แล้วกันครับ”
“ร้องครบสามเพลงเรียบร้อย พวกเราคุยกันมานานแล้ว วันนี้ไลฟ์จะจบประมาณนี้นะครับ”
“ชื่นชอบผมก็กดติดตามไว้ได้ ครั้งหน้าถ้าผมเปิดไลฟ์ ทุกคนจะได้รับแจ้งเตือนแน่นอน”
“ว่าผมจะแจ้งในจี๋กวงล่วงหน้าด้วยครับ”
‘จบแล้วเหรอ?’
‘ไลฟ์ต่ออีกหน่อยสิ!’
‘อาจารย์อูฉือร้องอีกเพลงนะ!’
‘ผมจะส่งเครื่องบินให้คุณ!’
‘ถึงอย่างนั้นก็เถอะ… คนเราไม่ควร… อย่างน้อยก็ไม่ควรจะ…/’
‘ยังดูไม่จุใจเลย!’
‘ไลฟ์นี้สนุกเกินคาด ไม่เหมือนที่ฉันจินตนาการไว้เลย!’
‘เพลงพวกนี้จะปล่อยไหม?’
‘ฉันอยากได้เพลง “สุขสันต์การเลิกรา”!’
‘ผมอยากได้เพลง “สาวตรงข้ามมองมาหน่อย”!’
‘มีแต่ฉันที่ชอบเพลง “ครวญความเศร้า” เหรอ?’
ผู้ชมยังติดลมไม่หนำใจ ไม่อยากให้ไลฟ์อูฉือจบลงแบบนี้
หลินจือไปครุ่นคิด เลยฉวยโอกาสปั้นวิวให้สตรีมเมอร์คนอื่นๆ
ดังนั้นหลินจือไปพูดว่า “ไหนๆ ทุกคนก็ยังดูไม่พอ งั้นเราไปเช็กห้องสตรีมเมอร์คนอื่นกันครับ ดูโชว์ของเขาหน่อย”
พูดจบหลินจือไปก็เปิดแพลตฟอร์มไลฟ์ นำทุกคนบุกเข้าไลฟ์ของสตรีมเมอร์สาวคนหนึ่งทันที
สตรีมเมอร์สาวกำลังเต้นอยู่ สายตาเธอจ้องแชทไม่วาง จู่ๆ ก็เห็นว่า
‘หน่วยปราบอนาจารมา!’
‘ตรวจสอบฉับพลัน!’
‘อูฉือมาเช็กห้อง!’
‘อาจารย์อูฉือมาแล้ว!’
‘อาจารย์อูฉือกำลังดูคุณเต้นอยู่!’
‘อ๊ากกก อูฉือ!’
เสียงตื่นเต้นของสตรีมเมอร์สาวสั่นเครือเล็กน้อย
“ยินดีต้อนรับอาจารย์อูฉือมาเช็กห้อง… หืม? เช็กห้อง?”
นี่มันคำอะไรกันเนี่ย? ฟังแล้วไม่เป็นมงคลเลย!
ช่างเถอะ ไม่สำคัญ อูฉือเป็นถึงซูเปอร์สตาร์ แตกต่างจากตนที่เป็นแค่สตรีมเมอร์ตัวเล็กๆ อย่างสิ้นเชิง
ตนเต้นอยู่ตั้งนาน ผู้ชมก็ยังไม่เยอะ พออูฉือเข้ามาดู ยอดผู้ชมก็พุ่งไปหลักล้านทันที
เหลือเชื่อสุดๆ! ต้องคว้าโอกาสนี้
สตรีมเมอร์สาวเริ่มโยกย้ายอย่างบ้าคลั่ง
เอวบางร่างน้อย ผิวเนียนเรียบ เสียงออดอ้อน ขาเรียวยาว สายตาหวานหยดย้อย
งัดพลังเกินร้อยออกมาเต็มพิกัด
หลินจือไปพึมพำเบาๆ “นี่ผมไม่จ่ายเงินก็ดูได้เหรอเนี่ย”
“สตรีมเมอร์สาวในโลกนี้ดูจะเชี่ยวชาญโดยไม่ต้องมีใครสอน”
“แทบจะปล่อยคลื่นแสงสุดมัน เริ่มจับทางแก่นแท้ของการไลฟ์เต้นได้บ้างแล้ว”
ผู้ชมของอูฉือก็โดนสาวคนนี้กระตุ้นแล้ว!
‘เหี้ย!’
‘พิมพ์ด้วยสองมือพิสูจน์ความบริสุทธิ์!’
‘ผมว่า… ผมคงกลับไม่ได้แล้ว…’
‘นี่ไม่เร้าใจกว่าฟังเพลงอีกเหรอ?’
‘ขอโทษนะครับอาจารย์อูฉือ!’
‘บอกอาจารย์อูฉือทีผมไม่กลับไปแล้ว’
‘เต้นแบบนี้ผมต้องอยู่ในไลฟ์เธอเพื่อวิจารณ์อย่างละเอียดสักหน่อยแล้ว!’
จู่ๆ ความสนใจของทุกคนพุ่งสูง ไลฟ์นี้ชักได้กลิ่นในโลกเก่าแล้วสิ
หลินจือไปเห็นว่าจังหวะสุกงอมแล้ว พอความสนใจของผู้ชมถูกดึงไป ก็รีบกล่าวลาทุกคนทันที
“ไว้พบกันไลฟ์หน้าครับ!”