ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 260 มังกรหยกออกอากาศ: หัวใจเหล็กเลือด
บ้านของหลินจือไป๋ แม่กำลังนั่งบนโซฟามือถือรีโมตไว้แน่น
หลินจือไป๋ หลินเซิ่งเทียน หลินซี และพอก็นั่งเรียงกันเป็นแถว รอการออกอากาศของ ‘มังกรหยก’
“กำลังจะเริ่มแล้วนะ”
“เอาเมล็ดแตงมากินหน่อย”
“ใครเป็นคนเสนอคนนั้นกวาดพื้น หลินซี ถึงตอนนั้นลูกกวาดนะ”
“ให้เซิ่งเทียนกวาดสิ”
“ให้พอกวาดสิ”
“ทำไมไม่ให้เสี่ยวเฮยกวาดละ?”
“เสี่ยวเฮยมีความดีความชอบนะ ถ้าไม่ใช่เขาที่ใช้มารยาหนุ่มหลอกล่อซูฉาน เทียนกวงก็คงไม่รับไม้ต่อ ‘มังกรหยก’ หรอก!”
แม้พูดอย่างนี้… ครอบครัวของหลินเชี่ยก็กำลังดูสถานีโทรทัศน์เทียนกวงเหมือนกัน
เพียงแต่บรรยากาศต่างจากบ้านของหลินจือไป๋ บ้านลุงรองดูจะกระสับกระส่ายกว่าชัดเจน
“ทำไมยังไม่เริ่มสักทีเนี่ย” หลินหูรอจนชักจะหงุดหงิด
ส่วนหลินเพิ่งทำหน้าไม่ยี่หระ เล่นมือถือไปพลางเชิดปากพูดว่า
“มันจะมีอะไรน่าดูกันละ อยู่ในวงการนี้มาตั้งกี่ปี พวกนายยังไม่เข้าใจอีกหรือไงว่าการฝืนกระแสตลาดไม่มีจุดจบที่ดีหรอก ต่อให้เป็นปู่เยโหวก็เถอะ รอบนี้พ่อชนะแน่นอน!”
“ลูกสาวคนเก่งพูดถูก ต่อให้เป็นปู่เยโหวก็ไม่รอด” หลินเชี่ยพยักหน้าอย่างพอใจ
แต่ที่จริงเปลือกตาเขากลับสั่นไหวประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ก็แค่ละครกำลังภายในที่ตลาดไม่เอาแล้วเท่านั้น ตนจะกังวลอะไร?
เวลานี้เอง จู่ๆ หลินเป้าที่ก้มดูมือถืออยู่ก็โพล่งด่าออกมาว่า “ปู่เยโหว? ปู่เยโหวมันจะนับเป็นตัวอะไร!”
“พูดถูกเผง! ปู่เยโหวไม่เห็นจะวิเศษอะไร!” หลินหูหัวเราะขึ้นมา แล้วจากนั้นก็เกิดสงสัยว่า “แต่ทำไมแกถึงได้ของขึ้นขนาดนั้นละ?”
หลินเป้าตาแดงก่ำ ชี้ไปที่ ‘กระบี่เทพสังหาร’ ในมือถือของตัวเองแล้วพูดว่า
“มันกล้าฆ่าปี้เหยาตายอะ หูจื่อ! ปี้เหยา ปี้เหยาของฉัน!”
คนในบ้าน: ???
ทำไมรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ อยู่นะ?
คฤหาสน์หลังหนึ่ง ซูฉานนั่งอยู่หน้าทีวี เสียงแจ้งเตือนกลุ่มแชทในมือถือดังไม่หยุด ล้วนเป็นการคุยกันของเพื่อนร่วมงานแผนกโทรทัศน์
‘จะไหวไหม? เรตติ้งจะแย่มากหรือเปล่า?’
‘ละครกำลังภายในปีนี้ออกมามีแต่แย่ลงเรื่อยๆ ทุกเรื่องเลย’
‘ไม่รู้ทำไมหัวหน้าแผนกถึงใจแข็งรับไม้ต่อมา ทั้งที่เป็นผลงานของปู่เยโหวก็เถอะ แตยังไงมันก็เป็นละครกำลังภายใน’
‘ที่สำคัญเงื่อนไขที่คุยกันคือ ปู่เยโหวจะเขียนบทกำลังภายในเพิ่มให้พวกเราต่ออีกสองเรื่อง’
‘ทำไมไม่เป็นแนวตำรวจอาชญากรรมหรือดราม่าน้ำเน่าก็ยังดี กำลังภายในไม่มีตลาดแล้วจริงๆ’
‘เฮ้อ… ถือว่าสร้างบุญคุณกับปู่เยโหวแล้วกัน เรตติ้งทะลุสองได้ฉันจะจุดธูปไหว้เลย’
ซูฉานมองกลุ่มแชทอยู่เงียบๆ ไม่ได้พิมพ์ตอบอะไร การผลักดันให้สถานีโทรทัศน์เทียนกวงรับไม้ต่อเรื่องนี้เธอแบกรับแรงกดดันเอาไว้มาก
ซูฉานพลันนึกถึงประโยคที่หลินจือไป๋พูดกับเธอในคืนนั้น: ‘นี่คือโอกาสเก็บของหล่น อยู่ที่คุณจะคว้าไว้ได้ไหม’
ตอนนั้นใบหน้าของหลินจือไป๋เต็มไปด้วยแววโน้มน้าวชวนให้เชื่อ
เธอเองก็ไม่ได้ลังเลนานก่อนตอบตกลงลงไป ไม่ใช่ว่าสติปัญญาดับวูบ เพียงแค่อยากวางเดิมพันกับคุนเผิงและปู่เยโหวเท่านั้น
แต่พอถึงวันออกอากาศจริงๆ ซูฉานก็อดตื่นเต้นไม่ได้ หากละครเรื่องนี้ผิดพลาดขึ้นมาเธอคงได้รับผลกระทบอย่างหนักต่อการบริหารงานในบริษัทแน่
สถานการณ์ดีๆ ที่สร้างไว้คงพังทลายไปไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม เรียกได้ว่าเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่จริงๆ
ท่ามกลางการรอคอยของทุกคน เพลงประกอบละครก็ดังขึ้น บทเพลงคลาสสิกที่อยู่ในใจผู้คนนับไม่ถ้วนจากโลกก่อน ‘หัวใจเหล็กเลือด’!
“ภาพฝันกาลก่อนเลือนราง คล้ายเคยพบพาน คลื่นอารมณ์พลุ่งพล่านในใจ สลัดโลกีย์ตัดทุกข์โทษา เคียงข้างกันไปสุดขอบฟ้า”
“ไล่คลื่นหญ้าสิทิศทะเลทรายเวิ้งว้าง ลมหนาวพัดใต้ฟ้าครามกว้าง ไม่หวั่นหิมะน้ำค้างกระทบหน้า เถาวัลย์เกี่ยวพันแน่น เหนี่ยวคันธนูยิงอินทรี”
“ควบฝ่าด้านนอกลมทรายกระหน่ำ ทุ่งเวิ้งว้างไกลสุดตา ยิ้มเผชิญชะตาชีวิตมิรู้เบื่อหน่าย เถาวัลย์กับพฤกษาพันเกี่ยวแนบแน่น ใต้ฟ้าครามทุ่งกว้างไกล ควรรู้ว่ารักไหลรินดุจสายน้ำ หมื่นแปรผันตัดไม่ขาด คลี่แล้วยังพันยุ่งเหยิง ผ่านภัยนับร้อยยังสถิตในใจ บุญคุณผูกพันยากตัดขาด”
เป็นเพลงภาษาฉี ขับร้องคู่ชายหญิง ฝ่ายชายคือจางซีหยาง ฝ่ายหญิงคือหานเยว่
เพลงคลาสสิกแบบนี้ต่อให้กาลเวลาผ่านพ้นไปก็ยังคงมีเสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย!
บนอินเทอร์เน็ตก็มีชาวเน็ตจำนวนมากรอชมละครอยู่เช่นกัน จู่ๆ ก็รู้สึกราวกับถูกเพลงนี้สะกดใจ
‘เพลงนี้เพราะมาก! ได้อารมณ์สุดๆ เลย!’
‘ผู้แต่งคำร้องทำนองคืออูฉือเหรอ? ดนตรีประกอบของอูฉือสุดยอดจริงๆ!’
‘ที่แท้อูฉือยังรู้ภาษาฉีด้วย? ฮ่าๆๆ คงเพราะไป๋ตี้เคยแต่งเพลงภาษาอูให้มิชิฮาชิ ไมอิ ใน ‘Sis Waves’ ละมั้ง เลยทำให้อูฉือแต่งเพลงภาษาฉีออกมาบ้าง’
‘ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงคิดว่าเพ้อเจ้อ แต่ถ้าเป็นไป๋ตี้กับอูฉือละก็ เหตุผลนี้พอเป็นไปได้อยู่นะ’
‘ดูละครเร็ว! ในที่สุดก็เริ่มแล้ว!’
แม้ ‘หัวใจเหล็กเลือด’ จะคลาสสิกมาก แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นกับละครเรื่องนี้
กว่าจะรักเพลงนี้สุดหัวใจคงต้องรอให้คุ้นเคยกับเรื่องราวของมังกรหยกเสียก่อน
ตอนนี้คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกแค่ว่ามัน ‘เพราะมาก’ เท่านั้น
บนหน้าจอโทรทัศน์ เรื่องเปิดมาก็เริ่มปูพื้นยุคสมัย ปลายรัชสมัยของราชวงศ์หนึ่งในยุคโบราณของบลูสตาร์
ขณะนั้นแม่ทัพผู้ละม้ายคล้ายเย่ว์เฟยในโลกก่อนถูกขุนนางชั่วใส่ร้ายจนตาย
จากนั้นจึงเล่าถึงสองพี่น้องก๊วยเซาเทียนกับเอี๊ยทิซิม ได้รู้จักกับคูชูกี
อ่วงง่วนอั้งเลียกได้รู้จักกับเปาเซียะเยียก คูชูกีตั้งชื่อบุตรในครรภ์ให้เปาเซียะเยียกภรรยาของเอี๊ยทิซิม และหลีเพ่งภรรยาของก๊วยเซาเทียนว่า เอี้ยคัง! ก๊วยเจ๋ง!
ละครยาวทั้งสิ้นหกสิบตอน ละครยาวแบบนี้มักอัปเดตวันละสามตอน คืนนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ตอนที่หนึ่งเล่าเรื่องรุ่นพ่อแม่ของก๊วยเจ๋งกับเอี้ยคัง ตอนที่สองแนะนำคูชูกีและเจ็ดประหลาดกังหนำ
ตอนที่สามเรื่องราวพามาถึงทะเลทราย ก๊วยเจ๋งตัวน้อยเผยทั้งนิสัยและวาสนา
เหตุการณ์หลักคือเจปอถูกเตมูจินไล่สังหารแล้วได้รับการช่วยเหลือจากก๊วยเจ๋ง
ต่อมาเตมูจินเห็นว่าเจปอฝีมือเก่งกล้าจึงแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยสิบคน ส่วนก๊วยเจ๋งก็ได้ฝึกวิชาธนูจากเจปอ แล้วภายหลังยังได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับทัวเหลยบุตรชายของเตมูจิน
ที่บ้านหลินจือไป๋ พอดูครบสามตอน แม่ยังรู้สึกไม่จุใจเท่าไร พ่อเอ่ยอย่างตื่นเต้นปนประหม่า “เป็นยังไงบ้าง?”
แม่พูดว่า “ฉันยังดูไม่พอเลย พรุ่งนี้ไปบริษัทคุณเอาไฟล์ต้นฉบับมาให้ฉันดูเพิ่มได้ไหม?”
พ่อไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ หลินซีกล่าวอย่างจริงจังว่า
“จังหวะดำเนินเรื่องช้าไปหน่อย ถึงตอนที่สามแล้วพระเอกก็ยังเป็นเด็กอยู่เลย แต่พล็อตตอนสามนี่น่าสนใจมาก…”
ส่วนหลินเซิ่งเทียนพูดว่า “รู้สึกว่ากำลังค่อยๆ เข้มข้นขึ้นนะครับ”
หลินจือไป๋ครุ่นคิด คิดว่าตนก็ควรจะพูดอะไรบ้าง
“เรื่องเล่าเนิบช้าแต่ต่อเนื่อง จังหวะอาจจะช้าไปหน่อย แต่พอนึกถึงว่าเป็นละครยาวหกสิบตอน ความเร็วประมาณนี้ก็กำลังพอดีแล้ว…”
ปากก็พูดไปอย่างนั้นแต่แท้จริงในใจของหลินจือไป๋คิดว่านี่ยังแค่เริ่มต้นเท่านั้น
พวกเขายังไม่เคยอ่านต้นฉบับเสียด้วยซ้ำ จังหวะของนิยายช้ากว่านี้มาก ช่วงต้นเต็มไปด้วยการปูพื้นเรื่อง
ละครทีวีคำนึงถึงความอดทนของผู้ชมจึงเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นไม่น้อย ตอนที่สามก็ใส่จุดพีคให้แล้ว
ก๊วยเจ๋งช่วยชีวิตเจปอ แถมยังถูกเตมูจินจดจำได้ นี่แหละคือจุดที่โคตรพีค
พอวิเคราะห์ก็ตรงไปตรงมา ช่วยคนตกอับไว้คนหนึ่ง สุดท้ายกลายเป็นว่าอีกฝ่ายมีภูมิหลังยิ่งใหญ่
แต่พออยู่ในมือกิมย้ง เหตุการณ์แบบเดียวกันกลับสมเหตุสมผล ทำให้ผู้ชมคาดหวังเนื้อหาตอนต่อๆ ไปมาก
บนอินเทอร์เน็ต ชาวเน็ตที่ได้ดูละครแล้วก็กำลังถกกันอยู่เช่นกัน
‘โดยรวมก็ไม่เลวนะ แต่ก็ยังไม่ถึงกับว้าวอะไร การปูเรื่องยาวกว่าที่ฉันคิดไว้อีก กว่าจะเริ่มทำให้ฉันสนใจได้ก็ตอนที่สามที่พระเอกช่วยคนสำคัญไว้’
‘จริง! จังหวะช้าเกินไป’
‘ตอนแรกฉันคิดว่าเอี๊ยทิซิมกับก๊วยเซาเทียนจะเป็นตัวเอกซะอีก สุดท้ายเพิ่งรู้ว่าเป็นก๊วยเจ๋ง’
‘แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันว่าน่าสนใจมาก ปู่เยโหวทำให้แนวกำลังภายในผสานเข้ากับประวัติศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์เลย ตรงนี้เหนือกว่าละครกำลังภายในทั่วไปเยอะมาก’
‘ใช่เลย กำลังภายในเรื่องอื่นวนเวียนอยู่แต่การต่อสู้ในยุทธภพ เรื่องนี้ยกระดับขอบเขตของเรื่องอย่างชัดเจน เอาบุคคลทางประวัติศาสตร์เข้ามาอยู่ในละครกำลังภายใน’
‘ขอบเขตกว้างก็ใช่ว่าจะการันตีความสำเร็จนะ’
‘สรุปคือเป็นละครกำลังภายในที่ไม่เลว แต่ก็แค่ไม่เลวนะ ต้องดูว่าหลังจากนี้จะเดินเรื่องไปทางไหน ยังไงพระเอกก็ยังไม่โตเลย’
‘ฉันว่าก็ดีนะ ชอบการวางตัวของเจ็ดประหลาดกังหนำสุดๆ เลย ตัวละครโดดเด่นมาก’
‘พอฉันดูจบแล้วย้อนนึกถึงตัวละครแต่ละตัว รู้สึกว่ามีชีวิตชีวาทุกตัวเลย!’
เพิ่งตอนที่สาม ผู้ชมยังไม่ได้ถึงขั้นทึ่งจนร้อง ‘ว้าว สุดยอด’ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
จอมยุทธ์สี่ทิศทั้ง มารบูรพา, พิษประจิม, ราชันย์ทักษิณ และยาจกอุดร ก็ยังไม่ปรากฏ
ไม่ว่าจะตัวละครหรือว่าต้นฉบับจุดเดือดจริงๆ อยู่ข้างหน้า นี่ถือเป็นลายเซ็นของกำลังภายในสายกิมย้ง
งานของเขาต้องอาศัยความอดทนสักหน่อย พอปูพื้นครบก็จะไล่ระดับเข้าสู่ฉากเข้มข้นระลอกแล้วระลอกเล่า
ขณะเดียวกัน ซูฉานดูจบแล้วก็ไถอ่านความเห็นบนเน็ตมาตลอด พอเห็นทิศทางโดยรวมของผู้ชม เธอก็ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจโล่งอก
ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร ฐานผู้ชมหลักยังพอรักษาได้ คนดูส่วนมากยังตั้งใจจะตามต่อ
แม้ไม่ถึงกับตื่นเต้นเป็นพิเศษ แต่ดูการปูพื้นติดกันสองสามตอนแล้วยังไม่ถอดใจ ก็สะท้อนแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา
ซูฉานมีลางสังหรณ์ว่าละครเรื่องนี้จะดังระเบิด! เพียงแต่ความ ‘ดังระเบิด’ นี้ต้องค่อยๆ สะสมไปทีละนิด
ไม่อาจพุ่งทะยานในทันทีได้ เพราะ ‘ช่วงที่เรื่องเดินหน้าอย่างทรงพลัง’ ยังมาไม่ถึง
อีกด้านหนึ่ง หลินเชี่ยดูสามตอนแรกจบ กลับสรุปตรงข้ามกับซูฉานว่า
“เป็นละครกำลังภายในงั้นๆ ไม่มีอะไรเกินความคาดหมายเท่าไหร่ ดูจากกระแสที่ผู้ชมกำลังเมินเฉยกับละครแนวนี้ เรตติ้งก็คงนิ่งๆ ไม่หวือหวา”
“ค่อยมีอะไรให้ดูก็ตอนที่สามนี่แหละ” หลินหูที่นั่งข้างๆ เสริมทันที
“ละครทีวีต้องมีจุดเรียกเสียงฮือฮา ถ้าไม่มีจะดึงคนดูยังไง แต่ละครเรื่องนี้เอาแต่ปูพื้นให้ผู้ชม”
“คงพูดได้แค่ว่ามีกลิ่นอายเฉพาะตัวของปู่เยโหว” หลินเพิ่งฮึดฮัดว่า
“มีไอเดียบางจุดที่พอจะน่าสนใจ แต่ไอเดียพวกนี้ก็ยังไม่พอจะพยุงเรตติ้งให้สูงได้มากนัก”
“ฉันว่า…” หลินเป้าทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดไป สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ทั้งที่ตอนนี้เขาทํางานในสายการ์ตูน จึงมีความเข้าใจในเรื่องเล่าอยู่พอตัว
หลินเป้าเห็นว่าจะตัดสินอนาคตจากสามตอนแรกของละครเรื่องนี้ไม่ได้
แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้นั้นก็คือ หลังจากปูพื้นมาแล้วสามตอน ยังไม่ทำให้คนดูหมดความอดทน แค่นี้ก็เห็นฝีมือของปู่เยโหวแล้ว
ที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้หลินเป้าเฝ้ารอที่จะเห็นพระเอกเติบโตเต็มตัวแล้ว
ความคาดหวังแบบนี้แหละคือแรงผลักให้ตนอยากดูต่อ สำหรับนิยาย การ์ตูน ไปจนถึงละครโทรทัศน์ ความคาดหวังคือหัวใจสำคัญ
ถ้าจับตรงนี้ได้ก็เหมือนจับใจผู้ชมได้ทั้งหมด แน่นอนท้ายที่สุดละครทีวีก็ต้องว่ากันที่เรตติ้ง
วันถัดมาเรตติ้งของสามตอนแรกประกาศออกมาแล้ว…