ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 285 บทนี้เขียนถึงรอบออดิชันและการอวดเก่งของไปตี้ (1)
เรื่องสปอนเซอร์นั้นเจียงเฉิงจัดการเรียบร้อยแล้วสิ่งที่หลินจือไป๋ต้องทำต่อจากนี้ก็คือทำให้แน่ใจว่ารอบออดิชันจะไม่มีปัญหา
เขาจะไปดูสถานที่จัดออดิชันบางแห่งด้วยตัวเอง
ใช้ฐานะไปตี้ได้อยู่แล้วยังไงไปตี้ก็เป็นผู้อำนวยการดนตรีของรายการ ‘The Voice’
วันต่อมาสนามกีฬาซูเฉิงนี่คือสถานที่จัดออดิชันของ ‘The Voice’ ที่เมืองซูเฉิง
อันที่จริงการออดิชันแบบนี้มีจัดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ทั่วจินโจวการออดิชันจะสามารถคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันที่ฝีมือโดดเด่นออกมาได้
หลินจือไป๋ซึ่งเป็นผู้อำนวยการดนตรีของรายการจะพาคนมาคัดเลือกรายชื่อผู้เข้าแข่งขันที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้
ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกสองรอบแล้วก็พร้อมที่จะเข้ารวมรายชื่อรอบบลายด์ออดิชันเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการถ่ายทำได้เลย
“สวัสดีครับอาจารย์ไปตี้”
เจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างๆ แนะนำสถานการณ์ให้หลินจือไป๋ฟังว่า “รอบออดิชันน่าจะกินเวลาประมาณครึ่งเดือนพวกเราเริ่มมาสิบกว่าวันแล้วครับรอบบ่ายจะเริ่มประมาณบ่ายโมงครับ”
“งานเยอะไหมครับ?”
“โดยรวมแล้วก็พอไหวครับเพราะผู้เข้าแข่งขันที่มาสมัครต้องส่งวิดีโอร้องเพลงให้ทีมงานดูก่อนถ้าผลการร้องเพลงใช้ได้ถึงจะแจ้งให้มาเข้าร่วมรอบออดิชันครับ”
“ดีครับ”
วันนี้หลินจือไป๋ก็มาสำรวจสถานการณ์
ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็ยื่นรายชื่อหนึ่งให้หลินจือไป๋ “นี่คือข้อมูลของผู้เข้าแข่งขันดาวรุ่งที่เราคิดว่าค่อนข้างโดดเด่นจากการออดิชันในช่วงสิบวันนี้ครับ”
ชื่อ: หวังอวิ้นเฟย
เพศ: ชาย
อายุ: 25 ปี
อาชีพ: นักร้องสมัครเล่น
หลินจือไป๋ไม่ได้พูดอะไรกำลังจะดูรายชื่ออื่นๆ ต่อแต่จู่ๆ หัวหน้าฝ่ายออดิชันที่อยู่ข้างๆ ก็รีบกล่าวว่า “หวังอวิ้นเฟยคนนี้รูปร่างสูงใหญ่หล่อเหลาแถมฝีมือร้องเพลงก็ไม่เลวเลยครับคุณลองฟังผลงานดูหน่อยได้นะครับ”
ว่าแล้วก็มีคนถือแท็บเล็ตเดินเข้ามา
การร้องเพลงของหวังอวิ้นเฟยก่อนหน้านี้ถูกทีมงานบันทึกไว้
หลินจือไป๋ไม่พูดอะไรเขาสวมหูฟังฟังอยู่ครู่หนึ่งพบว่าฝีมือร้องเพลงของผู้เข้าแข่งขันคนนี้ไม่ได้มีปัญหามากนักแต่ก็ไม่ได้มีเอกลักษณ์อะไรคาดว่าคงยากที่จะทำให้โค้ชกดปุ่มหันมาได้
หลังจากนั้นหลินจือไป๋ก็ฟังการร้องเพลงของผู้เข้าแข่งขันอีกหลายคนติดต่อกันดูเหมือนทุกคนจะอยู่ในประเภทที่มีดีอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่
นอกจากนี้หลินจือไป๋ยังพบว่าผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านรอบออดิชันมาเหล่านี้โดยพื้นฐานแล้วก็คือหนุ่มหล่อสาวสวยทั้งนั้น
คาดว่าบรรดาคณะกรรมการที่รับผิดชอบการออดิชันยังคงนำปัจจัยด้านหน้าตาเข้ามาพิจารณาด้วยแถมสัดส่วนยังเยอะทีเดียว
มีปัญหาแล้ว!
ทั้งที่ตนกำชับกับเจียงเฉิงนักหนาว่า ‘The Voice’ เป็นรายการที่เน้นเสียงร้อง
ผลคือคนที่รับผิดชอบการออดิชันด้านล่างยังใช้ความคิดแบบรายการประกวดดาวเด่นเก่าๆ ทำงานอยู่ดี
สุ่มหยิบรายชื่อผู้เข้ารอบออดิชันมาสิบคนก็เป็นหนุ่มหล่อสาวสวยซะเก้าคนส่วนที่เหลืออย่างน้อยหน้าตาก็ไม่แย่
ไม่พอใจ?
หัวหน้าฝ่ายออดิชันที่ซูเฉิงคนนี้ชื่อหลิวหวารูปร่างอ้วนท้วนท่าทางร่าเริงเมื่อเห็นสีหน้าของหลินจือไป๋ไม่สู้ดีก็ใจหายวาบไม่รู้ว่ามาตรฐานของพ่อเพลงน้อยคนนี้สูงแค่ไหน
เขาหัวเราะแห้งๆ แล้วกล่าวว่า “อาจารย์ไปตี้ยังไม่ได้ทานมื้อเที่ยงใช่ไหมครับให้ผมเลี้ยงดีไหมครับแถวนี้มีร้านอาหารรสชาติดีอยู่…”
“รอบออดิชันวันนี้ใกล้จะเริ่มแล้วครับ”
หลินจือไป๋ปฏิเสธเขาอยากจะดูสถานการณ์การออดิชันในสถานที่จริงแต่ก็เป็นเวลาอาหารกลางวันแล้วจริงๆ เขาเลยพูดไปพลางว่า “ขอข้าวให้ผมกล่องหนึ่งก็พอ”
“แบบนี้ไม่ดีมั้งครับ?”
“เอาตามนี้แหละครับ”
หลินจือไป๋ไม่สนใจหลิวหวาเขายังคงฟังและดูวิดีโอการร้องเพลงของนักร้องที่ผ่านรอบออดิชันต่อไป
ยิ่งดูยิ่งฟังก็ยิ่งไม่พอใจกับผลงานของอีกฝ่ายเหลือทน
ผู้เข้าแข่งขันพวกนี้จะว่าดีก็ไม่ดีจะว่าแย่ก็ไม่แย่ทั้งหมดเป็นประเภทที่ธรรมดามากๆ เปิดรายการประกวดดาวเด่นรายการไหนผู้เข้าแข่งขันก็ระดับนี้กันหมดไม่ใช่เหรอ?
“คุณไม่พึงพอใจเหรอครับ?”
หลิวหวาอดไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้แล้วยังเริ่มบ่นอย่างไม่เป็นธรรมว่า “จริงๆ ก็โทษผมไม่ได้นะครับผู้เข้าแข่งขันเก่งๆ ส่วนมากมาจากวิทยาลัยดนตรีใหญ่ๆ ทั้งนั้นแต่รายการ ‘Angel Age’ เริ่มเตรียมงานเร็วกว่าเราเพชรเม็ดงามของวิทยาลัยดนตรีต่างๆ ถูกพวกเขาคว้าไปหมดแล้วคนที่เหลือมาให้พวกเราเลยมีฝีมือด้อยไปบ้างครับ”
“คุณคิดว่าในบรรดาคนพวกนี้ใครคือดาวรุ่งที่ดีที่สุดครับ?”
“ผมคิดว่าหลิวอีคนนี้ไม่เลวครับเสียงของเธอฟังดูรู้เลยว่าเรียนมาแถมยังมีประสบการณ์บนเวทีเยอะด้วยไม่ใช่แค่ร้องเพลงเป็นแต่ยังเต้นได้ที่สำคัญที่สุดหน้าตาดีด้วยถ้าแสดงในรายการได้ดีมีความหวังดังได้เลยครับ…”
หลิวหวาพูดจ้ออย่างคล่องแคล่ว
หลินจือไป๋กล่าวเสียงเรียบ “เจียงเฉิงกำชับกับคุณไว้ว่ายังไงครับ? ได้บอกไหมว่า ‘The Voice’ หาเสียงร้องไม่ใช่หน้าตา?”
“พูดอย่างนั้นก็จริงอยู่ครับ…”
หลิวหวายิ้มเจื่อนๆ “แต่พวกเราก็ต้องคำนึงถึงเรื่องดึงดูดผู้ชมบ้างสิครับอย่างเมื่อวานมีชายร่างใหญ่เทอะทะคนหนึ่งร้องเพลงรักที่เต็มไปด้วยอารมณ์ผมยอมรับเลยว่าฝีมือดีแต่ท่าทางแบบนั้นมันก็ไม่เหมือนคนที่มาประกวดดาวเด่นเลยสักนิด”
“ชื่ออะไรครับ?”
“หลิวหวาครับ”
“ผมหมายถึงคนที่ร้องเพลงรักนั่นต่างหาก!”
“เหมือนจะชื่อ…”
หลิวหวาเกาหัวอึกอักอยู่นานแล้วบอกว่าตัวเองจำไม่ได้
“มีวิดีโอร้องสดไหมครับ?”
“เขาไม่ได้เข้ารอบครับผมก็เลยไม่ได้เก็บไว้…”
“ไปเอาข้าวกล่องมาให้ผมเถอะ”
“เดี๋ยวผมให้ผู้ช่วยไป…”
“คุณไปเอง”
หลินจือไป๋จ้องหลิวหวาเขม็งหลิวหวาได้แต่ลุกขึ้นอย่างเก้อเขินเพื่อไปเอาข้าวกล่องมาให้หลินจือไป๋
ส่วนหลินจือไป๋ก็โทรศัพท์หาเจียงเฉิงทันทีแล้วด่ากราดไปประโยคหนึ่ง “เรื่องที่กำชับพี่ไปตั้งหลายครั้งขนาดนั้นก็ยังทำไม่ได้! ที่ผมต้องการคือเสียงร้องดีไม่ใช่หนุ่มหล่อสาวสวยอะไรพี่เห็นเป็นการคัดเลือกหญิงงามของฮ่องเต้โบราณหรือไงหลิวหวานั่นยังเน้นเรื่องจบจากสถาบันอีกตราบใดที่ไม่ใช่คนที่เรียนดนตรีมาเขาก็ไม่ยอมให้เข้ารอบสักคนเป็นที่หูของพี่มีปัญหาหรือเป็นที่การทำงานของพี่มีปัญหากันแน่ครับ?”
เจียงเฉิงถูกด่าจนตะลึงอาจเป็นเพราะหลินจือไป๋ไม่ค่อยโมโหใส่เขาพักใหญ่ถึงได้สติกลับมาแล้วรีบอ้อนวอนไม่หยุด “ผมให้หลิวหวาไปทำตามที่คุณสั่งไว้จริงๆ นะครับแต่หมอนั่นทำนอกเหนือจากที่สั่งไปหน่อยผมจะปลดเขาออกแล้วเปลี่ยนคนรับผิดชอบทันทีครับเจ้านายอย่าเพิ่งโกรธเลยนะครับ…”
“คุณภาพบุคลากรของคุนเผิงต่ำลงนะครับ”
หลินจือไป๋ตำหนิเจียงเฉิงไปหนึ่งประโยคแล้ววางสาย
เขากำลังจะเตรียมที่จะคุยกับคนข้างล่างต่อแต่จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นด้านหลัง
“เถียน…เถียนเหวย…”
หลินจือไป๋หันไปมองคนคนนี้ดูเหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่รับผิดชอบรอบออดิชันเลยขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “เถียนเหวยอะไรครับ?”
“คนนั้นชื่อเถียนเหวยครับ!”
เจ้าหน้าที่กล่าวอย่างระมัดระวัง “เถียนเหวยร้องเพลง ‘ทะเลแห่งรัก’ ครับเป็นชายร่างใหญ่สูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรแต่กลับร้องออกมาได้อ่อนโยนมากแต่คุณหลิวผู้จัดการเห็นว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเขาดูดิบเถื่อนเกินไปก็เลยให้ตกรอบครับผมคิดว่าน่าเสียดายเกินไปเลยถ่ายวิดีโอการแสดงของเขาไว้ครับ…”
“ผมขอฟังหน่อย”
หลินจือไป๋เริ่มสนใจขึ้นมา
เจ้าหน้าทีนำโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดวิดีโอหนึ่งแล้วกดเล่นในนั้นเป็นภาพชายร่างใหญ่มีหนวดเคราเต็มหน้ากำลังร้องเพลงที่มีท่วงทำนองอ่อนหวานมากด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้งความรู้สึกที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงนั้นทำให้หลินจือไป๋ดวงตาเป็นประกายในทันที!
“มีข้อมูลไหมครับ?”
“มีครับผมบันทึกไว้!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบดึงข้อมูลของชายร่างใหญ่คนนี้ออกมาเขาถึงกับเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือ
ชื่อ: เถียนเหวย
เพศ: ชาย
อายุ: 27 ปี
อาชีพ: ครูพละของโรงเรียนมัธยมอวี้ไฉแห่งซูเฉิง
เบอร์โทรศัพท์: 12345******
หลินจือไป๋กล่าวว่า “คุณชื่ออะไรครับ?”
อีกฝ่ายรีบตอบ “ผมชื่อจินเสี่ยวเฟิงครับเป็นผู้ช่วยที่ปรึกษาด้านดนตรีที่รับผิดชอบรอบออดิชันครั้งนี้!”
“อืม”
หลินจือไป๋จำไว้แล้วเขากำลังจะให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ กับอีกฝ่ายแล้วถือโอกาสกำชับว่า “คุณติดต่อเถียนเหวยไปผมจะให้เขาเข้าสู่รายชื่อรอบบลายด์ออดิชันของโค้ชโดยตรงเลย”
“ได้ครับ!”
จินเสี่ยวเฟิงดีใจจนออกนอกหน้าหลินจือไป๋รู้สึกขำ “เถียนเหวยนี่เป็นอะไรกับคุณเหรอครับถึงได้ดีใจขนาดนี้?”
“ปะปะเปล่าครับ!”
จินเสี่ยวเฟิงรีบตอบจนพูดติดอ่าง “อาจารย์ไปตี้… ผม… ผม… ผมแค่รู้สึกว่า… ว่าน่าเสียดาย…”
“ไม่ต้องเกร็งครับ”
หลินจือไป๋กล่าวว่า “คุณมีใจรักคนมีความสามารถนะถือว่าสร้างความชอบครั้งใหญ่แล้ว”
เถียนเหวยคนนี้หลินจือไป๋ถูกใจสุดๆ หมอนี่ต้องกลายเป็นผู้เข้าแข่งขันดาวรุ่งคนหนึ่งของ ‘The Voice’ แน่มีหวังที่โค้ชสี่คนจะหันมาหมดเลยด้วยซ้ำ!
ส่วนเรื่องรูปลักษณ์หน้าตา?
รูปลักษณ์ภายนอกแบบนี้มาร้องเพลงรักก็สร้างความแตกต่างสุดขั้วเลยนะสิ!
ส่วนเรื่องที่อีกฝ่ายไม่ได้จบจากสถาบันมาหลินจือไป๋ไม่ได้สนใจไม่ใช่ว่าคนที่มาตามทางจะด้อยกว่าคนที่จบจากสถาบันเสมอไปจริงไหม
“ขอบคุณครับอาจารย์ไปตี้!”
ครั้งนี้จินเสี่ยวเฟิงไม่ได้พูดติดอ่างแล้วหลินจือไป๋เห็นอีกฝ่ายยังไม่ไปไหนแถมยังทำท่าเหมือนมีอะไรอยากพูดก็เลยเอ่ยปากถามว่า “มีเรื่องอื่นอีกเหรอครับ?”
“ผมอยากขอให้อาจารย์ไปตี้ช่วยฟังเพลงอีกสักสองสามเพลงครับ!”
“ครับ? คุณบันทึกไว้เยอะเลยเหรอ?”
“ใช่ครับพวกเขาถูกคัดออกเหมือนกับเถียนเหวยแต่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายมาก…”
“ขอฟังหน่อยครับ”
“เดี๋ยวผมหาหูฟัง…”
“เปิดลำโพงนั่นแหละไม่มีปัญหาหรอก”
“ได้ครับผู้เข้าแข่งขันคนนี้ชื่อหลัวเยี่ยนคุณลองฟังดูสิครับ”
“เปิดเลย”
หลินจือไป๋มองดูวิดีโอที่บันทึกจากโทรศัพท์มือถือแม้จะมีความคมชัดพอใช้ได้แต่เสียงที่บันทึกนั้นไม่เป็นมืออาชีพเลยเพราะจินเสี่ยวเฟิงใช้แค่โทรศัพท์มือถือบันทึกเท่านั้นแต่ว่าทันทีที่หลัวเยี่ยนอ้าปากร้องหลินจือไป๋ก็มองข้ามปัญหาเรื่องการบันทึกที่ไม่เป็นมืออาชีพไปทันทีเขาประหลาดใจเล็กน้อย “นี่ผู้ชายใช่ไหม?”
“ใช่ครับ!”
“ร้องเสียงผู้หญิง”
เรื่องนี้หลินจือไป๋เองก็ทำได้แต่เขาใช้ตัวช่วยซึ่งแตกต่างจากหลัวเยี่ยนที่ทำได้โดยไม่พึ่งตัวช่วยแทบจะไม่มีความขัดแย้งใดๆ ในน้ำเสียงเลย!
เสียงร้องดีนี่!
นี่นะเสียงร้องไม่ดีเหรอ?
หลินจือไป๋ตบไหล่จินเสี่ยวเฟิงหมอนี่ดูอายุแค่สามสิบกว่าแต่สายตากลับเฉียบขาด “หลิวหวาให้หลัวเยี่ยนตกรอบเหรอครับ?”
“ผู้จัดการหลิวคิดว่ากรณีของหลัวเยี่ยนเป็นพวกแปลกประหลาดครับเขาไม่ค่อยชอบเท่าไหร่…”
“เขาไม่ชอบแล้วเขาเป็นใครกันครับ”
หลินจือไป๋ยอมใจหลิวหวานี่จริงๆ ถ้าไม่ได้จินเสี่ยวเฟิงเขาคงไม่รู้เลยว่าพลาดผู้เข้าแข่งขันดีๆ ไปถึงสองคนแล้ว
“มีอีกไหมครับ?”
“มีอีกคนครับฝีมืออาจจะไม่สูงนักแต่ผมรู้สึกว่าหายากมากและค่อนข้างน่าสนใจเลยบันทึกไว้ครับ”
“ขอฟังหน่อย”
หลินจือไป๋รู้ทันทีว่าจินเสี่ยวเฟิงหมายถึงอะไรผู้เข้าแข่งขันคนต่อไปนี้ปีนี้มีอายุถึงหกสิบแล้วแต่กลับวิ่งมาร่วมรายการแถมยังร้องเพลงร็อกอีก!
โคตรแรร์!
ตอนที่ 285 บทนี้เขียนถึงรอบออดิชันและการอวดเก่งของไปตี้ (2)
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าหลิวหวาไม่มีทางยอมให้คนแก่แบบนี้เข้ารอบแน่
หลินจือไป๋กล่าวว่า “คุณลุงคนนี้ชื่ออะไรที่สำคัญที่สุดสุขภาพเป็นยังไงครับ?”
“คุณลุงชื่อจี๋เสียงครับสุขภาพแข็งแรงดีมากเลยนะเขาตั้งใจยื่นใบรับรองสุขภาพมาให้ด้วยเพื่อไม่ให้เราเป็นห่วง…”
“ติดต่อเขาหน่อยให้เขาเข้าสู่รอบบลายด์ออดิชันเลย”
หลินจือไป๋ตัดสินใจทันทีคุณลุงจี๋เสียงคนนี้ดูยังไงก็ไม่ธรรมดาเพลงร็อกที่เขาร้องมันสุดยอดเกินไปแล้ว!
“ได้เลยครับ!”
จินเสี่ยวเฟิงได้พูดคุยกับหลินจือไป๋อยู่พักหนึ่งความรู้สึกประหม่าหายไปไม่น้อย
หลินจือไป๋รู้สึกว่าอีกฝ่ายเฉลียวฉลาดมีไหวพริบจึงยิ้มแล้วถามว่า “รอบออดิชันนี้ให้คุณรับผิดชอบคุณทำได้ไหม?”
“หา? ผมเหรอครับ?”
จินเสี่ยวเฟิงผงะไปครู่หนึ่ง “แต่ผู้จัดการหลิวเป็นคนรับผิดชอบนะครับ…”
หลินจือไป๋โบกมือ “ผมปลดผู้จัดการหลิวออกแล้วตอนนี้คุณเป็นผู้จัดการจินของที่นี่พวกเขาไม่เข้าใจมาตรฐานของผมแต่คุณน่าจะเข้าใจว่ามาตรฐานของผมคืออะไรใช่ไหม?”
“ผมรู้ครับ! ขอบคุณครับอาจารย์ไปตี้!”
จินเสี่ยวเฟิงไม่คิดเลยว่าตัวเองจะเลื่อนขั้นจากลูกกระจ๊อกกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายออดิชันครั้งนี้ในพริบตาและยิ่งไม่คิดว่าไปตี้ผู้อำนวยการดนตรีของรายการนี้จะมีอำนาจได้มากขนาดนี้!
แม้ว่าหลังจบการออดิชันตนอาจจะต้องกลับไปเป็นลูกกระจ๊อกอีกครั้งก็เถอะ…
ไม่ใช่!
ถ้าคนที่ตนหามาจากการออดิชันสามารถแสดงผลงานได้ดีในรายการต่อไปอาจจะได้รับความไววางใจจากคุนเผิงก็ได้?
จินเสี่ยวเฟิงพลันฮึกเหิมเปลวไฟลุกโชนขึ้นในใจทันที!
หลินจือไป๋ไม่ได้พูดอะไรต่อโอกาสมีไว้สำหรับคนที่พร้อมเสมอถ้าจินเสี่ยวเฟิงไม่ได้บันทึกวิดีโอเหล่านั้นไว้หรือถ้าเขาไม่มีความกล้าพอที่จะนำเพชรที่ถูกลืมเหล่านั้นมาให้เขาดูเขาก็จะไม่มีทางได้รับโอกาสที่ก้าวหน้ารวดเร็วแบบนี้เลย
เป็นแบบนี้เองหลังจากหลิวหวาเอาข้าวกล่องมาให้หลินจือไป๋แล้วก็หายไปเลยหลินจือไป๋ไม่สนว่าหลิวหวาจะถูกจัดการยังไงทางเจียงเฉิงจะจัดการเอง
ส่วนจินเสี่ยวเฟิงก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งทันทีกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายออดิชันของเมืองซูเฉิงในครั้งนี้
หลินจือไป๋ทานข้าวกล่องเสร็จรอบออดิชันของวันนี้ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเขานั่งสบายๆ บนที่นั่งคณะกรรมการตัดสิน
ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขหนึ่ง
ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขสอง
ผู้เข้าแข่งขันหมายเลขสาม
ผู้เข้าแข่งขันหลายคนร้องจบไปติดต่อกันแต่หลินจือไป๋ก็ยังไม่ค่อยพอใจแต่ผู้เข้าแข่งขันพวกนี้กลับดีใจจนตัวลอยและถูกคัดออกไปพร้อมรอยยิ้มเพราะพวกเขาไม่คิดเลยว่าการออดิชันจะได้เจอไปตี้!
แบบตัวเป็นๆ!
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หลินจือไป๋แจกไปหลายลายเซ็น
หลังจากผ่านไปหลายรอบผู้เข้าแข่งขันหญิงที่ชื่อจ้าวโยวเยว่ก็ขึ้นเวที
“คนนี้ไม่ผ่านแน่นอน”
“อาจารย์ไปตี้ไม่ค่อยชอบหนุ่มหล่อสาวสวยเท่าไหร่”
จ้าวโยวเยว่คนนี้หน้าตาดีมากแต่กลุ่มที่รับผิดชอบการออดิชันก็รู้แล้วว่าคนที่หลินจือไป๋ส่งเข้ารอบบลายด์ออดิชันไปก่อนหน้านี้ล้วนเป็นคนที่ถูกคัดออกไปแล้วไม่มีใครหน้าตาดีเลยสักคน
แต่แล้วเมื่อจ้าวโยวเยว่เริ่มร้องเพลงทุกคนก็ขนลุกซู่ทันทีเป็นความรู้สึกที่เย้ายวนเร้าอารมณ์มากชวนให้ใจคนฟังคันยุบยิบ
“เสียดายล่อแหลมเกินไปหน่อย…”
“หืม?”
“ผ่านเหรอ?”
สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือหลินจือไป๋กลับให้ผ่าน!
“หนุ่มหล่อไม่ได้แต่สาวสวยได้เหรอ?”
ทุกคนสบตากันแต่ก็ไม่กล้าตั้งคำถามกับการตัดสินใจของหลินจือไป๋มีเพียงจินเสี่ยวเฟิงที่เพิ่งถูกหลินจือไป๋เลื่อนตำแหน่งเท่านั้นที่เผยรอยยิ้มที่ไม่ได้แปลกใจเลยเพราะเขารู้มาตรฐานของอาจารย์ไปตี้อย่างถ่องแท้แล้ว!
ไม่เกี่ยวกับหน้าตาแต่เกี่ยวกับเสียงร้องต่างหาก!
ในตอนนี้เองก็มีผู้เข้าแข่งขันอีกคนขึ้นเวทีเป็นผู้หญิงเหมือนกันแต่หน้าตาเทียบจ้าวโยวเยว่ไม่ได้แน่นอนรูปร่างเตี้ยอ้วนดูแข็งแรงทีเดียว
“ฉันชื่อจางซิ่วฉินค่ะปีนี้อายุ 22 ปีมาจากเขตภูเขาทางเหนือของจินโจว…”
“เริ่มร้องเพลงได้เลย”
จางซิ่วฉินพยักหน้าแล้วเริ่มร้องเพลง
ทันทีที่อ้าปากร้องคนทั้งหมดก็พากันเซทรุดแม้แต่หลินจือไป๋ก็ยังเผยรอยยิ้มที่หัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออกเป็นเพราะเสียงของจางซิ่วฉินมันพิเศษเกินไปแล้ว!
ถ้าบอกว่าหลัวเยี่ยนเป็นผู้ชายที่เสียงเหมือนผู้หญิงงั้นจางซิ่วฉินก็เป็นผู้หญิงที่เสียงเหมือนผู้ชายเป็นพิเศษ!
เป็นเสียงห้าวๆ แหบๆ เหมือนมีอะไรขัดอยู่อย่างนั้นแหละ!
“ผ่าน!”
อีกฝ่ายร้องเพลงไปได้แค่ครึ่งเดียวหลินจือไป๋ก็ตัดสินใจให้ผ่านเสียงร้องแบบนี้ทำเอาพวกเหล่าจางตกใจได้แน่นอน
“ฉันผ่านเหรอคะ?”
จางซิ่วฉินอึ้งไปพักใหญ่จู่ๆ ก็กรีดร้องออกมา “ขอบคุณค่ะอาจารย์ไปตี้! ฉันชอบ ‘หิมะโปรยปรายบนสะพานขาด’ ของคุณมากๆ เลยค่ะ!”
หลินจือไป๋ “ขอบคุณครับ…หืม?”
จินเสี่ยวเฟิงกุมขมับ “หิมะโปรยปรายบนสะพานขาดนะเป็นเพลงของฉู่ฉือครับ”
จางซิ่วฉิน “…”
เด็กสาวจากภูเขารีบปิดหน้าหนีไปราวกับกลัวว่าหลินจือไป๋จะยกเลิกสิทธิ์เข้ารอบของเธอ
เป็นแบบนี้เองหลินจือไป๋อยู่ตลอดช่วงบ่ายเลือกผู้เข้าแข่งขันให้เข้ารอบแค่สองคนเท่านั้นก่อนจากไปหลินจือไป๋กล่าวกับจินเสี่ยวเฟิงว่า “การออดิชันของเมืองอื่นๆ คุณไปดูบ้างก็ได้นะคุณเข้าใจมาตรฐานของผมดีทีเดียว”
“เข้าใจแล้วครับ!”
จินเสี่ยวเฟิงพยักหน้าอย่างแรงเขาจะต้องคว้าโอกาสทองที่หาได้ยากนี้ไว้ให้ได้วาสนาชีวิตบางครั้งก็มาแบบไม่ทันตั้งตัวอย่างนี้แหละ!
จินเสี่ยวเฟิงก็กลายเป็นตัวแทนที่หลินจือไป๋ส่งไปตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายออดิชันของ ‘The Voice’!
หลังจากนั้นจินเสี่ยวเฟิงจะส่งข้อมูลของผู้เข้าแข่งขันรวมถึงวิดีโอการแสดงสดมาให้หลินจือไป๋ดูทุกวันมีดาวรุ่งดีๆ อยู่ในนั้นไม่น้อยเลย!
หลินจือไป๋พอใจมากการคัดเลือกคนของจินเสี่ยวเฟิงเชื่อถือได้มากกว่าหลิวหวาอะไรนั่นก่อนหน้านี้เยอะเลย!
“เจ้านายครับผมผิดไปแล้ว!”
เจียงเฉิงวิ่งมารับผิดเพราะรู้ว่าเรื่องหลิวหวาทำให้หลินจือไป๋โกรธเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรครับ”
หลินจือไป๋ไม่ถึงกับทำหน้าถมึงทึงใส่เจียงเฉิงเรื่องก็ผ่านไปแล้ว
“แต่จินเสี่ยวเฟิงคนนี้เป็นคนมีความสามารถนะครับหลังจบการออดิชันก็หาตำแหน่งดีๆ ในคุนเผิงให้เขาด้วย”
“เข้าใจแล้วครับ!”
เจียงเฉิงก็รู้เรื่องที่หลินจือไป๋ดันจินเสี่ยวเฟิงให้เป็นหัวหน้าฝ่ายออดิชันทั้งหมดแล้ว
จากนั้นเจียงเฉิงก็กล่าวต่อว่า “วันนี้เจ้านายไปพบโค้ชทั้งสี่ของเราหน่อยก็ดีนะครับพวกเขากำลังซ้อมกันอยู่เลย”
“งั้นไปสิครับ”
หลินจือไป๋นั่งรถของเจียงเฉิงไปยังสถานที่ถ่ายทำ
สถานที่ถ่ายทำอยู่ที่เทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นเพราะหน้าของซูฉานแต่แน่นอนว่าค่าเช่าก็ยังต้องจ่ายอยู่ดี
ภายในสตูดิโอโจวหานจิ้นกำลังเล่นกับเก้าอี้บึงหมุนกลับมาให้เจ้าหน้าที่หมุนกลับไปจากนั้นเขาก็ทำเสียง ‘บึง’ แล้วหมุนกลับมาอีกครั้ง
ข้างๆ จางซีหยางกำลังคุยอยู่กับฉินเลี่ยนส่วนหลี่เชียวก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างๆ โจวหานจิ้นกำลังกระซิบอะไรบางอย่างแต่แล้วจู่ๆ ก็เห็นหลินจือไป๋
“อาจารย์ไปตี้”
เธอเผลอพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวจากนั้นโจวหานจิ้นที่กำลังเล่นเก้าอี้หมุนอยู่ก็แทบจะหงายหลัง
“อาจารย์ทั้งสี่ท่านอาจารย์ไปตี้มาแล้วครับ!”
เจียงเฉิงส่งเสียงทักทายโค้ชทั้งสี่คนก็ลุกขึ้นแล้วเดินเข้ามาหาทันที
“สวัสดีครับ”
หลินจือไป๋จับมือกับโค้ชทั้งสี่คนทีละคน
ในบรรดาคนเหล่านี้จางซีหยางเป็นคนคุ้นเคยเก่าแก่ของหลินจือไป๋
ฉินเลี่ยนเป็นราชินีเพลงของเสินฮวาหลินจือไป๋เคยเจอเธอที่บริษัทมาก่อนส่วนโจวหานจิ้นกับหลี่เชียวนั้นหลินจือไป๋รู้จักแต่เพิ่งเคยเจอตัวจริงเป็นครั้งแรก
“อาจารย์ไปตี้ครับ”
ตอนที่โจวหานจิ้นจับมือกับหลินจือไป๋สีหน้าดูไม่ค่อยสบายใจนักไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ส่วนหลี่เชียวนั้นมีนิสัยที่คุยง่ายมากเธอยิ้มแป้นกล่าวว่า “ฉันเพิ่งเคยเจออาจารย์ไปตี้ผู้โด่งดังเป็นครั้งแรกเลยนะคะ”
“ต่อไปก็มีโอกาสเจอกันบ่อยขึ้นแล้วครับ”
หลินจือไป๋ก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ทั้งสี่ท่านคงรู้แล้วใช่ไหมครับว่ารายการเล่นยังไง?”
“รู้ครับหมุนเก้าอี้ไง”
โจวหานจิ้นพูดขึ้นมาเขาถูกใจการออกแบบนี้มากคิดว่าการกดปุ่มเดียวหมุนเก้าอี้มาดูเท่และเจ๋งสุดๆ ไปเลย
“ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้ครับ”
หลินจือไป๋กล่าว “โค้ชทั้งสี่ท่านต้องมีสีสันให้กับรายการหน่อย”
“มีสคริปต์ด้วยเหรอครับ?”
โจวหานจิ้นขมวดคิ้วเหตุผลที่เขาไม่ชอบเข้าร่วมรายการวาไรตี้ก็เพราะมันมีสคริปต์นี่แหละไม่เรียลเลยสักนิด
“ไม่ใช่ครับ”
หลินจือไป๋ค่อยๆ ชี้แจงอย่างใจเย็นว่า “เรื่องกฎกติกาคงรู้กันอยู่แล้วใช่ไหมครับ? พวกคุณจะต้องนำลูกทีมของตัวเองไปประลองกันในตอนสุดท้ายแต่พวกคุณควรจะรู้ว่ารายการประกวดดาวเด่นความจริงผู้เข้าแข่งขันที่เจ๋งที่สุดมีจำนวนน้อยมากดังนั้นผมต้องเตือนพวกคุณว่าถ้าเจอผู้เข้าแข่งขันดีๆ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงตัวมาให้ได้ไม่ต้องแคร์เรื่องหน้าตาราชาราชินีเพลงอะไร…”
“จำเป็นต้องแย่งด้วยเหรอครับ?”
โจวหานจิ้นรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้ากับมาดราชาเพลงของตัวเองเท่าไหร่!
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “จะไม่แย่งก็ได้ครับนี่เป็นแค่คำแนะนำของผมรายละเอียดว่าจะเล่นยังไงก็แล้วแต่พวกคุณเลย”
เว้นช่วงไปครู่หนึ่งหลินจือไป๋จงใจพูดเสียงดังกับจางซีหยางว่า “เหล่าจางยังไงคุณก็ต้องแย่งให้ได้นะครับถ้าไม่มีลูกทีมเก่งๆ จะคว้าแชมป์ตอนสุดท้ายได้ยังไงยังไงการแข่งขันนี้ต่อให้โค้ชเก่งแค่ไหนก็ลงแข่งแทนลูกทีมไม่ได้สุดท้ายที่วัดกันก็คือฝีมือของลูกทีมไม่ใช่เหรอครับ?”
“เข้าใจแล้วครับ”
จางซีหยางยิ้มแป้น “ผมเองก็อยากได้แชมป์เหมือนกันครับ”
โจวหานจิ้นยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ได้การถ้าไม่แย่งมาคงไม่ได้จริงๆ!
เหตุผลหลักๆ ที่ตนมาเข้าร่วมรายการนี้ก็เพื่อเอาชนะจางซีหยางแล้วคว้าแชมป์ให้ได้!
ถ้าแพ้ให้จางซีหยางก็เสียหน้าเกินไปแล้วมั้ง?
แย่ง!
ถึงเวลานั้นต้องแย่งแบบสุดตัวให้ได้!
ไม่ต้องพูดถึงโจวหานจิ้นฉินเลี่ยนกับหลี่เชียวก็เข้าใจถึงผลได้ผลเสียในเรื่องนี้ทันทีดวงตาพวกเธอพลันเปล่งประกายวาววับ
“เวลาคุณแย่งคนต้องใช้ลูกเล่นหน่อยละ!”
หลินจือไป๋พูดกับจางซีหยางต่อ “อย่างเช่นปีนี้คุณจะจัดคอนเสิร์ตกี่ครั้งก็พาลูกทีมไปเปิดตัวหน่อยก็ได้คำสัญญาแบบนี้ไม่ผิดกฎรายการแถมยังดึงดูดใจลูกทีมมากๆ ด้วย…”
ให้ตายไม่เอ่ยชื่อโจวหานจิ้นสักคำแต่ทุกคำจี้ใจดำเขาชัดๆ
จางซีหยางกลั้นหัวเราะแล้วพยักหน้าถึงเขาจะไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากนักแต่ก็รู้ว่าโจวหานจิ้นคนนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเพียงแต่หวงหน้าตามากเท่านั้นเองส่วนคำพูดเหล่านี้ของหลินจือไป๋ก็เพื่อทำให้โจวหานจิ้นเข้าใจว่าการแย่งคนนะไม่น่าอายหรอก
การแย่งลูกทีมดีๆ ไม่ได้แล้วสุดท้ายพ่ายแพ้การแข่งขันต่างหากที่น่าอาย
อย่างไรตอนนี้โจวหานจิ้นก็กลอกตาลอกแลกเริ่มคิดแผนแล้วว่าถึงเวลานั้นจะทำยังไงเพื่อดึงดูดลูกทีมเก่งๆ ให้มาอยู่ใต้สังกัดตัวเอง
หลังจากให้คำแนะนำไปเล็กน้อยหลินจือไป๋ก็เอ่ยขึ้นว่า “แล้วถ้าอาจารย์ทุกคนมีเรื่องอะไรอยากให้ผมช่วยก็บอกมาได้เลยนะครับผมเป็นผู้อำนวยการดนตรีเรื่องเกี่ยวกับดนตรีผมช่วยได้แน่นอนครับ”
“มีจริงๆครับ”
ผู้กำกับรายการรีบวิ่งเข้ามา “รายการของเรายังขาดเพลงธีมครับ!”
“เพลงธีมเหรอครับ?”
หลินจือไป๋ถาม “มีโจทย์อะไรไหมครับ?”
ผู้กำกับกล่าวว่า “ส่วนตัวผมคิดว่าเพลงธีมนี้ควรจะเรียบง่ายฟังติดหูแล้วก็ต้องเน้นเรื่องความฝันครับเพราะผู้เข้าแข่งขันที่มาร่วมรายการของเราทุกคนล้วนแบกความฝันกันมาเพลงธีมต้องสอดคล้องกับจิตวิญญาณของการไล่ล่าความฝันนี้ครับและต้องเป็นพลังงานบวกที่สดใสยังไงคนที่มาประกวดดาวเด่นก็ล้วนแต่ใฝ่ฝันถึงอนาคตที่สวยงามไม่ใช่เหรอครับ?”
“เข้าใจแล้วครับ”
หลินจือไป๋เอ่ยขึ้นว่า “รอผมสักสองสามนาที”
พูดเสร็จหลินจือไป๋ก็ให้เจียงเฉิงไปหาปากกากับกระดาษมา
ฉินเลี่ยน: ?
หลี่เชียว: ?
จางซีหยาง: ?
โจวหานจิ้น: ??
นี่นายจะแต่งเพลงเดี๋ยวนี้เลยเหรอ?
นี่มันสิ่งที่ฉู่ฉือถนัดที่สุดไม่ใช่เหรอ?