ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 286 ไปตี้: อารมณ์เสียจังเลย
ความหมายของผู้กำกับก็คือ ‘The Voice’ ต้องเน้นย้ำไปที่ธีมความฝันแต่หลินจือไป๋เข้าใจดีกว่าผู้กำกับว่ารายการนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อมอบเวทีให้ใครหลายคนได้ไล่ตามความฝันเพียงอย่างเดียวแต่ยังทำให้คนที่หน้าตาไม่ได้ดีได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตัวเองด้วย
ซึ่งโอกาสแบบนี้หาได้ยากมากในรายการประกวดความสามารถอื่นๆ เพราะรายการประกวดความสามารถอื่นๆ ล้วนแต่เชิดชูคนหน้าตาดีเป็นหลักคนหน้าตาธรรมดาๆ อาจจะผ่านรอบคัดเลือกไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
เรื่องนี้หลินจือไป๋ได้สัมผัสมาอย่างลึกซึ้งจากกรณีของหลิวหวาดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ในโลกนี้จะคิดว่าถ้าไม่มีหนุ่มหล่อสาวสวยเข้าร่วมประกวดก็จะไม่สามารถทำรายการประกวดร้องเพลงได้เมื่อคิดถึงเรื่องนี้หลินจือไป๋ก็เริ่มลงมือเขียน
“ในหัวใจของฉันเคยมีความใฝ่ฝันหนึ่ง
ให้เสียงเพลงลบความปวดร้าวทั้งหมดของเธอ
ดวงดาวพรั่งพราวผู้ใดคือวีรบุรุษจริงแท้
ผู้คนธรรมดากลับทำให้ฉันซาบซึ้งยิ่งกว่า
เมื่อไร้ซึ่งความแค้นยอมไร้ซึ่งความเจ็บปวด
หวังเพียงทุกหนแห่งบนโลกนี้เต็มไปด้วยเงาแห่งความรัก
ใช้บทเพลงของเราแลกกับรอยยิ้มที่จริงใจของเธอ
ขออวยพรให้ชีวิตของเธอจากนี้ไปไม่เหมือนใคร…”
เพลงนี้ชื่อว่า ‘วีรบุรุษแท้จริง’
เนื้อเพลงสร้างแรงบันดาลใจติดหูร้องตามง่ายชาติก่อนที่จีนแทบไม่มีใครไม่เคยได้ยินเพลงนี้นักแต่งเพลงคือหลี่จงเซิ่งส่วนผู้ร้องก็คือพี่ใหญ่เฉิงหลงกับโจวหวาเจี้ยนรวมถึงตัวหลี่จงเซิ่งเองทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้ยิ่งใหญ่
เพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในชาติก่อนแบบนี้นำมาเป็นเพลงธีมของ ‘The Voice’ จึงไม่มีปัญหาเลย!
ข้างๆ จางซีหยางจ้องมองหลินจือไป๋อย่างตกตะลึงหลี่เชียวและฉินเลี่ยนดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย
ในใจของโจวหานจิ้นก็เต็มไปด้วยความสงสัยยากคาดเดาแทบทุกคนในฉินโจวรู้ว่าฉู่ฉือถนัดแต่งเพลงด้นสดที่สุดไม่คิดเลยว่าไปตี้ก็ทำเรื่องแบบเดียวกันได้ด้วยนี่มันเร็วเกินไปแล้วมั้ง?
ผู้กำกับเพิ่งจะบอกโจทย์เพลงคร่าวๆ ไปเมื่อกี้นายก็ลงมือเขียนเลยเหรอ?
โค้ชทั้งสี่คนอดไม่ได้ที่จะขยับเข้าไปดูใกล้ๆ เมื่อเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่าที่แท้หลินจือไป๋แค่กำลังเขียนเนื้อเพลงเท่านั้นเอง
ไม่รู้ทำไมโจวหานจิ้นถึงรู้สึกโล่งอกทุกคนแค่คิดมากไปเองจริงๆ ด้วยความเร็วในการแต่งเพลงที่เหนือมนุษย์อย่างฉู่ฉือนะควรจะเป็นสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในวงการเพลงฉินโจวสิไปตี้น่าจะคิดเนื้อเพลงเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้ไตรตรองเรื่องทำนองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ความคิดทำนองนั้นเพิ่งจะแวบผ่านเข้ามาในหัวจากนั้นทุกคนก็เห็นหลินจือไป๋เริ่มเขียนโน้ตเพลงง่ายๆ ให้กับเนื้อเพลงแล้วหมอนี่กำลังแต่งเพลงนี้อยู่จริงๆ เหรอ!?
“คุณจะแต่งตอนนี้เลยเหรอครับ?”
ผู้กำกับเองก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็ต้องตกใจสุดขีด!
แน่นอนทุกคนแค่ตกใจกับความเร็วในการสร้างสรรค์ผลงานของไปตี้ส่วนคุณภาพเพลงยังบอกไม่ได้ต้องรอจนกว่าหลินจือไป๋จะเขียนโน้ตเพลงง่ายๆ เสร็จเสียก่อน
โจวหานจิ้นพยายามระงับความตกตะลึงไว้
‘แต่งเร็วไม่นับเป็นเรื่องใหญ่อะไรถ้าคุณภาพไม่ถึงต่อให้แต่งเร็วแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์!’
เป็นแบบนี้อยู่สิบนาทีหลินจือไป๋ก็เขียนเสร็จสิ้นแต่โค้ชทั้งสี่คนกลับรู้ดีว่าสาเหตุหลักเป็นเพราะหลินจือไป๋เสียเวลาไปกับการเขียนโน้ตเพลงคร่าวๆ มากไปหน่อย
ถ้าไม่นับเวลาที่ใช้เขียนโน้ตเพลงคร่าวๆ เพลงนี้ก็ถูกไปตี้ทำเสร็จในเวลาแค่ไม่กี่นาทีแล้วถ้าพูดถึงแค่ความเร็วในการแต่งเพลงวงการดนตรีทั้งหมดคงไม่มีใครเทียบได้นอกจากฉู่ฉือแล้ว!
“พวกคุณลองดูสิว่าเป็นยังไง”
หลินจือไป๋เขียนเสร็จก็วางเนื้อเพลงและโน้ตเพลงคร่าวๆ ไว้บนโต๊ะ
โจวหานจิ้นร้อนใจเล็กน้อยทันทีที่เห็นโน้ตเพลงก็อดฮัมเพลงตามเนื้อร้องไม่ได้
“ในหัวใจของฉันเคยมีความใฝ่ฝันหนึ่ง…”
ด้วยระดับราชาเพลงทั้งยังมีโน้ตเพลงคร่าวๆ โจวหานจิ้นจึงร้องได้ค่อนข้างราบรื่นเพียงสะดุดบ้างเป็นครั้งคราวทุกคนเงียบกริบเพียงฟังโจวหานจิ้นร้องเพลงไปแบบนั้น
โจวหานจิ้นร้องมาถึงท่อนฮุกอย่างรวดเร็ว
“คว้าทุกนาทีในชีวิตไว้ให้มันทุ่มเทสุดกำลังเพื่อความฝันในใจของเรา
ไม่ผ่านพายุฝนจะเห็นสายรุ้งได้อย่างไรไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ
คว้าทุกความซาบซึ้งในชีวิตไว้ให้มันโอบกอดเพื่อนรักด้วยความอบอุ่น
ให้คำพูดจากใจและน้ำตาแห่งความสุขไหลรินอยู่ในหัวใจของเธอและฉัน!”
เพลงนี้!
สีหน้าของทุกคนพลันเปลี่ยนไป!
โจวหานจิ้นที่หยุดร้องจ้องมองหลินจือไป๋ราวกับเห็นผีคุณภาพของเพลงนี้มันสูงขนาดนี้ได้ยังไงกันนี่แกถูกฉู่ฉือเข้าสิงใช่ไหม!
มีทั้งราชาราชินีเพลงอยู่ในที่นี้มากมายย่อมรู้ทันทีที่ได้สัมผัสว่าเพลงนี้ที่ไปตี้แต่งนั้นอยู่ในระดับไหนทุกคนไม่แปลกใจที่ไปตี้สามารถแต่งเพลงแบบนี้ออกมาได้แต่การที่ไปตี้สามารถคิดเพลงแบบนี้ออกมาได้ภายในไม่กี่นาทีนี้มันน่ากลัวเกินไปแล้วการแต่งเพลงสดแบบเดียวกันระดับนี้ดูเหมือนจะไม่ด้อยไปกว่าฉู่ฉือเลยนะ!
คนที่ตื่นเต้นที่สุดในเวลานี้ก็คือผู้กำกับ!
เนื้อเพลงที่เขียนมานี่มันเข้ากับสถานการณ์ได้ดีเหลือเกิน!
อย่างเช่นเนื้อเพลงท่อนที่ว่า ‘ผู้คนธรรมดากลับทำให้ฉันซาบซึ้งยิ่งกว่า’
ผู้กำกับได้รับรายชื่อผู้เข้าแข่งขัน ‘The Voice’ มาบ้างแล้วและสิ่งที่เขารู้สึกได้มากที่สุดก็คือคนเหล่านี้ช่างธรรมดาเหลือเกินแตกต่างจากพวกเทพบุตรเทพธิดาตัวท็อปของรายการประกวดความสามารถอื่นๆ อย่างสิ้นเชิงมีคนทุกรูปแบบจริงๆ!
ยกตัวอย่างอีกท่อนก็คือ ‘ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อความฝันในใจของเรา’
ความมุ่งมั่นไล่ตามความฝันของผู้เข้าแข่งขันถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในเนื้อเพลงท่อนนี้ที่ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าก็คือท่อนฮุกที่ว่าไม่ผ่านพายุฝนจะเห็นสายรุ้งได้อย่างไรไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ
ประโยคทองที่สร้างแรงบันดาลใจแบบนี้มันทรงพลังขนาดไหน
“นี่สินะดาวคู่แห่งวงการเพลง?”
จางซีหยางรำพึงว่า “ว่ากันว่าสิ่งที่ไปตี้ทำได้ฉู่ฉือก็ทำได้สิ่งที่ฉู่ฉือทำได้ไปตี้ก็ทำได้วันนี้ผมได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว”
“อาจารย์ไปตี้สุดยอดเลยค่ะ!”
ฉินเลี่ยนชูนิ้วโป้งขึ้นมาถึงขั้นส่งสายตาโปรยเสน่ห์เย้ายวนให้หลินจือไป๋ผู้ตกตะลึงก็ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า “พวกเราที่เรียกตัวเองว่าราชาราชินีเพลงเนี่ยถ้าขาดพ่อเพลงอย่างอาจารย์ไปตี้ไปคงจะไปไม่เป็นเลยนะคะ”
หลินจือไป๋เข้าใจนี่คงเป็นการขอเพลงทางอ้อมสินะเพื่อเพิ่มความสามัคคีในทีมนี้หลินจือไป๋จึงรับปากทันทีว่า “ในเมื่อพวกเรามารวมตัวกันที่นี่แล้วก็ถือเป็นวาสนาไว้ผมจะแต่งเพลงให้ทุกคนคนละเพลงนะครับ”
“พวกเราจำไว้แล้วนะคะ!”
ดวงตาของหลี่เชียวเป็นประกายเธอค่อนข้างอยากร่วมงานกับไปตี้แล้วก็อยากรู้ด้วยว่าอีกฝ่ายจะให้เพลงแบบไหนกับเธอนี่หมายถึงฉันด้วยเหรอ?
โจวหานจิ้นได้ยินไปตี้พูดแบบนั้นก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อยไม่คิดเลยว่าตัวเองจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับไปตี้ถึงขนาดนี้หมอนี่นะแย่งแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลของเขาไปตั้งหลายครั้งเลยนะ
“ต่อไปเรามาแบ่งเนื้อเพลงกันเถอะ”
จางซีหยางค่อนข้างสุขุมทำงานเน้นประสิทธิภาพเป็นนิสัยที่แตกต่างจากโจวหานจิ้นโดยสิ้นเชิง
โจวหานจิ้นถาม “ประโยคแรกใครจะร้อง?”
ฉินเลี่ยนกล่าว “ท่อนร้องที่ทุกคนได้ก็พอๆ กันลำดับก่อนหลังไม่สำคัญเท่าไหร่หรอกพวกเราดูผลจากการซ้อมแล้วกัน”
หลี่เชียวเห็นด้วย “ได้ค่ะ”
การแบ่งเนื้อร้องเพลงประสานแบบนี้มักจะเกิดความขัดแย้งได้ง่ายเพราะใครต่างก็อยากร้องท่อนที่โดดเด่นแต่โดยพื้นฐานสำหรับเพลง ‘วีรบุรุษแท้จริง’ นี้แล้วไม่มีปัญหานี้เลยแค่ให้แต่ละคนร้องคนละประโยคง่ายๆ ในท่อนแรกๆ แล้วพอถึงท่อนไคลแม็กซ์ก็ร้องประสานสี่คน
เป็นแบบนี้เองทั้งสี่คนเจรจาตกลงเรื่องการแบ่งเนื้อเพลงตามผลการซ้อมเรียบร้อยแล้วหลินจือไป๋ในฐานะผู้อำนวยการดนตรีนั่งฟังอยู่ด้านข้างค่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินราชาราชินีเพลงเหล่านี้ร้องเพลงง่ายๆ อย่าง ‘วีรบุรุษแท้จริง’ ไม่จำเป็นต้องให้เขาเป็นห่วงอะไรเลย
หลังจากซ้อมไปสองสามรอบโค้ชทั้งสี่ก็เริ่มพักผ่อนและมารวมกลุ่มนั่งคุยเล่นกันคุยกันไปคุยกันมาก็วกมาถึงเรื่องของผู้เข้าแข่งขัน
โจวหานจิ้นจึงนำเรียกผู้กำกับแล้วบอกว่าอยากจะดูรายชื่อของผู้เข้าแข่งขันที่จะมาร่วมรายการก่อน
“ดูไม่ได้ครับมันผิดกฎ!”
ผู้กำกับส่ายหน้าดิกเป็นลูกตุ้มหากโค้ชรู้ข้อมูลของผู้เข้าแข่งขันล่วงหน้าพอถึงเวลาถ่ายทำจริงอรรถรสของรายการจะลดลง
“แค่ดูเฉยๆ ก็ไม่ได้เหรอ?”
โจวหานจิ้นถลึงตาเตรียมแสดงอำนาจราชาเพลงโจวคนนี้ไปที่ไหนก็ได้เป็นพี่ใหญ่ผู้กำกับรายการวาไรตี้คนเดียวไม่คู่ควรจะอยู่ในสายตาเขาด้วยซ้ำ
“อาจารย์ไปตี้คงไม่เห็นด้วยครับ…”
ผู้กำกับปรนนิบัติด้วยความระมัดระวังไม่กล้าล่วงเกินโจวหานจิ้นพอโจวหานจิ้นได้ยินคำว่า ‘ไปตี้’ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยกระแอมเบาๆ อย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ไม่ดูก็ไม่ดูสิขี้งกจริง…”
หลี่เชียวที่อยู่ข้างๆ ตกตะลึงมองโจวหานจิ้นด้วยความเหลือเชื่อ
ไม่คิดเลยว่าชื่อ ‘ไปตี้’ เนี่ยจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ใช้ได้ผลกว่าชื่อพ่อเพลงเสียอีกจัดการโจวหานจิ้นอยู่หมัดในทันที
ถ้าผู้กำกับไม่เอ่ยถึง ‘ไปตี้’ วันนี้โจวหานจิ้นคงได้อาละวาดแน่เธอยังรู้จักนิสัยแฟนหนุ่มตัวเองดีถ้าพูดให้ดูดีหน่อยก็คือทำตามใจตัวเองถ้าพูดให้แย่ก็คือเผด็จการ
ข้างๆ ฉินเลี่ยนยิ้มกล่าว “ไม่รู้เหมือนกันว่าเตรียมผู้เข้าแข่งขันแบบไหนมาให้พวกเราลึกลับจริงๆ ฉันไปถามเจ้าหน้าที่มาไม่มีใครยอมเปิดเผยเลย”
“วางใจเถอะ”
จางซีหยางกล่าว “อาจารย์ไปตี้คัดด้วยตัวเองคนที่เขาเลือกมาอาจจะทำให้พวกเราตะลึงเลยก็ได้นะ…”
เป็นแบบนี้เองในช่วงหลายวันถัดมาผ่านการออดิชันของคุนเผิงในพื้นที่ต่างๆ ของฉินโจวผู้เข้าแข่งขันก็เกือบจะครบแล้ว
หลินจือไป๋คัดเลือกด้วยตัวเองและได้ค้นพบคนที่มีแววดีอยู่ไม่น้อยเลยในตอนนี้ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านการคัดเลือกเหล่านี้ก็เริ่มมารายงานตัวที่เมืองคังเฉิงแล้วและเริ่มซ้อมเพลงที่จะใช้ร้องในรอบบลายด์ออดิชัน
เจียงเฉิงมาหาหลินจือไป๋ “ต่อจากนี้พวกเราต้องเลือกพิธีกรแล้วเจ้านายมีคนในใจไหมครับ?”
“ก็หวงลี่แหละครับ”
ก่อนหน้านี้เจียงเฉิงเคยให้หลินจือไป๋ดูรายชื่อพิธีกรสำรองมีทั้งหมดสิบคนซึ่งหนึ่งในนั้นมีคนชื่อหวงลี่เป็นพิธีกรแถวสี่
“หวงลี่?”
เจียงเฉิงประหลาดใจเล็กน้อยหวงลี่คนนี้อยู่ในรายชื่อที่มีลำดับความสำคัญต่ำที่สุดเพราะชื่อเสียงของเขาเทียบกับพิธีกรสำรองคนอื่นไม่ได้เลยจัดว่าเป็นคนมาเติมเต็มรายชื่อเท่านั้นผลคือไม่คิดเลยว่าเจ้านายจะเลือกคนนี้อย่างเจาะจง
“หวงลี่ไม่ใช่พิธีกรที่โด่งดังด้านความสามารถในการคุมเวทีครับถ้าจะบอกว่ามีข้อดีอะไรบ้างก็คงเป็นเรื่องวาจาคล่องแคล่วอ่านโฆษณาได้ดี…”
“‘The Voice’ ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรคุมเวทีครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “แค่พูดเร็วและอ่านโฆษณาพวกนั้นได้ดีก็พอแล้วต้องดูแลแบรนด์สินค้าทั้งสี่ให้ดีหน่อยยังไงพวกเขาก็ทุ่มเงินลงทุนไปมากขนาดนั้นแล้ว”
การเลือกหวงลี่มาเป็นพิธีกรก็เพราะเล็งเห็นว่าอีกฝ่ายพูดจาคล่องแคล่วนี่แหละความคิดของหลินจือไป๋เรียบง่ายมากคือต้องการเลียนแบบสไตล์พิธีกรของ ‘The Voice’ ในชาติก่อน
“ได้ครับ”
ในเมื่อเจ้านายตัดสินใจเลือกหวงลี่แล้วเจียงเฉิงก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรอีกแม้ว่าตามขนาดต้นทุนของ ‘The Voice’ โดยปกติแล้วจะต้องจ้างพิธีกรแถวหน้ามาคุมเวทีก็ตาม
“คำโฆษณาเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?”
“เรียบร้อยแล้วครับ”
“งั้นพี่ติดต่อหวงลี่ไปให้เขาอ่านคำโฆษณาพวกนี้ให้จบภายในสิบห้าวินาที”
หลินจือไป๋มีความทรงจำอยู่พิธีกร ‘The Voice’ ในชาติที่แล้วอ่าน 215 ตัวอักษรจบภายใน 18 วินาที
“พรวด! สิบห้าวิ!?”
เจียงเฉิงเผลอหลุดเสียง “เป็นไปไม่ได้มั้งครับ? สองร้อยกว่าตัวอักษรเลยนะครับ! สิบห้าวิจะอ่านจบได้ยังไง? พี่กลั่นแกล้งเขาเกินไปไหมครับ?”
“ถ้าทำไม่ได้เราก็เปลี่ยนคนครับ”
จุดเด่นของหวงลี่คือความเร็วในการพูดการอ่านจบภายในสิบห้าวินาทีถือเป็นความท้าทายก็จริงแต่ในเมื่ออีกฝ่ายใช้สิ่งนี้ทำมาหากินก็น่าจะมีของจริงติดตัวอยู่บ้างสิ?
ตอนที่ 286 ไปตี้: อารมณ์เสียจังเลย (2)
ในคืนนี้หวงลี่ได้รับโทรศัพท์จากคุนเผิงเขากระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น!
“ผมถูกเลือกแล้ว! ผมถูกเลือกด้วยละ! พิธีกรรายการ ‘The Voice’ เป็นของผมแล้ว! ที่รักโอกาสที่ผมจะสร้างชื่อมาถึงแล้ว!”
“คุณได้รับเลือกแล้วเหรอ?”
ภรรยาของหวงลี่ถึงกับตะลึงจนพูดไม่ออกตอนที่รายการนี้ประกาศรับสมัครพิธีกรในวงการใหม่ๆ หวงลี่ก็สนใจและรีบสมัครทันทีแต่ไม่นานหวงลี่ก็ได้รู้ว่าคนในวงการที่สนใจงานพิธีกรของ ‘The Voice’ มีมากมายไม่เว้นแม้แต่พิธีกรแถวหน้าหลายคนและคนพวกนั้นก็สมัครกันหมดเลย!
คิดดูแล้วก็เป็นเรื่องปกติเพราะยังไง ‘The Voice’ กับ ‘ศิษย์ครู’ ก็เป็นรายการที่ถูกกำหนดให้เป็นที่จดจำของทั้งวงการวาไรตี้รายชื่อทีมแข็งแกร่งอย่างไม่เคยมีมาก่อนงบลงทุนก็แตะหลายร้อยล้านแถมสปอนเซอร์โฆษณาก็เป็นหน่วยร้อยล้านพิธีกรระดับท็อปสนใจก็เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วหวงลี่จะเอาอะไรไปสู้กับคนพวกนั้นได้?
แต่แล้วในตอนที่หวงลี่หมดสิ้นความหวังไปไม่คาดคิดเลยว่า ‘The Voice’ จะติดต่อมาหาเขาและต้องการให้เขาเป็นพิธีกร!
เรื่องน่ายินดีที่ตกลงมาจากฟ้าแบบนี้หวงลี่ย่อมตื่นเต้นเป็นธรรมดา!
ภรรยาเองก็ตื่นเต้นไปด้วย “ค่าตอบแทนคงเยอะน่าดูเลยใช่ไหม? รายการใหญ่ขนาดนี้นี่นา!”
“คุณเอาแต่คิดเรื่องค่าตอบแทนได้ยังไง? เงินนะเป็นเรื่องรองสำคัญคือถ้าเกิดรายการนี้ดังเป็นพลุแตกเมื่อไหร่อาชีพการงานของผมก็จะแล่นฉิว! ถึงตอนนั้นผู้ชมทุกคนที่เคยดูรายการจะต้องจำได้ว่า ‘The Voice’ มีพิธีกรที่ชื่อหวงลี่!”
“ใช่ๆๆ แล้วจะเซ็นสัญญาเมื่อไหร่ละคะ?”
“ต้องเซ็นสัญญาพรุ่งนี้แต่พวกเขาบอกว่าจะส่งคำโฆษณามาให้ผมก่อนเพื่อให้ผมจำให้ขึ้นใจ”
“ส่งมาแล้วเหรอคะ?”
“เดี๋ยวผมดูก่อน”
หวงลี่เปิดโทรศัพท์มือถือดูคุนเผิงได้ส่งคำโฆษณามาให้แล้ว
“ช็อกโกแลตแท้ The Voice นำช็อกโกแลตหลานฝูชวนคุณมาสัมผัสความนุ่มละมุนลิ้นในเวลานี้ขอเรียนเชิญทุกท่านรับชมรายการประกวดร้องเพลงค้นหาดาวดวงใหม่ที่ยิ่งใหญ่ The Voice ฉินโจวอย่างเป็นทางการสร้างสรรค์โดยเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงน้ำผลไม้เซียนเวยร่วมสนับสนุนทุกความฝันของคุณเซียนเวยกัวหยวนที่รสชาติดีกว่าเดิมเมื่อเขย่าก่อนดื่มขอร่วมส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ The Voice ศิษย์เอกของโค้ชทั้งสี่แห่ง The Voice ในฤดูกาลนี้จะก้าวเดินบนเส้นทางความฝันทางดนตรีกับหมากฝรั่งอี้ต๋าที่ใส่ใจดูแลฟันและห่วงใยคุณยิ่งกว่าเพียงแค่ส่ง SMS เข้ามาโต้ตอบเพื่อสนับสนุนผู้เข้าแข่งขันที่คุณรักท่านจะได้รับคูปองส่วนลด 70% ทันทีจากบริษัทชานมไข่มุกแบรนด์เชียงเวยเหมยที่พร้อมจะรักและทะนุถนอมคุณไว้ในฝ่ามือแถมยังมีโอกาสลุ้นรับสมาชิกฟรีจากเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงอีกด้วยและหากผู้เข้าแข่งขัน The Voice ของเราได้รับการยอมรับจากโค้ชสามคนขึ้นไปก็ยังมีโอกาสคว้าเงินทุนสนับสนุนความฝันทางดนตรีมูลค่าหนึ่งแสนหยวนจากเว็บไซต์วิดีโอคุนเผิงไปเลย!”
ให้ตายสิคำโฆษณานี่ค่อนข้างยาวทีเดียวแถมยังกล่าวถึงผู้สนับสนุนหลักทั้งสี่แบรนด์ครบถ้วนหวงลี่กำลังจะตอบกลับไปว่า ‘ไม่มีปัญหา’ จู่ๆ อีกฝ่ายก็ส่งข้อความมาอีกประโยค
‘ต้องอ่านให้จบภายในสิบห้าวินาทีเท่านั้นและห้ามพูดติดๆ ขัดๆ หรือไม่ชัดเจนไม่อย่างนั้นสัญญาของเราก็อาจจะเซ็นไม่ได้แล้ว’
หวงลี่ “…”
สิบห้าวินาทีอ่านสองร้อยกว่าตัวอักษร?
แม้แต่หวงลี่ที่มั่นใจในความเร็วการพูดของตัวเองมากก็ยังมีเหงื่อเย็นไหลออกมาในเวลานี้ทีมงานรายการนี้ต้องการประหยัดเวลาการอ่านโฆษณาเหรอ? โหดร้ายเกินไปไหม!
ภรรยาเห็นหวงลี่สีหน้าไม่สู้ดีก็ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ จากนั้นก็กล่าวอย่างหัวเราะไม่ได้ร้องไหไม่ออก “นี่ไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งคุณใช่ไหม?”
“ไม่ได้แกล้งผมหรอกบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่พวกเขาเลือกผม!”
หวงลี่กัดฟันแล้วเริ่มท่องคำโฆษณาท่องต่อเนื่องอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดก็พูดได้คล่องปาก
“มาดูผลลัพธ์กัน!”
หวงลี่เรียกภรรยามาจับเวลาให้หลังจากอ่านคำโฆษณาชุดนั้นจบอย่างรวดเร็วหวงลี่ก็ถามว่า “กี่วินาที?”
“สิบแปดวิ!”
ภรรยาตกใจ “ความเร็วในการพูดของคุณเร็วเกินไปไหมสิบแปดวิ!”
หวงลี่ยิ้มกล่าว “เมื่อก่อนตอนผมเรียนแร็ปสิ่งที่ผมสนใจที่สุดก็คือการแร็ปเร็วซึ่งต้องใช้เทคนิคสูงมากสิบแปดวินาทีอ่านสองร้อยกว่าตัวอักษรไม่น่าใช่ขีดจำกัดของผมหรอกเป้าหมายสิบห้าวินาทีนี่ผมอาจจะทำได้จริงๆ ก็ได้!”
ถ้าเทียบกับเรื่องอื่นหวงลี่ไม่กล้าพูดว่าตัวเองเก่งกว่าพิธีกรแถวหน้าแต่ถ้าเทียบเรื่องความเร็วในการพูดที่ยังคงความชัดเจนของคำได้หวงลี่กล้ายอมรับเลยว่าตัวเองคือที่หนึ่งในฉินโจวต่อให้แข่งกับพิธีกรตัวท็อปก็ไม่หวั่น!
วันต่อมาเจียงเฉิงพอเห็นหลินจือไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะรำพึงว่า “ทำไมปากของคนถึงได้ไวขนาดนั้นกันนะพ่นรัวอย่างกับปืนกลเลยสองร้อยกว่าตัวอักษรเขาพูดจบได้ภายในสิบสี่วิที่สำคัญผมยังฟังรู้เรื่องด้วยว่าเขาพูดอะไรบ้าง!”
“โอ้? หวงลี่เซ็นสัญญาแล้วเหรอครับ?”
หลินจือไป๋รู้ว่าตนหาคนได้ถูกแล้ว
“ต้องเซ็นแล้วครับหมอนี่พูดจาฉะฉานเกินไปแล้ว” เจียงเฉิงยิ้ม “ผมเซ็นสัญญาให้เขาเข้าคุนเผิงเลยครับต่อไปรายการวาไรตี้ที่เราสร้างเองจะพยายามให้โอกาสเขาเป็นพิธีกรบ่อยๆ พิธีกรที่ดีก็ต้องอาศัยรายการดีๆ ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องครับ”
“เรื่องนี้พี่จัดการเลยครับ”
หลินจือไป๋กล่าว “โฆษณาไม่ได้ต้องการแค่ความเร็วหลักๆ แล้วความเร็วมีไว้สร้างกระแสแต่พอถึงช่วงที่ต้องโฆษณาแบบเดี่ยวๆ ตอนหลังก็ต้องผ่อนความเร็วลงให้เหมาะสมเพื่อให้ผู้ชมสนใจที่ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ใช่ความเร็วในการพูด”
พูดง่ายๆ คือใช้ความเร็วในการพูดเพื่อสร้างประเด็นพอสร้างกระแสได้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเน้นความเร็วสุดขีดในการอ่านคำโฆษณาอีกต่อไป
“ผมเข้าใจแล้วครับ”
ขณะที่เจียงเฉิงกำลังจะคุยกับหลินจือไป๋ต่อว่าเมื่อไหร่จะเริ่มถ่ายทำรายการอย่างเป็นทางการจู่ๆ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นพอรับสายก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรแต่สีหน้าของเขาค่อยๆ แย่ลง
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ?”
หลินจือไป๋ถามไปประโยคหนึ่งเจียงเฉิงกล่าวอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยว่า “ทางรายการ ‘ศิษย์ครู’ กำลังสร้างกระแสในโลกออนไลน์ครับบอกว่าผู้เข้าแข่งขันใน ‘The Voice’ ของเราคุณภาพแย่มากแถมผู้เข้าแข่งขันที่มีคุณภาพสูงก็ถูกพวกเขากวาดไปหมดแล้วครับ”
“เหรอ”
หลินจือไป๋ลองเช็กดูในเน็ตก็พบว่ามีสื่อหลายเจ้ากำลังโหมกระแสเรื่องนี้
‘ศึกแย่งชิงผู้เข้าแข่งขัน! ศิษย์ครูชิงความได้เปรียบไปก่อน!’
‘The Voice ขาดแคลนผู้เข้าแข่งขัน? ผู้เข้าแข่งขันดีๆ ถูกงานรายการศิษย์ครูชิงตัดหน้าไปหมดแล้ว!’
‘ดาวเด่นชายหญิงจากวิทยาลัยดนตรีชื่อดังต่างพากันสมัครเข้าร่วมรายการศิษย์ครู!’
‘การคัดเลือกรอบแรกของ The Voice คุณภาพของผู้เข้าแข่งขันน่าเป็นห่วง!’
‘ในสถานการณ์ที่โค้ชมีระดับไม่ต่างกันมากนักคุณภาพของผู้เข้าแข่งขันของ The Voice พ่ายแพ้ให้กับรายการศิษย์ครูอย่างราบคาบ!’
‘แม่ครัวเก่งก็ปรุงอาหารไม่ได้ถ้าไม่มีข้าวสาร! The Voice หาผู้เข้าแข่งขันดีๆ ไม่ได้!’
ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าสื่อพวกนี้เป็นหลินเพิ่งจ้างมาจุดประสงค์คือต้องการให้ชาวเน็ตสบประมาท ‘The Voice’
นี่เป็นส่วนหนึ่งของสงครามโปรโมตเพื่อตอกย้ำว่าคุณภาพของผู้เข้าแข่งขันของ ‘ศิษย์ครู’ นั้นสูงกว่า ‘The Voice’ เมื่อรายการเริ่มออกอากาศความสนใจของผู้ชมที่มีต่อ ‘ศิษย์ครู’ ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยกลยุทธ์นี้ร้ายกาจมากแต่ก็ได้ผลดีมากเช่นกันชาวเน็ตหลายคนต่างก็ถูกโน้มน้าวไปแล้ว
‘ทำไมรู้สึกว่า ‘The Voice’ เสียเปรียบครั้งใหญ่เลยละ?’
‘หลักๆ เลยก็เพราะรายการ ‘ศิษย์ครู’ เริ่มโครงการเร็วกว่าเลยติดต่อกับนักเรียนเก่งๆ จากวิทยาลัยดนตรีใหญ่ๆ ไปก่อนแล้วสำหรับรายการประกวดดาวเด่นผู้เข้าแข่งขันที่คุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดก็คือกลุ่มคนที่มีระดับความเป็นมืออาชีพในการร้องเพลงในระดับหนึ่งแถมยังหน้าตาดีอีกด้วยคนเก่งๆ แบบนี้ส่วนใหญ่มาจากวิทยาลัยดนตรีต่างๆ ในฉินโจวพวกเขาไปรายการประกวดไหนก็ถือเป็นเพชรเม็ดงามแต่ปัญหาคือจำนวนนักเรียนคุณภาพสูงที่เหมาะสมจะออกมาเข้าร่วมรายการประกวดความสามารถจากวิทยาลัยดนตรีต่างๆ ในแต่ละปีนั้นมีจำกัดไงพอรายการ ‘ศิษย์ครู’ กวาดไปหมดแล้ว ‘The Voice’ เลยต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องผู้เข้าแข่งขันเป็นธรรมดา’
‘จำเป็นต้องหาคนจากวิทยาลัยดนตรีเหรอ?’
‘นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วรายการประกวดดาวเด่นนะที่คนเขาดูกันก็คือหนุ่มหล่อสาวสวยฝีมือดีมาแข่งกันไม่ใช่เหรอ? ไม่งั้นเธอคิดว่าทำไมคนที่รายการประกวดเลือกมาถึงเป็นพวกหน้าตาดีกันทั้งนั้นเลยละเพราะพวกเขามีความสามารถมากเหรอ? ความสามารถพวกเขาก็ไม่เลวหรอกแต่หน้าตาก็เป็นปัจจัยที่สำคัญมากๆ เหมือนกันถึงขั้นว่าอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดเลยก็ได้’
‘จะหาเด็กฝึกมาก็ได้นะแต่เด็กฝึกของค่ายใหญ่ๆ มีจำกัดและพวกเขาก็มีแผนการเดบิวต์ที่ชัดเจนอยู่แล้ว’
‘อีกอย่างนี่เป็นรายการของเสินฮวาเด็กฝึกของบริษัทอื่นไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้เข้าร่วม’
‘ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า ‘The Voice’ คงยากจะเจอผู้เข้าแข่งขันเก่งๆ แล้วสิความน่าดูคงลดลงไปมากยังไงรายการประกวดดาวเด่นถ้าผู้เข้าแข่งขันห่วยโค้ชจะเทพแค่ไหนฉันก็รู้สึกว่าไม่สนุกอยู่ดี’
‘ถ้าอย่างนั้นถึงเวลาก็ดู ‘ศิษย์ครู’ แล้วกัน’
‘โค้ชทั้งสองฝั่งเจ๋งพอๆ กันที่เหลือก็แข่งกันที่คุณภาพของผู้เข้าแข่งขันแล้วสิ’
มองดูการพัฒนาของกระแสสังคมหลินจือไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เจียงเฉิงถอนหายใจ “อย่างน้อยก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ ‘ศิษย์ครู’ พูดไม่ผิดจริงๆ นักเรียนที่ฝีมือดีและหน้าตาดีจากวิทยาลัยดนตรีใหญ่ๆ ในฉินโจวถูกหลินเพิ่งชิงตัดหน้าไปเกือบหมดแล้วเพราะตอนที่จัดออดิชันเราได้ไปประชาสัมพันธ์ตามวิทยาลัยใหญ่ๆ เหมือนกันแต่ก็เจอปัญหาบางอย่าง”
“แต่พวกเขาเข้าใจผิดไปเรื่องหนึ่งครับ”
หลินจือไป๋รู้สึกว่ามันคือความแตกต่างทางความคิดในการทำรายการประกวดดาวเด่นรายการ ‘ศิษย์ครู’ ของหลินเพิ่งน่าจะต้องการสร้างไอดอลวัยรุ่นดังนั้นความสำคัญของหน้าตาจึงมีมากกว่าความสามารถที่แท้จริงของผู้เข้าแข่งขันอย่างมาก!
แต่ทำไมรายการประกวดความสามารถถึงหนีไม่พ้นรูปแบบหนุ่มหล่อสาวสวย?
คนทำรายการวาไรตี้ของโลกนี้อย่างหลิวหวาหลินเพิ่งและคนอื่นๆ เห็นได้ชัดว่าถูกความคิดเรื่อง ‘หนุ่มหล่อสาวสวย’ ครอบงำเหมือนถูกขังอยู่ในกรงและด้วยเหตุผลนี้แหละหลินจือไป๋จึงยิ่งมั่นใจว่า ‘The Voice’ จะต้องดังระเบิดเพราะรายการนี้สวนทางกับแนวคิดการประกวดดาวเด่นทั่วไปแน่นอนว่านี้ไม่ได้หมายความว่า ‘The Voice’ จะไม่มีหนุ่มหล่อสาวสวยเข้าร่วมเลย
ตอนที่ 286 ไปตี้: อารมณ์เสียจังเลย (3)
หลินจือไป๋มีข้อมูลของผู้เข้าแข่งขันอยู่ในมือเขารู้ว่าในบรรดาผู้เข้าแข่งขันเหล่านี้ก็มีหนุ่มหล่อสาวสวยอยู่เหมือนกันแต่การที่หนุ่มหล่อสาวสวยเหล่านี้ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่หน้าตาแต่เป็นเพราะเสียงพวกเขาดีและร้องเพลงได้ดีต่างหากถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะมีสัดส่วนที่น้อยมากก็ตามยังไง…
หนึ่งในจุดประสงค์แรกเริ่มของหลินจือไป๋ในการทำ ‘The Voice’ ก็คือต้องการคัดเลือกคนที่มีความสามารถโดดเด่นอย่างแท้จริงแต่ด้วยเหตุผลสารพัดเลยไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถของตัวเองถ้าพูดแบบอวดเก่งหน่อยก็คือการที่หลินเพิ่งชิงตัวผู้เข้าแข่งขันที่เรียกกันว่ามีคุณภาพไปก่อนและปิดกั้นทางถอยทั้งหมดของหลินจือไป๋ไม่ใช่เส้นทางที่หลินจือไป๋อยากจะเดินเลยสักนิด!
พวกเขาไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกันตั้งแต่แรกแล้วดังนั้นแผนการของหลินเพิ่งจึงเสียแรงเปล่า
“ผมถึงขนาดสงสัยเลยครับว่าเพื่อให้หนุ่มหล่อสาวสวยที่มีศักยภาพเป็นดาราเลือกเข้าร่วมรายการ ‘ศิษย์ครู’ หลินเพิ่งอาจจะให้คำมั่นสัญญากับผู้เข้าแข่งขันบางคนล่วงหน้าอย่างเช่นรับรองว่าจะต้องถูกราชาราชินีเพลงคนใดคนหนึ่งเลือกเป็นศิษย์อะไรทำนองนั้น”
“ดูเหมือนจะเป็นสไตล์การทำงานของเธอ”
หลินจือไป๋เบะปากนี่ก็เป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปยังไงรายการประกวดความสามารถในชาติก่อนก็ทำแบบนี้เยอะแยะด้วยเหตุนี้ในระยะหลังของการแข่งขันจึงมีเรื่องลับๆ หลังฉากมากมายคิดจริงๆ เหรอว่ากรรมการพวกนั้นโง่? สิ่งที่ผู้ชมเห็นว่าดีแต่กรรมการกลับคิดว่าไม่ดี? หลายต่อหลายครั้งไม่ใช่ว่าหูของกรรมการมีปัญหาหรือรสนิยมของพวกเขาสูงส่งอะไรหรอก
แต่เพราะอันดับบางส่วนถูกกำหนดไว้ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มแล้วต่างหากไม่อย่างนั้นในชาติที่แล้วตอนที่เหมาปู่อี้คว้าแชมป์รายการ The Coming One ทั่วอินเทอร์เน็ตก็คงไม่พากันซาบซึ้งว่า ‘พรสวรรค์เอาชนะนายทุนได้’ หรอก
“แล้วพวกเราจะทำยังไงดีครับ?”
“ไม่ทำอะไรครับ”
หลินจือไป๋ไม่คิดว่ากระแสแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อ ‘The Voice’
“ออกแถลงการณ์เน้นย้ำจุดประสงค์หลักของรายการเราครับ”
“เข้าใจแล้วครับ”
ทางเจียงเฉิงเริ่มจัดแจงทันทีคืนวันนี้คุนเผิงออกแถลงการณ์ว่า
“‘The Voice’ ของเราไม่ได้แสวงหาหนุ่มหล่อสาวสวยอะไรบนเวทีของเราไม่ว่าคุณจะสูงเท่าไหร่ไม่ว่าหน้าตาคุณจะดีหรือไม่ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไรขอแค่คุณมีเสียงร้องที่ดีขอแค่คุณมีหัวใจที่รักในดนตรีเวทีของเราก็จะมอบโอกาสให้คุณได้ทำความฝันนั้นให้เป็นจริง!”
ไม่มีถ้อยคำที่อลังการใดๆ ถ้อยคำในแถลงการณ์นี้ก็เรียบง่ายเหมือนกับชื่อรายการ ‘The Voice’
ผลปรากฏช่องคอมเมนต์คึกคักสุดๆ!
‘ชอบทัศนคติของคุนเผิงในการทำรายการวาไรตี้จริงๆ! ฉันอยากจะบ่นมานานแล้วรายการประกวดร้องเพลงนะที่แข่งกันไม่ใช่การร้องเพลงเหรอทำไมถึงทำเหมือนประกวดนางงามไปได้นี่ก็เป็นเหตุผลที่ฉันชอบ I Love Lyrics ไม่มีหนุ่มหล่อสาวสวยอะไรที่ไหนโลกนี้คนส่วนใหญ่ก็ธรรมดาจะตายไปแล้วถ้าหน้าตาธรรมดาๆ จะชอบดนตรีไม่ได้เหรอ?’
‘ยังอ่อนหัดกันอยู่เลยนะพวกคุณนะแนวคิดอุดมคติเกินไปแล้วการทำรายการวาไรตี้นะถ้าไม่มีจุดขายจะดึงดูดผู้ชมจากไหนมาละพึ่งแค่ทัศนคติที่ว่าไม่เลือกหน้าตาเนี่ยนะ? ตลกไปหน่อยมั้งรอดูความล้มเหลวของ ‘The Voice’ เมื่อไหร่ล่ะสิฟังคนวงในอย่างฉันวิเคราะห์เถอะแนวคิดของรายการคุนเผิงนะไม่มีปัญหาหรอกแต่ถ้าผู้เข้าแข่งขัน ‘The Voice’ หน้าตาธรรมดาไปหมดแล้วจุดขายของรายการอยู่ตรงไหนละฟังแต่ฝีมือร้องเพลงเหรอ? งั้นฉันไปดู I Am a Singer ดีกว่าฝีมือร้องเพลงของนักร้องอาชีพยังไงก็ต้องเก่งกว่าพวกที่มาประกวดดาวเด่นอยู่แล้วอาจจะมีบางคนที่ไม่สนใจว่าผู้เข้าแข่งขันหน้าตาเป็นยังไงแต่คนแบบนั้นมีส่วนน้อยมาก ‘The Voice’ ทำแบบนี้รับรองว่าได้หน้าแต่เสียเรตติ้ง!’
‘ตื่นได้แล้วแนวคิดนี้มันก็แค่ลูกเล่นเท่านั้นแหละยังมีคนเชื่อจริงๆ เหรอว่า ‘The Voice’ ฟังแต่เสียงร้องไม่สนรูปลักษณ์ภายนอกของผู้เข้าแข่งขันนะ? พวกคุณลองสุ่มเปิดรายการประกวดเพลงดูสิมีรายการไหนบ้างที่ผู้เข้าแข่งขันหน้าตาแย่ต่อให้ไม่ใช่หนุ่มหล่อสาวสวยแต่ก็ต้องดูดีกว่าคนทั่วไปแน่นอนแล้วถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าคนที่หน้าตาดีกว่าก็จะยิ่งมีคะแนนความนิยมในการแข่งขันสูงกว่ามันคือกลไกของตลาด!’
‘คุนเผิงไม่รอดแล้ว!’
‘ฉันรู้สึกว่าตอนนี้คุนเผิงก็แค่ปากแข็งพอรู้ว่าคุณภาพผู้เข้าแข่งขันสู้ ‘ศิษย์ครู’ ไม่ได้ก็เลยพยายามเน้นย้ำว่าตัวเองไม่ดูหน้าตาดูแต่เสียงอะไรแบบนั้นความจริงคือหมดหนทางแล้วยังไงผู้เข้าแข่งขันที่หน้าตาดีและมีความสามารถไม่เลวก็ถูกเว็บไซต์วิดีโอเสินฮวากวาดไปหมดแล้ว’
‘น่าเบื่อ!’
‘เดาว่า ‘The Voice’ คงหาผู้เข้าแข่งขันมาได้แต่พวกหน้าตาไม่ดีไงถึงได้ต้องออกมาบอกว่าไม่สนใจหน้าตาสนแต่เสียงร้องนะ’
‘ตามสไตล์การโจมตีคุนเผิงดูเหมือนความสำเร็จของรายการวาไรตี้ชุดก่อนๆ ของคุนเผิงจะยังไม่ทำให้บางคนตาสว่างขึ้นมานะมีปราชญ์จวินหลินอยู่ที่คุนเผิงฉันไม่เชื่อหรอกว่า ‘The Voice’ จะเจ๊งเพราะปัญหาเรื่องผู้เข้าแข่งขัน!’
‘นั่นสิ! ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วตอนนี้จะไม่มีสถานการณ์ที่ทั่วทั้งอินเทอร์เน็ตสบประมาทรายการวาไรตี้ใหม่ของคุนเผิงอีกแล้ว! เพราะชื่อเสียงที่คุนเผิงสะสมมาจากรายการวาไรตี้ชุดก่อนๆ นั้นสูงมากพอแล้ว!’
สาเหตุที่ครั้งนี้ยังมีเสียงโจมตีในโลกออนไลน์มากมายก็เป็นเพราะคุนเผิงเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างรายการ ‘ศิษย์ครู’ แถมหลินเพิ่งก็กำลังโหมกระแสอย่างบ้าคลั่งภายใต้กระแสต่างๆ เหล่าผู้สนับสนุน ‘ศิษย์ครู’ แทบจะเหยียบ ‘The Voice’ ให้จมดินอยู่แล้ว
หลินจือไป๋ไม่ได้ใส่ใจมากนักรอจนรายการออกอากาศทุกคนก็จะรู้เองว่าแถลงการณ์และการโปรโมตของ ‘The Voice’ เป็นแค่ลูกเล่นหรือเปล่าส่วนเรื่องการสบประมาท? คนที่ควรดูรายการก็ยังคงดูอยู่ดีหลินจือไป๋มีประสบการณ์แล้วคนจำนวนมากที่พูดอย่างแต่การกระทำกลับไม่เป็นไปตามนั้น
กลับเป็นทางโจวหานจิ้นต่างหากที่ดูจะร้อนใจอยู่บ้างวันนี้ในสถานที่ถ่ายทำเขายังอดไม่ได้ที่จะมาสอบถามข่าวกับหลินจือไป๋ “คุณภาพผู้เข้าแข่งขันของเราแย่จริงๆ เหรอ?”
“ที่คุณว่าแย่นะหมายถึงเรื่องไหน?”
“แน่นอนว่าการร้องเพลงไง!”
“เรื่องนี้คุณวางใจได้เลย”
หลินจือไป๋ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ทำไมคุณไม่ห่วงเรื่องหน้าตาละ?”
“หน้าตา?”
โจวหานจิ้นรู้สึกขำ “ราชาราชินีเพลงของเทียนกวงเรามีมากมายขนาดนี้หน้าตาของผมนี่แหละสูงที่สุดคนอื่นๆ ก็แค่ระดับคนทั่วไป”
พูดได้ชัดเจนพอแล้วถ้าดูที่หน้าตาจริงคนเหล่านั้นจะขึ้นเป็นราชาราชินีเพลงได้อย่างไร?
อีกอย่างโจวหานจิ้นก็เป็นแค่คนหน้าตาดีทั่วไปไอดอลวัยรุ่นคนไหนมาเทียบก็ชนะขาดลอยแล้วอย่างเช่นตอนนี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ หลินจือไป๋หน้าตาของโจวหานจิ้นก็ดูธรรมดาไปเลยแน่นอนว่าการเปรียบเทียบนี้ไม่ค่อยยุติธรรมกับโจวหานจิ้นนักเพราะแม้แต่ไอดอลบางคนเมื่อเทียบกับหลินจือไป๋ยังหนีไม่พ้นความรู้สึกว่าดู ‘ธรรมดา’ ไปเลย
“ที่คุณคิดได้แบบนี้ดีมากเลยครับ”
หลินจือไป๋รู้สึกว่าโจวหานจิ้นคนนี้ค่อนข้างน่าสนใจนิสัยเป็นคนจริงไม่ชอบเล่นกลอุบายลูกไม้ไม่แปลกเลยที่ผู้กำกับบ่นกับเจียงเฉิงลับหลังอยู่บ่อยๆ โจวหานจิ้นเป็นคนเอาใจยากคนที่ได้เป็นราชาเพลงย่อมต้องมีนิสัยเอาแต่ใจอยู่บ้างคนที่ถ่อมตัวและไม่ถือตัวอย่างจางซีหยางหาได้ยากเกินไป
“ผมนะดีแต่คุณคงไม่ดีเท่าไหร่”
โจวหานจิ้นหยิบโทรศัพท์ออกมา “ข่าวเมื่อกี้คุณยังไม่ได้ดูใช่ไหม?”
“หืม?”
หลินจือไป๋มองดูข่าวสีหน้าพลันอึมครึมลงทันทีพาดหัวข่าวระบุว่า ‘วิดีโอที่คาดว่าเป็นภาพหลุดจากการคัดเลือกรอบแรกของ The Voice เผยให้เห็นสีหน้าไปตี้ผู้อำนวยการเพลงที่ดูไม่สบอารมณ์’
ใต้ข่าวมีวิดีโอหนึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หลินจือไป๋เคยไปที่สถานที่คัดเลือกรอบแรกเมื่อครั้งก่อนตอนนั้นหลินจือไป๋ฟังไปสองสามเพลงแล้วรู้สึกไม่พอใจมากสีหน้าไม่สบอารมณ์นั้นต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังมองออกไม่คิดเลยว่าจะถูกคนแอบถ่าย
หลินจือไป๋ไม่คิดว่าเจ้าหน้าที่ธรรมดาๆ ที่นั่นจะกล้าขนาดนี้ไม่ใช่แค่ถ่ายวิดีโอไว้แต่ยังเอาคลิปไปสร้างกระแสในเน็ตอีกหลิวหวา? หมอนี่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
หลินจือไป๋ไม่สนใจโจวหานจิ้นอีกหันหลังแล้วส่งข้อความด่ากราดเจียงเฉิงทันทีเลือกคนแบบไหนมากันแน่
“ผมจะไปหาหลักฐานฟ้องมันเดี๋ยวนี้ครับ!”
เจียงเฉิงไม่เคยถูกหลินจือไป๋ด่ามาก่อนเลยจริงๆ งานของเขามักจะสมบูรณ์แบบดีมาตลอดแต่เพราะไอ้หลิวหวาคนนี้เขาถึงถูกหลินจือไป๋ต่อว่าเป็นครั้งที่สองแล้วในใจย่อมเกลียดหมอนี่เข้าไสส่วนเรื่องการแอบถ่ายในสถานที่ออดิชัน? เจียงเฉิงไม่สงสัยเลยว่าต้องเป็นหลิวหวาทำแน่ๆ หมอนั้นถูกเขาไล่ออกไปเลยจงใจแก้แค้นคุนเผิงหลักฐานก็คือ…
ใต้ข่าวนี้มีการเปิดเผยข้อมูลแบบไม่ระบุตัวตนผู้เปิดเผยอ้างว่าตัวเองเป็นอดีตทีมงานของ ‘The Voice’ บอกว่าถูกคุนเผิงไล่ออกเพราะหาผู้เข้าแข่งขันที่มีความสามารถสูงในการคัดเลือกรอบแรกไม่ได้จากนั้นก็บ่นสารพัดว่าเรื่องนี้ไม่โทษตัวเองความจริงเป็นเพราะผู้เข้าแข่งขันดีๆ ถูกรายการ ‘ศิษย์ครู’ คว้าไปหมดแล้วอะไรทำนองนั้นแหละ
สุดท้ายคนคนนี้ยังแฉอีกว่าผู้เข้าแข่งขันที่ ‘The Voice’ เลือกได้ในรอบสุดท้ายเขารู้จักอยู่สองสามคนซึ่งฝีมือห่วยแตกมากถ้าไปเข้ารายการประกวดความสามารถอื่นก็ไม่มีโอกาสแจ้งเกิดเลยบลาๆๆ
“ครั้งหน้าเลือกใช้คนระวังกว่านี้หน่อยนะครับ”
หลินจือไป๋ไม่ได้ต่อว่าแรงเกินไปยังไงตอนนี้กระแสมันก็เป็นแบบนี้ไปแล้วและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงภาพรวมได้แต่บรรดาผู้สนับสนุน ‘ศิษย์ครู’ กลับดีอกดีใจ!
‘ยังจะปากแข็งอีกไหม?’
‘เห็นๆ อยู่ว่าไปตี้โกรธเพราะปัญหาฝีมือผู้เข้าแข่งขันแล้วยังจะมาพูดว่าสนใจแค่เสียงร้องอะไรอีก!’
‘แค่มีมนี้เหรอ?’
‘คราวนี้หลักฐานชัดเจนแล้ว!’
‘แต่ตอนไปตี้โกรธนี่หล่อจังเลย…’
‘แกหัดมีศักดิ์ศรีหน่อยได้ไหมเนี่ยแกอยู่ฝ่ายไหนกันแน่’
‘ก็หล่อจริงๆ นี่นา…ให้ตายสิถ้าเขาเป็นสามีของฉันนะต่อให้เขาทำหน้าดุใส่ฉันทุกวันฉันก็จะไมขัดขืนเลยหล่อโคตรๆ เลยจริงๆ!’
‘ทำไมบางคนโกรธถึงยังดูดีได้ขนาดนี้นะ!’
‘ถึงฉันจะสนับสนุน ‘ศิษย์ครู’ แต่มันก็ไม่เกี่ยวกับการที่ฉันจะหลงรักหน้าตาของไปตี้นี่นา!’
‘อะแฮมถ้าไปตี้มาเป็นโค้ชของ ‘The Voice’ ฉันจะยอมเปลี่ยนใจเลยตอนไปตี้โกรธมีเสน่ห์กว่าตอนปกติอีก…’
‘ไปตี้: อารมณ์เสียจัง!’
‘ให้ตายสินายถึงกับทำมีมออกมาแล้วเหรอ?’
จะว่ายังไงดีเป็นไปได้ว่าหลิวหวาได้รับการสนับสนุนจากหลินเพิ่งถึงได้กล้าเล่นแฉแบบนี้แถมยังปล่อยคลิปวิดีโอในสถานที่จริงออกมาด้วยแต่ผลที่ได้คือทั้งคนที่สนับสนุน ‘The Voice’ และไม่สนับสนุน ‘The Voice’ ต่างก็เงียบกริบเพราะกระแสสังคมไม่ได้สนใจเรื่องผู้เข้าแข่งขันอีกต่อไปแล้วทุกคนต่างพากันถกเถียงว่าทำไมตอนไปตี้โกรธถึงได้หล่อขนาดนี้!
กระทั่งมีมหน้าโกรธของไปตี้ที่หลุดมาจากคลิปแอบถ่ายยังว่อนไปทั่วโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว!
เจียงเฉิงกล่าวอย่างอ่อนใจ “เป็นอย่างที่คิดจริงๆ…ที่หลินเพิ่งยืนกรานจะเลือกหนุ่มหล่อสาวสวยเข้าร่วม ‘ศิษย์ครู’ มีเหตุผลของมันอยู่…”
ศัตรูทุ่มโจมตีสุดกำลังสุดท้ายกลับกลายเป็นการสร้างความโด่งดังให้ ‘ใบหน้ายามโกรธ’ ของไปตี้ให้โด่งดังไปทั่วอินเทอร์เน็ตแทนแบบนี้จะไปหาเหตุผลจากที่ไหนได้?
“ผมโกรธพี่นี่แหละ!”
หลินจือไป๋จ้องเจียงเฉิงอย่างไม่สบอารมณ์แต่ไม่รู้เลยว่าโค้ชทั้งสี่คนพวกจางซีหยางกำลังแอบมองเขาอยู่เงียบๆ
“เขาโกรธแล้วเขาโกรธอีกแล้ว!”
โจวหานจิ้นแอบมองแล้วรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย “ตอนโกรธนี่หล่อจริงด้วยสิ…”
ฉินเลี่ยนกับหลี่เชียวสองคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งราชินีเพลงสองคนนี้เห็นหนุ่มหล่อในวงการบันเทิงมาเยอะแต่คนแบบหลินจือไป๋นี่หาได้ยากจริงๆ!
“ฉันอยากจะแกล้งให้เขาโกรธแล้วสิ” หลี่เชียวพึมพำ
ฉินเลี่ยนพูดตามว่า “ฉันก็…”
“เตือนไว้ก่อนว่าพวกคุณอย่าทำจะดีกว่า” จางซีหยางกลอกตา
“ถ่ายรูปสักหน่อยคงไม่เกินไปใช่ไหม?”
หลี่เชียวหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วเริ่มรัวชัตเตอร์ใส่หลินจือไป๋ที่กำลังโกรธเจียงเฉิงอยู่จากนั้นโจวหานจิ้นก็เริ่มโกรธแล้ว