ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 308 บุกตลาดนอกฉินโจว?
คล้ายกับบนโลก การใช้เงินกู้เข้าถือหุ้นในเทียนกวงทีวีนั้นไม่เป็นไปตามกฎระเบียบของทางการ แต่มีวิธีการหลีกเลี่ยงมากมาย ซึ่งเจียงเฉิงสามารถรับผิดชอบการดำเนินการเฉพาะได้
ไม่ช้าหลินจือไป๋ก็ได้เห็นความไร้ความปรานีของสามบริษัทยักษ์ใหญ่ หลินเจามูแห่งเสินฮวา หยิ่นเทียนโฉวแห่งนาเซิน ทั้งสองเพิ่งไว้อาลัยซูติ้งปัวเสร็จ ก็พยายามเข้าถือหุ้นหรือแม้แต่ซื้อกิจการบางส่วนของเทียนกวงทันที
ในพินัยกรรมของซูติ้งปัวได้ทิ้งทรัพย์สินไว้ให้ลูกหลานไม่น้อย ในบรรดาธุรกิจและทรัพย์สินเหล่านี้ บางส่วนมีคนที่สามารถรักษาไว้ได้ แต่บางส่วนก็ต้านทานการเข้าถือหุ้นและการเข้าซื้อกิจการของเสินฮวาและนาเซินไม่ไหว ส่วนบางคนก็ตั้งใจจะแปลงทรัพย์สินเป็นเงินสดแล้วถอนตัวอยู่แล้ว
โชคดีที่สุดท้ายยังมีคนในตระกูลซูยืนหยัดขึ้นมาได้ คือ ซูอวิ่น ลูกชายคนโตของซูติ้งปัว ได้เป็นประธานกรรมการของเทียนกวงกรุ๊ป และคอยทำให้สถานการณ์มั่นคงขึ้น แต่การที่เสินฮวาและนาเซินลงมืออย่างรวดเร็วในครั้งนี้ ย่อมส่งผลให้เทียนกวงบอบช้ำอย่างแน่นอน
หลังจากซูติ้งปัวเสียชีวิต ลูกหลานของเขาไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แถมยังต่อสู้ภายในแย่งชิงอำนาจกันอย่างหนักอีก นี่คือข้อบกพร่องของธุรกิจครอบครัว บางทีต่อไปเสินฮวาและนาเซินก็อาจจะเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน เมื่อคนรุ่นเก่าปิดฉากลง ย่อมเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่
นี่คือสาเหตุที่หลินเจามูคัดเลือกผู้สืบทอดจากลูกหลานมาตลอดหลายปี เขาต้องการให้มั่นใจว่าแม้ตนเองจะเสียชีวิตไป ก็ยังมีคนที่สามารถลุกขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ของเสินฮวากรุ๊ปได้ทันที
และในกระบวนการนี้ เจียงเฉิงได้ติดต่อกับเทียนกวงทีวี และเริ่มดำเนินการตามแผนเข้าถือหุ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว
แม้คุนเผิงจะมีเงินทุนไม่เพียงพอ แต่หลินจือไป๋ก็ให้เจียงเฉิงนำรายการวาไรตี้และละครโทรทัศน์มาเป็นเงื่อนไขในการรับประกัน ซึ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เทียนกวงทีวีต้องการมากที่สุด หลักๆ ก็เพราะชื่อเสียงของคุนเผิงมีมูลค่าสูง!
ใครบ้างไม่รู้ว่าคุณภาพของละครและรายการวาไรตี้ที่คุนเผิงผลิตนั้น สูงกว่าระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมมาก ถึงขนาดที่สามบริษัทยักษ์ใหญ่ยังต้องยอมรับว่าอ่อนด้อยกว่าในด้านเนื้อหา?
เรียกได้ว่าการถึงแก่กรรมของซูติ้งปัว ทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวมของเทียนกวงลดลงถึงหนึ่งในสาม ถึงชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในสามบริษัทใหญ่แห่งฉินโจวของเทียนกวงยังคงอยู่ แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีแนวโน้มถดถอยลงอย่างเงียบๆ แล้ว
บางทีสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากการจากไปของซูติ้งปัว ก็อาจทำให้หลินเจามูและหยิ่นเทียนโฉวได้เห็นบทเรียนและข้อควรระวังบางอย่าง
กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์มาถึง ในวันที่หลินจือไป๋เปิดภาคเรียน ในที่สุดคุนเผิงก็เข้าถือหุ้นในเทียนกวงทีวีอย่างเป็นทางการ โดยถือหุ้น 10.56%!
อย่ามองว่ามีแค่ราวๆ สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะเทียนกวงทีวีมีผู้ถือหุ้นจำนวนมาก ทำให้หุ้นค่อนข้างกระจายตัว ด้วยเหตุนี้คุนเผิงจึงกลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่
หลังจากนี้เมื่อเทียนกวงทีวีจัดการประชุมผู้ถือหุ้น หลินจือไป๋ก็จะมีสิทธิ์ออกเสียงไม่น้อย ขณะเดียวกันเจียงเฉิงได้อาศัยหุ้นส่วนนี้ร่วมมือกับผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ จนในที่สุดก็ผลักดันซูฉานขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์คนใหม่ได้สำเร็จ!
แรงต้านทานไม่มากนัก เพราะเดิมทีซูฉานก็มีหุ้นของสถานีโทรทัศน์อยู่สิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และซูฉานยังเป็นผู้จัดการแผนกโทรทัศน์ของเทียนกวงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ด้วย ตำแหน่งนี้เธอทำได้อย่างประสบความสำเร็จมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ซูฉานได้รับการสนับสนุนจากคุนเผิง!
แน่นอนว่าตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เทียนกวงนี้ มีการประเมินผลการทำงานสองปี หากในสองปีนี้ซูฉานในฐานะผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทำได้ไม่ดี เธอก็จะถูกผู้ถือหุ้นโหวตให้ออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน
ไม่ว่ายังไง หลังจากซูฉานได้เป็นผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เทียนกวง ตอนนี้เธอก็ถือเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญในเทียนกวงแล้ว!
วินาทีนี้ซูฉานรู้ว่าตนเดิมพันถูกต้องแล้ว! เพียงการพึ่งพาคุนเผิง เธอจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายในการควบคุมเทียนกวงได้!
แม้ตอนนี้ซูฉานจะยังไม่ใช่ประธานกรรมการของเทียนกวง แต่อนาคตใครจะรู้ล่ะ ตอนนี้มือข้างหนึ่งเธอควบคุมแผนกโทรทัศน์ของเทียนกวง มืออีกข้างก็ควบคุมสถานีโทรทัศน์ แถมยังมีอิทธิพลของพ่อที่คอยสนับสนุนในเทียนกวงอีก เรียกได้ว่าอนาคตสดใสไร้ขีดจำกัด!
เพื่อการนี้ ซูฉานได้เลี้ยงอาหารเย็นหลินจือไป๋เป็นการส่วนตัว
“ถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากคุณ ฉันคงไม่สามารถได้รับการสนับสนุนจากคุนเผิง และถ้าไม่มีความช่วยเหลือจากคุนเผิง ฉันก็คงไม่มีวันนี้” ซูฉานยกแก้วไวน์ขึ้นพลางกล่าวกับหลินจือไป๋ “ต้องขอบคุณแล้ว” พูดจบเธอก็ยกแก้วดื่มหมดในรวดเดียว
หลินจือไป๋กล่าว “ความสามารถของคุณเองสำคัญที่สุด”
ซูฉานจ้องมองหลินจือไป๋พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทุกการให้โดยโชคชะตาล้วนกำหนดราคาไว้ลับๆ คุณอุตส่าห์ช่วยฉันขนาดนี้ จุดประสงค์คืออะไรล่ะ?”
“ลองเดาดูสิ” หลินจือไป๋กินกับข้าวคำหนึ่งรองท้อง
ดวงตาซูฉานมีประกายวาบผ่าน “เสินฮวากรุ๊ปมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรครั้งใหญ่ในปีนี้ ฉันสังเกตว่าหลินชิว หรือก็คือลุงสามของคุณ ได้ขึ้นมาแทนที่หลินเซียลุงรองของคุณในตำแหน่งผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เสินฮวา คุณเลยอยากให้ฉันช่วยจัดการกับหลินชิวใช่ไหม?”
“ถูกต้องเลย คุณฉลาดแบบนี้มาตลอด” หลินจือไป๋กล่าว “วิธีการจัดการโดยละเอียด คุณน่าจะถนัดกว่าผมนะ”
ซูฉานแสร้งทำเป็นไม่พอใจ “คุณหมายความว่าฉันเป็นคนเจ้าเล่ห์ชอบขัดขาคนอื่นเหรอ?”
หลินจือไป๋ยิ้มจางๆ “การมีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนก็ไม่ถือว่าเป็นคำที่ใช้ในแง่ลบทั้งหมดหรอก คนฉลาดที่มีไหวพริบจะไม่มีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนได้ยังไง ถึงผมช่วยคุณเพราะหวังให้คุณตอบแทนน้ำใจ แต่ก็ไม่ได้ต้องการให้คุณเปิดศึกกับเสินฮวาทีวีโดยสิ้นเชิงหรอก ยังไงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ของคุณก็ยังไม่มั่นคง เพราะงั้นแค่จัดการอย่างเหมาะสมก็พอ”
“เข้าใจแล้ว” ซูฉานแววตามีประกายวูบไหว “ถ้าฉันแสดงผลงานได้ดี คุณจะช่วยแนะนำให้รู้จักกับเจ้าของบริษัทคุนเผิงได้ไหม?”
“นั่นต้องดูว่าผลงานของคุณดีขนาดไหน”
หลินจือไป๋กินกับข้าวต่อไป บทบาทของซูฉานตอนนี้ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ถ้าเธอแสดงให้เห็นถึงมูลค่าที่สูงขึ้นจริงๆ เขาก็ไม่รังเกียจที่จะเปิดเผยตัวตนกับเธอ
ในช่วงที่ซูติ้งปัวถึงแก่กรรม วงการได้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ข่าวที่ส่งผลกระทบต่อวงการบันเทิงทั้งหมดทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ละข่าวล้วนเป็นประเด็นร้อนแรง
แน่นอนว่าในบรรดาข่าวนั้น รวมถึงเรื่องที่คุนเผิงเข้าถือหุ้นในเทียนกวงทีวีด้วย เรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในวงการ และเมื่อถึงวินาทีนีเอง ทุกคนถึงเพิ่งจะตระหนักว่า ในเวลาไม่ถึงสามปี คุนเผิงได้มีคุณสมบัติเข้าร่วมในการแข่งขันกับสามบริษัทยักษ์ใหญ่แล้ว!
“คุนเผิงเติบโตจนปีกกล้าขาแข็งแล้ว!”
“เมื่อก่อนวงการบันเทิงอยู่ภายใต้การปกครองของสามบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่มีบริษัทบันเทิงไหนโผล่หัวขึ้นมาได้ แต่คุนเผิงกลับใช้ความได้เปรียบด้านเนื้อหาบุกเบิกที่ทางของตัวเองได้สำเร็จ!”
“หลักๆ คือแนวคิดในการพัฒนาชัดเจน ถ้าเป็นบริษัทอื่นที่พัฒนาเร็วขนาดนี้ ต้องถูกสามบริษัทยักษ์ใหญ่กดดันแน่ แต่เส้นทางการพัฒนาของคุนเผิง คือการร่วมมือกับสามบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเอง ทำให้สามบริษัทใหญ่พึ่งพาคุนเผิง ดังนั้นสามบริษัทใหญ่จึงไม่อาจใจแข็งพอที่จะปิดล้อมคุนเผิงได้”
“ไม่ๆๆ ไม่ใช่สามบริษัทใหญ่ใจไม่แข็งพอที่จะปิดล้อมคุนเผิงหรอก แต่เป็นเพราะพวกเขาติดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่างหาก”
“ถ้าสามบริษัทใหญ่รวมตัวกันปิดล้อมคุนเผิงจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบริษัทที่สี่ในวงการบันเทิงฉินโจว คุนเผิงต้องจบสิ้นแน่นอน แต่เสินฮวา นาเซิน และเทียนกวง จะเชื่อได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะไม่ทรยศต่อพันธมิตร แล้วให้ความช่วยเหลือคุนเผิง?”
“ต้องรู้ว่าผลประโยชน์ส่วนตัวสำคัญกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม และทันทีที่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งเปลี่ยนใจให้ความช่วยเหลือคุนเผิงขึ้นมา ก็จะถูกผูกมัดกับคุนเผิงทันที ซึ่งนั่นไม่ใช่ข่าวดีสำหรับอีกสองบริษัทเลย”
ใช่แล้ว นี่คือแนวคิดในการพัฒนาคุนเผิงของหลินจือไป๋ สามบริษัทใหญ่ไม่ต้องการให้มีบริษัทที่สี่ในวงการ เช่นนั้นตนก็พัฒนาไปพร้อมการร่วมมือกับสามบริษัทใหญ่เสียเลย ละครโทรทัศน์… รายการวาไรตี้… แม้กระทั่งเพลงก็ได้ทั้งหมด
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสามบริษัทใหญ่กับคุนเผิงใกล้ชิดกันมากขึ้น พวกเขาก็ไม่สามารถตัดใจจากคุนเผิงได้อีกต่อไป เพราะคุนเผิงอยู่รวมกับสามบริษัทใหญ่ในหลายโครงการแล้ว เหมือนเป็นองค์กรรับจ้างระดับสูงสุดในวงการบันเทิง
จนถึงวันนี้เทียนกวงต้องต่อสู้กับการจ้องมองอย่างหิวกระหายของเสินฮวาและนาเซิน การที่คุนเผิงสตูดิโอใช้โอกาสนี้เข้าถือหุ้นในเทียนกวงทีวีนี่ ไม่ใช่การประนีประนอมของเทียนกวงหรอกหรือ?
เทียนกวงจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับคุนเผิงให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็กลัวจริงๆ ว่าจะถูกเสินฮวาและนาเซินกลืนกิน เมื่อเข้าใจจุดนี้ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมการที่คุนเผิงเข้าถือหุ้นในเทียนกวงทีวีถึงราบรื่นขนาดนี้
อันที่จริงเสินฮวาทีวีและนาเซินทีวีก็เริ่มปวดหัวแล้ว คุนเผิงมีหุ้นในเทียนกวงทีวี หลังจากนี้ย่อมต้องเข้าข้างเทียนกวงทีวีอย่างแน่นอน ทั้งสองบริษัทจะต้านทานละครโทรทัศน์และรายการวาไรตี้ของคุนเผิงได้อย่างไร?
โดยเฉพาะละครโทรทัศน์ของคุนเผิงที่สามารถปั้นคนให้ดังได้จริงๆ ละครโทรทัศน์ของ ‘โหวราตรีมืด’ เหล่านั้นก็ปั้นดาวดังระดับซูเปอร์สตาร์ออกมามากมายแล้ว!
ในวงการถึงกับมีคำกล่าวว่า ถ้าการจัดอันดับดาราของนักแสดงติดขัด ไปเข้าร่วมแสดงละครโทรทัศน์ของ ‘โหวราตรีมืด’ ในบทบาทสำคัญ ก็จะทะลุผ่านจุดนั้นได้อย่างง่ายดาย
ก่อนหน้านี้มีนักแสดงหลายคนที่อยู่ในแถวสามและสี่ อาศัยการเข้าร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ที่คุนเผิงผลิต จนตอนนี้ได้ขึ้นสู่แถวสองไปแล้ว ถึงขนาดมีนักแสดงที่อาศัยละครโทรทัศน์ของ ‘โหวราตรีมืด’ พุ่งขึ้นไปถึงแถวหนึ่งเลยด้วยซ้ำ! และยิ่งกว่านั้นยังมีนักแสดงแถวหนึ่งที่หลังจากเข้าร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ของคุนเผิงแล้ว ก็กำลังพยายามพุ่งชนระดับเหนือแถวหน้าอยู่!
มีคนในวงการกล่าวคำพูดที่น่าตกตะลึงว่า “ถ้าวันหนึ่งเทียนกวงล้มลงจริงๆ บางทีคุนเผิงอาจจะกลายเป็นบริษัทที่สามแห่งใหม่เลยก็ได้”
คำพูดนี้เป็นที่น่าตกใจ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว แน่นอนว่าเทียนกวงยังไม่ล้ม และขนาดของคุนเผิงในตอนนี้ก็ยังไม่สามารถเทียบกับสามบริษัทยักษ์ใหญ่ได้
หลังจากเจียงเฉิงได้ยินคำพูดเช่นนี้ ก็เตือนหลินจือไป๋อย่างจริงจังว่า “การเคลื่อนไหวของพวกเราคราวนี้ค่อนข้างใหญ่ ต่อไปเราควรลดความโดดเด่นลงสักพัก เพื่อไม่ให้เสินฮวากับนาเซินหวาดระแวงนะครับ”
“พวกเขาเริ่มระแวงแล้วละครับ” หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “แต่ไม่เป็นไร ฝั่งเสินฮวาไม่เป็นปัญหาแล้ว”
ภายใต้การจัดแจงของปู่ หัวหน้าของเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในตอนนี้ก็คือพ่อของเขา ถึงแม้ในนามหลินตงจะมีตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการทั่วไปของเสินฮวากรุ๊ป แต่จริงๆ แล้วอำนาจแท้จริงกลับยิ่งใหญ่กว่าผู้จัดการทั่วไปเสียอีก
เพราะแผนกต่างๆ ของบริษัทถูกควบคุมโดยคนในครอบครัวทั้งหมด ผู้จัดการแผนกเพลงคือหลินจือไป๋! ผู้จัดการแผนกวาไรตี้คือพี่ชายหลินเชิ่งเทียน! ผู้จัดการแผนกทีวีคือพ่อที่ควบตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป! รวมถึงดาราโทรทัศน์และนักร้องของบริษัทก็ถูกควบคุมโดยคนในครอบครัว!
ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้จัดการทั่วไปของเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ก็ยังไม่มีอำนาจที่จะพูดในบริษัทได้เท่ากับพ่อเลย
เพียงฝั่งนาเซินที่หลินจือไป๋ยังควบคุมได้ไม่พอ ถ้าทำตารางจัดอันดับอำนาจในวงการบันเทิงทั้งหมดออกมาตอนนี้ หลินจือไป๋มีอิทธิพลในทางปฏิบัติที่น่าจะเป็นสิบอันดับแรกได้เลยทีเดียว!
ถ้าจะพูดถึงเรื่องที่ต้องเลือกข้าง…
“พูดอย่างนั้นก็ถูกครับ” เจียงเฉิงกล่าว “แต่คุณพ่อของเรามีอิทธิพลต่อเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์โดยอิงจากตำแหน่ง ไม่ใช่จากสัดส่วนหุ้น ถ้าต่อไปเราหันไปเข้าข้างเทียนกวง ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขันกับพ่อของเราเองนะครับ…”
นี่คือความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดที่คุนเผิงกำลังเผชิญอยู่ ถ้าหลินจือไป๋ช่วยเทียนกวงทีวีจัดการกับบรรดาลุง จะต้องทำร้ายเสินฮวาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ไปด้วย ซึ่งก็คือพ่อแท้ๆ ของเขา ใครให้ตอนนี้หลินตงมีตำแหน่งสูงและมีอำนาจในเสินฮวาละ อีกทั้งผลงานหลักๆ ก็มาจากสามด้านนี้คือ ละครโทรทัศน์ รายการวาไรตี้ และเพลง
แต่ถ้าช่วยพ่อหลินตง? นั่นก็เท่ากับช่วยให้บรรดาลุงฟื้นตัวไปด้วย ยังไงเสินฮวากรุ๊ปก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่
อย่างเช่นหลินจือไป๋นำบทละครออกมา และร่วมมือกับเสินฮวาในการถ่ายทำ เมื่อละครเรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จก็ต้องไปออกอากาศทางเสินฮวาทีวี หรือเอาลงในเว็บไซต์วิดีโอเสินฮวาไม่ใช่หรือ?
ถ้าให้ไป? ลุงรองกับลุงสามคงได้หัวเราะเสียงหมูแน่ ถ้าไม่ให้? นั่นก็เหมือนกับละครโทรทัศน์ที่เท็นเซ็นต์ลงทุนสร้างแต่ไม่สามารถฉายบนเท็นเซ็นต์วิดีโอได้ การต่อสู้ภายในก็มีขีดจำกัด หากข้ามเส้นนั้นไป ภายในเสินฮวาก็จะเกิดความวุ่นวาย นี่คือปัญหาที่หลินจือไป๋กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ ขัดแย้งกันมาก
เจียงเฉิงครุ่นคิด “ผมมีความคิดหนึ่งครับ…”
“ว่ามาเลยครับ”
“ตลาดนอกฉินโจวครับ” เจียงเฉิงเสนอความคิดนี้
หลินจือไป๋ผงะเล็กน้อย จากนั้นดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที
ใช่แล้ว! ทำไมถึงลืมตลาดนอกฉินโจวไปได้?
บลูสตาร์มี ฉินโจว ฉีโจว ฉูโจว เยี่ยนโจว หานโจว จาวโจว เวยโจว และจงโจว! มีถึงแปดทวีปเลยนะ!
หลินจือไป๋สามารถให้คุนเผิงบุกตลาดของอีกเจ็ดทวีปได้เลยนี่นา!
แต่ถ้าพูดถึงการบุกตลาดนอกฉินโจว แม้แต่สามบริษัทยักษ์ใหญ่ของฉินโจวก็ยังทำได้ไม่ถึงที่สุด มีการบุกเบิกแต่ผลงานก็จำกัดมาก เพราะวงการบันเทิงของทวีปอื่นก็มีการกีดกันเช่นกัน!
แต่หลินจือไป๋มีตัวช่วยนะ!
เกลี้ยกล่อมให้พ่อไปบุกเบิกตลาดนอกฉินโจว! ส่วนตลาดฉินโจวก็แค่รักษาสถานการณ์ที่เป็นอยู่เอาไว้ก่อนได้ไม่ใช่หรือ?
ยังไงตนก็อยู่ปีสามแล้ว เหลืออีกแค่เทอมเดียวก็จะขึ้นปีสี่ ถึงตอนนั้นที่วิทยาลัยก็แทบจะไม่มีเรียนแล้ว หลินจือไป๋มีเวลาเหลือเฟือที่จะคอยพิชิตตลาดนอกฉินโจว!