ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 310 จี้เฉวียนไท่: ไปตี้ก็แค่ใบไม้เขียว!
“จี้เฉวียนไท่ เธอคือศิษย์ที่ฉันภูมิใจที่สุด”
ในห้องหนังสือที่มีกลิ่นอายโบราณ ชายวัยประมาณหกสิบปีเอ่ยขึ้น พลางเงยหน้ามองร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มที่อยู่หน้าโต๊ะทำงานด้วยสีหน้าพึงพอใจ “การประชุมกวีนิพนธ์เมื่อปีที่แล้ว ผลงานของเธอนับว่ารองแค่หลีเจิงฮุยเท่านั้น ได้รับการยอมรับจากคนในวงการ แต่ระดับนี้ยังไม่พอ การประชุมปีนี้ต่างหากคือศึกที่แท้จริงที่เธอจะได้สร้างชื่อเสียง!”
“อาจารย์ ผมจะพยายามสุดความสามารถ ไม่ทำให้ท่านผิดหวังครับ!”
จี้เฉวียนไท่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เพื่อการประชุมปีนี้เขาเตรียมตัวมานานแล้ว พรุ่งนี้เขาจะต้องสร้างความประทับใจให้ทุกคนให้ได้!
ชายผู้นั้นยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า “คนรุ่นเก่าอย่างพวกฉันก็แก่กันแล้ว ต่อไปวงการวรรณกรรมฉินโจวจะเป็นของคนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอ ในเมื่อเธอมีความรู้ความสามารถไม่ธรรมดา ก็ควรต่อสู้เพื่อเป็นผู้นำด้านวรรณกรรมของคนรุ่นใหม่ อาจารย์ช่วยเธอได้ไม่มาก แต่ช่วยทักทายเพื่อนเก่ากลุ่มนั้นให้เธอก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ท้ายที่สุดแล้วการประชุมก็ต้องดูที่ผลงานของเธอเองอยู่ดีนะ”
“ขอบคุณอาจารย์ครับ!”
จี้เฉวียนไท่สีหน้ายินดี แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าสิ่งที่อาจารย์เรียกว่า ‘ไปทักทายเพื่อนเก่า’ หมายความว่าอย่างไร การจะโดดเด่นในวงการวรรณกรรมไม่เพียงแต่ต้องมีความสามารถจริงๆ เท่านั้น แต่ยังต้องมีการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจด้วย อาจารย์ของเขาคือ เจียงเฮอ! บุคคลทรงอำนาจที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และยังเป็นรองประธานสมาคมวรรณกรรมฉินโจวด้วย!
มีอาจารย์เช่นนี้หนุนหลัง ตนจะยังกลัวอะไร?
ในเวลานี้เอง โทรศัพท์ของเจียงเฮอก็ดังขึ้น เขารับสาย ไม่รู้อีกฝ่ายพูดอะไร คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย “ฉันรู้แล้ว”
หลังจากวางสาย สีหน้าของเจียงเฮอก็ดูไม่ค่อยดีนัก จี้เฉวียนไท่ใจเต้น “อาจารย์ครับ มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหรอครับ?”
เจียงเฮอส่ายหน้าเบาๆ “ก็ไม่ถึงกับเปลี่ยนแปลงหรอก แค่จ้าวหรูให้โควตาคำเชิญของเธอกับดาราในวงการบันเทิงคนหนึ่ง ยายจ้าวคนนี้ช่างหาทำเรื่องไร้สาระจริงๆ”
“ดารา?” จี้เฉวียนไท่รู้สึกงุนงง “การประชุมกวีนิพนธ์เป็นงานใหญ่ เชิญดารามาทำอะไร ไม่กลัวว่าจะก่อให้เกิดข้อพิพาทเหรอครับ?”
“ตามหลักแล้วการเชิญดารามาก็ไม่ค่อยเหมาะสมนักหรอก” เจียงเฮอกล่าวอย่างจนใจ “แต่ดาราคนนี้ไม่เหมือนคนทั่วไป เขาคือไปตี้ หรือก็คือหลินจือไป๋ ถึงเขาจะไม่ใช่คนในวงการเรา แต่เขาก็มีชื่อเสียงด้านความสามารถอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้วิทยาลัยศิลปะฉินโจวก็จัดงานแข่งขันโคลงคู่อะไรนั่นไม่ใช่เหรอ หลินจือไป๋เอาชนะโจวไท่และได้แชมป์ไป เพราะงั้นยายจ้าวเลยเชิญเขามา และสุดท้ายทางเบื้องบนก็ยอมตกลง”
“หลินจือไป๋เหรอครับ”
จี้เฉวียนไท่แววตาเป็นประกาย พึมพำเบาๆ ว่า “[ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ] นี่คือโคลงคู่ชั่วกาลที่หลินจือไป๋ทิ้งไว้ในการแข่งขันครั้งก่อน”
ทั่วทั้งวงการวรรณกรรมต่างก็เคยได้ยิน แน่นอนว่าจี้เฉวียนไท่ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขาถึงกับใช้เวลาหลายวันหลายคืนเพื่อพยายามแต่งโคลงคู่โต้กลับแต่ก็ไม่สำเร็จ แม้แต่ตัวเขาเองที่ไม่ค่อยสนใจวงการบันเทิงก็ยังจำชื่อหลินจือไป๋ได้
“ถ้าการประชุมมีการทดสอบโคลงคู่ งั้นการมีอยู่ของหลินจือไป๋ก็ยุ่งยากจริงๆ”
เจียงเฮอกล่าวอย่างเรียบเฉย “แต่พวกเราไม่ได้จะทดสอบโคลงคู่ ดังนั้นคนคนนี้ไม่น่ากังวลหรอก”
จี้เฉวียนไท่หัวเราะ “อาจารย์พูดถูกครับ การแต่งโคลงคู่เป็นแค่กิจกรรมยามว่างเพื่อความบันเทิงเท่านั้น เป็นแค่วิชาเล็กน้อย หลินจือไป๋ทุ่มเทค้นคว้าเรื่องพวกนี้คงจะใช้ความพยายามไปไม่น้อย ไม่จำเป็นเลย แถมยังไร้ความหมาย”
“อืม” เจียงเฮอพยักหน้า “เธอไม่ต้องไปสนใจหลินจือไป๋ ถึงจะอายุพอๆ กัน แต่การประชุมกวีนิพนธ์ฉินโจวก็ยังไม่ถึงคิวให้ดาราตัวเล็กๆ ที่อยู่ในวงการบันเทิงมาแสดงความสามารถหรอก”
“ครับ” จี้เฉวียนไท่เดินออกจากห้องหนังสือด้วยความเคารพ
เมื่อเดินออกมา มีเพื่อนคนหนึ่งยืนรออยู่ที่ประตู “จี้เฉวียนไท่! สมาคมวรรณกรรมเพิ่งปล่อยรายชื่อผู้เข้าร่วมออกมา การประชุมครั้งนี้มีชื่อของไปตี้อยู่ด้วย!”
“ฉันรู้แล้ว” จี้เฉวียนไท่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ดาราในวงการบันเทิงมางานประชุมกวีนิพนธ์ ก็สร้างกระแสอะไรไม่ได้หรอก ไม่แน่อาจทำให้ตัวเองอับอายขายหน้าด้วยซ้ำ”
จี้เฉวียนไท่ยินดีมากที่ไปตี้เข้าร่วม! ไม่ใช่เพราะเขาใจกว้าง แต่เพราะเขามีแผนการของตัวเอง
ต้องรู้ว่าไปตี้มีชื่อเสียงโด่งดัง แม้แต่ปรมาจารย์โคลงกลอนหลายท่าน หากเทียบเฉพาะอิทธิพลในฉินโจวก็ยังสู้ไปตี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ! การมีคนแบบนี้เข้าร่วมย่อมเพิ่มความสนใจให้กับงานได้อย่างแน่นอน
ส่วนจี้เฉวียนไท่ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปทั่วหล้าในการประชุมครั้งนี้ จะขาด ‘ใบไม้เขียว’ คอยส่งเสริมได้อย่างไร? ไปตี้ดูจะเป็นใบไม้เขียวที่สมบูรณ์แบบมากเลยละ!
หากตนโดดเด่นในการประชุมนี้ได้ ก็จะทำให้ไปตี้มัวหมอง เรียกให้แฟนคลับของเขาและชาวเน็ตนับไม่ถ้วนได้เห็นด้านที่ตื้นเขินของดาราชื่อดัง ทุกคนจะต้องจดจำชื่อ ‘จี้เฉวียนไท่’ ได้อย่างแน่นอน! คนในโลกจะพบว่า สิ่งที่เรียกว่าดาราชื่อดังก็เป็นแค่นั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าอัจฉริยะวรรณกรรมอย่างตน!
เพื่อนเห็นจี้เฉวียนไท่มีสีหน้าผ่อนคลายก็ยิ้มออกมา “ดูเหมือนนายจะมีความมั่นใจมากเลยนะ งั้นฉันก็สบายใจแล้วละ แต่ไปตี้ไม่ใช่ดาราในความหมายเดิมๆ หรอกนะ เขาเป็นคุณชายตระกูลเศรษฐีที่สูงส่ง ขณะเดียวกันก็เป็นนักแต่งเพลงด้วย การแต่งเนื้อร้องทำนองเพลงคือสิ่งที่เขาถนัดเป็นพิเศษ เก่งเรื่องต่อโคลงคู่โดยเฉพาะ ไม่แน่ด้านโคลงกลอนก็อาจจะมีความสามารถอยู่บ้าง”
จี้เฉวียนไท่ไม่พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มจางๆ ยิ่งไปตี้เก่งเท่าไหร่ เวลาที่ตนได้เหยียบย่ำก็จะยิ่งสะใจเท่านั้นไม่ใช่เหรอ?
“จริงสิ” เพื่อนพูดต่อ “พูดถึงไปตี้คนนี้ เมื่อกี้ตอนที่กำลังรอนายอยู่ มีคนติดต่อฉันมาด้วย…”
“ใคร?”
“ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของไปตี้ เขาอยากขอให้นายช่วยเล็กๆ น้อยๆ ในการประมูลครั้งหน้า เขาจะซื้อผลงานเขียนพู่กันและภาพวาดของนายเอง ส่วนราคาคุยกันได้”
จี้เฉวียนไท่ดวงตาเป็นประกาย! ลูกพี่ลูกน้องของไปตี้เนี่ยนะ! นี่มันพอบุญทุ่มโบกธนบัตรชัดๆ! สำหรับคนอย่างจี้เฉวียนไท่ สิ่งที่เขาต้องการคือชื่อเสียง แต่การหาเลี้ยงชีพก็อาศัยชื่อเสียงเช่นกัน เมื่อมีชื่อเสียง งานเขียนของเขาก็จะมีมูลค่า และจะมีเหล่าผู้ใจบุญที่ชอบทำตัวเป็นคนมีรสนิยมทางศิลปะมาซื้อไป! เมื่อมีผู้อุปถัมภ์สนับสนุน ชื่อเสียงของเขาก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น
ในบางมุม เมื่อผู้คนพูดถึงชื่อศิลปิน สิ่งที่พูดถึงมากที่สุดกลับไม่ใช่ความสามารถ แต่เป็นราคาที่ผลงานของเขาขายได้ต่างหาก! ใครบอกว่าบัณฑิตรังเกียจกลิ่นเงิน? อย่างน้อยจี้เฉวียนไท่ก็ไม่รังเกียจ เขาศึกษาโคลงกลอนการเขียนพู่กันและภาพวาดเพื่อความชอบ และก็เพื่อหาเงิน สมัยนี้ถ้าไม่มีผู้อุปถัมภ์คอยสนับสนุน ไม่มีทีมงานบริหารจัดการ การจะโดดเด่นขึ้นมาด้วยความสามารถเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องยากลำบากขนาดไหน?
วันรุ่งขึ้น หลินจือไป๋ตื่นนอนมากินอาหารเช้า
แม่พูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ลูกชาย ถ้าลูกไปงานประชุมกวีนิพนธ์แล้ว อย่าลืมขอผลงานเขียนพู่กันจากปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมเหล่านั้นสักสองสามชิ้นนะ แม่จะเอาไปแขวนบนผนังห้องนั่งเล่น เผื่อมีแขกมาจะได้ไม่อายเขา”
หลินเซิ่งเทียนยิ้มกล่าว “แม่ก็ซื้อเองไปเลยสิครับ ไม่ใช่ว่าแม่ซื้อไม่ไหวสักหน่อย”
แม่หัวเราะ “ซื้อภาพเขียนนะแม่เสียดายเงิน ยังไงแม่ก็ดูเรื่องพวกนี้ไม่เข้าใจอยู่ดี จะต้องเสแสร้งทำเป็นชื่นชมศิลปะไปทำไม แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟรี จะเสแสร้งชื่นชมศิลปะสักหน่อยจะเป็นอะไรไป ลูกไม่รู้หรอก ครั้งที่แล้วแม่ไปร่วมงานประมูลกับเพื่อน แค่ภาพวาดทิวทัศน์ง่ายๆ ภาพเดียวก็ขายได้ตั้งเจ็ดล้านแล้ว!”
“ราคานี้ไม่ต่ำเลยนะ” หลินซีที่กินชาลาเปาเสร็จ เช็ดปากอย่างสง่างามแล้วกล่าวว่า “ผลงานของปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมในช่วงไม่กี่ปีนี้ ผลงานของจิตรกรชั้นนำร่วมสมัยบางคน ราคาขายสูงสุดก็ไม่เกินยี่สิบล้าน”
พ่อตกใจ “ยี่สิบล้าน!?”
หลินซีเบ้ปาก “จะคุ้มค่าราคานี้ไหมก็แล้วแต่คนมอง ยังไงคนในวงการวรรณกรรมพวกนี้ ยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ ราคางานก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น แต่โดยพื้นฐานแล้วก็คล้ายกับวงการบันเทิงของเรา เบื้องหลังมีทีมงานคอยปั่นราคา ถึงขนาดมีผลงานหลายชิ้นที่เป็นแค่เกมของนายทุน ภาพวาดของนาย ฉันจะใช้เงินห้าล้านซื้อ ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วทั้งนั้น แล้วพอมูลค่าของนายถูกปั่นขึ้นไปทำกำไรได้ ก็ต้องแบ่งส่วนให้ฉันมากขึ้น”
พ่อส่ายหน้า “ตามที่ลูกพูด คนที่อยู่ในวงการวรรณกรรมก็ไม่ได้สูงส่งขนาดนั้น”
หลินซียิ้มกล่าว “คนในวงการวรรณกรรมบางคนมีความสามารถจริงๆ และพวกเขาก็ดูถูกการกระทำแบบนี้ แต่บางคนก็อาศัยการปั่นกระแสหาเลี้ยงชีพ และยังมีบางที่เป็นพวกมีทั้งความสามารถและยังร่วมมือกับผู้อุปถัมภ์ปั่นราคาตัวเองด้วย คนกลุ่มนี้แหละใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบายที่สุด”
หลินจือไป๋พูดแทรก “พี่รู้เรื่องดีจัง”
หลินซียักไหล่ “ยังไงพี่ก็ถือว่าเป็นเศรษฐีนีตัวเล็กๆ ละนะ ผู้อุปถัมภ์เบื้องหลังปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมหลายคนก็มาจากวงการเรานี่แหละ ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่ยุคปัจจุบันเลย แม้แต่ภาพวาดที่มีชื่อเสียงในอดีต ราคาก็ถูกปั่นให้สูงเกินจริง ข้างในมีองค์ประกอบของการปั่นราคาอยู่ไม่น้อย ถึงขั้นเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินด้วยซ้ำ”
“ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนแนวคิดดูไหมครับ” หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “ผมจะไปสร้างชื่อเสียงในฐานะปรมาจารย์ด้านวรรณกรรม หลังจากนั้นผลงานของผมก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น”
“นั่นก็เป็นเรื่องดี” หลินซีมองหลินจือไป๋ “แต่การประชุมกวีนิพนธ์มีมาตรฐานสูงขนาดนั้น ความรู้ของนายจะพอใช้เหรอ?”
หลินจือไป๋ฮึดฮัด “น้องชายคนที่สองของพี่คนนี้ไร้เทียมทานนะครับ”
คนในครอบครัวหัวเราะลั่น ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แค่ดีใจที่หลินจือไป๋จะได้ไปเปิดตัวในการประชุม
หลังกินข้าวเสร็จ หลินจือไป๋เข้าอินเทอร์เน็ต พบว่าช่องแสดงความคิดเห็นบนแพลตฟอร์มจี๋กวงของเขาทั้งหมด ล้วนกำลังพูดถึงเรื่องที่เขาจะเข้าร่วมการประชุมกวีนิพนธ์
“ไปตี้เข้าร่วมการประชุมกวีนิพนธ์ ถือว่าข้ามมาสู่วงการวรรณกรรมสำเร็จแล้วใช่ไหม?”
“ยังไงคนที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมกวีนิพนธ์ ล้วนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการวรรณกรรมฉินโจวของเราทั้งนั้น”
“นั่นต้องดูว่าระดับโคลงกลอนของไปตี้เป็นยังไงละนะ”
“ฉันว่าคนที่เก่งโคลงคู่ขนาดนั้น ต่อให้โคลงกลอนจะไม่เก่งมาก ก็คงไม่แย่เท่าไหร่หรอก”
“การประชุมกวีนิพนธ์ดูเหมือนจะตั้งโจทย์แบบสุ่ม ต้องดูความสามารถเฉพาะหน้าด้วย”
“ไม่เป็นไร แค่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมก็ดีแล้ว ทุกคนอย่ากดดันอาจารย์ไปตี้เลย”
“พวกเราทำตัวให้เงียบๆ หน่อย ยังไงก็ได้คุณสมบัติเข้าร่วมการประชุมกวีนิพนธ์มาแล้ว ทั่วทั้งวงการบันเทิง นอกจากไปตี้แล้วยังมีใครอีกที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานใหญ่ของวงการวรรณกรรมอย่างการประชุมกวีนิพนธ์อีก!”
หลินจือไป๋อ่านอย่างเพลิดเพลิน คอมเมนต์ของทุกคนเป็นไปในเชิงบวก ให้กำลังใจเป็นหลัก ชื่นชมเป็นรอง ทำให้อ่านแล้วรู้สึกสบายใจมาก
แต่แล้ว ในขณะที่หลินจือไป๋กำลังดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องอยู่นั้น ก็มีความเห็นไม่เข้าพวกโผล่ออกมา!
[การประชุมกวีนิพนธ์เป็นงานใหญ่ของวงการวรรณกรรมฉินโจว เวทีที่สงางามแบบนี้ ดาราในวงการบันเทิงก็เข้าร่วมได้ตั้งแต่เมื่อไหร่?]
คนผู้นี้ชื่อ ‘อาเหลย’ น่าจะเป็นนามปากกาของนักเขียนอะไรทำนองนั้น แพลตฟอร์มจี๋กวงรับรองตำแหน่งมากมายให้เขา: รองผู้อำนวยการสมาคมวรรณกรรมฉินโจว, นักกวี, นักแต่งเพลง, จิตรกร, นักเขียนพู่กัน!
เมื่อดูจำนวนแฟนคลับ ปรากฏว่ามีเกือบสิบล้านคน! ทันทีที่คำพูดนี้โผล่ออกมา ต่อให้เป็นคนโง่ก็รู้ว่าอาเหลยหมายถึงดาราคนไหน
เทียบจำนวนแฟนคลับ? จำนวนแฟนคลับบนแพลตฟอร์มจี๋กวงของไปตี้ตอนนี้สูงถึงประมาณห้าสิบล้านคน ไม่ใช่ระดับเดียวกันเลย! ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากตอบโต้ในช่องคอมเมนต์ของอาเหลยทันที:
“ดาราห้ามเข้าร่วมการประชุมกวีนิพนธ์แล้วจะทำไม? นายคิดว่าไปตี้เป็นดาราประเภทไหนเหรอ เขาเป็นนักแต่งคำร้องนักแต่งทำนอง!”
“ถ้าพูดกันอย่างเคร่งครัดคือเป็นคนทำงานเบื้องหลัง! นายจะถือว่าไปตี้เป็นดาราในวงการบันเทิงทั่วไปก็ช่างเถอะ แต่บางเรื่องนายควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนแล้วมาค่อยพูดนะ”
“พรสวรรค์ของไปตี้นะ ได้แสดงให้เห็นตั้งแต่การแข่งขันโคลงคู่ครั้งก่อนแล้ว!”
“อาจารย์อาเหลยแต่งโคลงคู่โต้กลับ [ควันหมอกคลอรัดกิ่งหลิวเหนือสระ] ได้ไหมคะ?”
“อาจารย์อาเหลยท่านมีอคติ!”
“ไปตี้ได้รับเชิญจากการประชุมกวีนิพนธ์ถึงเข้าร่วมนะครับ”
การโจมตีของอาเหลยคนนี้ค่อนข้างกะทันหัน หลินจือไป๋เห็นแล้วก็ขี้เกียจใส่ใจ คิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ไม่แน่อีกฝ่ายอาจเป็นแค่นักเลงคีย์บอร์ดที่เห็นหัวข้อ ‘ดาราในวงการบันเทิงเข้าร่วมการประชุมกวีนิพนธ์’ แล้วพลันเกิดอารมณ์ขึ้นมาก็ได้
แต่แล้ว สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา ทำให้หลินจือไป๋ค่อยๆ ตระหนักว่าเรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่เห็น เพราะมีคนดังในวงการวรรณกรรมอีกหลายคนออกมาแสดงความคิดเห็น!
กวีชื่อดัง จ้าวซิน: [ขอให้ความรู้กับทุกท่านเกี่ยวกับสถานการณ์นี้หน่อยนะ การเชิญเข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์แบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือรายชื่อผู้ที่ได้รับเชิญชุดแรกที่สมาคมวรรณกรรมตัดสินใจจากการประชุม ซึ่งผู้ที่อยู่ในรายชื่อนี้ล้วนเป็นอาจารย์ผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในแวดวงวรรณกรรมฉินโจว ประเภทที่สองคือการแนะนำจากผู้ใหญ่ในวงการวรรณกรรม ซึ่งปกติจะใช้เพื่อสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ดาราคนดังบางคนก็มาด้วยวิธีนี้นี่แหละ ดังนั้นถ้าพูดอย่างเคร่งครัด เขาไม่ได้ถูกเชิญโดยสมาพันธ์วรรณกรรมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด]
นักเขียน อันอัน: [รายชื่อที่ผู้อาวุโสแนะนำนั้น โดยเจตนาเดิมคือการสนับสนุนบุคคลรุ่นหลังที่มีศักยภาพสูง แต่ก็มักจะมีบางคนที่ไม่มีความสามารถที่แท้จริง แต่กลับพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อจะเข้าร่วมงานและสร้างโปรไฟล์ แถมยังต้องหาผู้อาวุโสมาช่วยรับรองและใช้เส้นสายเข้าประตูหลังอีก ฉันไม่ได้เจาะจงว่าใครหรอกนะ แค่เจาะจงที่ปรากฏการณ์แบบนี้เท่านั้น]
เยี่ยมไปเลย ต้องระบุชื่อถึงจะถือว่าเจาะจงว่าเป็นฉันสินะ?
หลินจือไป๋กลอกตามองบน ตนเป็นถึงไปตี้เชียวนะ! ไม่ใช่คนตัวเล็กๆ อีกแล้ว คนเหล่านี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือความรู้สึกก็ไม่ควรจะโจมตีตนอย่างรุนแรง มันไม่สมเหตุสมผลเลย ยกเว้น…
เบื้องหลังขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์!
ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของคนเหล่านี้ซ่อนใครอยู่กันแน่ หลินจือไป๋คิดดูแล้ว คนที่มีปัญหากับเขาต่างก็แซ่หลิน เรื่องนี้ส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นครอบครัวลุงใหญ่ ลุงรอง และลุงสาม
“คิดจะทำลายชื่อเสียงของฉันด้วยการประชุมกวีนิพนธ์งั้นเหรอ?”
เมื่อก่อนตัวตนของไปตี้ไม่ถูกเปิดเผย บ้านลุงทั้งหลายจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มโจมตีจากตรงไหนดี ตอนนี้ตัวตนของไปตี้ถูกเปิดเผยแล้ว ความถี่ในการปรากฏตัวของหลินจือไป๋ในสื่อก็สูงขึ้น กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ลงมือได้
ถ้าอย่างนั้น ก็รอดูว่าการประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นบ้าง!