ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 312 งานประชุมกวีนิพนธ์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!
- Home
- ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์
- ตอนที่ 312 งานประชุมกวีนิพนธ์เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ!
สำหรับคนนอก มองว่าการประลองโคลงคู่บนโลกออนไลน์ครั้งนี้ ไปตี้คงทำให้พวกนักเขียนอย่างเกออูโกรธแค้นหนัก
แต่ในมุมมองของหลินจือไป๋ คนเหล่านั้นต่างหากที่บังอาจมาล่วงเกินเขา พวกเขาเริ่มจากการระดมโจมตีทางอินเทอร์เน็ต ทำลายชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของตนก่อน แล้วก็มาใช้โคลงคู่มาเสียดสีเหน็บแนมต่างๆ นานา
หลินจือไป๋ทนไม่ได้ และไม่อยากจะทนด้วย เขาเป็นคนที่ฝังใจกับเรื่องบาดหมางมาแต่ไหนแต่ไร ขณะที่ข่าวต่างๆ ประโคมออกไป พวกเกออูก็เสียหน้าไปไม่น้อย
คราวนี้มีคนในวงการวรรณกรรมออกมาไม่ยอมรับว่า การแต่งโคลงคู่ก็เป็นแค่การหยอกล้อ สนุกสนานยามว่างหลังอาหารเท่านั้น
‘การประลองโคลงคู่ไม่ได้ดูดีมีสกุลไปกว่าการชนจิ้งหรีดสักเท่าไหร่หรอก’
‘จะแพหรือชนะมันบอกอะไรได้?’
‘ถ้าซูเปอร์สตาร์คนดังมีพรสวรรค์จริงๆ ก็ไปดูกันในงานประชุมกวีนิพนธ์เลยดีกว่า ยังไงซะจะเชิญหรือไม่เชิญ เขาก็ใช้เส้นสายเข้ามาอยู่แล้วนี่’
‘หวังว่าในงานประชุมกวีนิพนธ์ ซูเปอร์สตาร์คนดังจะยังพูดจาฉะฉานได้แบบนี้อยู่นะ’
‘ก็แค่ใช้ความถนัดของตัวเองโจมตีจุดอ่อนของคนอื่นเท่านั้นแหละ’
‘ช่างเป็นวาจาสยบผู้คนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ซูเปอร์สตาร์คนดังคิดจะมาเป็นศัตรูกับวงการวรรณกรรมของฉินโจวเหรอ?’
‘อย่าไปแกล้งตายในงานประชุมกวีนิพนธ์ซะละ!’
พวกเกออูมีเพื่อนฝูงในวงการวรรณกรรมมากมาย พริบตาเดียวก็สามารถสร้างกระแสสนับสนุนขึ้นมาได้ ทำเอาชาวเน็ตที่สนับสนุนหลินจือไป๋รู้สึกเดือดดาล
นี่ถึงกับบอกว่าไปตี้ใช้ความถนัดของตัวเองไปโจมตีจุดอ่อนของคนอื่นเหรอ?
เห็นกันอยู่ว่าการประลองโคลงคู่นี้เป็นพวกเขาทีเริ่มก่อน ไปตี้ก็แค่ตอบโต้เท่านั้น!
พอสู้โคลงคู่กับไปตี้ไม่ได้ ก็เริ่มยกเรื่องไร้สาระพวกนี้ขึ้นมาพูด แถมยังบอกว่าโคลงคู่เป็นแค่การหยอกล้อยามว่าง?
ที่พูดแบบนี้เพราะแพ้แล้วใช่ไหมล่ะ! ถ้าชนะคงไม่พูดแบบนี้แน่นอนละ! ไอ้พวกสองมาตรฐาน!
หลังจากได้รับการสนับสนุนจากกองทัพนักเขียน พวกเกออูและอาเหลย ซึ่งเป็นแม่ทัพที่พ่ายแพ้ก็กลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง พวกเขาแท็กหาไปตี้ในโลกออนไลน์และท้าทายว่า
“พวกเราจะรอนายอยู่ที่งานประชุมกวีนิพนธ์!”
ครั้งนี้หลินจือไป๋ไม่ตอบกลับ แต่ชาวเน็ตที่สนับสนุนไปตี้ต่างก็ลุ้นจนตัวเกร็ง โดยเฉพาะแฟนคลับยิ่งเต็มไปด้วยความกังวล แม้ว่าพวกเกออูจะดูไร้ยางอายไปบ้าง แต่ระดับความสามารถด้านบทกวีของพวกเขานั้นเก่งกาจจริงๆ
‘สถานการณ์ไม่ค่อยดีเลย คนพวกนี้จะรวมหัวกันเล่นงานไปตี้!’
‘ถึงตอนนั้นไปตี้คงโดนรุมแน่ๆ!’
‘ถึงฉันจะเชื่อว่าโคลงคู่ไปตี้เก่งขนาดนี้ บทกวีก็คงพอจะมีความรู้อยู่บ้าง แต่พวกเกออูนี่คือคนที่ศึกษาบทกวีมาหลายปีเลยนะ!’
‘แล้วจะทำยังไงดี? ไม่งั้นก็อย่าไปเข้าร่วมเลยดีไหม รู้ทั้งรู้วาคนพวกนี้ไม่หวังดีจะไปทำไม?’
‘ถ้าไม่ไป พวกนั้นต้องพูดจาแย่ๆ แน่ คงจะเหน็บแนมว่าไปตี้รู้ตัวว่าความสามารถไม่พอเลยกลัวพวกเขา’
‘ไม่ว่ายังไงฉันก็จะสนับสนุนไปตี้!’
‘อย่างมากก็แค่ทำตัวเงียบๆ ตอนงานประชุมกวีนิพนธ์ไป จะได้ไม่เปิดโอกาสให้คนพวกนี้โจมตี’
‘ยากจัง! คนพวกนี้ตั้งใจหาเรื่องคงเลี่ยงยาก!’
ขณะที่เหล่าแฟนคลับกำลังกังวล แฟนคลับของพวกเกออูกลับรู้สึกฮึกเหิมและพูดจาเหน็บแนมต่างๆ นานาว่า
‘คุณหนูลูกเศรษฐีผู้นี้ คงรู้ถึงความหวาดกลัวแล้วสินะ?’
‘ถ้ากลัวก็ยอมแพ้แล้วถอนตัวออกไปเถอะ อย่างมากพวกเราก็แค่หัวเราะเยาะนายสองสามประโยค!’
‘เรื่องโคลงคู่นายเป็นมืออาชีพ แต่บทกวีนายนับเป็นอะไร? บทกวีวิจิตรบรรจงไม่ใช่โคลงคู่จะเทียบได้!’
‘พรสวรรค์ล้นเหลือ? งานประชุมกวีนิพนธ์จะต้องเผยร่างจริงของนายออกมาให้ได้!’
‘ไปตี้ยังหนุ่มอยู่ไม่ใช่เหรอ ถึงตอนนั้นให้เขาไปประลองบทกวีกับจี้เฉวียนไทที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันดูสิ (อิโมจิหมา)’
‘ฮ่าๆ ประลองบทกวีไปตี้สิบคนก็สู้จี้เฉวียนไทไม่ได้หรอก!’
ไปตี้: ไม่เป็นไร โคลงคู่ฉันต่อยหนัก บทกวีข้าขอนอบน้อม
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ในใจคนพวกนี้ก็กังวลว่าไปตี้จะถอนตัวจริงๆ จึงมีบางคนถึงกับใช้วิธียั่วยุ
อันที่จริงพวกเขาคิดเยอะไปแล้ว งานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้ หลินจือไป๋ต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรเสียบรรยากาศได้ถูกโหมโรงมาถึงจุดนี้แล้ว ถ้าไม่ไปโชว์ฝีมือในงานประชุมกวีนิพนธ์ ภาพลักษณ์ต่อสาธารณะของไปตี้คงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
ในวันที่ห้า เจ้าหน้าที่ของงานประชุมกวีนิพนธ์ยังโทรมาหาหลินจือไป๋
“สวัสดีครับ ใช่จารย์ไปตี้ไหมครับ”
“ผมเองครับ”
“คุณยืนยันเข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้ไหมครับ?”
คำพูดของอีกฝ่ายค่อนข้างอ้อมค้อมและมีความลังเลอยู่บ้าง เพราะเรื่องที่ไปตี้มีปัญหากับรุ่นพี่หลายคนในวงการวรรณกรรมบนโลกออนไลน์ ตอนนี้ใครๆ ต่างก็รู้กันทั่วแล้ว
หลินจือไป๋กล่าวว่า “ยืนยันครับ”
เมื่อเห็นหลินจือไป๋ตอบรับอย่างหนักแน่น อีกฝ่ายก็รู้สึกชื่นชมในความกล้าหาญของเขาอยู่บ้าง และกล่าวอย่างจริงจังว่า
“ถ้าอย่างนั้น ขอเรียนเชิญคุณเดินทางมาที่ อุทยานอิงเหมย ชานเมืองลั่วเฉิง ก่อนบ่ายสองของวันที่เจ็ดนะครับ ที่นี่คือสถานที่จัดงานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนี้ของเรา”
สองวันต่อมา หน้าประตูสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในชานเมืองลั่วเฉิง มีผู้คนมากมายแออัด ที่นี่คือสถานที่จัดงานประชุมกวีนิพนธ์
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่จัดงานต่างก็สวมใส่ชุดยาวแบบจีนโบราณ คอยต้อนรับขับสู้เหล่าปัญญาชนชั้นนำที่เดินทางมาจากทั่วทุกพื้นที่ของฉินโจวอย่างต่อเนื่อง
สถานที่แห่งนี้คือ อุทยานอิงเหมย
อุทยานอิงเหมยเป็นหนึ่งในสี่อุทยานที่ขึ้นชื่อที่สุดของฉินโจว ออกแบบโดยอิงจากทัศนียภาพของภูเขาและแม่น้ำ รวมถึงฉากธรรมชาติ ทำให้ที่นี่ดูราวกับสวรรค์บนโลกมนุษย์
เขาหินจำลองขนาดเล็ก อาคารและรูปปั้นแกะสลักต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่เต็มไปด้วยบรรยากาศทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้มข้น เหมาะสมที่จะจัดงานประชุมกวีนิพนธ์อย่างยิ่ง
อันที่จริงในสมัยโบราณ อุทยานก็มักถูกใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์มนุษยชาติและภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ล้วนถูกสะท้อนอยู่ในทุกตารางนิ้วของสถานที่นั้นๆ
ด้านนอกอุทยานอิงเหมยมีระเบียงทางเดินยาว ขณะนี้งานประชุมกวีนิพนธ์ยังไม่ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ตัวแทนวงการวรรณกรรมจากทั่วฉินโจวกำลังรวมตัวกันอยู่ด้านหน้าระเบียงทางเดินตรงประตู ต่างก็เป็นคนรู้จักกัน กำลังพูดคุยกันอย่างสบายๆ
“สถานที่ที่นี้สวยงามมากเลย”
“ทุกท่านดูทางทิศตะวันออกสิครับ ตรงนั้นคือสถานีไปรษณีย์โบราณ สิ่งที่ทำให้อุทยานอิงเหมยเป็นสถานที่ที่ดีงาม ก็เพราะสถาปัตยกรรมโบราณพวกนี้ยังได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ถึงจะผ่านไปหลายศตวรรษแล้วก็ตาม”
“ส่วนสะพานที่อยู่ด้านข้างนั้น ถูกสร้างขึ้นมานานหลายร้อยปีแล้ว น่าเสียดายที่ส่วนหนึ่งขาดหายไป เมื่อสองร้อยปีก่อน ทางผู้จัดทำยังลังเลอยู่ว่าจะบูรณะซ่อมแซมดีไหม”
“ทิวทัศน์ที่สวยงามที่สุดก็ยังอยู่ในอุทยาน”
“ข้างในเป็นอุทยานดอกเหมย ตอนนี้เดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่ดีที่ดอกเหมยจะบานพอดีเลย”
“แค่ อากาศค่อนข้างเย็นหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ ข้างในเตรียมสุราขาวแอลกอฮอล์ต่ำไว้ให้แล้ว ผู้จัดงานต้องการให้พวกเราเลียนแบบคนโบราณ สัมผัสความสนุกของการจิบสุราอุ่นครับ”
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน จู่ๆ ก็มีคนสังเกตเห็นกล้องและเลนส์ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าใกล้ๆ พลันกล่าวด้วยสีหน้าแปลกๆ ว่า
“พวกคุณรู้สึกไหมว่าปีนี้มีนักข่าวในงานประชุมกวีนิพนธ์เยอะเป็นพิเศษ?”
“แน่นอนว่าเยอะ” ข้างๆ มีคนพูดด้วยท่าทีเหยียดเล็กน้อย “ยังไงปีนี้ใครๆ ก็รู้ว่ามีคุณชายดาราคนหนึ่งจะมาร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์นี้ นักข่าวที่มีมากขึ้นก็มาเพราะเขาไง”
“เขาอยู่ไหนละ?”
“ยังไม่มาเลย”
“คงไม่ใช่ว่าไม่กล้ามาหรอกนะ”
พอพูดแบบนี้ ทุกคนก็หัวเราะร่วน
ขณะที่เสียงหัวเราะดังต่อเนื่อง ก็มีคนพูดขึ้นว่า “จี้เฉวียนไทมาแล้ว”
การปรากฏตัวของจี้เฉวียนไทสร้างความฮือฮาอย่างมาก เพราะเขาแสดงฝีมือได้อย่างยอดเยี่ยมในงานประชุมกวีนิพนธ์เมื่อปีก่อน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์
ขณะเดียวกัน เขาก็เป็นศิษย์รักที่สุดของเจียงเฮอ รองประธานสหพันธ์วรรณกรรม “บุตรแห่งสวรรค์” ในวงการวรรณกรรมของฉินโจว ดังนั้นทันทีที่เขาปรากฏตัว ก็ดึงดูดนักข่าวนับไม่ถ้วน!
จี้เฉวียนไทที่ถูกนักข่าวมากมายรุมล้อมยิ้มแป้น เหล่านักเขียนที่มาพร้อมกับเขารู้สึกอิจฉาริษยามาก
ทุกคนในวงการวรรณกรรมฉินโจวต่างก็มีชื่อเสียงด้านพรสวรรค์ แต่เมื่อคนเหล่านี้มารวมกัน ก็จะมีคนที่เป็นจุดสนใจอยู่เสมอ ซึ่งจี้เฉวียนไทเป็นคนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
เขามีพรสวรรค์ มีคนหนุนหลัง หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบัณฑิตเจ้าสำราญในยุคอดีต
ผู้คนตรงระเบียงทางเดินมองดูจี้เฉวียนไทที่ถูกนักข่าวล้อมไว้ พลางกระซิบกระซาบกัน
“จี้เฉวียนไทได้รับความนิยมจริงๆ เลยนะ”
“ถ้าปีก่อนนายทำได้ดีเหมือนจี้เฉวียนไท ปีนี้นายก็คงได้รับความนิยมมากเหมือนกัน”
“ไม่รู้ว่าปีนี้จี้เฉวียนไทจะแสดงฝีมือยังไงบ้าง”
“คงไม่แย่หรอก รองประธานเจียงเพิ่งสร้างกระแสให้เขาเมื่อเร็วๆ นี้เอง ผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างก็รับรองจี้เฉวียนไท บอกว่าเขามีหวังจะเป็นผู้นำคนหนุ่มสาวของวงการวรรณกรรมฉินโจวในอนาคต”
“งานประชุมกวีนิพนธ์ก็ยังเป็นเวทีหลักของพวกนักเขียนอยู่นั่นแหละ ต่อให้ดาราคนนั้นมา ก็คงจะไม่ได้รับความสนใจมากไปกว่าจี้เฉวียนไทหรอก”
“แน่นอน งานประชุมกวีนิพนธ์ไม่ใช่กิจกรรมของวงการบันเทิงซะหน่อย”
“เดี๋ยวก่อนนะ”
“นั่นอะไรนะ?”
ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีลมแรงพัดมา ทุกคนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง และเห็นเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งกำลังบินวนอยู่เหนือท้องฟ้า ราวกับจะลงจอดบนสนามหญ้า
ใครกันนะ! โอหังขนาดนี้เลย! นั่งเฮลิคอปเตอร์มาร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์!?
ทางจี้เฉวียนไทที่ถูกนักข่าวล้อมสัมภาษณ์ จู่ๆ ลมกระโชกแรงพัดผ่านมา ทรงผมพลันถูกเป่าจนกลายเป็นผมหน้าม้ารูปจุลภาคในทันที ตัวเขาเกือบจะทรงตัวไม่อยู่
จากนั้นก็เห็นเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งลงจอด ร่างสูงโปร่งที่สวมแว่นกันแดดก้าวออกมาจากด้านใน
“นั่นไปตี้นี่!”
นักข่าวคนหนึ่งตะโกนขึ้น จากนั้นก็หันกล้องวิดีโอแบกไหล่ พุ่งออกไปทันที ขณะเดียวกันนักข่าวคนอื่นๆ ก็พลันตื่นเต้น หันวิ่งตรงไปยังทิศทางของเฮลิคอปเตอร์ที่สนามหญ้าอย่างบ้าคลั่ง
ฝูงชนที่อยู่ด้านหน้าจี้เฉวียนไทพลันแตกฮือ เหลือเพียงนักข่าวไม่กี่คนที่ยังคงถือไมโครโฟนและกล้องเล็งไปที่เขา แต่พวกเขาก็ยังคงหันกลับไปมองครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับลังเลอยู่
พริบตาเดียว นักข่าวไม่กี่คนที่อยู่หน้าจี้เฉวียนไท กับฉากที่ไปตี้ถูกนักข่าวนับไม่ถ้วนรุมล้อมนั้น ก่อให้เกิดความแตกต่างที่ชัดเจนอย่างยิ่ง ความโดดเด่นทั้งหมดถูกดาราดังคนนั้นคว้าไปหมดแล้ว!
“เอ่อ…” เหล่านักเขียนบนระเบียงทางเดินต่างก็พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
ทั้งที่เป็นงานประชุมกวีนิพนธ์ นักข่าวที่มาส่วนใหญ่ก็มาจากสื่อด้านศิลปะและวัฒนธรรม ทำไมถึงแห่กันไปหาไปตี้กันหมดล่ะ?
จี้เฉวียนไทฝืนยิ้มออกมา รีบสะบัดตัวให้หลุดจากกลุ่มนักข่าวที่รุมล้อมอยู่ จากนั้นก็หันกลับไปมองทางไปตี้ด้วยแววตาลึกซึ้ง แฝงด้วยความอิจฉาริษยาปนขุ่นเคืองเล็กน้อย
อีกฝ่ายถูกผู้คนมากมายห้อมล้อม ทำให้เขาที่ยืนอยู่ตรงนี้เหมือนเป็นเพียงตัวประกอบ ช่างน่าอับอายและเสียหน้าจริงๆ!
แม่งเอ๊ย! เปิดตัวด้วยเฮลิคอปเตอร์! กล้าคิดออกมาได้ยังไง!
แต่หลินจือไป๋กลับรู้สึกพอใจกับวิธีเปิดตัวของตนเอง เขาตั้งใจสั่งเฮลิคอปเตอร์มาจากเลขาจินโดยเฉพาะ เพื่อให้การเปิดตัวของเขามีความน่าเกรงขามมากพอ
คนพวกนั้นไม่ได้บอกเหรอว่า ตนมาร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์ก็จะได้แต่หุบปากหางจุกตูด งั้นเขาก็ทำตรงกันข้ามซะเลย ต้องมาแบบจัดเต็ม!
ถ้าตนมาอย่างเรียบง่ายจริงๆ ก็ไม่สมกับที่พวกคนอย่างเกออูอุตส่าห์เรียกตน คำก็ ‘ซูเปอร์สตาร์คนดัง’ คำก็ ‘คุณชาย’ ขัดหน่อยนะสิ
แน่นอน เมื่อนักข่าวถามเขาว่าทำไมถึงนั่งเฮลิคอปเตอร์มา หลินจือไป๋ก็ให้เหตุผลอื่นทันที
“ผมรีบออกเดินทางไปหน่อย นั่งรถมาคงไม่ทัน นั่งเฮลิคอปเตอร์เร็วกว่าครับ”
มีแต่ผีแหละที่เชื่อแก! สมกับเป็นหลินจือไป๋จอมอวดดี!
การปรากฏตัวครั้งนี้ดูอวดดีจริงๆ แต่สิ่งที่ทุกคนสนใจมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องนี้ นักข่าวต่างแย่งกันถามคำถามเดียวกันว่า
“คุณมองการตั้งคำถามของคนในวงการวรรณกรรมยังไงคะ?”
นี่คือหัวข้อที่ทุกคนสนใจมากที่สุด พวกเขาต้องการรู้ว่าไปตี้จะตอบสนองอย่างไร หลินจือไป๋รู้ดีว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำถามนี้ได้ จึงพูดตลกครึ่งจริงจังครึ่ง
“แน่นอนว่ามองจากบนฟ้า เพราะผมมาด้วยเฮลิคอปเตอร์นี่ครับ”
นักข่าว: “…”
คิดว่าพวกเราไม่เข้าใจความหมายแฝงของนายเหรอ ที่บอกว่า ‘มองจากบนฟ้า’ แฝงหมายความว่านายก้มมองผู้ที่ตั้งคำถามเหล่านั้นจากเบื้องบนไม่ใช่เหรอ?
แต่ว่านี่คืองานประชุมกวีนิพนธ์นะ! คุณเปิดตัวอลังการขนาดนี้! คำพูดก็หยิ่งยโสขนาดนี้! แล้วจะเอาตัวรอดในงานประชุมกวีนิพนธ์ได้เหรอ?
ทุกคนเพิ่งเคยเห็นคนทำลายตัวเองด้วยการยกยอปอปั้นเองแบบนี้เป็นครั้งแรก ทำให้พวกนักข่าวถึงกับทำอะไรไม่ถูก
ต้องเข้าใจว่า ยิ่งไปตี้ทำตัวโอ้อวดมากเท่าไหร่ หากถึงเวลาเขาไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีในงานประชุมกวีนิพนธ์ได้ ก็จะยิ่งน่าอับอายมากเท่านั้นนะ!