ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 358 จะสนใจไปทำไมว่าฉันคือใคร?
ตอนที่ 358 จะสนใจไปทำไมว่าฉันคือใคร?
“เทพดาราร้อยลักษณ์!”
“เทพดาราร้อยลักษณ์!”
“เทพดาราร้อยลักษณ์!”
เมื่อเทพดาราร้อยลักษณ์กลับมายืนบนเวทีอีกครั้ง เสียงโห่ร้องเชียร์จากผู้ชมด้านล่างก็ยังคงดังระงมไม่ขาดสาย ดูจากปฏิกิริยาของทุกคน อันที่จริงต่อให้หลินจือไป๋ยังเน้นการสร้างสีสันรายการต่อไป เขาก็ยังคงได้รับการต้อนรับจากผู้คนนับไม่ถ้วน ดังนั้นถึงแม้เขาจะตั้งใจปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่ได้คิดจะทิ้งเอกลักษณ์เดิมของตัวเองไป
“รอบนี้จะร้องเพลงอะไรนะ?” หลี่เซียวจ้องมองเทพดาราร้อยลักษณ์
“ฮ่าๆ ใครจะสนว่าเทพดาราร้อยลักษณ์ร้องเพลงอะไรล่ะครับ คุณควรจะพูดว่าครั้งนี้คุณท่านเทพดาราของเราจะมามุกไหนมากกว่านะ” อิ้งเหวยหัวเราะพลางกล่าว
หานปัวหัวเราะตาม “อาจารย์เทพดาราร้อยลักษณ์เน้นสีสันของรายการเป็นหลักครับ”
เถียนเหวยเอ่ยขึ้นว่า “ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ผมก็ค่อนข้างคาดหวังใหอาจารย์เทพดาราร้อยลักษณ์ร้องเพลงจริงๆ จังๆ อยู่นะ…”
ด้านล่างเวที ผู้ชมเองก็กำลังพูดคุยกัน “แค่เทพดาราร้อยลักษณ์ไปยืนตรงนั้น ความคาดหวังของฉันก็เต็มพิกัดแล้ว!”
“นายแค่อยากเห็นเขาเล่นลูกไม้ต่างๆ ใช่ไหมล่ะ?”
“ความจริงฉันก็ชอบนะ แต่รู้สึกเหมือนเวทีของเขามีแต่ลูกไม้อย่างเดียวเลย…”
“แบบนี้ไม่ดีเหรอ?”
“มันก็ไม่ได้ไม่ดีหรอก แครู้สึกว่าขาดอะไรไปนิดหน่อย”
“แค่ฉันดูแล้วมีความสุขก็พอแล้ว”
“จะเอาแต่มีความสุขอย่างเดียวก็ไม่ได้ ยังไงก็เป็นการแข่งร้องเพลงนี่นา”
“ชู่ว!”
“จะเริ่มแล้ว!”
ในขณะที่ผู้ชมกำลังพูดคุยกันเบาๆ แสงไฟก็พลันมืดสลัวลง บนหน้าจอขนาดใหญ่ของเวทีปรากฏตัวอักษรเจ็ดตัว:
ไม่ต้องสนใจว่าฉันคือใคร!
ผู้ชมในฮอลล์ต่างพากันอึ้ง เพลง ‘ไม่ต้องสนใจว่าฉันคือใคร’ หากดูจากชื่อเพลงแล้วดูเหมือนจะจริงจังกว่าเมื่อก่อนมาก อย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่การเล่นสนุกอีกต่อไป แต่ดูเหมือนต้องการจะสื่อสารบางอย่าง เพราะตั้งแต่ทุกคนดูรายการ King of Mask Singer มา ก็อยากรู้เหลือเกินว่าเทพดาราร้อยลักษณ์คือใคร!
เหล่าทีมกรรมการนักทายเองก็สีหน้าเปลี่ยนไป ชื่อเพลงของเทพดาราร้อยลักษณ์ไม่ว่าล้อเล่นก็ดีหรือจริงจังก็ดี เหมือนเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างดีเสมอเลย รวมถึงนักร้องหน้ากากคนอื่นๆ ก็ใจเต้นขึ้นมาเช่นกัน
เล่นมุกอะไรอีก? หรือว่าครั้งนี้อยากจะร้องออกมาจากใจ?
ในขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดาไปต่างๆ นานา เทพดาราร้อยลักษณ์ก็ยกไมโครโฟนขึ้นและเริ่มการร้องเพลงในรอบนี้
“ฉันเหนื่อยล้านิดหน่อย ฉันคิดว่าฉันขาดคำปลอบโยน ชีวิตของฉันมันช่างจืดชืดเหลือเกิน ชีวิตเหี่ยวเฉาลงราวกับมวลผกา”
นับตั้งแต่ได้รับระบบมาตอนจบมัธยมปลาย และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำในชาติก่อน หลินจือไป๋ก็ตกอยู่ในสภาวะที่จิตใจตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามทำให้คุนเผิงแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่ลดละ ในใจไม่เคยลืมเป้าหมายในการแก้แค้นเลย
การที่ต้องการจะเอาชนะบรรดาลุงๆ เหล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ง่ายๆ กระบวนการนี้ย่อมเหนื่อยล้า! ชีวิตแน่นอนว่าต้องจืดชืด! เพราะหลายปีมานี้ ในแต่ละวันของหลินจือไป๋ ถ้าไม่เขียนหนังสือ ก็เอาแต่เขียนบทละคร หรือไม่ก็เขียนโปรเจกต์รายการวาไรตี้ และอื่นๆ อีกสารพัด แถมยังต้องแบ่งเวลาไปเรียนหนังสือ
ต่อให้มีความช่วยเหลือจากระบบ หลินจือไป๋ก็ไม่เคยย่อหย่อนเลย ไม่ยอมมีความรัก และทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานอย่างเต็มที่
แต่ทำไมตั้งแต่เข้าร่วมรายการ King of Mask Singer หลินจือไป๋ถึงได้ปลดปล่อยตัวตนออกมาอย่างเต็มที่ พาผู้ชมทั้งหัวเราะสนุกสนาน ทั้งอลหม่านอย่างไม่มีขีดจำกัดแบบนี้ล่ะ?
ง่ายมาก เพราะในขณะที่หลินจือไป๋ทำให้คุนเผิงเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ประกอบกับช่วงหลังมานี้ยังได้รับการยอมรับจากคุณปู่ ทำให้เขากับเป้าหมายเหลือระยะห่างอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น!
ดังนั้น เส้นด้ายที่ขึงตึงเส้นนั้นจึงเริ่มคลายตัวลงเป็นครั้งแรก คนเราเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดันมาต่อเนื่องยาวนาน ก็จำเป็นต้องปลดปล่อยให้มันสาแก่ใจแบบนี้แหละ
การเข้าร่วมรายการ King of Mask Singer คือหนทางที่หลินจือไป๋จะได้ผ่อนคลาย ปลดปล่อยตัวตน หรือแม้แต่สารภาพความในใจ
และเพลง ‘ไม่ต้องสนใจว่าฉันคือใคร’ ที่หลินจือไป๋กำลังร้องอยู่ในตอนนี้ ความจริงแล้วคือบทเพลงที่หลี่จงเชิ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น ซึ่งตัวเขาเองก็เคยร้อง ส่วนในชาติก่อน ราชินีเพลงอย่างหลินอี้เหลียนก็เคยร้อง และยังมีนักร้องอีกมากมายนำไปคัฟเวอร์ใหม่ด้วย
สำหรับในตอนนี้ หลินจือไป๋ใช้เสียงจริงของตนเองบนเวที King of Mask Singer เป็นครั้งแรก! หากผู้ชมตั้งใจฟังให้ดี จะพบว่าน้ำเสียงนี้มีกลิ่นอายของ ‘ฉือตี้’ อยู่จางๆ! แต่หลินจือไป๋ก็ยังปรับเปลี่ยนบางอย่าง ไม่ใช่เพื่อการพรางตัว แต่เพื่อให้สอดคล้องกับการแสดงออกทางอารมณ์ของบทเพลงนี้มากขึ้น
เพียงแต่เมื่อผู้ชมได้ยินเพลงนี้และเห็นเนื้อเพลงท่อนนี้ กลับกลายเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะจดจ่ออยู่กับการจับผิดว่าเทพดาราร้อยลักษณ์กำลังใช้เสียงของใครร้องเพลงนี้ เหมือนที่ผ่านๆ มา หรือจะพูดให้ถูกก็คือ พวกเขาเผลอมองข้ามเรื่องนั้นไปชั่วขณะ
คนส่วนใหญ่ต่างพากันหันมาสนใจที่ตัวบทเพลงโดยไม่รู้ตัว การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ครั้งนี้ผู้ชมที่อยู่ด้านล่างเวทีไม่ได้หัวเราะคิกคักไม่หยุดเหมือนเคย สีหน้าของทุกคนดูจริงจังมาก เพราะเทพดาราร้อยลักษณ์เองก็จริงจังแล้วเช่นกัน!
เมื่อผู้ร้องถ่ายทอดออกมาจากใจ ผู้ชมย่อมสัมผัสได้ อารมณ์ที่ดนตรีมอบให้สามารถทลายกำแพงในใจของผู้ฟังได้ในพริบตา
“ฉันนอนไม่หลับทั้งคืน อาจเพราะบุหรี่และกาแฟ หากเป็นเพราะไม่มีใครอยู่เคียงข้าง ฉันก็ยินดีเปิดใจ”
หลินจือไป๋เคยมีช่วงเวลาหลายปีที่นอนไม่หลับตลอดทั้งคืนเพราะปัญหาสุขภาพจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่เพราะบุหรี่และกาแฟแน่นอน ทว่าเพราะความเจ็บปวดทรมาน ถึงอย่างนั้นในหลายๆ ครั้ง อารมณ์ความรู้สึกมากมายก็สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ เหมือนเช่นตอนนี้
เสียงร้องนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้นับหมื่นนับพันรูปแบบ แต่อารมณ์ความรู้สึกนั้นกลับสัตย์จริง หลินจือไป๋กระชับมือที่ถือไมโครโฟนแน่นขึ้นเล็กน้อย ในหัวพลันฉายภาพย้อนไปยังอดีตหลังจากที่ศีรษะได้รับบาดเจ็บเหล่านั้น แม้ส่วนใหญ่จะเป็นความเจ็บปวดก็ตาม
“หลายครั้ง… อยากปล่อยตัวเองให้เมามาย ให้ตัวฉันได้หลบเร้นจากบุญคุณความแค้นแสนวุ่นวาย ให้ความปรารถนาที่ซุกซ่อนมานานล่องลอยไปตามสายลม ลืมเลือนว่าฉันคือใคร”
ในช่วงหลายปีนั้นที่หลินจือไป๋เจ็บป่วย แน่นอนว่าไม่ได้แตะต้องสุรา แต่กลับปรารถนาที่จะเมามายสักครั้งอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าหลินจือไป๋อยากจะลืมก็สามารถมองข้ามมันไป ดังนั้นความปรารถนาที่ฝังรากลึกจึงทำได้เพียงซุกซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ อยากจะลืมว่าตนเองคือใคร อยากจะโบยบินไปกับสายลม
ตอนนี้บนเวที King of Mask Singer หลินจือไป๋ได้ค่อยๆ เริ่มทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมา เขากำลังเพลิดเพลินกับอิสระที่ไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ พันธนาการบุญคุณความแค้นเหล่านั้นเริ่มคลายตัวลงเรื่อยๆ แล้ว ศัตรูเหล่านั้นไม่สามารถขัดขวางเขาได้อีกต่อไป
บางทีในอนาคต เขาอาจจะสามารถใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น โปร่งใสมากขึ้น ไร้ซึ่งข้อจำกัดใดๆ มากขึ้น เพลิดเพลินไปกับชีวิตที่เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง!
ผู้ชมค่อยๆ ตกอยู่ในภวังค์ เทพดาราร้อยลักษณ์ที่ตั้งใจร้องเพลงมีเสน่ห์ที่แตกต่างออกไป แม้เพลงนี้จะไม่มีเสียงสูงที่บาดลึกถึงทรวง แต่กลับเหมือนการตกตะกอนทางความคิดเกี่ยวกับชีวิต และเป็นเพราะความจริงใจนี่เองที่ทำให้มันน่าประทับใจเป็นพิเศษ
ทว่าในวินาทีต่อมา ผู้ชมก็ยังคงยิ้มออกมา แน่นอนว่าไม่ใช่ความรู้สึกตื่นเต้นแบบตลกโปกฮา เพลงนี้ได้แทรกซึมเข้าไปในใจของผู้คนนับไม่ถ้วนโดยไม่รู้ตัว กระทั่งทุกคนไม่ได้สนใจที่จะเดาเพศของเทพดาราร้อยลักษณ์อีกแล้ว
“หากชายไร้คนรักเป็นเรื่องราวที่แสนเศร้า ต่อให้มีคนมากมายฟังเพลงฉันแล้วน้ำตาไหล ลึกๆ ในใจฉันก็ยังรอคอยให้ใครสักคนเข้ามา… ต้องสนใจทำไมว่าฉันคือใคร?”
การตีความตามความหมายเดิมของเพลงต้นฉบับนั้นไม่สำคัญสำหรับหลินจือไป๋อีกต่อไปแล้ว ผู้ร้องย่อมร้องออกมาตามความรู้สึกของตนเอง และผู้ฟังเองก็รับฟังด้วยความเข้าใจของตนเองเช่นกัน ดนตรีและอารมณ์ไม่เคยเป็นการสื่อสารทางเดียว
เหมือนเช่นเพลง ‘อยากร้องเพลงให้เธอฟัง’ ของเทพดาราร้อยลักษณ์ในตอนแรก ทั้งที่เป็นเพลงรัก แต่สิ่งที่หลินจือไป๋ร้องออกมากลับไม่ได้มีแค่ความรัก
เมื่อก่อนการร้องเพลงส่วนใหญ่ก็เพื่อที่จะได้รับชื่อเสียง เพียงวินาทีนี้ที่การร้องเพลงเป็นเพียงแค่การร้องเพลง ไม่ต้องคำนึงถึงชื่อเสียง ไม่ต้องคำนึงถึงอันดับ แค่เพลิดเพลินไปกับการอยู่บนเวที แสดงความรู้สึกของตนออกมา ผู้ชมต่างตกอยู่ในภวังค์ นี่สินะเสน่ห์ของดนตรี
แววตาของเหล่าทีมกรรมการนักทายค่อยๆ เลื่อนลอย จู่ๆ ก็รู้สึกสงสารหมอนี่ขึ้นมาซะอย่างนั้น นี่มันเรื่องอะไรกัน
หลี่เซียวพึมพำเบาๆ “แล้วเสียงนี้ก็กินใจมากเลย…”
“บรรยากาศของเพลงนี้ดีเหลือเกิน” อิ้งเหวยรู้สึกสะเทือนใจ “แล้วเสียงนี้ก็ฟังดูคุ้นหูมาก…”
หานปัวกำลังใช้ความคิดและใส่ความมโนเข้าไปนิดหน่อย “รอคอยให้ใครสักคนเข้ามา ประโยคนี้หมายถึงความรักที่ผู้ชมมอบให้จากใจจริง และไม่ใช่แค่สีสันของรายการหรือเปล่านะ?”
“ขอแค่เป็นดนตรีที่ดี ผู้ขับร้องจะเป็นใครมันอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญจริงๆ ก็ได้นะ” ดวงตาของเถียนเหวยเริ่มแดงระเรื่อ
หลินจือไป๋ยังคงร้องต่อไป ร้องอารมณ์ความรู้สึกของเขาออกมา เพื่อยืนยันว่าเขาไม่เคยเสียใจและไม่คิดเสียดาย
“ฉันคิดว่าฉันทำถูกแล้ว ฉันคิดว่าฉันจะไม่เสียใจ ไม่ว่าลมวสันต์จะพัดพาอย่างไร ขอให้ฉันได้รักหมดใจสักครั้ง ความจริงอยากปล่อยตัวเองให้เมามาย! ให้ตัวฉันได้หลบเร้นจากบุญคุณความแค้นแสนวุ่นวาย! ให้ความปรารถนาที่ซุกซ่อนมานานล่องลอยไปตามสายลม! ลืมเลือนว่าฉันคือใคร…”
สายตาของเขามองไปข้างหน้า ราวกับกำลังมองผู้ชมด้านล่างเวที และราวกับมองไปยังสถานที่ที่ห่างไกลออกไป ไม่มีใครรู้ว่าในวินาทีนี้เทพดาราร้อยลักษณ์กำลังคิดอะไรอยู่ แต่อารมณ์นั้นกลับสะเทือนใจทุกคนอย่างลึกซึ้ง ราวกับสัมผัสถึงจิตวิญญาณได้จางๆ ทุกคนต่างได้ยินถึงความแน่วแน่ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนี้
ขณะเดียวกัน ในที่สุดก็มีคนฟังออกว่าเสียงนี้คล้ายกับใคร!
“เหมือนเสียงของฉือตี้เลย!”
หลี่เชียวก็นึกขึ้นได้แล้วอุทานขึ้นมาเบาๆ!
หานปัวชะงัก “หืม? ดูเหมือนจะเป็นเสียงของอาจารย์ฉือตี้จริงๆ ด้วย!”
“เหมือนแปดส่วนเลย!” อิ้งเหวยลองพิจารณาดู แต่แล้วก็สรุปอย่างเด็ดขาดว่า “แต่เขาไม่มีทางเป็นฉือตี้แน่ๆ!”
ถูกหลอกมาตั้งหลายครั้งแล้ว! ทุกคนจะไม่ยอมติดกับง่ายๆ อีกต่อไป!
นี่คือเหตุผลที่หลินจือไป๋กล้าใช้เสียงของฉือตี้! ระเบิดควันที่ทิ้งไว้มากมายก่อนหน้านี้ ก็เพื่อผลลัพธ์ในตอนนี้แหละ!
เถียนเหวยพยายามสัมผัสอย่างจริงจังรอบหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “สมแล้วที่เป็นเทพดาราร้อยลักษณ์ ครั้งนี้เหมือนเสียงของอาจารย์ฉือตี้จริงๆ ทั้งที่เป็นเพลงที่กินใจแบบนี้ เขาก็ยังไม่ลืมสร้างสีสันให้รายการ…”
ด้านล่างเวที ผู้ชมที่กำลังฟังเพลงอยู่ก็ค่อยๆ เริ่มรู้สึกตัวกลับมา!
“ฮ่าๆๆ ให้ตายเถอะ!”
“คราวนี้เลียนแบบฉือตี้ละ!”
“ฉันบอกแล้วไง เทพดาราร้อยลักษณ์นะเป็นพวกตัวฮาขั้นสุด จะลืมทำให้ทุกคนขำได้ยังไงกัน!”
“เพลงนี้เพราะจริงๆ นะ เขาจะเป็นฉือตี้ได้เหรอ!?”
“เป็นไปไม่ได้หรอก เขามีโทนเสียงตั้งเยอะแยะขนาดนั้น ใครจะไปรู้ว่าอันไหนจริงอันไหนปลอม การใช้เสียงของฉือตี้ก็เพื่อให้พวกเรามีความสุขนั่นแหละ แต่ตัวเพลงเองนะดีมากจริงๆ เพลงนี้ถือว่าเขาผสมผสานสีสันของรายการเข้ากับคุณภาพของเพลงได้อย่างสมบูรณ์แบบเลย!”
“รอบนี้กลับเน้นย้ำว่าตัวเองเป็นผู้ชายแฮะ”
“ถึงอยากจะขำแต่ในใจกลับรู้สึกหน่วงๆ นิดหน่อย”
“เพลงก่อนๆ ของเทพดาราร้อยลักษณ์ ฉันรู้สึกว่าเขาเน้นสีสันรายการมากเกินไป ครั้งนี้แม้จะมีสีสันรายการอยู่บ้าง แต่ฉันชอบจริงๆ นะ เพราะสิ่งที่เพลงนี้สื่อออกมามันไม่ได้มีแค่เรื่องสีสันรายการอย่างเดียวแค่นั้น!”
การหลอกลวงสามครั้งก็เกิดเป็นผลลัพธ์ของทฤษฎี ‘หมาป่ามาแล้ว’
หลินจือไป๋หลอกล่อผู้ชมมามากกว่าสามครั้งแล้ว ดังนั้นผลลัพธ์ของหมาป่ามาแล้วจึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพถึงขีดสุด แทบไม่มีใครเชื่อเลยว่าการที่เขาใช้เสียงฉือตี้ร้องเพลงจะหมายความว่าเขาคือฉือตี้จริงๆ
และบทเพลงก็ได้ดำเนินมาถึงช่วงท้าย น้ำเสียงของหลินจือไป๋ทุ่มต่ำลง ราวกับควันหลงของอารมณ์ความรู้สึกที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกปล่อยวางจางๆ
“ฉันคิดว่าฉันทำถูกแล้ว ฉันคิดว่าฉันจะไม่เสียใจ ไม่ว่าลมวสันต์จะพัดพาอย่างไร ขอให้ฉันได้รักหมดใจสักครั้ง”
เพลิดเพลินไปกับเวที สัมผัสถึงปัจจุบันขณะ แม้แต่ฉันก็ยังลืมไปแล้วว่าฉันคือใคร แล้วพวกคุณจะสนใจไปทำไมว่าฉันคือใคร?