ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 401 จอมขูดรีด!
ตอนที่ 401 จอมขูดรีด!
ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงหัวเราะคิกคักของเย่อิงดังขึ้น ผู้กำกับหวงถิงมองไปที่หลินจือไป๋ด้วยสีหน้างงงวย
พวกเราเก็บห้าเหรียญดอกท้อ นายเก็บสี่เหรียญ?
นี่กะจะแย่งอาชีพกับทีมงานรายการเรากันซึ่งๆ หน้าเลยเรอะ?
ในแผนการที่หวงถิงวางไว้ ฉากนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นนิสัยที่แตกต่างกันของแขกรับเชิญแต่ละคน
ต้องมีใครสักคนที่ขี้เหนียวสุดๆ ยอมเดินเท้าห้ากิโลเมตรที่เหลือ แบบนั้นรายการก็ได้ช็อตเด็ดแล้วไม่ใช่เหรอ?
ใครจะไปรู้ว่าอยู่ๆ หลินจือไป๋จะโผล่มากลางคัน เสนอตัวช่วยทุกคนขับรถผ่านไป ขอแค่จ่ายสี่เหรียญดอกท้อให้เขา!
แต่…
นี่ก็ถือเป็นสีสันอีกรูปแบบหนึ่งของรายการไม่ใช่เหรอ?
หวงถิงไม่ได้ขัดขวาง สองมือกอดอกแล้วพูดว่า “ถ้าทุกคนเชื่อคำพูดของคุณหลินจือไป๋ก็ลองดูได้ครับ แต่ก็ขอย้ำคำเดิม มีรอยขีดข่วนต้องจ่ายค่าเสียหาย”
เขาไม่เชื่อเลยว่าหลินจือไป๋จะมีความสามารถขนาดนั้น!
ดาราพวกนี้ ปกติเวลาไปไหน ใครบ้างไม่มีคนขับรถส่วนตัวคอยรับส่ง
ถึงขั้นที่บางคนมีคนขับรถมากกว่าหนึ่งคนด้วยซ้ำ ดังนั้นคงแทบจะไม่เคยแตะพวงมาลัยเลยมากกว่า
ต่อให้มีบางคนที่ชอบขับรถสปอร์ตเล่นและฝีมือดีอยู่บ้าง แต่จุดทางเข้าข้างหน้านี้เป็น ‘อุปสรรค’ ที่ทีมงานตั้งใจจัดวางไว้ ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะขับผ่านไปได้แน่นอน!
“อย่ามาคุยโวหน่อยเลย!”
ฉีเทียนเหวินเองก็ไม่เชื่อ เขามองไปที่หลินจือไป๋ “นายจะขับผ่านไปได้จริงๆ เหรอ?”
“ลองดูได้ครับ”
หลินจือไป๋รู้ว่าอีกฝ่ายคือฉีเทียนเหวิน หนึ่งในสี่จตุรเทพ
แน่นอนในรายการนี้ หลินจือไป๋ไม่สนใจว่าใครจะเป็นราชาหรือราชินีเพลง คนพวกนี้สำหรับเขาแล้วล้วนเป็นแกะอ้วนที่รอให้เชือดทั้งนั้น!
“ลองดูงั้นเหรอ”
ฉีเทียนเหวินขมวดคิ้ว “มีรอยขีดข่วนขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?”
“ก็ต้องเป็นผมสิครับ” หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “แต่ถ้าผ่านไปได้ด้วยดี สี่เหรียญดอกท้อ ขาดไม่ได้แม้แต่เหรียญเดียวนะครับ”
หยุดไปครู่หนึ่ง
หลินจือไป๋ก็พูดต่อ “รถหนึ่งคันนั่งสองคน หมายความว่าแต่ละคนจ่ายแค่สองเหรียญดอกท้อ ก็สามารถถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ ราคายุติธรรมไม่เอาเปรียบเด็กคนชรา”
“ราคายุติธรรมไม่เอาเปรียบเด็กคนชรา!”
เย่อิงที่อยู่ข้างๆ ทำหน้าที่เป็นเครื่องบันทึกเสียง
เมื่อเห็นว่าทุกคนยังไม่เชื่อ หลินจือไป๋จึงตัดสินใจมอบความมั่นใจให้กับพวกเขา กล่าวอย่างไม่ลังเลว่า “เย่อิง ขึ้นรถ”
“เรียกว่าอิงอิงสิ!”
เย่อิงหัวเราะคิกคัก “ฉันอนุญาตให้คุณเรียกฉันว่าอิงอิงได้นะ”
พูดจบ เย่อิงก็ขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับทันที ส่วนหลินจือไป๋ก็ขับอ้อมรถคันอื่น ตรงไปยังจุดทางเข้าแคบๆ นั้น
“คุณทำได้จริงๆ ใช่ไหม?”
ถึงเย่อิงจะรู้ว่าฝีมือของหลินจือไป๋ดีมาก แต่ทางข้างหน้าแคบเกินไป เธอเลยไม่มั่นใจนัก
“ไม่มีปัญหาครับ”
หลินจือไป๋พูดพลางค่อยๆ ชะลอความเร็ว ค่อยๆ เคลื่อนรถเข้าสู่จุดทางเข้าที่คับแคบ
แขกรับเชิญคนอื่นๆ เข้ามาดูด้วยความตื่นเต้น
“หน้ารถเข้าไปแล้ว!”
“ไม่ชน!”
“อ๊า แคบเกินไปแล้ว!”
“สองข้างเหลือพื้นที่แค่เซนสองเซนเองมั้งเนี่ย?”
“ยังไม่ชน!”
“มีหวังแล้ว มีหวังแล้ว!”
“ผ่านไปได้แล้ว!”
“เชี่ย! แม่ง ขับผ่านไปได้จริงๆ ด้วย!”
“ทักษะการขับรถของหลินจือไป๋อย่างเจ๋ง!”
ทุกคนต่างก็ได้ดูรายชื่อแขกรับเชิญมาก่อนแล้ว ส่วนใหญ่เลยจำชื่อของหลินจือไป๋ได้
เมื่อเห็นว่าหลินจือไป๋ขับผ่านไปได้จริงๆ ทุกคนก็ต่างตกตะลึง โดยเฉพาะพวกโจวหานจิ้นที่ตาสองข้างถึงกับเบิกโพลง ขนาดคนคุ้นเคยกันยังนึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะทำได้จริงๆ!
“พระเจ้า!”
เย่อิงตื่นเต้นจนใบหน้าแดงระเรื่อ ภูมิใจราวกับว่าเป็นคนขับรถผ่านไปเองเสียอย่างนั้น!
“ได้เวลาเก็บเงินแล้ว”
หลินจือไป๋พึมพำออกมาประโยคหนึ่ง
“ฉันเก็บเองๆ!” เย่อิงลงจากรถอย่างร่าเริงพลางตะโกนก้อง “นี่คือการปล้น! จ่ายเงินมา! ส่งเงินมาให้หมด!”
“ช่วยผมขับผ่านไปที!”
โจวหานจิ้นให้เกียรติสุดๆ จ่ายสี่เหรียญดอกท้อทันที
คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ตัดสินใจจ่ายเงินทันที ทีมงานเก็บห้าเหรียญ แต่หลินจือไป๋เก็บแค่สี่เหรียญ ถึงจะขูดรีดเหมือนกัน แต่สำหรับทุกคน ประหยัดได้นิดหน่อยก็ยังดี!
“พวกเราจะจ่ายไหม?”
เย่จวินจี๋หันไปมองเออิจิโร่อย่างอึมครึม
เออิจิโร่ทำหน้าราวกับเพิ่งกินแมลงวันเข้าไป หันหน้าหนีไม่พูดจา ถือว่ายอมรับโดยปริยาย
เย่จวินจี๋เข้าใจทันที เขาหยิบเหรียญดอกท้อออกมาสองเหรียญ แล้วยื่นมือให้เออิจิโร่
เออิจิโร่หยิบออกมาสองเหรียญ แล้วส่งให้เย่จวินจี๋อย่างไม่เต็มใจนัก
และแล้ว
ทุกคนก็ยอมจ่ายเงินกันหมด
เพียงแต่สายตาที่มองหลินจือไป๋ ราวกับกำลังมองพ่อค้าหน้าเลือดอย่างไรอย่างนั้น
หลานเหย่กับฉีเจียนเจียยังมาไม่ถึง แต่แขกรับเชิญคนอื่นอยู่ครบ หากไม่นับหลินจือไป๋กับเย่อิง ก็จะมีทั้งหมดสิบสองคน รถหกคัน
ซึ่งหมายความว่า
รอบนี้หลินจือไป๋ได้กำไรเน้นๆ ไปถึงยี่สิบสี่เหรียญดอกท้อ!
จากนั้นหลินจือไป๋ก็ขับรถทุกคันผ่านไปได้โดยไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
ด้านข้าง
ผู้กำกับหวงถิงถึงกับอึ้งสนิท
สถานการณ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาโดยสิ้นเชิง ไม่นึกเลยว่าหลินจือไป๋จะขับรถของทุกคนผ่านไปได้จริงๆ!
“สุดยอด!”
ฉีเทียนเหวินชูนิ้วโป้งให้ จากนั้นก็ขับรถออกไปทันที
หลินจือไป๋เองก็เตรียมจะไปเหมือนกัน แต่จู่ๆ เย่อิงกลับบอกว่า “รอก่อนสิ ยังเหลืออีกคันหนึ่งนะ”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น
ก็มีรถอีกคันเดินทางมาถึง
ซึ่งก็คือรถของหลานเหย่และฉีเจียนเจียนั่นเอง
“คุณอยู่ในรถนะ ฉันไปเจรจาเก็บเงินให้เอง!” เย่อิงฮึกเหิมสุดๆ กระโดดลงจากรถแล้วตรงไปคุยกับหลานเหย่ทันที
แต่ดูเหมือนว่าการเจรจาจะไปได้ไม่สวยนัก?
หลินจือไป๋เห็นว่าหลังจากหลานเหย่คุยกับเย่อิงจบ ก็พยายามจะขับผ่านทางเข้าแคบๆ นั้นด้วยตัวเองทันที
แล้วจากนั้น…
ก็ไม่มีอะไรต่อจากนั้นอีก
ถึงแม้รถจะผ่านไปได้สำเร็จ แต่ประตูหลังรถกลับมีรอยขูดอย่างเห็นได้ชัด
หลินจือไป๋พลันรู้สึกปวดใจ เย่อิงคนนี้ทำยังไงของเขาเนี่ย เจรจาปิดดีลไม่ได้ ตอนนี้ทุกคนเลยต้องเสียเงินกันหมดเลย!
เขาเองก็เสียรายได้ไปตั้งสี่เหรียญ!
ส่วนหลานเหย่กับฉีเจียนเจียขาดทุนย่อยยับถึงยี่สิบเหรียญ หน้าชาไปแล้ว!
“ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ!”
เย่อิงกลับดีใจจนแทบตัวลอย พอขึ้นรถได้ก็รีบแบ่งปันความสุขกับหลินจือไป๋ทันที
“หลานเหย่ยังไม่ยอมแพ้อีกนะ บอกว่าตัวเองขับผ่านไปได้ เฮ้อ เห็นไหมล่ะ? ไม่ฟังอิงอิง ความซวยก็มาเยือนตรงหน้าเลย”
ปากถอนหายใจ แต่ความจริงสะใจสุดๆ
หลินจือไป๋ไม่ได้แสดงความเห็น ขับรถออกไปทันที เขาไม่อยากเห็นภาพแบบนี้จริงๆ
เย่อิงยิ้มกริ่มมองหลินจือไป๋ แม้ตลอดทางเธอจะโดนหมอนี่ขูดรีดเหรียญดอกท้อไปบ้าง แต่คนอื่นก็โดนเหมือนกันนี่นะ ในใจรู้สึกยุติธรรมขึ้นมาทันทีเลยว่าไหม?
อีกด้านหนึ่ง หลานเหย่รู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก
“ผมรีบไปหน่อย! อีกนิดเดียวแท้ๆ! เรื่องนี้ผมรับผิดชอบเอง อาจารย์ฉีไม่ต้องออกเหรียญดอกท้อหรอกครับ”
“ไม่ต้องหรอก ทำตามกฎนั่นแหละ ผิดก็ยอมรับโทษ” ใบหน้าฉีเจียนเจียยังคงไม่มีอารมณ์ความรู้สึกแสดงออกมามากนัก เธอขึ้นชื่อเรื่องบุคลิกเย็นชาและสงบเยือกเย็นในวงการบันเทิงมาตลอดอยู่แล้ว
“คุณพลอยลำบากไปด้วยเลย…”
หลานเหย่ยิ้มขื่น ฝีมือการขับรถของเขาโดนหลินจือไป๋ทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่นจริงๆ
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นคือดูเหมือนเขาจะทำให้ฉีเจียนเจียต้องเสียหน้าต่อหน้าเย่อิงนี่สิ
…
ในที่สุด
แขกรับเชิญทั้งสิบหกคนก็เดินทางมาถึงเชิงเขาลี่ซานกันครบแล้ว
หลินจือไป๋มองไปรอบๆ อย่างเงียบๆ ที่นี่มีแม่น้ำสายหนึ่ง สองฝั่งแม่น้ำมีบ้านฝั่งละสองหลัง เป็นบ้านเดี่ยวหลังเล็กที่สวยงามมาก ภายนอกทาสีโดดเด่นสะดุดตา แบ่งเป็นสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีขาว ตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่ เหนือใต้ออกตกพอดี
และใกล้ๆ กับบ้านสีน้ำเงิน ยังมีอาคารชั้นเดียวที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดอีกหลังหนึ่ง
พิธีกรหวงถิงยิ้มกล่าว “ยินดีต้อนรับทุกคนสู่ภูเขาลี่ซานที่สวยงามของเราครับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุกคนคือชาวบ้านของลี่ซานแล้วนะครับ บ้านหลังนี้จะเป็นสถานที่รวมตัวของทุกคน ต่อไปเราเข้าไปชมข้างในกันก่อน แล้วค่อยแบ่งกลุ่มกัน บ้านเดี่ยวแต่ละหลังจะเป็นที่พักของแต่ละกลุ่มครับ”
ระหว่างที่พูด
ทุกคนก็เดินเข้าไปข้างใน
แล้วนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะตัวหนึ่ง คนที่คุ้นเคยกันก็กระซิบกระซาบพูดคุยกัน
เย่อิงจงใจมานั่งข้างหลินจือไป๋ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไฮ จอมขูดรีด เรามาเป็นเพื่อนร่วมทีมกันไหม?”
“ไม่เอาด้วยหรอกครับ”
หลินจือไป๋รู้สึกว่าเย่อิงดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่
เย่อิงไม่พอใจ นอกจากฉีเจียนเจียแล้ว ในโลกนี้ยังมีคนกล้าปฏิเสธเป็นเพื่อนร่วมทีมกับเธออีกเหรอ?
ดีมาก
พ่อหนุ่ม
นายทำให้ฉันสนใจนายได้สำเร็จแล้ว
จู่ๆ กู้สิง หนึ่งในสี่จตุรเทพก็เอ่ยถามขึ้นมา “แบ่งกลุ่มยังไงครับ?”
นี่คือคำถามที่ทุกคนให้ความสนใจมากที่สุด
ผู้กำกับยิ้มแล้วตอบว่า “ทุกคนมีกระดาษในมือใช่ไหมครับ แดง เหลือง น้ำเงิน ขาว ใครชอบบ้านสีไหนก็เขียนลงไป ถ้าเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันจริง ก็น่าจะเลือกสีเดียวกันใช่ไหมล่ะครับ”
คนที่คุ้นเคยกันเริ่มสื่อสารกันด้วยการอ่านริมฝีปาก
ผู้กำกับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น หลักๆ เขาเองก็กลัวว่าการแบ่งกลุ่มจะออกมาประหลาดเกินไป
อย่างเช่นถ้าฉีเจียนเจียกับเย่อิงต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกัน มีหวังวุ่นวายจนฟ้าถล่มแน่
หลินจือไป๋ไม่ได้ปรึกษาใคร เขียนคำว่า ‘น้ำเงิน’ ลงไปทันที เขารู้สึกว่าบ้านสีน้ำเงินอยู่ในทำเลดีที่สุด
เพราะมันอยู่ใกล้กับจุดรวมพลนี้ที่สุด
ต่อไปเวลาที่ทุกคนรวมตัวกัน จะได้ไม่ต้องเดินไกล
แต่หลินจือไป๋เชื่อว่าคงมีน้อยคนที่สังเกตเห็นรายละเอียดจุดนี้
และแล้ว
ทุกคนก็เขียนเสร็จเรียบร้อย
มีหกคนเลือกสีขาว สี่คนเลือกสีน้ำเงิน สามคนเลือกสีแดง และสามคนเลือกสีเหลือง
คนทีเลือกสีน้ำเงินเหมือนกับหลินจือไป๋ ได้แก่ฉูฉู่ เย่อิง และหานเยว่ซวง
ผู้กำกับประกาศปรับเปลี่ยน “สีขาวคนเยอะเกินไป ต้องมีสองคนอาสาสละสิทธิ์ คนหนึ่งไปสีแดง อีกคนไปสีเหลืองครับ”
“ฉันไปสีแดงเอง”
“ผมไปสีเหลืองครับ”
หลังจากปรับเปลี่ยนกันแล้ว
การแบ่งกลุ่มจัดสรรบ้านพักก็เสร็จสิ้นอย่างราบรื่น
มุมปากของหลินจือไป๋กระตุก นึกไม่ถึงว่ายังต้องมาอยู่กลุ่มเดียวกับเย่อิง เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าอีกฝ่ายแอบดูกระดาษของเขาชัวร์ๆ
และสิ่งที่ทำให้หลินจือไป๋ห่อเหี่ยวใจยิ่งกว่าเดิมก็คือ…
บ้านสีน้ำเงิน นอกจากเขาแล้ว ที่เหลือเป็นผู้หญิงหมดเลย
ตามนิสัยของทีมงานรายการ ต่อไปต้องมีช่วงแข่งขันระหว่างกลุ่มแน่นอน
แล้วการที่ต้องพาสาวๆ ทั้งสามคนไปด้วย โดยเฉพาะยัยตัวป่วนอิงอิงคนนี้ ไม่เท่ากับว่าต้องแบกภาระหนักอึ้งเดินไปหรอกเหรอ?
“บังเอิญซะจริงนะ!”
เย่อิงขยิบตาให้หลินจือไป๋ พลางล้อเลียน “ฉันลองดีดนิ้วคำนวณดูแล้ว วาสนานารีของคุณนี่ไม่เบาเลยนะ!”
หลินจือไป๋ : “…”
ฉูฉู่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์หลินจือไป๋ ฝากตัวด้วยนะคะ!”
หานเยว่ซวงเองก็ยิ้มพลางบอกว่า “อาจารย์ไป๋ตี้ ต่อไปต้องอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ฝากดูแลด้วยนะคะ!”
ได้อยู่กลุ่มเดียวกับไป๋ตี้
หานเยว่ซวงพอใจมาก
หลินจือไป๋ลองสรุปสถานการณ์การแบ่งกลุ่มในใจเงียบๆ
กลุ่มสีแดง : ฉีเจียนเจีย โจวหานจิ้น หลี่เซียว เย่เจิ้น
กลุ่มสีเหลือง : เย่จวินจี๋ เออิจิโร่ หนิงหลิง หลานเหย่
กลุ่มสีน้ำเงิน : หลินจือไป๋ หานเยว่ซวง เย่อิง ฉูฉู่
กลุ่มสีขาว : จางซีหยาง ฉีเทียนเหวิน ฉินเลี่ยน กู้สิง
เอาเถอะ
กลุ่มเขามีผู้หญิงเยอะที่สุดจริงๆ นั่นแหละ
ผู้กำกับหวงถิงเอ่ย “ในเมื่อทุกคนไม่มีความเห็นคัดค้าน งั้นการแบ่งกลุ่มก็เป็นอันเสร็จสิ้น ลำดับต่อไปทุกคนสามารถไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้ออาหารสำหรับเย็นนี้ได้เลยครับ”
“มีซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยเหรอ?”
“อยู่ข้างๆ นี่เองครับ”
หวงถิงพาทุกคนตรงไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตทันที
ซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่บนชั้นวางของเต็มไปด้วยสินค้าสารพัดอย่าง ดูครบครันทีเดียว จางซีหยางหยิบโยเกิร์ตขึ้นมาขวดหนึ่งอย่างไม่คิดอะไร แล้วก็เห็นฉลากติดไว้ว่า ‘1 เหรียญดอกท้อ’
“ฉันว่าแล้วเชียว”
“ของทุกอย่างต้องเสียเงินหมดเลย”
“ลูกบาสเกตบอลนี่ทำไมตั้งสิบเหรียญดอกท้อล่ะ หน้าเลือดเกินไปแล้ว!”
“สเต็กเนื้อลายหินอ่อนนี่เว่อร์ยิ่งกว่าอีก ตั้งสิบเอ็ดเหรียญดอกท้อ!”
“พวกผักสดนี่ค่อนข้างถูก”
“แต่จะให้กินแต่หญ้าอย่างเดียวก็ไม่ได้”
“เดี๋ยวนะ! นี่ให้พวกเราทำกับข้าวเองเหรอ!?”
“ฉันทำไม่เป็นนะ!”
“งั้นต่อไปเธอก็นั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปแล้วกัน”
ทุกคนส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ จับจ่ายซื้อของอย่างลังเล ยังไงก็ต้องเตรียมการสำหรับมื้อค่ำ
แต่วินาทีต่อมา ทุกคนต่างก็เบิกตากว้าง เห็นเพียงแค่หลินจือไป๋ในตอนนี้กำลังเข็นรถเข็น เลือกซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างสบายอารมณ์ หยิบของสารพัดอย่าง โดดเด่นด้วยความรวยแบบไม่เกรงใจใคร!
ผลไม้
เครื่องดื่ม
ขนมขบเคี้ยว
มีครบทุกอย่าง!
หลังจากเลือกซื้อเสร็จหลินจือไป๋ก็ไปเช็กบิล พนักงานยิ้มแล้วบอกว่า “ทั้งหมดสามสิบเหรียญดอกท้อครับ”
หลินจือไป๋ควักเงินจ่ายอย่างไม่ลังเล ทำเอาคนอื่นๆ ตาเขียวด้วยความริษยาปนหมั่นไส้ทันที!
“สามสิบเหรียญดอกท้อ!”
“ใช้จ่ายไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?”
เย่อิงเอ่ยอย่างพูดไม่ออก “หลินจือไป๋ ดูแล้วคุณใช้ชีวิตไม่เป็นเอาซะเลยนะ”
ผู้กำกับหวงถิงเตือนว่า “วันนี้อาจารย์หลินจือไป๋หาเงินจากทุกคนได้ทั้งหมดยี่สิบสี่เหรียญดอกท้อ รวมกับห้าเหรียญของอิงอิง รายได้สุทธิคือยี่สิบเก้าเหรียญดอกท้อครับ…”
“ให้ตายสิ! นี่มาโชว์รวยเหรอเนี่ย?”
“สรุปที่หลินจือไป๋ใช้อยู่นั่นมันเงินพวกเราทั้งนั้น เลยใช้จ่ายแบบไม่เสียดายเลยสินะ!”
ทุกคนรู้สึกจุกอก!
พูดแบบนี้แล้วกัน ที่หลินจือไป๋ใช้เงินมือเติบซื้อของมากมายขนาดนี้ ไม่มีแม้แต่เฟื้องเดียวที่เป็นเงินของเขาเองเลย ทั้งหมดเป็นเงินที่ล้วงมาจากกระเป๋าของทุกคนทั้งนั้น!
เย่จวินจี๋เอ่ยเสียงเรียบ “ถึงจะเป็นอย่างนั้น ในมือหลินจือไป๋ก็ยังมีเหรียญดอกท้อเก้าสิบเก้าเหรียญ มากที่สุดในหมู่พวกเราอยู่ดี”
ทุกคน : “…”
จู่ๆ ทุกคนก็เริ่มเข้าใจแล้วว่ารายการนี้ต้องเล่นยังไง!
ต้องหาเหรียญดอกท้อ ไม่อย่างนั้นชีวิตคงรันทดเกินไปแล้ว ขนาดจะเดินซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อของนิดหน่อยยังไม่มีเงินจะจ่ายเลย!
“เดี๋ยวนะ”
เย่อิงถามขึ้นทันที “หลินจือไป๋ ทำไมคุณซื้อแต่ผลไม้ ขนม แล้วก็เครื่องดื่มล่ะ มื้อเย็นพวกเราจะกินแค่ของพวกนี้ไม่ได้นะ?”
“พวกเราอะไร?”
หลินจือไป๋ตกใจ “นี่ผมซื้อกินเอง ส่วนวัตถุดิบมื้อเย็น แน่นอนว่าพวกคุณต้องเป็นคนออกเงินซื้อ”
“หา?”
เย่อิงก็ตกใจ “คุณซื้อแต่ของตัวเองก็ช่างเถอะ แต่วัตถุดิบมื้อเย็น ก็ยังไม่ยอมออกเงินเลยเหรอ?”
“คืออย่างนี้”
หลินจือไป๋ตอบอย่างจริงจัง “คุณทำอาหารเป็นไหม?”
“ไม่เป็น”
เย่อิงตอบ “แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่มีปัญหา”
“แล้วคุณล่ะ?”
หลินจือไป๋ถามฉูฉู่
ฉูฉู่ส่ายหัว “แต่ฉันทอดไข่เป็นนะ”
“แล้วคุณล่ะ?”
หลินจือไป๋ถามหานเยว่ซวงอีกคน
หานเยว่ซวงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ฉันกินเป็นค่ะ”
“ก็นี่ไงล่ะ”
หลินจือไป๋เอ่ย “พวกคุณรับผิดชอบวัตถุดิบ ผมรับผิดชอบทำอาหาร ในฐานะเชฟ ไม่มีเหตุผลที่ต้องควักกระเป๋าตัวเองซื้อวัตถุดิบจริงไหม?”
“…”
ทั้งสามคนถึงกับยอมสยบในทันที
ส่วนคนอื่นๆ ในอีกสามกลุ่มที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จากนั้นก็โพล่งออกมาพร้อมกันว่า
“จอมขูดรีด!”