ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 406 มุกเดิมๆ ของวาไรตี้!
ทีมงานเบื้องหลังทุกคนต่างจ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์ตาไม่กะพริบ พลางชื่นชม “ภาพวาดระดับโลก” ที่หลินจือไป๋สร้างสรรค์ขึ้นตรงหน้า
ไม่มีฉากไหนที่แปลกประหลาดไปกว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตอนนี้อีกแล้ว ทันทีที่หลานเหย่แค่เลี้ยวโค้งนิดเดียวแล้วแตะตัวพวกเย่อิงที่กำลังนั่งคุยโม้บนขั้นบันได ก็จะสามารถจับลูกแกะได้ถึงสามตัวในพริบตา และบรรลุความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้แท้ๆ!
แต่ทว่าหลานเหย่ก็เมินพวกเธอ ก้มหน้าก้มตาไล่กวดหลินจือไป๋ไม่ลดละ!
นั่นเพราะหลานเหย่เชื่อว่าสาวๆ ทั้งสามคนจากกลุ่มสีน้ำเงินถูกเพื่อนร่วมทีมของเขาจับตัวเรียบร้อยแล้ว!
ขอแค่เขาเปิดดูมือถือสักนิด ละครฉากนี้ของหลินจือไป๋ก็แสดงต่อไปไม่ได้แล้ว!
แต่ทว่าหลินจือไป๋ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ จนหลานเหย่ไม่มีเวลาว่างมาดูมือถือเลย!
เมื่อหลินจือไป๋พาหลานเหย่วิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ ทีมงานในกองผู้กำกับทุกคนก็ขำกันชักเกร็ง!
“ไอหยา!”
“กลุ่มสีเหลืองน่าสงสารจริงๆ!”
“สี่คนโดนปั่นหัวหมดเลย!”
“พวกเขาสื่อสารกันในกลุ่มย่อยด้วยนะ!”
“ผลปรากฏว่าเหลือแค่หลานเหย่คนเดียวที่ไม่ได้เปิดดูข้อความในกลุ่ม!”
แต่นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่ตลกที่สุด ที่ตลกกว่านั้นคือผ่านไปอีกไม่กี่นาที เออิจิโร่และเย่จวินจี๋ทั้งสองคนก็ไล่กวดกู้สิงมาอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นกัน
“สู้ๆ นะคะ!”
เย่อิงเป็นพวกชอบดูเรื่องสนุก ยิ่งวุ่นวายยิ่งชอบ เธอร้องตะโกนเชียร์อยู่ข้างๆ จงใจหาเรื่องใส่ตัวสุดๆ
“เหล่ากู้ รีบหนีเร็ว!”
จู่ๆ ก็เริ่มหาเรื่องด้วย นี่ก็สบายเกินไปแล้วมั้ง!
การที่หลินจือไป๋ใช้เสียงเลียนแบบผู้กำกับประกาศ ‘คัดออก’ พวกเธอทั้งสาม เท่ากับมอบ ‘เหรียญทองละเว้นความตาย’ ให้สาวๆ คนละอันเลยทีเดียว!
“ลุยเลย!”
หานเยว่ซวงเองก็เริ่มใจกล้าขึ้นมาบ้าง คอยส่งเสียงเชียร์อยู่ข้างๆ เย่จวินจี๋และเออิจิโร่เหลือบมองทั้งสามแวบหนึ่ง ก่อนจะเมินเฉยแล้วมุ่งหน้าไล่กวดกู้สิงต่อไป เฮอะ!
ก็แค่ลูกแกะหลงทางไร้เดียงสาสามตัวที่ถูกหลานเหย่จับไปเรียบร้อยแล้วเท่านั้นแหละ!
“ใกล้จะหมดเวลาแล้ว”
เมื่อมองดูพวกหมาป่าที่เพิ่งวิ่งผ่านหน้าไป หานเยว่ซวงก็ก้มดูมือถือ “ต่อไปเป็นตากลุ่มสีขาวเป็นหมาป่า เหลือเวลาอีกห้านาที”
“ไปซ่อนตัวกันก่อนเถอะ”
เย่อิงลุกขึ้นยืนพลางบอกว่า “ให้จอมขูดรีดไปปลอมเป็นผู้กำกับอีก”
“แผนนี้ยังมีช่องโหว่อยู่นะ”
อูซวงช่วยวิเคราะห์ “แค่พวกเขาเช็กข้อมูลกันในกลุ่ม ก็จะรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ”
“ยังไงจอมขูดรีดก็ต้องมีวิธีแน่”
เย่อิงไม่มีท่าทีกังวลเลยสักนิด เธอรู้สึกว่าการอยู่กลุ่มเดียวกับหลินจือไป๋คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดตั้งแต่เข้าร่วมรายการวาไรตี้นี้มาเลย หมอนี่ช่างน่ามหัศจรรย์เกินไปแล้ว!
“กลับไปซ่อนที่เดิมเถอะ อย่าให้ใครเห็นเข้าละ”
สามสาวทำตัวลับๆ ล่อๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ แอบย่องกลับไปซ่อนที่เดิม
อีกด้านหนึ่ง หลินจือไป๋ยังคงวิ่งต่อไปไม่ยอมให้หลานเหย่จับได้ ระบบได้ปรับปรุงร่างกายของหลินจือไป๋มาแล้ว แม้ความเร็วจะไม่ถึงขั้นเร็วเป็นพิเศษ แต่ก็สูสีกับหลานเหย่เลยทีเดียว ตราบใดที่เขากัดฟันสู้อีกฝ่ายก็ยากจะตามทัน โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเวลาใกล้หมดแล้ว หลานเหย่ที่หอบแฮกๆ ก็จ้องมองหลินจือไป๋อย่างไม่เต็มใจนัก กลับได้แต่ต้องยอมแพ้ไป
“ไม่เป็นไร ยังไงกลุ่มสีน้ำเงินของพวกนายก็ตกรอบไปแล้วสามคน!”
หลังจากปลอบใจตัวเองประโยคหนึ่ง หลานเหย่ก็หันหลังกลับไปหาที่ซ่อนอย่างขัดใจ พละกำลังของเขาถูกใช้ไปมากทีเดียว รอบต่อไปกลุ่มสีขาวเป็นหมาป่า ถ้าเจอเข้าอันตรายแน่
หลินจือไป๋เองก็เหนื่อยจนแทบล้มพับ เพื่อยัยตัวถ่วงสามคนนั้นเขาถึงอดทนต่อความอัปยศเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จ กลับไปต้องถอนขนแกะจากพวกเธอคืนมาให้หนักเลยถึงจะคุ้มค่า!
และต่อไปเขายังต้องรับมือกับกลุ่มสีขาวอีก มุกเดิมคงใช้ไม่ได้ผลแล้ว เพราะอีกเดี๋ยวพอหลานเหย่ดูในกลุ่มแชทก็จะรู้แล้วว่าตัวเองถูกหลอก เพื่อแก้แค้นกลุ่มสีเหลืองมีโอกาสสูงที่จะบอกให้หมาป่าทั้งสี่ตัวของกลุ่มสีขาวรู้ หลินจือไป๋ไม่กล้าเสี่ยงอีก
ความเป็นจริงระหว่างที่กำลังซ่อนตัว หลานเหย่ก็ได้อ่านข้อความในกลุ่มย่อยแล้ว ทันทีที่เห็นหลานเหย่ก็พบความผิดปกติ รีบแท็กทุกคนทันที “ผมไม่ได้จับแกะสามตัวของกลุ่มสีน้ำเงินนั่นนะ!”
เออิจิโร่ : ?
เย่จวินจี๋ : ?
หนิงหลิงถึงกับอึ้ง “ไม่ใช่พี่จับหรอกเหรอ พวกเราเองก็ไม่ได้จับเหมือนกันนะ!”
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย ผู้กำกับก็ประกาศผ่านลำโพงว่าพวกเธอตกรอบไปแล้วชัดๆ แต่หมาป่าทั้งสี่ตัวกลับไม่ได้แตะถึงตัวเลย!?
ทั้งสี่คนต่างพากันงงงัน!
พวกเขารีบเข้าไปในกลุ่มใหญ่แล้วแท็กหาผู้กำกับทันที!
“ผู้กำกับครับ คุณแกล้งพวกเราหรือเปล่าเนี่ย พวกเราสี่คนยังไม่ได้จับพวกเย่อิงเลยนะ!”
“ผมไม่ได้แกล้งพวกคุณครับ เกมยังดำเนินต่อไป ขอให้ทุกคนสนุกกันต่อ ถ้ายังไม่เข้าใจจริงๆ หลังจบเกมไปถามกลุ่มสีน้ำเงินดูก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น (แอบขำ)”
ผู้กำกับตอบกลับมาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม การที่หลินจือไป๋เลียนเสียงของเขาหลอกกลุ่มหมาป่าได้เป็นความสามารถของเขาเอง ผู้กำกับไม่มีอะไรจะพูด ผู้กำกับยังถึงขั้นยินดีที่เห็นเรื่องราวเป็นแบบนี้ด้วยซ้ำ เพราะลูกเล่นสุดแสบของหลินจือไป๋ทำให้เกมนี้ดูน่าชมขึ้นอีกมาก หลังจากผู้ชมได้ดูต้องขำจนหยุดไม่ได้แน่นอน!
และสำหรับทีมงานรายการแล้ว เรตติ้งคือเป้าหมายสูงสุดที่พวกเขาต้องการ! ด้วยเหตุนี้แม้ว่าลูกเล่นของหลินจือไป๋จะก้ำกึ่งอยู่ในจุดที่คลุมเครือล่วงล้ำเข้าสู่ช่องโหว่ของกฎกติกาไปแล้ว แต่ผู้กำกับก็ไม่ได้ขัดขวางแถมยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีอีกต่างหาก!
คำนั้นเขาว่ายังไงนะ? อะไรที่ไม่ผิดข้อห้ามก็ทำได้หมด!
ความจริงแล้วรายการวาไรตี้จำเป็นต้องมีแขกรับเชิญแสบๆ แบบนี้แหละถึงจะสนุก ถ้าไม่มีลูกเล่นพิสดารของแขกรับเชิญจะเอาเรตติ้งมาจากไหนละ?
กลุ่มสีเหลืองพากันงุนงง ส่วนอีกสองกลุ่มที่เหลือเมื่อเห็นข้อความในกลุ่มใหญ่ก็พากันครุ่นคิด แต่เกมยังไม่จบ กลุ่มสีขาวเริ่มออกล่าแล้ว ฉีเทียนเหวินที่รับบทเป็นหมาป่าคึกคักสุดๆ ตะโกนเสียงดังว่า
“โจวหานจิ้น! เป็นผู้ชายก็ออกมา! คอยดูเถอะว่าฉันจะจับนายได้หรือเปล่า!”
ให้ตาย ความแค้นที่ฉีเทียนเหวินมีต่อโจวหานจิ้นพุ่งทะลุปรอท! เกมแพ้ได้! แต่โจวหานจิ้นต้องตาย! ยังไงเรื่องที่เขายอมทิ้งมาดรวบรวมความกล้าแอบไปซ่อนในถังขยะก็ถูกโจวหานจิ้นเห็นเข้าแล้ว!
สุดท้ายยังถูกแฉซะเหมือนเป็นตัวตลก อัปยศอดสอยิ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องท้ายที่สุดเขาก็ยังโดนโจวหานจิ้นจับตัวได้อยู่ดี!
“งั้นก็เข้ามาเลย!”
โจวหานจิ้นเองก็แมนเต็มตัว เจอคำท้าแบบนี้มีหรือจะทนไหว เดินออกมาประจันหน้าทันที!
ฉีเทียนเหวินใส่ตีนสุนัขวิ่งไล่กวดพร้อมกำชับเพื่อนร่วมทีม “โจวหานจิ้นฉันจัดการเอง พวกนายไปจับแกะตัวอื่น!”
จางซีหยางเพื่อนร่วมทีมเกาหัว “เหล่าโจวไปทำอะไรให้ฉีเทียนเหวินโกรธขนาดนั้น?”
“ไม่รู้เหมือนกัน” กู้สิงเพื่อนร่วมทีมอีกคนบอก “ไปตามล่าคนอื่นเถอะ ว่าแต่กลุ่มสีน้ำเงินนี่ดูแปลกๆ นะ ทั้งที่กลุ่มสีเหลืองจับคนกลุ่มนั้นไม่ได้เลยสักคน แต่คนกลุ่มสีน้ำเงินกลับถูกประกาศว่าตกรอบ ประหลาดเกินไปแล้ว…”
“ไม่ประหลาดหรอก”
จางซีหยางเอ่ยอย่างครุ่นคิด “ฉันสงสัยว่าข้อมูลการตกรอบของกลุ่มสีน้ำเงินเป็นเรื่องลวงทั้งหมด อาจารย์ไป๋ท่านถนัดเรื่องเลียนเสียงคนมาก”
“เลียนเสียง?”
กู้สิงอึ้งไปครู่หนึ่ง
จางซีหยางยิ้มกล่าว “นายเข้าใจซะใหม่นะ อาจารย์ไป๋ท่านเลียนเสียงใครก็ได้ทั้งนั้น ฉะนั้นตั้งแต่นี้ไปไม่ว่าผู้กำกับจะประกาศอะไรก็อย่าเชื่อ พวกเราจับใครได้แล้วก็แจ้งกันในกลุ่มแชทก็พอ”
“?”
สีหน้าของกู้สิงบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อ สงสัยว่าเพื่อนร่วมทีมฉินโจวสองคนนี้กำลังล้อเขาเล่นแน่ๆ การไล่ล่าของกลุ่มสีขาวดำเนินต่อไปเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกัน ลำโพงขยายเสียงตัวใหญ่ประกาศข่าวเรื่องแกะตัวนั้นตัวนี้ถูกจับได้เป็นระยะ อย่างเช่นโจวหานจิ้นก็ยังถูกฉีเทียนเหวินจับได้อยู่ดี
ส่วนหลินจือไป๋ในตอนนี้กลับมารวมกลุ่มกับพวกเย่อิงแล้ว และยังทำตามแผนเดิมก่อนหน้านี้คือรับหน้าที่คอยคุ้มกันเพื่อนร่วมทีม ครั้งนี้โชคดีมากไม่มีหมาป่าจากกลุ่มสีขาวโผล่มาแถวนี้เลย ยังไงเสียแต่ละกลุ่มก็มีแค่สี่คน ต้องไล่จับแกะจากอีกสามกลุ่มรวมทั้งหมดสิบสองตัว กำลังพลเลยไม่พอ ในที่สุดก็หมดเวลา
“ครึ่งชั่วโมงต่อจากนี้ กลุ่มสีน้ำเงินจะเป็นหมาป่า ขอให้เหล่าแกะจากอีกสามกลุ่มระมัดระวังและซ่อนตัวให้ดี!”
ทันทีที่เสียงประกาศจากลำโพงขยายเสียงดังขึ้น เย่อิงที่ซ่อนตัวจนเบื่อเต็มทีกระโดดพรวดขึ้นมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอำมหิต “อูซวง ไปกับฉัน!”
“จะไปไหน?”
“ไปตามล่าฉีเจียนเจีย!”
อูซวงลังเลเล็กน้อยก่อนบอกว่า “เราฟังอาจารย์ไป๋ดีกว่าไหม”
ตั้งแต่เล่นเกมนี้มา หลินจือไป๋ได้สร้างภาพลักษณ์ที่พึ่งพาได้เหมือน ‘หัวหน้าทีม’ ขึ้นมาในใจของอูซวงเรียบร้อยแล้ว เมื่อเช้าเรียกพี่ ตอนเที่ยงเรียกอาจารย์? นี่นับเป็นการเลื่อนขั้นหรือเปล่า?
หลินจือไป๋กล่าว “พวกคุณอยากทำอะไรก็ทำเถอะ ถ้าเห็นแกะอยู่ตรงไหนก็ส่งเสียงบอกในกลุ่มก็พอ”
ตอนนี้กลุ่มสีน้ำเงินเป็นหมาป่าแล้ว ในที่สุดหลินจือไป๋ก็ไม่ต้องเป็นพี่เลี้ยงเด็กอีกต่อไป ในใจยินดีปรีดาที่ได้สลัดพวกเธอทิ้งออกไปลุยเดี่ยว
“ไปๆๆ!” เย่อิงลากอูซวงและหานเยว่ซวงเดินจากไป ก่อนไปยังทิ้งท้ายว่า “จอมขูดรีด ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็ตะโกนเรียกชื่ออิงอิงดังๆ นะ”
หลินจือไป๋ : “…”
หลังจากมั่นใจว่าทั้งสามคนไปแล้ว หลินจือไป๋ก็เดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ครูต่อมาเมื่อเดินกลับออกมาอีกครั้งเขาก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จเรียบร้อย กลายร่างเป็นทีมงานรายการ!
ใช่แล้ว หลินจือไป๋รู้สึกว่าถ้าจะชนะเกมนี้ด้วยวิธีปกติ พละกำลังต้องดีเยี่ยมเพราะต้องวิ่งให้เร็วกว่าคนอื่นถึงจะจับคนได้ แต่ทุกคนต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ใครจะวิ่งเร็วกว่าใครได้สักเท่าไหร่เชียว? จะมีก็แต่แขกรับเชิญหญิงที่จับง่ายหน่อย แต่แขกรับเชิญหญิงมีอยู่แค่ไม่กี่คน แถมส่วนใหญ่ก็ยังมาอยู่ในกลุ่มของตน ดังนั้นหลินจือไป๋จึงตัดสินใจใช้วิธีที่ไม่ธรรมดาไล่จับแกะ นั่นคือปลอมตัวเป็นทีมงาน
ส่วนชุดพนักงานชุดนี้ก็แอบขอมาตอนที่ไปยืมไมค์จากผู้กำกับก่อนหน้านี้นั่นแหละ เหล่าทีมงานตากล้องที่ตามถ่ายต่างพากันอึ้งเมื่อเห็นหลินจือไป๋เดินออกมาในชุดที่เหมือนกับพวกเขาเป๊ะๆ
“พี่ชาย” หลินจือไป๋หันไปยิ้มให้ทีมงานคนหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ขอยืมหมวกของคุณใช้สักครู่ได้ไหมครับ?”
“ได้ครับ” ทีมงานพยักหน้าอย่างงงๆ “เอาหน้ากากอนามัยด้วยไหมครับ?”
“หน้ากากไม่ต้องหรอกครับ” หลินจือไป๋กลัวว่าอีกฝ่ายจะยัดหน้ากากที่ใช้แล้วให้ตนเลยรีบส่ายหัวพัลวัน
“อันใหม่ครับ” อีกฝ่ายหยิบหน้ากากอนามัยสีดำอันใหม่ออกมาจากกระเป๋า
“อันนี้ได้เลยครับ!” หลินจือไป๋รู้สึกว่าคราวนี้ยิ่งไม่มีทางพลาดแน่!
เวลานี้เองในห้องแชทกลุ่มสีน้ำเงินมีการแจ้งเตือนข้อความ
เย่อิง: เมื่อกี้เห็นฉีเทียนเหวินกับโจวหานจิ้นกำลังนั่งโม้อยู่ริมน้ำนะ
เย่อิง: รูปภาพ / รูปภาพ
หลินจือไป๋ยิ้มออกมาแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางริมน้ำ รายการเรียลลิตี้มากมายในชาติก่อน มุกที่แขกรับเชิญปลอมตัวเป็นช่างภาพหรือทีมงานมีให้เห็นบ่อยครั้งจนนับไม่ถ้วน ทว่าในโลกใบนี้เรียลลิตี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เหล่าดาราที่เพิ่งเคยเข้าร่วมรายการเรียลลิตี้เป็นครั้งแรกไม่มีทางรู้เลยว่ามุกพวกนี้น่ากลัวขนาดไหน
ริมน้ำ โจวหานจิ้นยิ้มกล่าว “กลุ่มสีน้ำเงินอ่อนแอเกินไปแล้ว มีอาจารย์ไป๋เป็นผู้ชายแค่คนเดียว ส่วนแขกรับเชิญหญิงอีกสามคนวิ่งตามเราไม่ทันหรอก”
“อื้ม” ฉีเทียนเหวินก็ไม่เห็นกลุ่มน้ำเงินอยู่ในสายตา “ต่อให้เป็นหลินจือไป๋มา อย่างมากเราก็แค่แยกกันหนี ไม่แนว่าเขาจะตามทัน”
นี่แหละที่เรียกว่ามั่นใจเพราะมีดี และระหว่างที่ทั้งสองคุยกันอยู่นั้นแน่นอนว่าพวกเขาก็ยังคอยสังเกตสถานการณ์รอบๆ ไปด้วย เห็นทีมงานใหม่สองสามคนวิ่งมาทางด้านหลังแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ระหว่างการถ่ายทำรายการวาไรตี้สิ่งที่ไม่ขาดแคลนเลยก็คือทีมงาน…
จู่ๆ โจวหานจิ้นก็รู้สึกเหมือนมีใครมาสะกิดไหล่ เขาหันไปถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าครับ?”
ฉีเทียนเหวินก็โดนสะกิดเหมือนกัน “มีอะไรเหรอ?”
“ไม่มีอะไรครับ” ทีมงานตอบกลับมา ทั้งคู่พยักหน้าแล้วก็คุยเล่นกันต่อ ถึงขั้นคุยกันว่าวันหลังจะมาตกปลาที่นี่ด้วยกัน แถมยังโอ้อวดว่าทักษะการตกปลาของตนสูงส่งขนาดไหน
และในตอนนี้เองลำโพงก็ประกาศว่า
“โจวหานจิ้น ตกรอบ!”
“ฉีเทียนเหวิน ตกรอบ!”
สีหน้าของโจวหานจิ้นและฉีเทียนเหวินชะงักนิ่งไปพร้อมกัน ทั้งคู่มองหน้ากันเลิกลัก ก่อนจะหันขวับไปมอง ‘ทีมงาน’ คนนั้นทันที
“เชิญทั้งสองท่านตามสบายครับ” หลินจือไป๋เอ่ยด้วยรอยยิ้มกริ่มแล้วเดินจากไปทันที เวลามีจำกัดเขาต้องรีบไปจับแกะเพิ่ม จะหวังพึ่งเพื่อนร่วมทีมสามคนให้ทำสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันคงไม่ได้
“ไป๋ตี้!”
“หลินจือไป๋!”
ทั้งคู่กัดฟันกรอด
และในระหว่างที่เกมดำเนินต่อไป เสียงประกาศการคัดออกก็ดังมาจากลำโพงอย่างต่อเนื่อง
“เย่เจิ้น ตกรอบ!”
“กู้สิง ตกรอบ!”
“หลานเหย่ ตกรอบ!”
เย่อิง อูซวง และหานเยว่ซวง สามคนยังจับใครไม่ได้เลยสักคน เมื่อได้ยินเสียงประกาศคนตกรอบติดต่อกัน สาวทั้งสามก็ถึงกับอึ้งงัน!
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” เย่อิงตกตะลึง “พวกเขาโดนหลินจือไป๋คัดออกหมดเลยเหรอ?”
“ห้าคน!” อูซวงเองก็เบิกตากว้าง “อาจารย์ไป๋คนเดียวจับแกะได้ตั้งห้าตัว!”
“แถมยังเป็นแกะตัวผู้หมดเลยด้วย!” หานเยว่ซวงเสริม
ห้าคนนี้เป็นผู้ชายทั้งหมด สาเหตุหลักเพราะแขกรับเชิญชายต่างชะล่าใจ คิดว่ากลุ่มสีน้ำเงินไร้พิษสงเลยมัวแต่พักผ่อน สิ่งที่พวกเขาคิดคือถ้าเจอหมาป่าสีน้ำเงินก็แค่ต้องวิ่งวัดกันที่พละกำลัง แต่ใครจะไปรู้ว่าหลินจือไป๋จะปลอมตัวเป็นทีมงานละ ดังนั้นแขกรับเชิญชายเหล่านี้จึงถูกเขาจับได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนแขกรับเชิญหญิงที่รู้จักหลบซ่อนตัว หลินจือไป๋เองก็ไม่อยากเสียเวลาไปตามหาด้วย
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น หลินจือไป๋ก็เหลือบไปเห็นคนคุ้นเคยอีกสองคน เย่จวินจี๋! เออิจิโร่! ถ้าจับสองคนนี้ได้ กลุ่มสีน้ำเงินก็ชนะเป็นที่หนึ่งแน่นอน แต่สองคนนี้จับไม่ง่ายเพราะทั้งสองคนดันปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้น่ะสิ!
ถึงต้นไม้จะไม่สูงมากนักแต่ไม่มีกิ่งก้านให้เหยียบ คนปกติทั่วไปคงปีนขึ้นไปไม่ได้แน่ ไม่รู้ว่าเจ้าสองคนนี้ปีนขึ้นไปได้ยังไง แต่อย่างไรหลินจือไป๋ก็ไม่อยากปีนขึ้นไป ทำยังไงดี?
หลินจือไป๋เดินเข้าไปใกล้อย่างไม่กระโตกกระตาก ดวงตากลอกกลิ้งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์เออิจิโร่ครับ ดูเหมือนไมค์ของคุณจะมีปัญหาเรื่องการรับเสียงนิดหน่อย ผมต้องขอปรับหน่อยครับ”
“ตอนนี้ผมยังลงไปไม่ได้หรอก” เออิจิโร่ไม่อยากลงจากต้นไม้เลย
หลินจือไป๋ยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องลงมาหรอก แค่ส่งไมค์จากบนต้นไม้มาให้ผมก็พอครับ”
“ได้เลย” เออิจิโร่เริ่มรำคาญนิดหน่อย แต่การถ่ายทำต้องอาศัยการบันทึกเสียงจริงๆ จึงถอดไมค์แล้วยื่นให้หลินจือไป๋
หลินจือไป๋เขย่งปลายเท้าขึ้นไปรับ เขาสามารถแตะถึงมือของเออิจิโร่ได้แล้ว แต่หลินจือไป๋ไม่ได้แตะตัวเขาโดยตรง เพราะถ้าแตะเออิจิโร่ก็จะถูกประกาศว่าตกรอบทันที แล้วเย่จวินจี๋ก็จะรู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดังนั้นหลังจากหลินจือไป๋ได้รับไมค์มา ก็ทำทีตรวจสอบครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
“ขออภัยครับ ดูเหมือนทีมคุมเสียงของเราจะเข้าใจผิด ไมค์ของอาจารย์เออิจิโร่ไม่มีปัญหาครับ น่าจะเป็นไมค์ของอาจารย์เย่จวินจี๋ที่มีปัญหา ขอผมดูหน่อยได้ไหมครับ?”
“ได้สิ” เย่จวินจี๋ไม่ได้เอะใจ ถอดไมค์ยื่นให้หลินจือไป๋ทันที
หลินจือไป๋ไม่ได้รีบรับมา แต่หันไปบอกเออิจิโร่ก่อนว่า “คืนไมค์ให้ครับ รับดีๆ นะครับ”
“อื้ม” เออิจิโร่รับไมค์คืนไป มือของเขาถูกหลินจือไป๋แตะเข้าให้แล้วแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร อีกด้านหนึ่งเย่จวินจี๋ยังคงถือไมค์ค้างไว้ หลินจือไป๋ยิ้มแล้วยื่นมือไปรับ
เวลานี้เองเสียงจากลำโพงก็ดังขึ้น
“เออิจิโร่ ตกรอบ”
“ตกรอบ?” สีหน้าของเย่จวินจี๋มึนงง ยังไม่ทันตั้งตัวมือของเขาก็ถูกหลินจือไป๋แตะเข้าแล้ว
“เย่จวินจี๋ ตกรอบ”
เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นอีกครั้งทำให้ทั้งสองสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“นี่นาย…” ทั้งคู่จ้องเขม็งไปที่หลินจือไป๋ หลินจือไป๋ถอดหน้ากากอนามัยออกแล้วเงยหน้าส่งยิ้มที่สดใสให้ ประจวบเหมาะที่เวลานี้เสียงจากลำโพงประกาศก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า
“หลี่เซียว ตกรอบ”
รอยยิ้มของหลินจือไป๋ยิ่งกว้างขึ้นไปอีก ดูท่าสามสาวก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ซะทีเดียว อย่างน้อยก็ยังจับแกะได้หนึ่งตัว