ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 418 ทุกคนลุกขึ้นยืน! (1)
ตอนที่ 418 ทุกคนลุกขึ้นยืน! (1)
เมื่อเห็น หลินจือไป๋ เดินไปที่เวที คุณตาคนหนึ่งที่อยู่ข้างล่างก็พลันตะโกนเสียงดัง นำชาวบ้านทุกคนปรบมือให้อย่างเกรียวกราว
หลินจือไป๋ มองไปก็พบว่าเป็นคุณตาที่เคยตกปลาด้วยกันในวันนั้น จึงยิ้มพลางโบกมือให้ แล้วส่งสัญญาณให้ทีมงานช่วยเปิดดนตรีประกอบที่เขาเพิ่งทำเสร็จเมื่อคืน
เพื่อการแข่งขันนี้ หลินจือไป๋ ต้องอยู่ทำเพลงถึงเที่ยงคืนดึกดื่นเลยทีเดียว เย่อิงจ้องมอง หลินจือไป๋ ด้วยความอยากรู้ ก่อนจะได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงนำดังขึ้น
ฉีเจียนเจียสัมผัสทำนองนำแล้วครุ่นคิด ดนตรีนี้เธอไม่คุ้นเอาเสียเลย บรรดาแขกรับเชิญชาวฉีโจวหลายคนไม่ได้ใส่ใจนัก พวกเขาพูดคุยกันพลางหันมอง หลินจือไป๋ เป็นระยะ
ในสายตาของชาวฉีโจวส่วนใหญ่ การแข่งขันนี้ หลินจือไป๋ ที่เป็นคนฉินโจวคงได้แค่รางวัลปลอบใจประเภท ‘ขอบคุณที่มาร่วมสนุก’ เท่านั้น เพราะชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลของฉีโจวส่วนใหญ่ชอบฟังเพลงรักคลาสสิกที่ต้องร้องด้วยภาษาฉีถึงจะเข้าถึงอารมณ์
พวกนักร้องฉินโจวไม่น่าจะถนัด โดยเฉพาะเมื่อต้องมาเทียบกับเหล่านักร้องดังของฉีโจวบนเวทีเดียวกัน เรียกได้ว่าในบรรดาดาราฉีโจวเหล่านี้มีแค่ เย่จวินจี๋ คนเดียวที่รู้ว่า หลินจือไป๋ ถนัดเพลงภาษาฉีมาก แต่ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่างเขาจึงไม่ได้บอกคนอื่น
แน่นอนว่าเออิจิโร่เพื่อนซี้ของเขาก็ไม่ได้แพร่งพรายเช่นกัน เขาไม่ยินดีจะยกย่อง หลินจือไป๋
ด้วยเหตุนี้แม้แต่ในคอมเมนต์สดก็มีแต่ความเห็นประเภท ‘รอบนี้ท่านมหาเศรษฐีเสียเปรียบหนักแน่’ ในขณะที่ดาราฉินโจวแต่ละคนกลับมีสีหน้าคาดหวัง
คนฉินโจวคนไหนบ้างไม่รู้ว่าพรสวรรค์ทางดนตรีของ หลินจือไป๋ เหนือมนุษย์ขนาดไหน?
ขณะที่ต่างคนต่างความคิดมากมาย เสียงร้องของ หลินจือไป๋ ก็ดังขึ้นที่ข้างหูของทุกคนในที่สุด
“หากไร้มวลบุบผา ชั่วขณะนี้จะถูกทำลายลงไหม?
หากไร้ซึ่งกองไฟ จะยังคงอบอุ่นอยู่หรือเปล่า?
หากไร้ซึ่งพลุดอกไม้ไฟ จะร่วมเฉลิมฉลองกันได้ไหม?”
ในพริบตา ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ!
เหล่าศิลปินชาวฉีโจวต่างเงยหน้าขึ้นมองไปที่ หลินจือไป๋ ด้วยความตกตะลึงปนสงสัย เขาร้องเพลงสำเนียงภาษาฉีได้มาตรฐานสุดๆ เลย!
ผู้ชมเองก็ตะลึงเช่นกัน!
‘ออกเสียงภาษาฉีได้มาตรฐานมาก!’
‘ท่านมหาเศรษฐีพูดภาษาฉีเป็นด้วยเหรอ!?’
‘เซอร์ไพรส์มาก ตั้งแต่ถ่ายรายการมายังไม่เคยได้ยินท่านมหาเศรษฐีพูดภาษาฉีเลยสักคำ นึกไม่ถึงว่าจะเป๊ะขนาดนี้’
‘ท่านมหาเศรษฐีนี่ซ่อนคมไว้จริงๆ!’
‘น้อยนักที่จะได้ยินคนนอกทวีปร้องเพลงภาษาฉีได้มาตรฐานขนาดนี้!’
‘กรี๊ดดดดด!’
‘เหมือนฉันจะชอบท่านมหาเศรษฐียิ่งกว่าเดิมแล้ว!’
‘เชี่ย!’
‘เพลงนี้ดูจะเพราะไม่เลวเลยนะ!’
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกัน หลินจือไป๋ ก็ร้องท่อนถัดมา
“หากรักเป็นเพียงละครลวงหลอก ถูกจัดฉากไว้ให้ดูงดงาม แม้แต่อ้อมกอดก็ยังเลียนแบบตัวเอกในละครหรือไร?”
ตอนที่ร้องท่อนแรกสิ่งที่ทุกคนสนใจคือความเป๊ะของภาษาฉีที่ หลินจือไป๋ ร้องออกมา
แต่มาถึงตรงนี้เมื่อทำนองเริ่มดำเนินไป ผู้ชมนับไม่ถ้วนต่างเริ่มสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของเพลงนี้!
ทันใดนั้น ทุกคนก็ตั้งใจฟังกันมากขึ้น
สีหน้าของแขกรับเชิญฉีโจวเริ่มเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงพวกโจวหานจิ้นและคนฉินโจวที่ยังคงมีใบหน้ายิ้มแย้มได้อยู่ในตอนนี้
“เธอบอกว่าฉันไม่อาจทำให้เธอยิ้มได้ทุกวัน ฉันไม่อาจเอื้อนเอ่ยถ้อยคำแสนหวานให้เธอได้ฟัง เป็นนิยามความบกพร่องที่อยู่ในใจของเธอ เหมือนเศษหนามที่ทิ่มแทงตรงหางตา!”
เพลงนี้มีชื่อว่า ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’ ต้นฉบับคือหวังเจี๋ยจากเกาะฮ่องกงในชาติก่อน
เพลงนี้เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของเขาเลย ในช่วงรุ่งเรืองที่สุดของหวังเจี๋ยในชาติก่อน เคยขกวาดล้างวงการเพลงทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องมาแล้ว
ผลงานชิ้นเอกของเขาอย่าง ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’ เพลงนี้ ยิ่งโด่งดังเป็นพลุแตกในแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และฮ่องกงอย่างยาวนาน
หลินจือไป๋ เชื่อว่าในทวีปฉีโจวของโลกนี้เพลงนี้ก็น่าจะสั่นคลอนหัวใจของคนฟังได้เช่นกัน
ความจริง หลินจือไป๋ ร้องมาถึงตรงนี้ชาวบ้านก็อินจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
เพลงนี้มีกลิ่นอายเพลงภาษาฉีคลาสสิกเข้มข้นมาก เข้ากับรสนิยมการฟังเพลงของชาวบ้านอย่างเหมาะเจาะลงตัว
โดยเฉพาะช่วงระหว่างท่อนเวิร์สไปสู่ท่อนฮุค อารมณ์ที่ค่อยๆ ไต่ระดับแทบล้นทะลักออกมานั้นทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกร่วมได้อย่างง่ายดาย
และยังเกิดความคาดหวังอย่างแรงกล้าต่อท่อนไคลแมกซ์ต่อจากนี้ จนกระทั่งสีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความคาดหวัง!
และวินาทีนี้เอง หลินจือไป๋ ชูไมค์ขึ้นสูง ร้องถึงช่วงไคลแมกซ์ของเพลง
การระเบิดของอารมณ์ที่เข้มข้นถึงขีดสุด จุดชนวนความรู้สึกผู้ฟังชาวบ้านอย่างง่ายดาย
ความคาดหวังเหล่านั้นได้รับการตอบสนองจนเป็นที่พึงพอใจ นี่แหละดนตรีที่พวกเขาอยากได้ยิน นี่แหละความรู้สึกที่พวกเขาชื่นชอบ
“ไฉนไม่โรแมนติกจึงกลายเป็นความผิด?
เหตุใดไม่หวือหวาจึงกลายเป็นเรื่องเลวร้าย?
ไม่เคยสังเกตเห็นการกระทำทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน แม้ไร้คำหวานแต่ทั้งหมดคือหลักฐานหนักแน่นว่ารักเธอ”
คุณตานักตกปลาคนนั้นลุกขึ้นตะโกนเสียงดังว่า “แจ๋ว!”
สิ้นเสียงตะโกน ชาวบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างก็อดรนทนความตื่นเต้นไม่ไหว พากันตะโกนเชียร์เสียงดังพร้อมกับปรบมือไปด้วย
เพลงนี้ช่างเพราะจริงๆ!
ส่วนแขกรับเชิญชาวฉีโจวต่างอึ้งสนิท โดยเฉพาะพวกนักร้องยิ่งมีสีหน้าตกตะลึงถึงขีดสุด!
หลินจือไป๋ พูดภาษาฉีพวกเขายังพอรับได้ เพราะคนที่มีพรสวรรค์ด้านภาษาก็มีไม่น้อย แต่ที่ทำให้ทุกคนตกใจจริงๆ คือคุณภาพของเพลงนี้ต่างหาก!
“นี่คือเพลงอะไร?”
“คงไม่ใช่เพลงที่คนฉีโจวของเราแต่งขึ้นมาหรอกนะ?”
“ไม่ใช่แน่นอน!”
“หรือ หลินจือไป๋ แต่งเอง?”
“เชี่ย!”
“หมอนี่ไม่ใช่คนฉินโจวหรอกเหรอ? คนฉินโจวแต่งเพลงภาษาฉีได้ด้วย!?”
เมื่อได้ยินเสียงอุทานตื่นตระหนกของเหล่าดาราฉีโจว โจวหานจิ้นก็พลอยรู้สึกภูมิใจไปด้วย เอ่ยอย่างลำพองใจนิดๆ ว่า
“นี่นะก็แค่ทักษะพื้นฐานของอาจารย์ไปตี้เท่านั้นแหละ เขาไม่ใช่แค่เชี่ยวชาญภาษาฉีของพวกนาย แม้แต่ภาษาอูเขาก็ช่ำชองมาก ถึงขั้นแต่งเพลงภาษาฉีที่ดังระเบิดระเบ้อมาแล้วด้วย”
“เขาแต่งเองจริงๆ เหรอ?”
แววตาของเย่อิงทอประกายระยิบระยับไม่ขาดสาย
เย่จวินจี๋ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “ต้องเป็นเขาแต่งแน่นอน”
หลินจือไป๋ มีความสามารถแบบนั้นจริงๆ เพราะอีกฝ่ายเคยแต่งเพลงภาษาฉีในการแข่งขัน ‘King of Mask Singer’ มาแล้ว แถมยังเอาชนะเขาได้ด้วย
เย่จวินจี๋ นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ยังหงุดหงิด กระทั่งเก็บเพลงนั้นไปฝันอยู่บ่อยๆ เพลงนั้นชื่อว่า ‘รักแม่จริงๆ’
ฉีเจียนเจียไม่ได้พูดอะไร แต่เมื่อมองไปที่ หลินจือไป๋ บนเวที แววตาของเธอกลับมีความเปลี่ยนแปลงซับซ้อนบางอย่าง ตั้งใจฟังเสียงร้องในตอนนี้ของอีกฝ่าย
“ไฉนความขมขื่นไม่โรแมนติกจึงกลายเป็นความผิด?
เหตุใดถึงเฝ้ารอเพียงแค่สิ่งพิเศษเสมอ?
ไม่เคยสังเกตเห็นว่าน้ำเสียงของฉันอ่อนโยนกับเธอ เสียงลมหายใจของฉันอธิบายมันไปหมดแล้ว ไม่ว่าอะไรจะขอใช้ทั้งชีวิตแทนคำสัญญา”
ความหมายของเนื้อเพลงนี้ง่ายมาก ง่ายจนคนอดสงสัยไม่ได้เลยว่าคนที่มี ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’ นี้คือตัว หลินจือไป๋ เองหรือเปล่า?
แน่นอนนอกจากจินตนาการที่ฟุ้งซ่านแล้ว สิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้มากที่สุดก็คือความตกตะลึง โดยเฉพาะเหล่าผู้ชมชาวฉีโจวที่กำลังชมไลฟ์สดอยู่!
‘เพราะมาก!!!’
‘เพลงนี้เพราะเกินไปแล้ว!’
‘เพลงนี้ชื่อว่าอะไร ฉันจะดาวน์โหลด!’
‘แปลกจัง ไม่ถูกสิ ฉันลองค้นหาตามเนื้อเพลงแล้วทำไมไม่เจอเพลงนี้เลยละ?’
‘นี่ไม่ใช่เพลงของฉีโจวเราเหรอ!?’
‘แอปแยกแยะเสียงเพลงก็ยังระบุเพลงนี้ไม่ได้เลย!’
‘เพลงนี้เหมือนจะเป็นผลงานต้นฉบับของ หลินจือไป๋!’
‘จริงปะเนี่ย?’
‘หลินจือไป๋ ไม่ใช่คนฉินโจวเหรอ เขาเขียนเพลงภาษาฉีได้ด้วย!?’
‘เพลงนี้ไม่ว่าสไตล์ดนตรีหรือเนื้อเพลงต่างก็มีกลิ่นอายฉีโจวเข้มข้นทั้งนั้นเลยนะ!’
ผู้ชมชอบเพลงนี้มาก!
คุณภาพของเพลงนี้สูงมาก! แม้ก่อนหน้านี้ หลินจือไป๋ จะเคยร้องเพลงมาบ้าง แต่ถ้าพูดถึงพลังทำลายล้างแล้ว เพลงนี้นี่แหละที่ส่งผลกระทบต่อทุกคนมากที่สุด!
เพราะนี่คือเพลงภาษาฉีเพลงแรกที่ หลินจือไป๋ หยิบออกมา และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ หลินจือไป๋ ร้องเพลงด้วยภาษาฉี
แล้วพอ หลินจือไป๋ ออกเสียงภาษาฉีที่ได้มาตรฐานขนาดนี้ ระยะห่างระหว่างเขากับผู้ชมชาวฉีโจวก็ถูกดึงเข้ามาใกล้กันมากขึ้นทันที
ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้ถึงแม้จะมีคนที่ชอบ หลินจือไป๋ มากอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง เพราะอีกฝ่ายเป็นดาราต่างทวีป สัญชาตญาณของคนยังไงก็อยากสนับสนุนดาราจากทวีปตัวเองที่สุดอยู่ดี
แต่เมื่อทุกคนรู้ว่า หลินจือไป๋ พูดภาษาฉีได้มาตรฐานเป๊ะสุด กำแพงใจที่เคยมีอยู่บางๆ ก็พลันสลายหายไป!
เมื่อผู้ชมมองดูดาราต่างทวีปคนนี้อีกครั้ง ก็แทบไม่มีความรู้สึกห่างเหินอยู่อีกแล้ว ถึงขั้นยังถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกสนิทใจอย่างล้นปรี่ขึ้นมาเสียอย่างนั้น!
อย่างน้อยนี่ก็พิสูจน์ได้ว่า หลินจือไป๋ มาที่ฉีโจวไม่ใช่แค่มากอบโกยเงินอย่างเดียว แต่เขารู้ว่าเขาชอบวัฒนธรรมฉีโจวจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะพูดภาษาฉีได้คล่องขนาดนี้ หรือกระทั่งแต่งเพลงภาษาฉีได้อย่างไรกัน?
แน่นอนว่าเรื่องการแต่งเพลงภาษาฉีนั้นเป็นการคาดเดาของทุกคน แต่ดูปฏิกิริยาของเหล่าดาราฉินโจวแล้วก็น่าจะใช่เกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
และเมื่อ หลินจือไป๋ ร้องจบ ผู้กำกับก็ถามสิ่งที่ทุกคนสงสัยออกมา
“ช่วยแนะนำเพลงนี้สักหน่อยได้ไหมครับ?”
“เพลงนี้ชื่อว่า ‘ความผิดฐานไม่โรแมนติก’ ครับ เพราะตั้งแต่รายการออกอากาศมาจนถึงตอนนี้ หลายคนเรียกผมว่ามหาเศรษฐี แถมยังบอกว่าผมเป็นพวกทื่อมะลื่อ ไม่รู้จักความโรแมนติก จ้องจะเอาแต่เงินอะไรทำนองนั้น เมื่อคืนผมเลยอาศัยแรงบันดาลใจมั่วซั่วพวกนั้นแต่งเพลงนี้ขึ้นมาครับ”
แม้จะเป็นการพูดเรื่อยเปื่อย แต่ตรรกะก็ไม่มีปัญหา ที่สำคัญที่สุดคือทุกคนมั่นใจแล้วว่านี่คือเพลงที่ หลินจือไป๋ แต่งขึ้นมาเอง แถมยังเพิ่งแต่งเมื่อคืนด้วย!
“แล้วภาษาฉีของคุณเรียนมาตอนไหนเหรอครับ?”
“ตอนเด็กๆ ก็พอจะรู้เรื่องแล้วละครับ เพราะผมชอบวัฒนธรรมของฉีโจวมาก และสนใจภาษาฉีมากด้วย”
เป็นการกุเรื่องขึ้นมาเช่นกัน แต่ก็พูดไม่ได้ว่ากุเรื่องขึ้นมาทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะยังมีส่วนที่จริงอยู่บ้าง อย่างเช่นในชาติก่อนตอนเด็กๆ หลินจือไป๋ ชอบภาพยนตร์และละครของฮ่องกงมากจริงๆ เชื่อว่าคนรุ่นแปดศูนย์เก้าศูนย์ตอนนั้นส่วนใหญ่ก็แบบนี้
ไม่ต้องสงสัยเลย ผู้ชมชาวฉีโจวประทับใจกับคำพูดนี้มาก!
‘ว้าว!’
‘ท่านมหาเศรษฐีของเรามีพรสวรรค์จริงๆ!’
‘ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่าทำไมท่านมหาเศรษฐีถึงมีชื่อในวงการว่า ไปตี้’
‘เมื่อก่อนรู้สึกว่าหยิ่งผยอง ตอนนี้กลับรู้สึกว่าไม่ผิดเลยนะ!’
‘ตกหลุมรักท่านมหาเศรษฐีเข้าแล้ว!’
‘ตอนนี้ฉันคือแฟนคลับตัวยงของท่านมหาเศรษฐี!’
‘ท่านมหาเศรษฐีคือดาราต่างทวีปคนเดียวที่ฉันติดตาม!’
‘เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมบางคนถึงชอบดาราต่างทวีป ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว!’
‘ท่านมหาเศรษฐีไม่ใช่ดาราต่างทวีปธรรมดาๆ นะ!’
เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้ หลินจือไป๋ ได้ทลายน้ำแข็งในใจของใครหลายคนแล้ว
ในสายตาของผู้ชมชาวฉีโจว คำว่า ‘ดาราจากต่างทวีป’ บนตัวเขาเริ่มจางหายไป ทุกคนเริ่มเปิดใจยอมรับเขาอย่างแท้จริง
ทำไมซูเปอร์สตาร์ระดับทวีปถึงมีน้อยนัก?
ก็เพราะแต่ละทวีปต่างก็มีความรู้สึกต่อต้านคนนอกโดยสัญชาตญาณ ถ้าอยากเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับทวีปก็ต้องหาวิธีลดทอนความรู้สึกต่อต้านคนนอกนั้นลงให้ได้
หลินจือไป๋ เริ่มแก้ปัญหานี้ได้แล้วผ่านรายการวาไรตี้ ‘เยือนเขาลี่ซาน’
และแล้วการร้องเพลงของ หลินจือไป๋ ก็จบลง ชาวบ้านทุกคนต่างปรบมือเกรียวกราวกระตือรือร้นที่จะโหวตให้!
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของทุกกลุ่ม สีหน้าของทุกคนเริ่มแปลกประหลาดขึ้นมา
การแข่งขันวันนี้อันดับหนึ่งคงไม่ใช่กลุ่มน้ำเงินอีกหรอกนะ?