ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 419-2 Truth or Dare! (2)
เยอิงหมุนขวด คนตาดีต่างก็ดูออกกันทั้งนั้นว่าเธอโกง เพราะปากขวดแทบจะเล็งตรงไปที่ฉีเจียนเจีย
ฉีเจียนเจียเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้คัดค้าน
ทุกคนอยากจะแซวต่อแต่สุดท้ายก็ต้องกลั้นไว้ สีหน้าของแต่ละคนดูแปลกๆ เพราะกังวลว่าเยอิงจะถามคำถามที่เกินเลยไป
“เจียนเจีย”
เยอิงหรี่ตาลงแล้วจู่ๆ ก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า “สเปกในอุดมคติของเธอเป็นแบบไหนเหรอ?”
ทุกคนพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
คำถามนี้ไม่ถือว่าเกินไปนัก แถมยังช่วยสร้างสีสันให้รายการได้ดีทีเดียว
เยเจิ้นจ้องมองฉีเจียนเจียเขม็ง เขาเองก็อยากรู้ว่าสเปกของนางในดวงใจเป็นแบบไหนเหมือนกัน
“สเปกของฉัน ถ้าเป็นไปได้ ส่วนสูงควรจะ 180 เซนติเมตรขึ้นไป”
พอประโยคนี้ออกมา แววตาของเยเจิ้นก็เป็นประกาย เพราะเขาสูง 180 พอดี
แน่นอนว่าในบรรดาแขกรับเชิญชายตอนนี้มากกว่าครึ่งต่างก็สูงเกิน 180 กันทั้งนั้น
“แล้วมีอะไรอีกเหรอ?”
เห็นชัดว่าเยอิงยังไม่พอใจแค่นี้
ฉีเจียนเจียเอ่ย “ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้เข้าใจเรื่องดนตรี เพราะฉันเป็นนักร้อง”
เยเจิ้นยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ เรื่องดนตรีเขาก็เข้าใจนะ!
ทว่าในทำนองเดียวกัน ในที่แห่งนี้ก็ยังมีแขกรับเชิญชายเกือบครึ่งที่ตรงตามเงื่อนไขนี้
“ต่อเลย”
ไม่รู้ว่าเยอิงกำลังคิดอะไรอยู่
ฉีเจียนเจียเอ่ย “ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้เขามีพรสวรรค์ที่ทำให้ฉันรู้สึกชื่นชมได้”
เยเจิ้นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งแล้วรู้สึกว่าตัวเองก็น่าจะพอเข้าเกณฑ์อยู่บ้าง ในฐานะศิลปินเพียงคนเดียวในสี่จตุรเทพที่เชี่ยวชาญทั้งสามด้าน เยเจิ้นประสบความสำเร็จทั้งในวงการหนัง ละคร และเพลง จะบอกว่าพรสวรรค์ล้นเหลือก็คงไม่เกินไป!
“มีอีกไหม?”
“งั้นขอข้อสุดท้ายแล้วกันนะ”
ฉีเจียนเจียลูบผมพลางเอ่ยว่า “เขาต้องเป็นฝ่ายเข้าหาฉันก่อน ไม่ใช่ให้ฉันพยายามเข้าหาเขา”
วะฮ่าๆๆ!
เยเจิ้นได้ยินประโยคนี้แล้วตื่นเต้นจนเกือบจะหลุดขำออกมา!
ก็เขาเป็นฝ่ายรุกเข้าหาฉีเจียนเจียอย่างหนักมาตลอดไม่ใช่เหรอ!
เยอิงกลับดูเหมือนดีใจขึ้นมา เอ่ยยิ้มๆ ว่า “งั้นนับว่าเธอผ่านแล้วกันนะ”
“ได้”
ฉีเจียนเจียพูดพลางหมุนขวด ปรากฏว่าปากขวดเล็งตรงไปที่หลินจือไป๋
หลินจือไป๋ถึงกับอึ้ง “พวกคุณเล่นโกงกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้เลยเหรอเนี่ย ให้คนอื่นมีส่วนร่วมบ้างจะได้ไหมล่ะ”
“พวกเราไม่ถือสา!”
พวกที่ยังไม่โดนหมุนใส่ต่างพากันแอบขำ ใครจะไปรู้ว่าตัวเองจะโดนถามอะไรบ้าง แกล้งตายนั่งกินแตงโมดูคนอื่นโดนถามคำถามยากๆ ดีกว่า
“ถามมา”
หลินจือไป๋คิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้มีแอร์ไทม์เพิ่มขึ้น
ฉีเจียนเจียเหลือบมองเยอิงแล้วเอ่ยว่า “งั้นฉันขอถามเรื่องสเปกในอุดมคติของอาจารย์ไปตี้บ้างแล้วกันค่ะ คราวนี้ห้ามบอกว่าเหมาหมดอีกนะ พวกเราอยากฟังความจริง”
“ความจริง?”
หลินจือไป๋ยิ้มพลางเอ่ยว่า “งั้นผมจะพูดความจริงเลยนะ สิ่งที่เรียกว่าสเปกในอุดมคติ มันคือจินตนาการอันสวยงามที่เกิดขึ้นก่อนจะเจอคนที่ชอบ แต่ความจริงผมไม่มีจินตนาการแบบนั้นหรอก เพราะวินาทีที่ผมรู้สึกหวั่นไหวกับใครสักคนนั่นแหละ สเปกในอุดมคติถึงจะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้นมา”
ฉีเจียนเจียชะงักไปครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ยังคงไม่ตอบคำถามนี้ แต่ท่าทางของเขากลับดูจริงจังมาก หรือเขาอาจจะไม่มีสเปกในอุดมคติจริงๆ?
“แล้วถ้าคุณเจอคนที่ชอบ จะเป็นฝ่ายจีบก่อนไหมคะ?”
ฉีเจียนเจียอดถามไม่ได้
หลินจือไป๋เอ่ย “เพราะผมยังไม่เจอคนที่ชอบขนาดนั้น ดังนั้นคำถามนี้ผมเลยยังตอบคุณไม่ได้ในตอนนี้ครับ”
เยเจิ้นเบิกตากว้าง “คุณไม่เคยชอบใครเลยเหรอ?”
“พวกคุณถามเยอะไปไหมเนี่ย?”
หลินจือไป๋เอ่ย “เคยมีคนที่ชอบครับ แต่นั่นมันเรื่องนานแสนนานมาแล้ว”
เป็นเรื่องในชาติก่อน ความทรงจำเลือนรางไปหมดแล้ว
ในชาตินี้หลินจือไป๋ยังไม่เคยหวั่นไหวกับใครเลยจริงๆ เขาถึงขั้นเคยคิดอย่างมีเหตุมีผลว่า คู่ครองในอนาคตควรจะหาคนที่ช่วยส่งเสริมหน้าที่การงานของตัวเองดีไหม อย่างเช่นหยิ่นตงหน่วนหรือชูฉาน ถ้าพวกเธอเต็มใจ
แต่นั่นก็เป็นเรื่องในอดีต เมื่อหน้าที่การงานของหลินจือไป๋ประสบความสำเร็จ และได้สถาปนาตำแหน่งทายาทเสินฮวาในใจของปู่อย่างมั่นคงแล้ว เขาก็ยิ่งไม่มีความจำเป็นต้องใช้การแต่งงานไปแลกเปลี่ยนกับอะไรอีก
เขายิ้มออกมาแล้วจู่ๆ หลินจือไป๋ก็พูดว่า “บ่อยครั้งที่ผู้หญิงมีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักกระบี่ของผมช้าลง ในใจไร้สตรี ชักกระบี่ย่อมทรงพลัง!”
พรูด!
ทุกคนพากันหัวเราะลั่น คอมเมนต์สดก็ขำกลิ้งกับประโยคนี้ของหลินจือไป๋
‘ทฤษฎีนี้เฉียบขาดมาก!’
‘เจ๋ง! นี่แหละคือมหาเศรษฐีที่ฉันรู้จัก ปณิธานดังเหล็กกล้า!’
‘ผู้หญิงมีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักกระบี่ช้าลง เอาจริงดิ?’
‘มิน่านายถึงเก่งกาจขนาดนี้! ที่แท้ก็เป็นเพราะในใจไร้สตรีนี่เอง!’
‘ทำไมจู่ๆ ฉันถึงอยากเห็นท่านมหาเศรษฐีตอนมีความรักขึ้นมาซะอย่างนั้น?’
เกม Truth or Dare ยังคงดำเนินต่อไป หลินจือไป๋สุ่มโดนโจวหานจิ้นในตาถัดมา เอ่ยถามตรงๆ ว่า “จะแต่งงานกับหลี่เชี่ยวเมื่อไหร่ครับ?”
ใบหน้าของหลี่เชี่ยวแดงก่ำขึ้นมาทันที แต่สายตาที่มองหลินจือไป๋กลับแฝงความรู้สึกขอบคุณ ความจริงเธออยากแต่งงานตั้งนานแล้ว แต่ไม่เคยเป็นฝ่ายเอ่ยปากกับโจวหานจิ้นก่อนเลย เพราะเฝ้ารอให้อีกฝ่ายมาขอแต่งงานเอง
“โธ่!”
โจวหานจิ้นนึกไมถึงว่าหลินจือไป๋จะถามคำถามแบบนี้ เขาทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของทุกคน เขามองหลี่เชี่ยวแล้วเอ่ยว่า “น่าจะเป็น… ปีหน้าครับ!”
แขกรับเชิญทุกคนต่างพากันยิ้ม โจวหานจิ้นก็ยิ้มเช่นกัน ส่วนหลี่เชี่ยวก็ได้แต่เอามือปิดหน้าด้วยความเขินอาย
“ขอแนะนำให้ผู้ชมชาวฉีโจวรู้จักหน่อยนะครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มให้กล้องแล้วเอ่ยว่า “พี่โจวกับหลี่เชี่ยวคบหากันมานานถึงห้าปีแล้ว พวกเขาคือคู่รักกิ่งทองใบหยกแห่งวงการเพลงฉินโจวเลยครับ”
จางซีหยางร้องขึ้นว่า “มอบซีดีแผ่นเก่าให้เธอแว่วฟัง ความรักของเราในวันวาน~”
ฉินเลี่ยนรีบร้องต่อทันที “บางครั้งก็พลันลืมไปว่าฉันยังรักเธออยู่~”
ทั้งสองคนร่วมกันร้องเพลง ‘เพราะความรัก’ ที่หลินจือไป๋แต่งให้โจวหานจิ้นกับหลี่เชี่ยว ทุกคนต่างพากันตั้งใจฟังพลางตบจังหวะตาม เมื่อเพลงจบลง ทุกคนต่างพากันปรบมือเชียร์
หานเยว่ช่วงก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เพลงนี้มีชื่อว่า ‘เพราะความรัก’ เป็นเพลงที่อาจารย์ไปตี้แต่งให้พี่โจวกับพี่เชี่ยวค่ะ…”
“เพราะมาก!”
จากการแข่งขันในวันนี้ ทุกคนเริ่มจะชินกับความสามารถในการแต่งเพลงของหลินจือไป๋แล้ว แต่ผู้ชมกลับเริ่มสนใจเพลงที่หลินจือไป๋เคยแต่งในอดีตมากขึ้นเรื่อยๆ
‘ดูเหมือนท่านมหาเศรษฐีจะเคยแต่งเพลงดีๆ ไว้เยอะเลยนะ!’
‘คืนนี้ต้องหาแหล่งฟังเสียแล้ว!’
‘ตอนนี้ในเว็บรวบรวมผลงานมีเพียบเลย!’
‘เพราะช่วงนี้มีคนตามหาเพลงที่มหาเศรษฐีปล่อยในฉินโจวมาฟังกันเยอะมาก!’
‘ดูจากความเร็วในการแพร่กระจายของคลิปพวกนี้แล้ว ทางการคงต้องนำเข้าเพลงของมหาเศรษฐีแล้วละมัง?’
‘รายการนี้หวานจัง บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนดูรายการเดทอยูเลย!’
‘คู่โจวหานจิ้นกับหลี่เชี่ยวนี่เหมือนสามีภรรยากันจริงๆ เลย อยู่ด้วยกันได้ลงตัวมาก!’
‘คืนนี้เยเจิ้นถือว่าแสดงความรักต่อฉีเจียนเจียอีกครั้งแล้วปะ?’
‘เจียนเจียดูไม่สนใจเยเจิ้นเลยสักนิด’
ท่ามกลางหลากคอมเมนต์สด เกม Truth or Dare ก็วนมาอีกรอบหนึ่ง แทบทุกคนเลือกที่จะพูดความจริง และหลังจากที่บาร์บีคิวถูกยกมาเสิร์ฟ ทุกคนก็ยิ่งสนุกกับการกินบาร์บีคิวไปพลางเล่นเกมไปพลาง
เมื่อขวดหมุนไปหยุดที่เยจวินจี หานเยว่ช่วงก็ยิ้มแล้วถามว่า “อาจารย์เยคิดว่าในที่นี้ใครร้องเพลงเก่งที่สุดคะ?”
เพราะแขกรับเชิญส่วนใหญ่เป็นนักร้อง คำถามนี้ของหานเยว่ช่วงจึงไปกระตุกต่อมความรู้สึกของทุกคนเข้าอย่างจัง
เยจวินจีที่เพิ่งจะดื่มเหล้าเข้าไปนิดหน่อย พอได้ยินประโยคนี้เข้าขอบตาก็ถึงกับแดงระเรื่อ เอ่ยว่า “เมื่อก่อนเคยคิดว่าเป็นตัวเอง จนกระทั่งผมได้มาเจอกับหลินจือไป๋”
“เอ๊ะ?”
เยอิงสงสัย “หลินจือไป๋ร้องเพลงเก่งกว่าคุณอีกเหรอคะ?”
ถึงแม้หลินจือไป๋จะร้องเพลงในรายการบ่อย แต่ก็ไม่ได้ใช้ทักษะการร้องอะไรมากมายเลย ทำให้ทุกคนยังฟังอะไรไม่ได้มากนัก
เยจวินจีถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “พวกคุณไม่ได้ดูข่าวเหรอ ที่ก่อนหน้านี้เคยมีเทรนด์ฮ็อตว่าผมไปร่วมรายการแข่งขันร้องเพลงที่ทวีปฉิน แล้วผลคือพ่ายแพ้ยับเยิน”
“เหมือนจะเคยได้ยินอยู่นะ”
“คนที่ทำให้ผมพ่ายแพ้ยับเยินในรายการนั้นก็คือหลินจือไป๋นี่แหละครับ”
ปกติแล้วเยจวินจีไม่เต็มใจที่จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเองสักเท่าไหร่ แต่วันนี้ดื่มหนักไปหน่อยเลยเกิดความรู้สึกว่า ถ้าไม่ได้ระบายออกมาคงอกแตกตาย ยังไงซะเรื่องนี้ถ้าเขาไม่พูด ไม่ช้าก็เร็วทุกคนก็ต้องรู้อยู่ดี เด็ดขาดหน่อยแล้วถือโอกาสอวยยศให้หลินจือไป๋ไปเลยดีกว่า
“ชี้ด!”
คราวนี้เยอิงตกใจจริงๆ แล้ว “หลินจือไป๋ คุณเอาชนะเยจวินจี๋ซึ่งหน้าเลยเหรอ?”
“ก็ประมาณนั้นครับ”
หลินจือไป๋นั่งกินบาร์บีคิวพลางรู้สึกว่ายังเผ็ดไม่พอ เลยหยิบผงพริกมาโรยเพิ่ม
“อย่ากินเผ็ดขนาดนั้นเลย”
ฉีเจียนเจียเอ่ย “ต้องถนอมคอนะ”
หานเยว่ช่วงยิ้มกล่าว “คอของอาจารย์ไปตี้เราดีจะตายไปค่ะ หรือไม่คุณลองโชว์เสียงโลมาในเพลง Opera 2 ดูสิคะ”
“ลองดูนะ”
หลินจือไป๋กระแอมไอทีหนึ่งแล้วร้องออกมา “อา อา อา อา… อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา อา~”
แม้หลินจือไป๋จะร้องแบบตามสบาย แต่เหล่าแขกรับเชิญชาวฉีโจวกลับพากันเผยสีหน้าตกตะลึง
“เชี่ย! ลูกคอนั่นมัน!”
“เปล่งเสียงแบบนั้นออกมาได้ยังไง!”
“อา อา อา อา~”
มีคนพยายามจะเลียนแบบ แต่เสียงกลับฟังดูฝืนพิกล ฉีเจียนเจียเองก็ลองดูบ้าง แล้วก็ร้องได้จริงๆ แต่เมื่อเทียบกับหลินจือไป๋แล้ว กลับรู้สึกเหมือนขาดไปหลายอย่าง
เยอิงก็อยากลองดูเหมือนกัน ผลลัพธ์ก็เหมือนกับฉีเจียนเจียคือร้องได้แต่ด้านความงดงามเห็นได้ชัดว่ายังขาดเสน่ห์แบบหลินจือไป๋
วินาทีนี้ทุกคนถึงได้เชื่อว่าเยจวินจีน่าจะเคยถูกหลินจือไป๋ขยี้จนยับมาจริงๆ!
และในบรรดาทุกคน คนที่อึ้งที่สุดก็คือฉีเทียนเหวิน เขาและเยจวินจีเป็นคู่ปรับตัวฉกาจกัน ฉีเทียนเหวินอยากหาโอกาสเอาชนะหลินจือไป๋ในด้านทักษะการร้องเพลงมาตลอด เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า คนที่ชนะเยจวินจีได้ เมื่อเจอกับเขาก็ต้องแพ้อยู่ดี!
แต่เมื่อครู่นี้ แค่ลูกคอที่หลินจือไป๋เปล่งออกมาสบายๆ ทำลายความมั่นใจของฉีเทียนเหวินจนป่นปี้ไปเลย! เสียงโลมานั่นมันช่างน่าทึ่งเกินไปแล้ว! ถ้าใช้คำเปรียบเทียบแบบทั่วไปก็คือ หมอนี่มีลำคอที่ถูกพระเจ้าประทานจูบมาชัดๆ!
แน่นอนผู้ชมชาวฉีโจวที่กำลังดูไลฟ์สดก็ตกตะลึงเช่นกัน!
‘คุณพระ! ท่านมหาเศรษฐียังเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย!’
‘แคเปล่งเสียงออกมาเล่นๆ ก็ได้เสียงที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้เลย!’
‘นี่เพลงอะไรเหรอ?’
‘เหมือนจะชื่อ Opera 2 นะ?’
‘แล้วมีหนึ่งไหม?’
‘เสียงโลมานี่มันที่สุดจริงๆ!’
‘ฉันมีแหล่งโหลดเพลงนี้ ใครเอากด 1’
‘111111’
ยิ่งดูรายการนี้เท่าไร ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกว่าหลินจือไป๋เป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ขุดเท่าไรก็ไม่หมด! ทุกครั้งที่ทุกคนคิดว่าเริ่มมองทะลุถึงขีดจำกัดของหลินจือไป๋ได้แล้ว อีกฝ่ายก็งัดเอาเซอร์ไพรส์ที่ใหญ่กว่าเดิมมาให้เสมอ!
อย่างเช่นเสียงโลมาเมื่อกี้!
แม้ตัวหลินจือไป๋เองจะร้องจบแบบส่งๆ แล้วหันไปจัดการกับบาร์บีคิวต่อ แต่ผู้กำกับสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า สายตาที่ทุกคนมองหลินจือไป๋มีความเปลี่ยนแปลงใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงมาสุ่มหัวรวมตัวกันอีกรอบ
“รู้สึกไหมว่าหลินจือไป๋เริ่มดึงดูดใจแขกรับเชิญหญิงมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว?”
“ก็ดูมีเค้าอยู่นะ”
“ท่าทีของเยอิงกับฉีเจียนเจียที่มีต่อหลินจือไป๋ดูพิเศษมากเลย”
“งั้นพรุ่งนี้เราให้พวกเขาเล่นเกม ‘วัดใจ’ ดีไหม?”
“โอ้โห แบบนี้ตื่นเต้นกว่าเกม Truth or Dare เยอะเลยนะ”
“ในแง่หนึ่ง การเต้นของหัวใจบอกอะไรได้หลายอย่างเลยละ”
“งั้นเอาตามนี้แหละ!”
“ผมละอยากจะรู้นักว่าหลินจือไป๋คนนี้ เวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับแขกรับเชิญหญิงที่มีเสน่ห์ล้นเหลือพวกนี้ จะยังนิ่งแบบนั้นได้อยู่หรือเปล่า อย่าให้ถึงตอนนั้นหัวใจเต้นรัวไปถึง 150 เชียว คงตลกพิลึกเลย!”