ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 423-2 บทกวีสะเทือนฉีโจว! (2)
ช่วงเที่ยงทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านไปทานมื้อเที่ยง
หลินจือไป๋เข้าครัวทำอาหารสามอย่างซุปหนึ่งอย่าง ในนั้นมีเมนูเนื้อสองอย่างและผักหนึ่งอย่าง โดยปกติปริมาณอาหารจะถูกจัดให้พอเหมาะสำหรับสี่คนพอดี
แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเพราะเยอิงไม่หิวหรืออยากลดน้ำหนัก แม้แต่ข้าวชามเดียวยังทานไม่หมดก็คิดจะลุกไปนั่งที่โซฟาแล้ว
“ลุกขึ้น” หลินจือไป๋เอ่ย “ทานข้าวให้หมดดีกว่านะ”
“ไม่ดี” ก้นของเยอิงลอยพ้นเก้าอี้ทานข้าวไปแล้ว แต่พอได้ยินคำนั้นก็ยอมกลับมานั่งลง แอบตักน้ำซุปราดข้าวเงียบๆ แล้วก้มหน้าก้มตาทานต่อ
ฉูอูถึงกับอึ้ง! อิงอิงไปหัดทำตัวว่าง่ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
คนอื่นอาจไม่เข้าใจ แต่อูอูที่เป็นเพื่อนสนิทนั้นรู้ดีถึงนิสัยอิงอิง เธอจะนิสัยดีไม่มีโรคเจ้าหญิงทั้งที่มาจากตระกูลใหญ่ แต่ในตัวเธอก็มีนิสัยเสียอยู่บ้างอย่างเช่นเรื่องทานข้าว บางครั้งเธอก็จะทานอาหารเหลือทิ้ง ต่อให้พ่อแม่บอกให้ทานให้หมดอิงอิงก็ไม่ฟัง
แต่จันนี้หลินจือไป๋บอกให้เธอทานให้หมดเธอกลับยอม กลับมานั่งทานต่ออย่างว่าง่ายจริงๆ แถมดูจากสีหน้าก็ไม่ได้เหมือนไม่พอใจด้วยมหัศจรรย์!
แน่นอนว่าหลินจือไป๋ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร จิตใต้สำนึกเขาแค่ไม่อยากทิ้งอาหารให้เสียเปล่า ยังไงก็ต้องทานข้าวให้หมดแม้จะเริ่มอิ่มแล้วก็ตาม ราวกับเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ อาจเพราะชาติก่อนได้รับการปลูกฝังเรื่อง “ห้ามกินทิ้งกินขว้าง” มาเยอะละมัง พอเห็นเยอิงทานข้าวเหลือเลยเผลอพูดออกไปตามสัญชาตญาณ
เมื่อเห็นเยอิงให้ความร่วมมือหลินจือไป๋ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “มีบทกวีบทหนึ่งกล่าวไว้ดีมาก” หยุดไปครู่หนึ่ง
หลินจือไป๋ก็ร่ายว่า “กรำแดดพรวนนา (ฉูเหอรือตังอ) เหงื่อหยดรดดิน ใครเล่าจะรู้ ข้าวทุกเมล็ดในจานกลั่นจากความยากลำบากแสนเข็ญ”
“มีบทกวีนี้ด้วยเหรอ?” หานเยว่ซวงเป็นคนฉีโจวแต่เธอกลับจำไม่ได้ว่ามีบทกวีนี้อยู่ด้วย
“เมื่อก่อนไม่มี” หลินจือไป๋เอ่ย “แต่ตอนนี้มีแล้ว”
หานเยว่ซวงยิ้มกล่าว “ฉันว่าแล้วเชียวต้องเป็นบทกวีของเจ้านาย แต่งได้ดีมากจริงๆ ชื่อว่าอะไรเหรอ?”
“สงสารชาวนา”
“ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าฉูเหอคือใคร?” อูอูลูกะพริบตาปริบๆ แสร้งถามอย่างใสซื่อ
เยอิงแทบสำลักข้าวออกมาตรงนั้น “งั้นฉันควรถามด้วยไหมว่าตังอูคือใคร?”
“ฮ่าๆๆๆๆ!” หานเยว่ซวงหัวเราะลั่น “ช็อตนี้อย่าถ่ายนะอย่าถ่ายเด็ดขาด”
คำพูดนี้ไม่มีความหมาย เพราะตอนนี้เป็นไลฟ์สดผู้ชมหน้าจอต่างได้เห็นได้ยินกันหมดแล้ว บอกได้แค่ตอนฉายจริงช็อตนี้คงใส่เข้าไปไม่ได้
ขำจะตายแล้วอยู่ดีๆอูอูก็ขับรถ (เล่นมุกใต้สะดือ) เฉยเลย!
แรงจนล้อรถทับหน้าฉันไปแล้ว!
บทกวีของท่านมหาเศรษฐีมาดีขนาดนี้ประโยคเดียวของอูอูทำเอาเสียหมด!
อิงอิงยังถามอีกว่าตังอูคือใคร ดูท่ารู้เรื่องพวกนี้ดีไม่เบาเลยนะเนี่ย!
เล่นก็เล่นเถอะแต่ฉันรู้สึกว่าบทกวีของท่านมหาเศรษฐีนี้สุดยอดจริงๆนะ!
เจ๋งมากเลยแต่พวกเธอเคยได้ยินประโยคที่ว่า “อย่าโศกเศร้าว่าหนทางเบื้องหน้าจักไร้สหายรู้ใจ ทั่วใต้หล้ามีผู้ใดไม่รู้จักท่าน” บ้างไหม?
นี่คือบทกวีของหลินจือไป๋!
“ขอแนะนำหน่อยคนที่อยู่ในไลฟ์นี้แซ่หลินนามจือไป๋ ฉายาไป๋ฉื่อ เขาคือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวของเรา เป็นเลิศทั้งด้านกวีและบทเพลง!”
หลินจือไป๋ร่ายบทกวีอีกครั้ง ครั้งนี้ร่ายบทกวีโบราณชม…
แม้คำในบทกวี ‘สงสารชาวนา’ จะดูเรียบง่าย แต่พรสวรรค์ทางวรรณศิลป์ที่แฝงอยู่ก็ยังทำให้คนบางส่วนสั่นสะเทือนใจได้ผ่านไลฟ์สด
ที่สำคัญที่สุดคือทุกคนสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าระดับกวีของหลินจือไป๋อยู่ขั้นไหนกันแน่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่การแสดงออกนานๆครั้งก็จะเห็นความสามารถที่แท้จริงได้ทั้งหมด
และในไลฟ์สดก็มีชาวฉินโจวบางส่วนที่พำนักอยู่ในฉีโจว ไม่ว่าด้วยเหตุผลด้านการทำงานหรือการเรียนอยู่ไม่น้อย ชาวฉินโจวเหล่านี้รู้จักหลินจือไป๋เป็นอย่างดี จึงพยายามให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลินจือไป๋ในห้องไลฟ์กันสุดๆ แต่คอมเมนต์ในไลฟ์เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ต่อให้มีคนให้ข้อมูลผู้ชมก็อาจจะไม่ค่อยได้ใส่ใจนัก แต่ดูเหมือนวันนี้จะต่างออกไป เมื่อหลินจือไป๋ร่ายบทกวี ‘สงสารชาวนา’ ผู้ชมต่างรู้สึกว่าบทกวีนี้ยอดเยี่ยมมาก
ขณะที่กำลังซาบซึ้งอยู่นั้นจู่ๆ มีกระทู้หนึ่งปรากฏขึ้นในเว็บบอร์ดที่โด่งดังที่สุดของฉีโจว เจ้าของกระทู้ชื่อว่า ‘คุนคุน’
‘ฉันเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากฉินโจวและเป็นแฟนคลับตัวยงของหลินจือไป๋ เห็นทุกคนดู “เยือนเขาลี่ซาน” แล้วเหมือนจะสงสัยในระดับกวีของหลินจือไป๋ งั้นวันนี้จะให้ทุกคนได้ดูคลิปวิดีโอหนึ่งพวกคุณจะได้รู้ว่าระดับในด้านนี้ของหลินจือไป๋เป็นอย่างไร ส่วนใครที่ไม่สนใจดูวิดีโอก็ดูสรุปบทกวีได้เลย ทั้งหมดเป็นผลงานที่หลินจือไป๋เคยแต่งไว้ก่อนหน้านี้ทั้งนั้น!’
ที่แท้คนคนนี้ได้จัดคลิปวิดีโอตอนที่หลินจือไป๋เข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์เอาไว้ ใต้คลิปวิดีโอนั้นเขายังได้สรุปบทกวีทั้งหมดที่หลินจือไป๋แต่งขึ้นทั้งก่อนและหลังงานประชุมกวีนิพนธ์
แม้กระทั่งกลอนคู่ที่หลินจือไป๋เคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้เขาก็รวบรวมมา จนดูเหมือนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของหลินจือไป๋จริงๆ
ทว่าความจริงคือคนคนนี้เป็น ‘หน้าม้า’ ที่เจียงเฉิงจัดเตรียมไว้โดยเฉพาะ จุดประสงค์หลักเพื่อสร้างกระแสให้ระดับชื่อเสียงของหลินจือไป๋พุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
เพราะยิ่งชาวฉีโจวรู้ถึงความเก่งกาจของหลินจือไป๋มากเท่าไหร่ คนที่ชอบเขาก็จะยิ่งมีมากขึ้นชื่อเสียงก็จะยิ่งโด่งดัง วงจรที่ยอดเยี่ยมแบบนี้แหละถึงจะทำให้หลินจือไป๋กลายเป็นดาราแถวหน้าหรือกระทั่งระดับซูเปอร์สตาร์ของฉีโจวได้
บางครั้งแม้สุราเลิศรสก็ยังหวั่นเกรงตรอกลึก และการจับจังหวะในการโปรโมทครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะตอนนี้หลินจือไป๋กำลังติดอันดับหนึ่งในเทรนด์การค้นหายอดนิยมคู่กับเยอิงอยู่เลย ต่อให้จะเป็นเพราะเห็นแก่หน้าเยอิง แต่พอจู่ๆ ผู้คนได้เห็นโพสต์ที่วิเคราะห์พรสวรรค์ทางวรรณศิลป์ของหลินจือไป๋แบบนี้ก็จะพากันกดเข้ามาดูทันที และหลังจากกดเข้ามาแล้วหลายคนก็ถอนตัวไม่ขึ้นอีก เพราะถ้อยคำที่ถูกรังสรรค์จากปลายปากกาของหลินจือไป๋นั้นช่างงดงามเหลือเกิน!
อย่างเช่นบทกวีชมหิมะที่ว่า ‘หนึ่งเกล็ดสองเกล็ดเก้าเกล็ด’ ตอนเริ่มดูเหมือนจะไม่มีอะไรแต่ตอนจบกลับดึงอารมณ์ให้พุ่งสูงขึ้นจนเห็นภาพความลึกล้ำได้ในพริบตา!
และถ้าบทกวีนี้ถูกสงสัยว่าใช้เล่ห์เหลี่ยมทางภาษางั้น บทกวีอื่นของหลินจือไป๋ก็เป็นพรสวรรค์ที่เปี่ยมล้นออกมาอย่างแท้จริงแล้ว!
อย่างเช่น ‘เย็นย่ำค่ำฟ้าตังเค้าหิมะโปรย จะรวมจิบสักจอกได้ฤาไม่’ หรือ ‘เหมยจำยอมพ่ายขาวสามส่วน แกหิมหิมกลับพ่ายกลิ่นหอมหนึ่งส่วนแห่งเหมย’ หรือ ‘เหมยหลายกิ่งที่มุมกำแพงทนเหน็บหนาวผลิบานอยู่เอกๆ’ หรือแม้แต่ ‘โศกเศร้าว่าหนทางเบื้องหน้าจักไร้สหายรู้ใจ ทั่วใต้หล้ามีผู้ใดไม่รู้จักท่าน’
กระทั่งยังมีผลงานประเภทกวีนิพนธ์อย่าง ‘ปูซวนจื่อ: สรรเสริญดอกเหมย’ และอื่นๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกลอนหรือกวีทุกผลงานล้วนเป็นระดับตำนานเหนือตำนาน ยิ่งไปกว่านั้นมีกลอนคู่ที่หยิบทั้งเสียงหัวเราะรอยยิ้มความโกรธเคืองและการด่าทอมาเติมแต่งให้กลายเป็นบทที่งดงาม…
หลงใหลเขาแล้ว!
ผู้คนมากมายที่ชื่นชอบบทกวีชื่นชอบกลอนคู่ในนาทีนี้ ต่างก็พากันหลงเสน่ห์ของหลินจือไป๋เขาเต็มๆ!
แล้วยิ่งกว่านั้นมีชาวเน็ตจำนวนมากที่เมื่อได้อ่านบทกวีเหล่านี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกดเข้าไปดูวิดีโองานประชุมกวีนิพนธ์แห่งฉินโจววันนั้น!
ในวิดีโอสามารถเห็นได้ว่าหลินจือไป๋เอาชนะคู่ต่อสู้ทีละคนอย่างสง่างามเพียงใด เหยียบย่ำเหล่านักปราชญ์ของฉินโจวไว้แทบเท้า! ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นลายมือระดับเทพของหลินจือไป๋ที่ทำเอานักปราชญ์ทุกคนในนั้นตกตะลึงจนอ้าปากค้าง! แน่นอนว่าชาวเน็ตฉีโจวที่อยู่หน้าจอก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างเช่นเดียวกัน!
ถึงขั้นเกิดความรู้สึก ‘ตื่นเต้น’ ที่รุนแรงยิ่งกว่าการดูหนังบล็อกบัสเตอร์เสียอีก!
เพราะในงานประชุมกวีนิพนธ์ครั้งนั้น หลินจือไป๋ไล่ตบหน้าเหล่านักปราชญ์แห่งฉินโจวจนหน้าชา ไม่ว่าจะหยิบยกช่วงไหนออกมาก็ล้วนแต่มีกลิ่นอายของ ‘ฉากระดับตำนาน’ ทั้งนั้นเท่สุดๆ ไปเลย!
หล่อระเบิดไปเลย!
เช็ดดดที่แท้ท่านมหาเศรษฐีก็โหดขนาดนี้เลย!?
เดิมทีแค่ดูรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ก็รู้สึกดีกับท่านมหาเศรษฐีอยู่แล้ว ตอนนี้ความชอบพุ่งทะลุปรอทไปแล้ว!
รักท่านมหาเศรษฐีจะตายอยู่แล้ว!
ที่แท้ท่านมหาเศรษฐีก็มีช่วงเวลาโชว์เหนือที่ดุเดือดขนาดนี้เลย!
กรี๊ดดดด! ก็รู้สึกเสียดายที่ท่านมหาเศรษฐีไม่ใช่คนฉีโจวของเรา!
บทกวีพวกนี้ต่อให้เทียบกับคนโบราณก็ไม่ด้อยกว่าเลยสักนิด!
ฉันเคยคิดมาตลอดว่าคนสมัยนี้ไม่มีทางเขียนบทกวีเหนือกว่าคนโบราณได้อีกแล้ว!
ที่แท้บนโลกนี้ยังมีปรมาจารย์ด้านกวีที่แท้จริงอย่างหลินจือไป๋อยู่อีก!
สุดยอดเกินไปแล้ว…
ฮือฮากระทู้นี้กลายเป็นไวรัลในพริบตา!
มีคอมเมนต์มากขึ้นเรื่อยๆ กระแสพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด!
เหมือนกับตอนที่คลิปการแสดงเพลง ‘ไอเปรกา 2’ ของเทพดาราร้อยลักษณ์โด่งดังในเวย์ป๋อฉีโจวก่อนหน้านี้ พอกระทู้นี้ดังระเบิดโลกโซเชียลของฉีโจวก็เริ่มแชร์ผลงานบทกวีของหลินจือไป๋เหล่านี้อย่างบ้าคลั่ง!
ความจริงถ้าไม่มีรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ต่อให้ผลงานของหลินจือไป๋จะยอดเยี่ยมผลลัพธ์ในการโปรโมทก็คงไม่ดีขนาดนี้ ถ้าเขาไม่ได้ติดอันดับการค้นหายอดนิยมคู่กับเยอิง อาศัยกระแสของราชินีเพลงคนนี้ชาวเน็ตก็คงไม่อยากขุดคุ้ยหาข้อมูลหลินจือไป๋กันอย่างบ้าคลั่งแบบนี้
เพราะยุคสมัยนี้เต็มไปด้วยความเร่งรีบและวุ่นวาย
ถ้าไม่มีเหตุผลพิเศษอะไรปกติแล้วผู้คนก็มักจะไม่เจาะจงตั้งใจอ่านบทกวีของนักเขียนคนใดคนหนึ่ง และพยายามทำความเข้าใจผลงานทั้งหมดของเขาหรอก
คนเราไม่ได้มีความอดทนขนาดนั้น แต่ด้วยพลังในการแพร่กระจายของรายการวาไรตี้และวงการบันเทิง รวมถึงความอยากรู้อยากเห็นที่ทุกคนมีต่อหลินจือไป๋ ทำให้ผลงานบทกวีของหลินจือไป๋ได้รับการเผยแพร่ในฉีโจวอย่างราบรื่นสุดๆ!
แน่นอนในช่วงแรกที่บทกวีเหล่านี้ถูกแชร์อย่างบ้าคลั่งที่สุด ย่อมต้องเป็นในหมู่ผู้ชมรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ แฟนคลับของเยอิง แฟนคลับของฉิเจียนเจีย รวมถึงแฟนคลับของแขกรับเชิญชาวฉีโจวคนอื่นๆ ในเขาลี่ซานต่างก็สังเกตเห็นประเด็นร้อนนี้กันหมดแล้ว!
[1] ในโซเชียลจีนมีการเอาประโยค “ฉูเหอรือตังอ” มาเป็นมุกใต้สะดือแบบสองแง่สามง่าม โดยตีความว่าฉูเหอกับตังอูเป็นชื่อคน เมื่อรวมกับคำว่า “รอ” ที่หมายถึงพระอาทิตย์ แต่ก็เป็นคำสแลงที่หมายถึงมีอะไรกัน ก็จะเท่ากับว่าฉูเหอมีอะไรกับตังอู…