ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 425 ไลฟ์สดแยกสาย! (1)
เมื่อบทกวีที่หลินจื้อไป๋แต่งไว้ในฉินโจวเริ่มแพร่หลายไปทั่วฉีโจว ในกลุ่มแฟนคลับต่างๆ ของเย่อิ๋งก็เริ่มมีคลิปวิดีโอตอนที่หลินจื้อไป๋เข้าร่วมงานกวีนิพนธ์ฉินโจวปรากฏออกมามากมายเช่นกัน มีทั้งฉบับเต็ม ฉบับตัดต่อ ไปจนถึงฉบับรวมไฮไลต์
วิดีโอเหล่านี้ล้วนถูกใส่เพลงประกอบที่ไพเราะ หลินจื้อไป๋ในวิดีโอไม่ว่าจะเป็นตอนเขียนกลอน แต่งบทเพลง หรือแม้แต่ตอนร่ายคำประพันธ์ ล้วนดูมีระดับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าประทับใจ บางส่วนก็ทำออกมาแบบเรียบง่าย ไม่มีวิดีโอเพียงแค่รวบรวมบทกวีที่หลินจื้อไป๋เคยแต่งไว้ออกมารวมถึงกลอนคู่เหล่านั้นด้วย
เห็นได้ชัดว่าการขุดคุ้ยพรสวรรค์ด้านบทกวีของหลินจื้อไป๋ ได้กลายเป็นเทศกาลรื่นเริงขนานใหญ่ของบรรดาสื่อโซเชียลในฉีโจวไปแล้ว ทุกคนต่างพากันตักตวงกระแสจากเขาอย่างหนัก
สตรีมเมอร์บางคนถึงขั้นใช้หัวข้อคลิกเบตอย่าง “หลินจื้อไป๋มีเสน่ห์อะไรกันแน่ถึงทำให้เย่อิ๋งตกหลุมรักได้” เพื่อดึงดูดผู้ชม โดยบอกตรงๆ เลยว่าราชินีเพลงแห่งฉีโจวอย่างเย่อิ๋งเป็นผู้ที่หลงใหลในตัวหลินจื้อไป๋ และขอแค่กดเข้าไปดูในหัวข้อนั้นก็จะเห็นบทกวีไปจนถึงกลอนคู่ของหลินจื้อไป๋และการอวยพรสวรรค์ของเขาจากสื่อต่างๆ
แน่นอนเรื่องนี้ก็มีข้อดีกับหลินจื้อไป๋เช่นกัน เขาได้รับการโปรโมท ส่วนสื่อก็ได้ยอดผู้เข้าชม ถือว่าได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย แม้ในเวลานี้หลินจื้อไป๋จะยังไม่ค่อยรู้เรื่องความเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์มากนักก็ตาม
จนกระทั่งถึงเช้าวันถัดมา ตอนที่หลินจื้อไป๋ทานมื้อเช้าเขาก็เปิดเวยซูขึ้นมาดู และพบว่าหัวข้ออันดับหนึ่งในการค้นหายอดนิยมคือ ‘ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวหลินจื้อไป๋’ ถึงได้รู้ว่าตนดูเหมือนจะโด่งดังขึ้นอย่างกะทันหันเพราะบทกวีที่เคยแต่งไว้ในฉินโจวถูกขุดออกมา
หลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ ผู้กำกับเรียกทุกคนมารวมกันที่ศูนย์กิจกรรม
“ท่านมหาเศรษฐี ตอนนี้คุณดังระเบิดไปเลยนะ!” หนิงหลิงพอเห็นหลินจื้อไป๋ก็รีบทักทายอย่างกระตือรือร้น “คุณนี่มีพรสวรรค์จริงๆ!”
เมื่อเช้านี้เธอเพิ่งเลื่อนเจอข่าวของหลินจื้อไป๋และได้เห็นบทกวีที่เขาเคยแต่งไว้ ตอนนี้ดวงตาของเธอเปล่งประกายระยิบระยับ ท่าทางกระตือรือร้นกว่าเมื่อก่อนมาก
“ฉันก็เลื่อนเจอบทกวีของเขาเหมือนกัน ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว” ฉีเทียนเหวินความรู้สึกซับซ้อน แต่ปากกลับพูดยิ้มๆ ว่า “ขออภัยที่เสียมารยาท เก่งกาจยอดเยี่ยม”
การถ่ายทำรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ผ่านมาได้สักพักแล้ว ตั้งแต่รายการออกอากาศมา ดูเหมือนรัศมีส่วนใหญ่จะถูกหลินจื้อไป๋แย่งชิงไปหมด แขกรับเชิญหญิงไม่เท่าไหร่เพราะยังไงก็เป็นเพศตรงข้าม แต่ในใจของเหล่าแขกรับเชิญชายกลับอิจฉาอยู่นิดๆ แต่จะทำอะไรหลินจื้อไป๋เพราะอิจฉาริษยาก็ดูจะเสียมารยาทไปหน่อย แขกรับเชิญชายหลายคนจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะปกปิดความรู้สึกแปลกๆ ในใจไว้
แน่นอนว่านี่ไม่รวมถึงแขกรับเชิญจากฉินโจว พวกจางซีหยางและโจวหานจินไม่ได้แปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว นี่คือความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีต่อไป๋ตี้ ด้วยความสามารถของหลินจื้อไป๋ ต่อให้เขาจะมาเริ่มสร้างตัวที่ฉีโจวมือเปล่า ก็ต้องโด่งดังได้อย่างแน่นอน แค่ช้าหรือเร็วเท่านั้น เพราะพรสวรรค์และเสน่ห์ที่เปล่งประกายของคนเรานั้นไม่มีทางบดบังได้ตลอดไป
“ฉันชอบกลอนคู่บทนั้นของอาจารย์ไป๋ตี้มากเลยนะ” หานเย่วซวงร่าย “สายน้ำเขียวใสไร้กังวล เพียงสายลมพัดจึงเกิดระลอก ขุนเขาเขียวหาได้แก่ชรา เพียงแต่หิมะโปรยจนยอดขาว”
ฉู่ฉู่อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “เมื่อคืนฉันเลื่อนไปเจอคลิปนั้นด้วยล่ะ เหมือนตอนนั้นอาจารย์ไป๋จะมีเรื่องกับพวกนักปราชญ์ในฉินโจวเหรอคะ?”
“มันผ่านไปแล้วล่ะ” หลินจื้อไป๋ยิ้มบางๆ เขาไม่อยากคุยเรื่องนี้ หรือจะบอกว่าคร้านที่จะซ้ำเติมพวกนักปราชญ์ฉินโจวเหล่านั้นแล้วก็ได้
ทุกคนคุยกันต่ออีกสักพัก หัวข้อการสนทนาล้วนวนเวียนอยู่แต่เรื่องของหลินจื้อไป๋ เพราะยังไงวันนี้เขาก็คือคนที่มีคนพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียลของฉีโจว
ทันใดนั้น เย่เจิ้นก็ถามด้วยสีหน้าห่วงใย “เจียนเจีย เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ?”
วันนี้ฉีเจียนเจียยังคงแต่งตัวสวยเหมือนเช่นเคย เพียงแตรอยคล้ำใต้ตาปิดไม่อยู่ไปสักนิด ดูปราดเดียวก็รู้ว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ ดวงตาที่ดูเลือนลอยคู่นั้นทำให้เธอดูเหมือนคนที่ยังไม่ตื่นดี ซึ่งมันกลับช่วยลดทอนความเย็นชาแล้วขับเน้นจุดที่ดูบองแบ๊วขึ้นมาแทน ผู้หญิงที่หน้าตาดีก็คงเป็นแบบนี้แหละมั้ง เหมือนกับท่าทางตอนแลบลิ้นที่บางคนทำแล้วดูประดิษฐ์ประดอย ส่วนบางคนกลับดูน่ารักน่าหยิก
“ไม่เป็นไร…” ฉีเจียนเจียขยี้ตาที่ยังสะลืมสะลือ พยายามห้ามทัพไม่ให้เปลือกตาบนและเปลือกตาล่างตกลงมาประกับกัน
ความจริงก็คือเมื่อคืนฉีเจียนเจียดูคลิปวิดีโอฉบับเต็มตอนที่หลินจื้อไป๋เข้าร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์แห่งฉินโจว แถมยังตามไปดูรวมฮิตการแสดงสดเพลงที่เขาร้องในรายการ ‘King of Mask Singer’ อีก รู้ตัวอีกทีก็ดูจนเพลินแล้ว กว่าจะดูจบทั้งหมดเวลาก็ปาไปเกือบตีห้า
และตอนนี้คือเวลาแปดโมงสี่สิบนาที
ฉีเจียนเจียเพิ่งนอนไปได้แค่สามชั่วโมงนิดๆ ย่อมต้องง่วงเป็นธรรมดา ในหัวตอนนี้ยังดูเบลอๆ ไปหมด เมื่อกี้ตอนที่ทุกคนคุยกันเธอเกือบจะสัปหงกไปแล้ว แต่เย่เจิ้นดันมาทักเข้าพอดี ทำให้ตอนนี้กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง กระทั่งรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับไปทำเรื่องไม่ดีมาอย่างไรอย่างนั้น จะให้ทุกคนรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเธอเกือบไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะแอบดูคลิปสั้นพวกนั้นของหลินจื้อไป๋จนเพลินไป อย่างบอกไม่ถูก
เห็นได้ชัดว่าเธอคิดมากไปเอง คนอื่นคิดไม่ถึงขนาดนั้นหรอก จะมีก็แต่เย่อิ๋งที่เอียงคอจ้องมองเธอด้วยสายตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากที่ทุกคนแสดงความห่วงใยฉีเจียนเจียอีกพักใหญ่ ผู้กำกับหวงถิงก็เดินเข้ามา ทุกคนจึงถามทันทีว่าวันนี้มีแผนการอย่างไร
หวงถิงอธิบายว่า “วันนี้ไม่มีแผนการอะไรเป็นพิเศษครับ ผู้จัดการของทุกท่านแจ้งกับทางทีมงานว่าการไลฟ์สดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงทำให้งานบางอย่างถูกเลื่อนออกไป ดังนั้นเราจะให้ทุกท่านพักผ่อนเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ทุกท่านสามารถออกไปจากเขาลี่ซานได้ตามอัธยาศัยในเจ็ดวันจากนี้ แต่มีข้อกำหนดอย่างหนึ่งคือตากล้องต้องคอยติดตามถ่ายไลฟ์สดตลอดเวลา ยกเว้นกรณีพิเศษที่ไม่สามารถถ่ายทำได้จริงๆ และอีกอย่างในระหว่างนี้ทางทีมงานอาจมีการมอบหมายภารกิจให้ด้วยครับ…”
พูดง่ายๆ ก็คือให้หยุดพักหนึ่งสัปดาห์ แต่ก็ไม่ใช่การหยุดพักแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างไรแขกรับเชิญสิบกว่าคนก็คงไม่สามารถมาอยู่ถ่ายทำที่เขาลี่ซานต่อเนื่องกันหลายเดือนได้จริงๆ หรอก ทุกคนย่อมมีงานอื่นที่ต้องจัดการ ทางทีมงานจึงคิดหาวิธีประนีประนอมแบบนี้ขึ้นมา
ข่าวดี!
ทุกคนต่างดีอกดีใจ เพราะยังไงก็เซ็นสัญญาไปแล้ว อีกทั้งรายการยังดังขนาดนี้ ทุกคนย่อมไม่อยากถอนตัวกลางคัน แต่การถ่ายรายการก็ทำให้งานอื่นติดขัดจริงๆ พอมีวิธีแก้แบบนี้ทุกคนก็ยิ้มออก
รวมถึงหลินจื้อไป๋เองก็คิดว่าดีเหมือนกัน หลักๆ คือหลินจื้อไป๋ยังควบตำแหน่งตัวแทนของบริษัทร่วมทุนเสินฮวาคุนเผิงด้วย ตกลงกันไว้ว่าจะมาขยายตลาดที่ฉีโจว แต่ผลคือช่วงนี้มัวแต่ยุ่งกับการหาประสบการณ์ชีวิตในรายการวาไรตี้ ถึงแม้เขาจะอาศัยรายการนี้ทำให้ชื่อเสียงในฉีโจวโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการขยายตลาดไปในตัว ยังไงเป้าหมายหลักของเขาก็คือการเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับทวีป แต่เรื่องการบริหารบริษัทก็ต้องให้ความสนใจด้วยอยู่ดี
“ผู้กำกับทำไมไม่รีบบอกล่ะครับ พวกเรายังต้องจองตั๋วอีกนะ” มีคนบ่นพึมพำเบาๆ ผู้กำกับเองก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ช่วยไม่ได้เพราะเรื่องนี้หารือกันมาหลายวันและเพิ่งจะได้ข้อสรุปวันนี้
“ผมจะไปเซินเฉิงครับ” หลินจื้อไป๋เอ่ยขึ้น “ถ้าเป็นทางผ่าน เพื่อนๆ คนไหนก็ไปพร้อมกันได้นะครับ”
ทุกคนไม่ได้พูดอะไร คาดว่าคงไปคนละทาง แต่จู่ๆ เย่อิ๋งก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ฉันก็ไปเมืองเซินเฉิงค่ะ งั้นเรามาจองตั๋วเครื่องบินพร้อมกันเถอะ”
“ไม่ต้องครับ” หลินจื้อไป๋เอ่ย “เครื่องบินของผมจอดอยู่ที่สนามบินใกล้ๆ นี่แล้ว”
ในชาติก่อนการเดินทางด้วยเครื่องบินในประเทศต้องขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้าหนึ่งวัน แต่ที่บลูสตาร์แค่สองชั่วโมงก็พอแล้ว
เครื่องบิน?
ทุกคนประหลาดใจเล็กน้อย เย่อิ๋งยิ้มแล้วพูดว่า “ว้าว สมกับเป็นคุณชายตระกูลมหาเศรษฐีจริงๆ คุณมีเครื่องบินส่วนตัวเลยเหรอ งั้นฉันขอไปด้วยคนได้ไหม?”
หนิงหลิงยกมือขึ้น “ฉันด้วย ฉันด้วย!”
ฉีเจียนเจียลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เอ่ยว่า “ฉันก็ไปทางนั้นเหมือนกันค่ะ”
ทุกคนต่างก็อยากจะไปพร้อมกับหลินจื้อไป๋ ใครกันจะไม่อยากขอนั่งเครื่องบินส่วนตัวไปด้วยล่ะ ประสิทธิภาพสูงแถมยังประหยัดเวลาไปได้ตั้งเยอะ
เย่เจิ้นรู้สึกอิจฉาเล็กๆ จึงเอ่ยขึ้นว่า “คนเยอะขนาดนี้ นั่งไม่พอหรอก เจียนเจีย พวกเราไปพร้อมกันเถอะ”
ทุกคนลองคิดดูแล้วก็เห็นด้วย คนมันเยอะเกินไปจริงๆ เครื่องบินส่วนตัวไม่มีทางนั่งพอแน่ๆ
“เครื่องบินของคุณนั่งได้กี่คนเหรอ?”
“ช่างเถอะ ให้สุภาพสตรีไปก่อนแล้วกัน พวกเราแขกรับเชิญชายซื้อตั๋วเครื่องบินไปเอง”
“ใครมีธุระด่วนก็ไปกับหลินจื้อไป๋ก่อนเถอะ”
ทุกคนเริ่มแสดงความเกรงใจ
หลินจื้อไป๋ถามอย่างสงสัยว่า “แค้แขกรับเชิญสิบหกคนกับทีมงานอีกไม่กี่คนไม่ใช่เหรอครับ?”
แขกรับเชิญทั้งหมดกับทีมงานของรายการอีกไม่กี่คน รวมแล้วก็แค่ยี่สิบกว่าคน เครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่ที่คุณปู่ยกให้หลินจื้อไป๋นั่งได้สบายๆ ห๊ะ?
ทุกคนมองหลินจื้อไป๋ด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนหลินจื้อไป๋จะพูดเรื่องที่น่าตกใจออกมาด้วยน้ำเสียงที่แสนจะธรรมดา
คอมเมนต์สดเองก็ชะงักไปเช่นกัน หลินจื้อไป๋รู้ตัวไหมว่าเขากำลังพูดอะไรอยู่นะ? เครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่แค่ไหนกันถึงนั่งได้ยี่สิบกว่าคน
‘เดี๋ยวนะ!’
‘เครื่องบินส่วนตัวของเขาคงไม่ใช่ว่าเป็นลำยักษ์หรอกนะ?’
‘เชดดด ท่านมหาเศรษฐีถึงขั้นเลี้ยงเครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่ได้เลยเหรอเนี่ย?’
‘ถึงฉันจะรู้ว่าท่านมหาเศรษฐีมาจากตระกูลร่ำรวย แต่นี่มันก็เว่อร์เกินไปหน่อยไหม?’
‘เครื่องบินส่วนตัวระดับไหนกัน?’
ผู้ชมต่างพากันสงสัย แขกรับเชิญเองก็ถูกหลินจื้อไป๋ทำให้ตกใจไม่น้อย แม้แต่พวกจางซีหยางที่คุ้นเคยกับหลินจื้อไป๋ดีก็ยังไม่เคยเห็นเครื่องบินส่วนตัวที่เขาพูดถึงเลย ตอนที่ไปร่วมงานประชุมกวีนิพนธ์หลินจื้อไป๋เคยนั่งเครื่องบินส่วนตัวไปก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงลำเล็กที่นั่งได้ไม่กี่คนเท่านั้น
“คุณหมายความว่าคนเยอะขนาดนี้ก็นั่งพอเหรอ?” ฉีเทียนเหวินยิ้มกล่าว “งั้นเครื่องบินส่วนตัวของคุณก็คงจะลำใหญ่มากเลยนะ”
แขกรับเชิญเหล่านี้ต่างก็เป็นดาราดังและเคยเห็นโลกมามาก เครื่องบินส่วนตัวอาจจะดูไกลตัวสำหรับคนธรรมดา แต่สำหรับซูเปอร์สตาร์อย่างฉีเทียนเหวินกลับไม่ได้ไกลตัวขนาดนั้น กระทั่งเขายังเคยคิดจะซื้อไว้สักลำด้วยซ้ำ ดังนั้นหลังจากตกใจ ฉีเทียนเหวินและซูเปอร์สตาร์อีกไม่กี่คนก็กลับมาสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว
“ยังไงก็นั่งพอครับ” หลินจื้อไป๋เอ่ย “ถ้าจะไปพร้อมกันก็ส่งข้อมูลมาให้ผมจัดการตามขั้นตอนนะครับ”
ไม่มีใครคัดค้านแม้แต่คนเดียว เยจวินจี๋และเย่เจิ้นที่มีความสัมพันธ์ที่น่ากระอักกระอ่วนกับหลินจื้อไป๋ต่างก็ยอมหน้าด้านติดสอยห้อยตามไปด้วย หลินจื้อไป๋เองก็พูดไม่ได้ว่าคนนั้นคนนี้ฉันไม่อยากให้ไป ทำแบบนั้นจะดูเป็นการเจาะจงเกินไปและจะทำให้คนอื่นพลอยกระอักกระอ่วนไปด้วย
และแล้ว หลังจากวางแผนการเดินทางเรียบรอย ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังสนามบินที่ใกล้กับเขาลี่ซานที่สุด
เมื่อไปถึงสนามบิน มีผู้บริหารสนามบินพาเหล่าพนักงานออกมาต้อนรับหลินจื้อไป๋และคนอื่นๆ ด้วยตัวเอง ใบหน้าของพวกเขายิ้มแย้มจนเห็นรอยเหี่ยวย่น เพราะเครื่องบินของหลินจื้อไป๋จอดอยู่ที่นี่ทุกวัน จะต้องจ่ายเงินให้กับสนามบิน ถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่หาได้ยาก แถมคนกลุ่มนี้ยังถ่ายรายการกันอยู่ด้วย
ในกลุ่มของหลินจื้อไป๋มีดาราระดับซูเปอร์สตาร์ของฉีโจวอยู่หลายคน เมื่อพวกเขามาถึงสนามบินพร้อมกัน การรักษาความปลอดภัยจึงถูกจัดเต็มขั้นสุด เพราะเกรงว่าแฟนคลับจะมารวมตัวกันมากเกินไปจนเกิดอันตราย ยังดีที่เป็นการตัดสินใจกะทันหัน แฟนคลับที่รู้ตัวทันเลยมีไม่มากนัก จึงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น
เมื่อไปถึงตัวเครื่องบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องเปิดประตูห้องโดยสาร หลินจื้อไป๋เดินนำเข้าไปด้านในเป็นคนแรกพร้อมกับเชื้อเชิญให้ทุกคนตามเข้ามา
ทุกคนมองดูรูปลักษณ์ภายนอกของเครื่องบิน ความจริงก็มองไม่ออกว่ามันพิเศษตรงไหน แค่รู้สึกว่ามันดูลำใหญ่มากเท่านั้น แต่เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโดยสารและได้เห็นการตกแต่งภายใน ต่อให้เป็นเหล่าดาราดังที่เคยเห็นโลกมามากก็ยังเบิกตากว้าง!
ผู้กำกับหวงถิงก็มาด้วย เพราะยังไงทีมงานกลุ่มใหญ่ก็อยู่ที่นี่ ผลคือก้าวเท้าขึ้นเครื่องมา แววตาก็เป็นประกายทันที!