ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 426 วันแมนโชว์สุดคลั่งของหลินจือไป๋!
ใช่แล้วค่าความนิยมในห้องไลฟ์สดของหลินจือไป๋ในตอนนี้สูงถึง 25.09 ล้าน เทียบเท่ากับกูสิง!
ถึงแม้กูสิงจะเป็นจตุรเทพที่มีค่าความนิยมในห้องไลฟ์สดน้อยที่สุด แต่ต่อให้น้อยยังไงเขาก็ยังเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของฉีโจวอยู่ดี ดังนั้นไม่ใช่ว่ากูสิงอ่อนแอเลย!
แต่เป็นหลินจือไป๋ที่โหดเกินไปต่างหาก!
ความจริงอย่าว่าแต่โจวหานจินที่ตกใจเลย แม้แต่ผู้ชมที่ได้เห็นข้อมูลของแต่ละห้องไลฟ์สดหลังจากแยกสายกันแล้ว ก็ยังต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน!
‘ท่านมหาเศรษฐีโหดมาก!’
‘ความนิยมในไลฟ์นี่โคตรสุด!’
‘เขาเพิ่งเข้าร่วมรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ได้ไม่นานเองนะ ความนิยมพุ่งสูงขนาดนี้เลยเหรอ?’
นี่คือข้อมูลที่ดาราแถวสองควรจะมีเหรอ?
ดูทรงแล้วทำไมฉันถึงรู้สึกว่าท่านมหาเศรษฐีใกล้จะพุ่งสู่ดาราแถวหนึ่งแล้วล่ะ?
‘ฉันไปดูข้อมูลของเออิจิโรมา ค่าความนิยมในห้องไลฟ์สดอยู่ที่ประมาณห้าล้านเอง เขาเป็นถึงซูเปอร์สตาร์อินเตอร์ระดับทวีปเลยนะ ดังทั้งในฉินโจวและอูโจว แต่กลับถูกท่านมหาเศรษฐีทิ้งห่างไปไกลขนาดนี้!’
นี่คือผลงานของท่านมหาเศรษฐีแพร่หลายเข้ามาแล้วนะสิ!
‘ไม่ว่าจะเป็นผลงานบทกวีหรือเพลงต่างๆ ล้วนถูกเผยแพร่ในฉีโจวของเราในฐานะทรัพยากรล้ำค่า ที่สำคัญคือผลงานพวกนั้นสุดยอดจริงๆ แต่ฉันรู้สึกว่ามีบางคนตามมาดูเพราะเครื่องบินส่วนตัวลำนั้นด้วยล่ะ ท่าทางจะสนใจในตัวท่านมหาเศรษฐีเขาแล้ว ฮาๆๆๆๆ’
คำพูดนี้ไม่ผิดเลย!
ความรวยในตัวมันเองก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง!
หลังจากที่หลินจือไป๋ออกจากสนามบินอูเสวียนที่เป็นผู้ช่วยก็ขับรถมารับเขา
“ท่านตัวแทน”
“ไปบริษัทครับ”
หลินจือไป๋ออกคำสั่งสั้นๆ หลังจากขึ้นรถ อูเสวียนรับหน้าที่ขับรถ ส่วนตากล้องของรายการก็นั่งถ่ายทำอยู่ที่เบาะหลังและตั้งใจให้กล้องจับไปที่ผู้ช่วยคนนี้บ้าง!
‘พี่สาวคนนี้น่ารักจังเลย!’
‘ทำไมพี่สาวถึงเรียกท่านมหาเศรษฐีว่าท่านตัวแทนละ?’
‘เธอน่าจะเป็นผู้ช่วยหรือเลขาของท่านมหาเศรษฐีละมัง?’
‘ข้อนี้ฉันรู้ ท่านมหาเศรษฐีเป็นผู้บริหารบริษัทบันเทิง!’
ช่วงนี้สื่อยักษ์ใหญ่ในฉีโจวต่างพากันขุดคุ้ยข้อมูลของหลินจือไป๋ไม่หยุด ชาวเน็ตและแฟนคลับที่คอยติดตามข่าวเกี่ยวกับหลินจือไป๋ต่างก็พอจะรู้เรื่องกันบ้างแล้ว
พอถึงบริษัท เหล่าพนักงานที่เห็นหลินจือไป๋ต่างเข้ามาทักทาย แววตาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น หลักๆ คือทุกคนได้ดูรายการ “เยือนเขาลี่ซาน” และพอจะรู้จักตัวแทนบริษัทที่บินตรงมาจากฉินโจวคนนี้บ้างแล้ว ถึงแม้พนักงานจะรู้สึกมหัศจรรย์ที่พวกเขามารู้จักผู้นำอันดับหนึ่งของบริษัทตัวเองผ่านรายการวาไรตี้!
หลินจือไป๋ตอบรับอย่างเป็นกันเอง เขาไม่ได้จงใจเข้าไปทำตัวสนิทสนมกับพนักงานเพียงเพราะมีกล้องไลฟ์สดอยู่ เขาทำเหมือนตากล้องไม่มีตัวตน!
หลินจือไป๋ไม่คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องสร้างภาพเพื่อรักษาความนิยม วันนี้เขามาบริษัทเพื่อมาทำงานจริงๆ ก้าวเข้าไปในห้องทำงาน หลินจือไป๋วางมาดเจ้าพ่อด้วยการพาดขาทั้งสองข้างลงบนโต๊ะทำงาน ทันทีที่มีคนมาเปิดแอร์ที่เตรียมไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว อุณหภูมิในห้องกำลังพอเหมาะ!
‘เช็ดดด!’
‘ท่านมหาเศรษฐีวางมาดขนาดนี้เลยเหรอ?’
‘เหมือนจะเป็นบริษัทของท่านมหาเศรษฐีเองนะ เอาขาพาดโต๊ะทำงานก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่?’
‘ฉันว่าโคตรเท่เลย!’
‘กล้องถ่ายอยู่นะวางท่าขนาดนี้จะเหมาะเหรอ?’
‘นั่งไม่เรียบร้อยเลย!’
‘นี่ก็แปลว่าท่านมหาเศรษฐีไม่สนใจจะแสดงละครให้พวกเธอดูไง!’
ความจริงตอนที่หลินจือไป๋อยู่สำนักพิมพ์เสินฮวาก็เป็นแบบนี้ เวลาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวยอมทำตัวตามสบายที่สุด!
หลังจากเอนหลังอยู่ครู่หนึ่ง หลินจือไป๋ก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรง เปิดแฟ้มเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน ซึ่งเป็นสรุปผลการดำเนินงานและรายงานสถานการณ์ของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา หลังจากอ่านจบทั้งหมดหลินจือไป๋ก็วางลง!
ตากล้องอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม “ตอนนี้คุณยุ่งไหมครับ?”
หลินจือไป๋ตอบ “พอได้ครับ มีงานค้างที่ต้องจัดการอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ยุ่งขนาดนั้น เคลียร์ให้เสร็จได้ภายในหนึ่งสัปดาห์”
ตากล้องเตือน “ถ้าอย่างนั้นคุณพูดคุยโต้ตอบกับผู้ชมหน่อยก็ได้นะครับ”
โต้ตอบเหรอ?
หลินจือไป๋นึกถึงตอนที่เขาอยู่ที่ฉินโจวและสวมบทบาทเป็นสตรีมเมอร์ในฐานะอูฉือ ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเข้าไปในห้องไลฟ์สด เห็นตัวเองในหน้าจอหลินจือไป๋ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “ทุกคนดูผมทำงานแบบนี้จะเบื่อกันไหมครับ?”
‘ไม่เบื่อเลย!’
‘รักนะท่านมหาเศรษฐี!’
‘จุ๊บๆ นะครับอาจารย์ไป๋!’
‘กรี๊ดดด ท่านมหาเศรษฐีในที่สุดคุณก็นึกได้ซะทีว่าจะมาคุยกับพวกเรา!’
‘คุณเหมือนประธานบริษัทจอมเผด็จการในนิยายเลย!’
‘ดูคุณทำงานได้ทั้งวันเลย!’
เมื่อเห็นคอมเมนต์ที่เลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกของหลินจือไป๋ตอนนี้ก็ไม่ต่างจากตอนที่เขาเป็นสตรีมเมอร์ในฐานะอูฉือสักเท่าไหร่ จนทำให้รู้สึกถวิลหาหวนนึกถึงขึ้นมาวูบหนึ่ง เขายิ้มแล้วเอ่ยว่า “งั้นผมจะพยายามทำงานที่ทำให้ทุกคนรู้สึกไม่น่าเบื่อเกินไปแล้วกันนะครับ”
พูดจบหลินจือไป๋ก็เอ่ยต่อ!
“ก่อนจะเข้าร่วมรายการ ‘เยือนเขาลี่ซาน’ ผมได้ให้เลขาอูไปรับงานทำเพลงตามสั่งในวงการมาบ้างแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าผมเป็นนักร้องนักแต่งเพลง”
หยุดไปครู่หนึ่ง!
หลินจือไป๋ก็ยิ้มแล้วเอ่ย “ตอนนี้ผมได้รับงานตามสั่งมาไม่น้อยเลย งั้นผมจะไลฟ์สดให้ทุกคนดูแล้วกันว่าการทำเพลงตามสั่งต้องทำยังไงบ้าง อย่างแรกเลยคือ งานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ราคาต่ำกว่าห้าล้านผมจะไม่รับเด็ดขาดครับ”
นี่ไม่ใช่การคุยโว!
แม้เขาจะมาเพื่อขยายตลาดในฉีโจว แต่ตอนที่หลินจือไป๋อยู่ที่ฉินโจว ราคาการรับงานทำเพลงตามสั่งของเขาไปถึงระดับหลักสิบล้านแล้ว!
ตอนนี้เมื่อมาถึงฉีโจว ต่อให้ไม่เรียกค่าตอบแทนระดับสิบล้านขึ้นไป อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะเริ่มต้นที่ห้าล้าน จริงไหม?
แต่เมื่อคำพูดนี้เข้าหูผู้ชมกลับดูเหมือนมีกลิ่นอายความอวดรวยลอยคลุ้งอย่างแรง!
‘ให้ตายสิ!?’
‘ต่ำกว่าห้าล้านไม่รับ!’
‘ให้เฮย!’
‘ท่านมหาเศรษฐีหยิ่งขนาดนี้เลยเหรอ!?’
‘ปกติงานตามสั่งเขาก็ไม่ถึงห้าล้านกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?’
หลินจือไป๋ไม่คำอธิบายอะไรต่อ หยิบเอกสารงานสั่งทำที่สนใจขึ้นมาชุดหนึ่งทันที!
“งานนี้ค่าตอบแทนคือห้าล้าน ส่งมาจากบริษัทภาพยนตร์แห่งหนึ่งครับ บริษัทนี้เพิ่งจะถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อว่า ‘ไรพาย’ ไป เป็นภาพยนตร์แนวมาเฟียที่มีเอกลักษณ์ของฉีโจวสูงมากๆ พวกเขาอยากให้แต่งเพลงประกอบที่เต็มไปด้วยความเลือดร้อนและฮึกเหิม บลาๆๆๆ…”
พูดถึงตรงนี้!
หลินจือไป๋ก็เอ่ยว่า “รายละเอียดเนื้อหาผมขอไม่อ่านแล้วกันนะครับ พวกเขาเขียนข้อกำหนดมาหลายสิบข้อ แต่ผมอยากจะแอบบอกความลับเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับนักแต่งเพลงให้ทุกคนฟังครับ นั่นก็คือ หลายครั้งลูกค้าเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ บ่อยครั้งที่เพลงที่ผมแต่งออกมาไม่ได้ตรงตามความต้องการของพวกเขา 100% แต่พวกเขาก็รับมันไปด้วยรอยยิ้มครับ”
‘เจ๋งเป้ง!’
‘ท่านมหาเศรษฐีโคตรเท่!’
‘โม้ได้โล่เลยนะพ่อคุณ!’
‘นี่มันงานจ้างตั้งห้าล้านเลยนะ!’
‘ไม่ตรงตามที่ลูกคาสั่งแล้วเขาจะให้ผ่านเหรอ?’
‘ลูกค้าคือพระเจ้าที่เอาใจยากที่สุดตลอดกาล!’
‘ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ท่านมหาเศรษฐีเก่งอยู่นะ มีงานจ้างห้าล้านมาเคาะประตูถึงบ้านเลย!’
‘ฉันรู้จักหนังเรื่อง ‘ไรพาย’ นะ หนังเรื่องนี้หวงเยแสดงนำ ตั้งตารอเลย!’
‘นั่งขำดูท่านมหาเศรษฐีขี้โม้ ผู้ชมส่วนใหญ่ต่างก็คิดว่าหลินจือไป๋กำลังโม้ ปากก็พูดเหมือนคุมลูกค้าได้อยู่หมัด แต่ความจริงตอนแต่งเพลงคงจะเหงื่อตกน่าดู เพราะเงินตั้งห้าล้านจะหามาง่ายๆ แบบนั้นที่ไหน?’
“ต่อไปก็เริ่มแต่งเพลงกันเลยครับ”
ที่นี่คือฉีโจวแน่นอนว่าต้องเขียนเนื้อร้องเป็นภาษาฉี ปกติแล้วการแต่งเพลงส่วนใหญ่จะเริ่มจากทำนองก่อน แล้วค่อยใส่เนื้อร้อง แต่ก็มีบางครั้งที่ใส่เนื้อร้องกันก่อน แล้วค่อยแต่งทำนอง สำหรับเพลงนี้เราจะหาฟีลลิ่งของทำนองและการเรียบเรียงเสียงประสานกันก่อนครับ เพราะผมเหมาหมดทั้งแต่งเนื้อร้อง ทำนอง และเรียบเรียง อย่างแรกเลยจังหวะของเพลงนี้จะอ่อนแอไม่ได้ ต้องมีเสียงกลองหนักๆ เยอะหน่อย ก็คือเสียงตุบๆๆ นั่นแหละครับ จะเห็นได้บ่อยในเพลงแนวนี้ นอกจากนี้ผมรู้สึกว่าช่วงอินโทรใช้กีตาร์ไฟฟ้าหน้าจะได้บรรยากาศดีกว่า เบสกับคีย์บอร์ดก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน…”
อธิบายไปพลาง!
หลินจือไป๋ก็มุ่งหน้าไปยังห้องซ้อมดนตรีพลาง!
เพราะยังไงก็เป็นบริษัทบันเทิง ในห้องนี้จึงมีเครื่องดนตรีครบทุกชนิด เขานั่งลงแล้วหยิบกีตาร์ไฟฟ้าขึ้นมาตัวหนึ่ง พร้อมกับเอ่ยว่า!
“ทุกคนลองฟังทำนองนี้ดูนะครับ” พูดจบหลินจือไป๋ก็เริ่มดีดกีตาร์ไฟฟ้าบรรเลงทำนองออกมาช่วงหนึ่ง!
ทำนองนี้คลาสสิกอย่างยิ่ง ชาติก่อนมีคนเคยได้ยินมากมาย แต่เพราะใช้เพียงกีตาร์ไฟฟ้าและเป็นเพียงช่วงอินโทร ผู้ชมในตอนนี้จึงสัมผัสได้แค่ฟีลลิ่งแบบเรียบง่ายเบาๆ เท่านั้น!
‘โอโห!’
‘ได้ฟีลอยู่นะ!’
‘ดีกว่าที่คิดแฮะ คิดทำนองออกเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?’
‘นี่แค่ช่วงนำเอง!’
หลินจือไป๋วางโทรศัพท์ไว้ตรงหน้า กวาดตามองคอมเมนต์สดแล้วเอ่ยว่า “นี่เป็นแค่ช่วงนำจริงๆ แต่ อย่าได้ดูถูกอานุภาพของมันเชียวนะ สิ่งที่ยากที่สุดของการแต่งเพลงคือจุดเริ่มต้นนี่แหละ เมื่อช่วงนำกำหนดโทนหลักได้แล้ว การสร้างสรรค์ส่วนที่เหลือหลังจากนั้นก็จะมีรากฐานให้เดินต่อแล้วครับ” ระหว่างที่พูด หลินจือไป๋เปิดสมุดบุ๊กขึ้นมาเพื่อเขียนโน้ตทำนอง แต่ผู้ชมส่วนใหญ่กลับดูโน้ตห้าเส้นไม่เป็น เพียงแค่มองดูหลินจือไป๋ลงมือทำด้วยสีหน้านิ่งๆ
หลังจากเขียนโน้ตห้าเส้นเสร็จ หลินจือไป๋ก็เริ่มเขียนเนื้อร้องต่อ หลินจือไป๋ก้มหน้าก้มตาทำไปอยู่ประมาณเจ็ดแปดนาที ถึงได้เงยหน้าขึ้นอีกครั้งแล้วพูดว่า “เอาละครับ ตอนนี้เพลงเสร็จสมบูรณ์อย่างเป็นทางการแล้ว”
สิ้นเสียงของหลินจือไป๋ หน้าจอห้องไลฟ์สดก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามทันที!
ผู้ชมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามจริงๆ นายใช้เวลาวุ่นวายอยู่ไม่ถึงสิบนาทีก็มาบอกพวกเราว่าแต่งเพลงเสร็จแล้วเนี่ยนะ!?
ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามที่ขึ้นมาอย่างหนาแน่นก็มีคำพูดต่างๆ แทรกเข้ามา “คุณหมายความว่าเวลาแค่สิบนาทีก็หาเงินได้ห้าล้านแล้วงั้นเหรอ?”
‘นี่มันความเร็วบ้าบออะไรกันเนี่ย?’
‘เพิ่งจะผ่านไปเดี๋ยวเดียวเองนะ คุณจัดการออเดอร์ห้าล้านเสร็จแล้วเหรอ?’
‘ท่านมหาเศรษฐีอย่าล้อเล่นน่า!’
‘พวกเราไม่ทำไลฟ์สไตล์ขี้คุยอวดอ้างจะได้ไหม!’
‘ทำอะไรที่มันสมจริงหน่อย บอกได้แค่คุณเข้าใจคอนเทนต์ไลฟ์สดจริงๆ’
‘ถ้าเพลงนี้เพราะฉันจะไลฟ์สดกินขี้เลย!’
‘พี่ชายข้างบนแนะนำให้คุณไปสืบข้อมูลที่ฉินโจวดูสักหน่อยนะว่าใครคืออูฉือ…)’
หลินจือไป๋พบว่าในหมู่ผู้ชมมีคนที่รู้เรื่องจริงๆ อยู่ด้วย น่าจะเป็นพวกนักเรียนนอกจจากฉินโจวที่มาเรียนต่อที่ฉีโจวละมัง?
แต่เห็นได้ชัดว่าเสียงของคนที่รู้เรื่องนั้นเบาเกินไป ย่อมถูกกลบหายไปอย่างรวดเร็ว!
ผู้ชมชาวฉีโจวไม่รู้เลยว่าความเร็วในการแต่งเพลงของอูฉือมันบ้าคลั่งขนาดไหน!
ตอนนี้หลินจือไป๋รู้สึกอิ่มเอมที่เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปซึมซับความหลัง โอบกอดความทรงจำเก่าๆ บางครั้งเขาก็ยังนึกถึงช่วงเวลาที่เคยไลฟ์สดในฐานะอูฉือ การได้ลับฝีปากและดวลไหวพริบกับผู้ชมมันสนุกจริงๆ!
เมื่อคิดได้เช่นนี้!
หลินจือไป๋ไม่ได้เถียงกับคอมเมนต์สดเพียงแค่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ผมคิดชื่อเพลงไว้แล้วชื่อว่า ‘ดาวจรัสฟ้าแห่งยุคจลาจล’ แล้วกันครับ พวกเรามาทำดนตรีแบบง่ายๆ กันก่อน”
ใช่แล้ว!
เพลงที่หลินจือไป๋แต่งตามสั่งสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือเพลง ‘ดาวจรัสฟ้าแห่งยุคจลาจล’ ที่เฉินเสียวชุนเคยร้องไว้ในภาพยนตร์ซีรีส์เรื่องกูหว่าไจ๋นั่นเอง!
รัวนิ้วพิมพ์หลินจือไป๋เปิดโปรแกรมทำดนตรีและเริ่มลงมือทำงาน!
ถ้าทำนองเพลงคือโครงสร้าง การทำดนตรีก็คือการแต่งหน้าแต่งตัวให้กับคนคนนี้!
เนื่องจากหลินจือไป๋มีคำตอบที่สมบูรณ์แบบอยู่ในใจอยู่แล้ว แถมยังเป็นการทำดนตรีแบบคร่าวๆ ความเร็วจึงสูงมาก!
“เรียบร้อย!”
เมื่อทำดนตรีคร่าวๆ เสร็จเรียบร้อยหลินจือไป๋ก็เผยรอยยิ้มประณีต หรี่ตาหยีเล็กน้อยเอ่ยกับกล้องของช่างภาพว่า!
“ต่อไปก็คือช่วงเวลาแห่งการเป็นสักขีพยานในปาฏิหาริย์ครับ”