ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 435 ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์?
หากจะว่าไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้หลินจือไป๋ก็เคยติดฮอตเสิร์ชในเวยปั๋วของฉีโจวเพราะระดับความสามารถด้านกวีมาแล้ว
ทว่าคราวนั้นเป็นเพราะผลงานเก่าๆ ที่เขาเคยเผยแพร่ในฉินโจว
ซึ่งดูเหมือนจะมีช่องว่างบางอย่างคอยกั้นอยู่ ไม่อาจทำให้ทุกคนเกิดภาพจำที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาที่สุดได้
ทว่าครั้งนี้หลินจือไป๋กลับเขียนบทกวีที่ดีจนสามารถสร้างความรู้สึกร่วมอย่างกว้างขวางต่อหน้าผู้ชมชาวฉีโจวจำนวนมหาศาลในห้องไลฟ์สด
ดังนั้นในแง่ของผลลัพธ์จึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
บทกวีนี้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว และสร้างความตกตะลึงให้กับชาวเน็ตฉีโจวจำนวนนับไม่ถ้วน!
‘เขียนได้ดีจริงๆ!’
‘นี่คือผลงานใหม่ของหลินจือไป๋เหรอ?’
‘ระดับความสามารถนี้สมกับที่เป็นอันดับหนึ่งด้านกวีของฉินโจวจริงๆ!’
‘ขนาดฉันที่เป็นคนไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกวีว่าอันไหนดีหรือไม่ดียังรู้สึกเลยว่าบท ‘โฉวหนูเอ้อร์’ นี้ดีจริงๆ!’
‘ก่อนหน้านี้ยังนึกว่าความสามารถของหลินจือไป๋กว่าครึ่งมาจากการสร้างกระแสเสียอีก คุณภาพของบทกวีนี้ทำให้ฉันหุบปากได้เลย ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวชื่อเสียงสมคำเล่าลือจริงๆ!’
‘เป็นผลงานกวีที่น่าทึ่งมาก!’
‘มิน่าล่ะช่วงนี้ชื่อหลินจือไป๋ถึงปรากฏบนฮอตเสิร์ชบ่อยๆ’
‘เขามีของจริงๆ!’
‘ดูไลฟ์เขาได้ที่ไหน?’
‘รายการ ‘เยือนเขาหลีซาน’ กดเข้าเว็บวิดีโอหรือเว็บไลฟ์สดไหนก็ได้ดูได้หมด นี่คือรายการวาไรตี้ที่ดังที่สุดในประวัติศาสตร์เลยนะ!’
เห็นได้ชัดว่าหลังจากกระแสระลอกนี้
ความนิยมในห้องไลฟ์สดของหลินจือไป๋จะต้องพุ่งสูงขึ้นแน่นอน!
ไม่ใช่แค่ชาวเน็ตฉีโจวเท่านั้น แม้แต่ในวงการกวีของฉีโจวหลายคนก็ถูกบท ‘โฉวหนูเอ้อร์’ นี้ทำให้ทึ่งไปตามๆ กัน!
คนที่เป็นมืออาชีพจะยิ่งมองเห็นความล้ำลึกข้างใน
บทกวีนี้ตั้งแต่การเล่นเสียงวรรณยุกต์ไปจนถึงแนวคิด นับว่าน่าทึ่งมากให้ความรู้สึกไม่ด้อยไปกว่าคนสมัยก่อนเลย!
“ไม่ใช่แค่บท ‘โฉวหนูเอ้อร์’ นี้หรอก ฉันเคยดูผลงานหลายชิ้นที่หลินจือไป๋เคยเผยแพร่ในฉินโจวก่อนหน้านี้ เรียกได้ว่าทุกตัวอักษรล้ำค่าดั่งอัญมณี!”
“ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวคนนี้ทำเอาพวกเราละอายใจจริงๆ”
‘น่าขำที่ครั้งหนึ่งฉินโจวเคยรวมตัวกันกีดกันหลินจือไป๋ ถ้าฉีโจวเรามีคนหนุ่มที่มีความสามารถแบบนี้ พวกเราคงนอนหลับแล้วหัวเราะออกมาตอนกลางคืนแน่ๆ’
‘เดี๋ยวก่อน!’
“ในเมื่อฉินโจวไม่ต้อนรับเขา งั้นพวกเราฉีโจวลองเชิญเขาเข้าสมาคมนักเขียนดีไหม?”
“นั่นคงต้องถามความเห็นพวกผู้นำแล้วล่ะ แต่ฉันว่าเข้าท่านะ เพราะยังไงก็ไม่มีกฎระเบียบข้อไหนบอกว่าคนฉินโจวห้ามเข้าร่วมองค์กรบางอย่างของฉีโจวนี่นา!”
วงการกวีของแต่ละทวีปยังคงมีการติดต่อสื่อสารกัน
ดังนั้นสถานการณ์ของหลินจือไป๋ในฉินโจว คนในวงการกวีของฉีโจวจำนวนไม่น้อยจึงพอทราบข่าว
ตอนนี้ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวผู้นี้ได้มาเยือนฉีโจว คนในวงการกวีฉีโจวจึงอยากทำความรู้จักกับเขาไม่น้อย
และดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นโอกาสที่ดีทีเดียว?
ในขณะที่บทกวีนี้กำลังถูกส่งต่ออย่างกว้างขวาง คนคนหนึ่งก็ถูกรบกวนเข้า
คนผู้นี้คือประธานสมาคมกวีแห่งฉีโจว ผู้เฒ่าหูเหวย
หูเหวยถือเป็นบุคคลระดับที่หากเขากระทืบเท้าพื้นดินในวงการวัฒนธรรมฉีโจวก็ต้องสั่นสะเทือน เขาถึงกับแสดงไมตรีด้วยตัวเอง วิเคราะห์และชื่นชมบทกวีของหลินจือไป๋ลงในเวยปั๋วตรงๆ ว่า
[บทกวีนี้ในช่วงต้นสี่ประโยคกล่าวถึงยามเป็นวัยรุ่นที่ยังไม่รู้จักรสชาติของความทุกข์ เพื่อที่จะแต่งกวีบทใหม่แม้ไม่มีความทุกข์ใจแต่ก็ฝืนพรรณนาถึงความทุกข์ จริงๆ แล้วสี่ประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นตัวส่งบทในช่วงหลัง ประโยคแรกของช่วงหลังกล่าวว่า ‘แต่ครั้นยามนี้ประจักษ์ซึ้งถึงรสเศร้า’ ตามวิธีการเขียนทั่วไปควรจะบรรยายต่อไปว่าตอนนี้มีความทุกข์อย่างไร แต่ความเหนือชั้นของหลินจือไป๋คือหลังจากนั้นเขากลับทำเพียงย้ำประโยค ‘ใครเอ่ยจำต้องยั้ง’ สองครั้ง สุดท้ายจบทั้งบทด้วยคำพูดเรียบง่ายอย่าง ‘กลับเอ่ยเพียงช่างเป็นสารทฤดูเย็นสบาย’ นี่คือการแสดงออกทางอารมณ์แบบกลืนลงไป แสดงถึงความทุกข์มากมายที่ไม่อาจพูดออกมาได้ตรงๆ ความหมายช่างลึกซึ้ง ภาพรวมเรียกได้ว่าสละสลวยนุ่มนวลแฝงเร้นไม่เปิดเผย และมีสไตล์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร…]
นี่คือท่านผู้เฒ่าหูเหวยเชียวนะ!
แม้แต่ในบทเรียนของฉีโจวยังมีบทความของเขา!
ชาวเน็ตจะปล่อยคำชมหวานหูออกมามากเพียงใด ก็ไม่เท่ากับการได้รับการรับรองจากบุคคลระดับปรมาจารย์ในวงการวรรณกรรมฉีโจวอย่างหูเหวย คำพูดของเขาเรียกได้ว่า ‘หนึ่งคำมีค่าหมื่นคำ’
อย่าว่าแต่ชาวเน็ตที่เคยเรียนบทความของท่านผู้เฒ่าหูเหวยจะไม่กล้าสงสัยเลย แม้แต่คนทั้งวงการวรรณกรรมก็ยังต้องออกมาส่งเสียงชื่นชมกันถ้วนหน้า!
และในช่วงท้ายของการวิเคราะห์ หูเหวยกลับประเมินไว้เช่นนี้ว่า
“จากการอ่านผลงานกวีทั้งหมดที่หลินจือไป๋สร้างสรรค์ขึ้น ในมุมมองของผม ความรู้ความสามารถของหลินจือไป๋ไม่ใช่แค่เป็นอันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ของฉินโจวเท่านั้น แม้แต่คนรุ่นเยาว์ในฉีโจวของเราก็ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้ และอาจจะไม่มีเยาวชนคนไหนในบลูสตาร์จะก้าวข้ามเขาไปได้เลย!”
ผู้คนมหาศาลตกตะลึง!
“คำพูดนี่มันเกินจริงไปหรือเปล่า?”
“แต่ความสามารถของหลินจือไป๋ก็เป็นอันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ของฉินโจวจริงๆ นะ”
“และคนรุ่นเยาว์ในฉีโจวของเราก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่ามีใครที่พอจะเทียบเคียงกับเขาได้”
“เพียงแต่พอขยายขอบเขตไปถึงบลูสตาร์มันทำให้รู้สึกว่าเกินจริงไปหน่อย หรือว่าทวีปอื่นๆ จะไม่มีคนหนุ่มสาวคนไหนเทียบกับเขาได้เลย?”
หากช่วงแรกหูเหวยแค่ชมบท ‘โฉวหนูเอ้อร์’ ก็ยังพอว่า แต่ช่วงท้ายกลับพูดตรงๆ ว่าหลินจือไป๋ไม่ใช่แค่ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว แต่ยังเป็นอันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ของบลูสตาร์ด้วย?
คำพูดนี้สร้างแรงกระเพื่อมที่ใหญ่หลวงมาก!
มีทั้งคนเห็นด้วยและคนไม่ยอมรับ!
ไม่ใช่ว่าความสามารถของหลินจือไป๋ไม่น่าทึ่งพอ แต่ชื่อตำแหน่ง ‘ปราชญ์อันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ของสาขากวีแห่งบลูสตาร์’ นี้มันยิ่งใหญ่เกินไป!
ยิ่งใหญ่จนปัญญาชนจำนวนมากในฉีโจวที่ให้ความเคารพหูเหวยต่างสงสัยว่าชายชราคนนี้เลอะเลือนไปแล้วหรือเปล่า
เพราะการประเมินนี้ไม่ใช่แค่การยกย่องหลินจือไป๋จนขึ้นสวรรค์ แต่เป็นการตั้งให้หลินจือไป๋เป็นเป้า ทำให้ปัญญาชนรุ่นเยาว์ทุกคนในฉีโจวต่างจับจ้องเขาด้วยสายตาเขม็ง!
ส่วนที่ว่าทำไมถึงเป็นแค่ฉีโจว?
เพราะอิทธิพลของหูเหวยจำกัดอยู่แค่ในฉีโจวเท่านั้น การที่จะใช้คำพูดเพียงประโยคเดียวให้สั่นสะเทือนไปทั้งบลูสตาร์ได้นั้น ต้องเป็นระดับบุคคลสำคัญข้ามทวีป
ซึ่งหูเหวยยังไปไม่ถึงระดับนั้น รวมถึงหลินจือไป๋เองก็ยังคงก้าวไปสู่เป้าหมายนั้นอยู่
และเมื่อหลินจือไป๋ได้รู้จากคอมเมนต์ในไลฟ์สดว่า ครูบาอาจารย์วงการวรรณกรรมฉีโจวที่ชื่อหูเหวยมาชื่นชมตนว่าเป็นปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งบลูสตาร์ เขาก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
ชั่วขณะนั้นแยกไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะยกย่องเขาจากใจจริง หรือตั้งใจจะยกเขาให้สูงเพื่อให้ตกลงมาตาย
หลินจือไป๋เปิดคอมพิวเตอร์
เขาลองค้นหาชื่อหูเหวย และก็พบว่าอีกฝ่ายได้พูดประโยคนั้นในเวยปั๋วจริงๆ
ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในแต่ละบรรทัด หลินจือไป๋รู้สึกว่าปรมาจารย์วงการวรรณกรรมฉีโจวคนนี้อาจจะไม่ได้ตั้งใจยกย่องเพื่อฆ่าเขา แต่อีกฝ่ายน่าจะชื่นชมในความสามารถด้านกวีของเขาจากใจจริง
อย่างไรผู้แต่งบทกวีเหล่านั้นที่หลินจือไป๋นำมาใช้ก็ยอดเยี่ยมเกินไป
ทุกคนไม่ว่าจะเป็นซินชีจี้ หานอวี้ ลู่โหยว ไป๋จวีอี้ เกาซื่อ และคนอื่นๆ อีกมากมายล้วนแต่เป็นยอดกวีในยุคสมัยต่างๆ จากโลกก่อนทั้งนั้น
ทว่าคำพูดของอีกฝ่ายก็เหมือนดาบสองคม มันทั้งทำให้เขาได้รับการยอมรับในระดับที่สูงขึ้น และก็ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายแห่งความอิจฉาของเหล่าปัญญาชน อาจจะนำมาซึ่งการโจมตีที่ไม่จำเป็นก็เป็นได้
ดังนั้นหลินจือไป๋จึงยิ้มแล้วพูดในไลฟ์สดว่า
“ผู้เฒ่าหูเหวยชมผมจนผมทำตัวไม่ถูกเลยครับ ขออนุญาตตอบกลับหน่อยแล้วกัน”
พูดจบ หลินจือไป๋ก็พิมพ์ข้อความในช่องคอมเมนต์ของอีกฝ่ายว่า
“อาจารย์ชมเกินไปแล้วครับ”
แม้ว่าต่อให้ต้องแบกรับชื่อเสียงนี้จริงๆ หลินจือไป๋ก็ไม่กลัว แต่ในตอนนี้เขารู้สึกว่าตนควรจะถ่อมตัวไว้ก่อนดีกว่า
เขาจึงพูดต่อหน้ากล้องอย่างจริงจังว่า
“ด้านบุ๋นไม่มีที่หนึ่ง ด้านบู๊ไม่มีที่สอง คำว่าปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งวงการวรรณกรรมบลูสตาร์น่ะมันเกินไปครับ เกินไปแล้ว”
‘ท่านมหาเศรษฐีถ่อมตัวแบบที่หาได้ยากจริงๆ’
‘นี่เรียกว่าถ่อมตัวเหรอ?’
‘เดี๋ยวฉันแปลให้ฟังเอง!’
‘ท่านมหาเศรษฐีน่ะกำลังบอกว่าเขาแซงหน้าปราชญ์อันดับหนึ่งคนเดิมของบลูสตาร์ไปแล้วต่างหาก!’
‘ฮาๆๆๆๆ ท่านมหาเศรษฐีน่ะเก่งเรื่องวางมาด ส่วนนายน่ะเก่งเรื่องแปลไม่ผิดเพี้ยนเลย’
‘วันนี้เพิ่งรู้ว่าคำว่า ‘เกินไป’ หมายความว่าอย่างนี้นี่เอง!’
‘ส่งต่อๆ ไป!’
‘ท่านมหาเศรษฐีบอกว่าตอนนี้เขาเป็นอันดับหนึ่งของวงการวรรณกรรมบลูสตาร์แล้ว!’
‘ส่งต่อๆ ไป ท่านมหาเศรษฐีบอกว่าตอนนี้เขาเป็นอันดับหนึ่งของบลูสตาร์แล้ว!’
เมื่อเห็นคอมเมนต์ล้อเล่นต่างๆ หลินจือไป๋ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ความนิยมในห้องไลฟ์สดของเขาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
กลุ่มของผู้ชมยิ่งซับซ้อนกว่าเมื่อก่อนเสียอีก มีคนที่มาด้วยเหตุผลร้อยแปด แต่ส่วนใหญ่มีท่าทีที่เป็นมิตร มีเพียงส่วนน้อยนิดที่เป็นพวกแอนตี้แฟนพ่นวาจาโจมตีรุนแรงออกมา
ในยุคอินเทอร์เน็ตนี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลินจือไป๋เองก็เคยผ่านคลื่นลมมามาก
สำหรับสถานการณ์ในห้องไลฟ์สดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นี้ เขายังคงควบคุมมันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เพราะอย่างไรหากเขาเปิดไลฟ์ในฉินโจวด้วยชื่อของตัวเอง ความคึกคักในห้องไลฟ์ก็คงไม่น้อยไปกว่าตอนนี้ และในตอนนี้เอง
โทรศัพท์ของหลินจือไป๋ก็ดังขึ้น
เขาเหลือบมองดู เป็นเจียงเฉิงที่โทรมา
เจียงเฉิงรู้ว่าเขาไลฟ์สดถึงช่วงก่อนสองทุ่ม ปกติแล้วจึงไม่โทรหาเขาในตอนกลางวัน โทรมาปุบปับเช่นนี้ต้องมีเรื่องแน่นอน หลินจือไป๋กดรับสาย
“เจ้านายไลฟ์ต่อได้เลยครับ ผมขอพูดสั้นๆ แล้วกัน”
“เพื่อนสนิทของราชินีเพลงในฉีโจวคนนั้นมีอิทธิพลมากจริงๆ ตอนนี้เรื่องการนำเข้าเพลงของพวกเราเจรจาลงตัวหมดแล้วครับ คืนนี้ตอนสองทุ่ม เพลงทั้งหมดที่เจ้านายแต่งขึ้นในฉินโจวจะนำเข้ามาที่ฉีโจวได้แล้วครับ รวมถึงเพลงที่เจ้านายแต่งคำร้องและทำนองแต่ไม่ได้ร้องเองด้วย ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ในฝั่งฉินโจวผมก็จัดการเจรจาเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ…”
“เข้าใจแล้วครับ”
ดวงตาของหลินจือไป๋เป็นประกาย หลังจากที่ฉีเจี้ยนเจียเคยบอกว่าช่วยเรื่องนี้ได้ หลินจือไป๋ก็แนะนำเพื่อนสนิทของเธอให้รู้จักกับเจียงเฉิง
เรื่องราวหลังจากนั้นเจียงเฉิงกับเพื่อนสนิทของฉีเจี้ยนเจียคนนั้นก็เป็นคนเจรจาจัดการมาโดยตลอด
และสายที่โทรมาวันนี้หมายความว่าในที่สุดหลินจือไป๋ก็ทลายกำแพงลงได้สำเร็จ นำเข้าผลงานดนตรีของเขาในฉินโจวมาที่นี่ได้เสียที
คุยกันต่ออีกพักหนึ่ง หลังจากวางสาย หลินจือไป๋ก็อาศัยจังหวะที่คนในไลฟ์กำลังครึกครื้นเอ่ยขึ้นว่า
“เรื่องกวีเอาไว้ก่อนนะครับ ผมมีข่าวดีจะมาบอกกับทุกคน นั่นคือตั้งแต่สองทุ่มคืนนี้เป็นต้นไป ผลงานดนตรีทั้งหมดที่ผมเคยแต่งไว้ในฉินโจวจะลงในแพลตฟอร์มเพลงต่างๆ ของฉีโจวแล้ว เพื่อนๆ ที่สนใจลองไปฟังกันได้นะครับ น่าจะเจอผลงานที่ถูกใจกัน แม้ว่านอกจากเพลง ‘รักแม่จริงๆ’ แล้วเพลงอื่นๆ จะเป็นเพลงภาษากลางหมดก็ตาม”
ตอนนี้หลินจือไป๋ค่อยๆ เข้าใจฉีโจวมากขึ้นแล้ว ที่นี่นิยมเพลงภาษาฉีมากกว่าจริงๆ
ทว่าผลงานภาษากลางบางเพลงก็กลายเป็นที่นิยมได้ เช่นเพลงที่เขามอบให้ฉีเจี้ยนเจียและเยี่ยอิงก็เป็นภาษากลาง ผู้ฟังที่นี่ก็ยอมรับได้เช่นกัน
แม้จะมีส่วนจากความนิยมของราชินีเพลงช่วยหนุน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเพลงภาษากลางมีตลาดของมันอยู่ เพียงแต่หากไม่มีบารมีของซูเปอร์สตาร์มาหนุนนำก็ยากที่จะโด่งดังเป็นพลุแตกได้
‘เยี่ยมไปเลย ในที่สุดก็ไม่ต้องไปหาไฟล์เถื่อนตามที่ต่างๆ แล้ว!’
‘คืนนี้ฉันจะเหมาดาวน์โหลดให้หมดเลย!’
‘บางเพลงดูเหมือนท่านมหาเศรษฐีจะแต่งให้คนอื่นร้อง ไม่ใช่ท่านมหาเศรษฐีร้องเองนี่นา’
‘ไม่เป็นไรหรอก เพลงที่ท่านมหาเศรษฐีแต่งเพราะก็พอแล้ว!’
‘เส้นสายท่านมหาเศรษฐีแข็งแกร่งมากนะเนี่ย ผลงานของพวกโจวหานจิ้นยังนำเข้ามาที่นี่ไม่ได้เลย’
‘ช่วงนี้มีเพลงให้ฟังแล้ว!’
‘ในที่สุดก็จะได้ฟังเวอร์ชันออดิโอที่ดีที่สุดเสียที!’
แฟนคลับในห้องไลฟ์ต่างตื่นเต้นมาก ชาวฉีโจวที่ชอบหลินจือไป๋ยินดีมากที่จะตามฟังผลงานเก่าๆ ของเขาให้ครบทุกเพลง
จะชอบหรือไม่ชอบก็จะฟังให้หมด ต่อให้ไม่ถูกปากก็สามารถฟังจนจบได้เพื่อไอดอลของพวกเขา นี่แหละคือแฟนคลับ อย่าได้ดูถูกความอดทนของพวกเขาเชียว
และในตอนนี้เอง หลินจือไป๋กลับกำลังคาดหวัง
ว่าหลังนำเข้าผลงานจากฉินโจวสู่ฉีโจวในครั้งนี้แล้ว เขาจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับแถวหน้าของฉีโจวได้หรือไม่?