ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 439 โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ! (1)
ตอนที่ 439 โอรสสวรรค์เรียกหาก็ไม่ขึ้นเรือ! (1)
เมื่อผู้ชมเห็นซั่งจื้อหรงถูกกระตุ้นความอยากเอาชนะจนอยากจะแข่งทายปริศนาอักษรกับหลินจือไป๋ ก็พากันคาดหวังขึ้นมาทันที!
ทุกคนเพิ่งจะได้เห็นกันไปว่าซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงสองคนนี้ทายปริศนาอักษรเก่งกาจเพียงใด!
‘ท่านมหาเศรษฐีวันนี้คงโชว์เหนือยากแล้วล่ะ’
‘ซั่งจื้อหรงน่ะยอดฝีมือตัวจริงเลยนะ’
‘ไม่เหมือนเจียงโส่วรั่ง ทายไม่ได้เลยสักข้อ’
‘ประเด็นคือพวกเราเองก็ทายไม่ได้เหมือนกัน’
‘ทุกคนต่างหัวเราะเยาะเจียงโส่วรั่ง แต่ทุกคนก็คือเจียงโส่วรั่งหมดนั่นแหละ’
‘ฮ่าๆ รีบดูเถอะ เริ่มแล้ว’
ท่ามกลางคอมเมนต์ที่หลั่งไหล เจ้าหน้าที่คนเดิมก็ออกโจทย์ต่อ “ฉันชอบเล่นสนุกบนน้ำที่สุด…”
“แสงอรุณ (熹เมื่อมองแยกกัน ด้านบนคือตัวอักษร 喜 ที่หมายถึงชอบ ส่วนตัวอักษร 灬 มักจะจินตนาการเป็นหยดน้ำ จึงเข้ากับที่บอกว่า ชอบเล่นสนุกบนน้ำ)”
ซั่งจื้อหรงกับหลินจือไป๋ยังไม่ทันอ้าปาก ซ่งซิ่งเหลียงก็ชิงตอบไปก่อนก้าวหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าการแข่งขันระหว่างซั่งจื้อหรงกับหลินจือไป๋นั้นน่าสนุก จึงขอเข้าร่วมด้วยคน
“เก่งมาก!”
เจียงโส่วรั่งยิ้ม “ผมว่าโจทย์ข้อนี้เสี่ยวซั่งกับพี่หลินก็น่าจะตอบได้เหมือนกัน แต่เหล่าซ่งไวสุดๆ”
“ต่อเลย”
ซั่งจื้อหรงไม่ได้ใส่ใจ เขาเพียงเร่งให้เจ้าหน้าที่ออกโจทย์ต่อ
เจ้าหน้าที่รู้สึกว่าบรรยากาศเริ่มจะเดือดขึ้นมาหน่อยๆ จนเสียงเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น “คนจูงหมา…”
“หมอบ (伏 เกิดจากการผสมตัวอักษร 亻 ที่แปลว่าคนกับตัวอักษร 犬 ที่แปลว่าสุนัข)”
ครั้งนี้ซั่งจื้อหรงเป็นฝ่ายตอบก่อน
เจียงโส่วรั่งที่อยู่ข้างๆ ตะโกนเชียร์ลั่น “ตอนนี้เสี่ยวซั่งกับเหล่าซ่งได้คนละแต้มแล้ว พี่หลินต้องสู้ๆ นะครับ”
หลินจือไป๋ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
ครั้งนี้ไม่ต้องเร่งเจ้าหน้าที่ เขาก็เอ่ยออกมาทันที “ปีแห่งกู่ซีไม่อาจว่างเว้นจากการงาน”
โจทย์ข้อนี้ทายยากทีเดียว
ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงเริ่มมีสีหน้าลำบากใจ
ในคอมเมนต์ก็มีคนช่วยทาย มีการเดาตัวอักษรสารพัดคำออกมา
ผ่านไปครู่หนึ่งเจ้าหน้าที่ก็เริ่มนับถอยหลัง
“ห้า สี่ สาม สอง…”
“เซวียน (轩)”
หลินจือไป๋เอ่ยเบาๆ “เซวียน ที่มาจาก ชี่อวี่เซวียนอ๋าง (ท่าทางสง่างาม) ครับ”
ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงสบตากันด้วยสายตาที่ดูแปลกไป
เจียงโส่วรั่งตบมือรัวๆ “ไม่ผิดเลย ปีแห่งกู่ซีคืออายุเจ็ดสิบปี เจ็ดสิบ (七十) รวมกันคือตัวอักษรรถ (车) ส่วนไม่อาจว่างเว้นจากการงานก็คือทำงานต่อ เอาตัวอักษรทำ (干) มารวมกับรถข้างหน้าก็จะได้คำว่า เซวียน (轩)”
“คุณนี่ถอดรหัสตัวอักษรไวจริงนะ”
หลินจือไป๋แซวไปทีหนึ่ง เจียงโส่วรั่งหัวเราะร่า “ผมใช้วิธีคิดย้อนกลับจากคำเฉลย มันก็ต้องไม่ช้าอยู่แล้ว ต่อเลยๆ ตอนนี้ทั้งสามท่านเสมอกันนะครับ พวกพี่ชาย ไม่มีโจทย์ที่ยากกว่านี้อีกเหรอ?”
“ที่จริงความยากก็พอๆ กันหมดนะครับ”
เจ้าหน้าที่เอ่ยยิ้มๆ “ระดับแนวหน้า ทายหนึ่งตัวอักษร”
ซั่งจื้อหรง “ไหว (淮 จากคำว่าระดับแนวหน้า 一流水准 เมื่อเอาหนึ่งขีดของ 氵 ที่หมายถึงน้ำ (水) ไปเติมใน 准 จะได้ตัวอักษร 淮)”
เจ้าหน้าที่ “ใจกว้างเป็นพิเศษ ทายหนึ่งตัวอักษร”
ซ่งซิ่งเหลียง “กลับ (回 จากคำว่าใจกว้างเป็นพิเศษ 格外大方 หมายถึง พิเศษหรือนอกกรอบ 大方 หมายถึงใจกว้างหรือสี่เหลี่ยม เพราะฉะนั้นถ้าซ้อนไว้นอกกรอบของสี่เหลี่ยม ก็จะได้ตัวอักษร 回)”
เป็นเช่นนี้อีกหลายโจทย์รวด ซึ่งซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงต่างชิงกันตอบ
‘ท่านมหาเศรษฐียังอ่อนชั้นกว่าก้าวหนึ่งแฮะ’
‘หลินจือไป๋ก็เก่งมากแล้วล่ะ’
‘โจทย์ข้อก่อนหน้านี้ที่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงทายไม่ได้ ท่านมหาเศรษฐีก็ทายได้นะ’
‘บางทีท่านมหาเศรษฐีอาจจะแค่ทายช้ากว่าหน่อย’
‘ไม่ใช่ว่าทายไม่ได้ แค่ตอบสนองไม่ไวเท่าสองคนนั้น’
‘ท่านมหาเศรษฐีก็ไม่ได้ตอบสนองช้านะ เพียงแต่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงเทพเกินไป’
ผู้ชมต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปเช่นนั้น
ในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็กล่าวว่า “หน้ามวลบุปผา ข้างแนวต้นหลิว ทายหนึ่งตัวอักษร”
ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่านี่เป็นโจทย์ยากอีกข้อ แม้จะเป็นเซียนปริศนาอักษรก็ย่อมมีช่วงที่นึกไม่ออกบ้าง
ทว่า
ในขณะที่ทั้งสองคนมืดแปดด้าน หลินจือไป๋ที่แต้มตามหลังอยู่มากจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า
“เทศกาลไหว้พระจันทร์”
เจ้าหน้าที่ที่กำลังจะนับถอยหลังยิ้มให้ “ตอบถูกต้องครับ คือคำว่า เจี๋ย (节) จากเทศกาลไหว้พระจันทร์ (中秋节)”
“เจี๋ย? (จากคำว่าหน้ามวลบุปผา ข้างแนวต้นหลิว 花前柳畔 หมายถึงเอาส่วน 艹 ด้านบนของ 花 ที่แปลว่าดอกไม้ ผสมกับส่วน 卩 ด้านข้างของ 柳 ที่แปลว่าหลิว ก็จะได้ตัวอักษร 节)”
ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงอึ้งไป ก่อนจะมีสีหน้าเสียดาย โจทย์นี้พูดไปดูเหมือนจะซับซ้อน แต่ความจริงแล้วง่ายมาก
‘ใช้ได้!’
‘ท่านมหาเศรษฐีกู้หน้าคืนมาได้อีกแล้ว!’
‘ซี้ด’
‘พวกนายสังเกตเห็นปรากฏการณ์ประหลาดอย่างหนึ่งไหม?’
‘ทุกครั้งที่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงตอบไม่ได้ ท่านมหาเศรษฐีจะตอบได้เสมอ’
‘ส่วนข้อที่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงตอบได้ ท่านมหาเศรษฐีจะไม่ตอบเลย’
‘เป็นเพราะท่านมหาเศรษฐีนึกคำตอบไม่ออก หรือว่าสมองไม่ไวเท่าสองคนนี้กันแน่?’
‘รอดูต่อไป!’
ทุกคนดูเหมือนจะค้นพบกฎบางอย่างเข้าแล้ว
และก็เป็นอย่างที่คิด
หลังจากนั้น โจทย์ข้อไหนที่ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงตอบได้ หลินจือไป๋จะไม่ปริปากเลย ทำให้แต้มห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่า
“สี่ข้อต่อจากนี้จะคล้ายๆ กัน ฟังข้อแรกนะครับ นั่งก็คือหมอบ ยืนก็คือหมอบ เดินก็คือหมอบ นอนก็คือหมอบ…”
“งู! (เพราะงูไม่มีขา ทำให้ทุกท่วงท่าของมันดูเหมือนการนอนราบไปกับพื้น)”
คนที่โพล่งออกมากลับเป็นเจียงโส่วรั่ง นานๆ ทีเขาจะตอบถูกสักข้อ เจ้าตัวดีใจจนเนื้อเต้น
ซั่งจื้อหรงเอ่ยอย่างจนใจ “พวกเรากำลังแข่งกันอยู่ นายจะมาแจมมั่วซั่วทำไม”
เจ้าหน้าที่กล่าวต่อ “ข้อต่อไปคือ นั่งก็คือเดิน ยืนก็คือเดิน เดินก็คือเดิน นอนก็ยังเป็นเดิน”
ซั่งจื้อหรงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเผยสีหน้าดีใจออกมา
“ปลา! (เพราะปลาไม่มีเท้า ทำให้แยกท่วงท่าแบบสัตว์บกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทิศไหนก็คือพร้อมที่จะเดิน)”
เจ้าหน้าที่พยักหน้า “งั้นฟังอีกข้อ นั่งก็คือนั่ง ยืนก็คือนั่ง เดินก็คือนั่ง นอนก็คือนั่ง”
หลินจือไป๋หันไปมองซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียง
ซ่งซิ่งเหลียงคิดอยู่พักหนึ่ง ดวงตาก็พลันเป็นประกาย “พวกสัตว์ตระกูลกบใช่ไหมครับ? (เพราะกบมีขาหลังพับงอเป็นมุมนั่งเตรียมกระโดดตลอดเวลา ไม่ว่าจะท่านั่ง ยืน เดิน/กระโดด นอน ก็จะดูเป็นท่านั่ง)”
“ใช่ครับ”
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วกล่าว “งั้นข้อนี้จะแก้ยังไงครับ นั่งก็คือยืน ยืนก็คือยืน เดินก็คือยืน นอนก็คือยืน”
ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงเกาศีรษะ
ความจริงโจทย์ประเภทนี้ความยากไม่มากนัก ขอเพียงรู้แนวทางการแก้โจทย์ก็พอ
แต่โจทย์ที่เจ้าหน้าที่เพิ่งพูดมานี้ ต่อให้ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงรู้แนวทางการแก้โจทย์ ก็ยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนจะเข้าเงื่อนไขนี้ หรือจะบอกว่านี่ไม่ใช่แค่ปริศนาอักษรแล้ว แต่มันมีความรู้รอบตัวแฝงอยู่ด้วย
“ห้า… สี่…”
เจ้าหน้าที่เริ่มนับถอยหลัง
หลินจือไป๋เห็นซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงพากันหัวหมุน จึงเอ่ยคำเฉลยออกมา
“คือม้าครับ”
ซั่งจื้อหรง “หา?”
ซ่งซิ่งเหลียง “ทำไมล่ะ?”
เจียงโส่วรั่ง “อธิบายหน่อยสิครับ”
ม้าดูเหมือนจะไม่เข้ากับปริศนาข้อนี้เสียทีเดียวไม่ใช่เหรอ?
หลินจือไป๋ยิ้มตอบ “ถือเป็นความรู้รอบตัวที่คนไม่ค่อยรู้แล้วกัน ส่วนใหญ่แล้วม้าจะยืนหลับครับ”
“ถูกต้องครับ”
เจ้าหน้าที่พยักหน้า
เจียงโส่วรั่งอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะร่า “ถ้าไม่รู้ว่าม้ายืนหลับได้เนี่ย ต่อให้คิดจนหัวแตกก็คงนึกคำตอบของปริศนาข้อนี้ไม่ออกแน่ๆ พี่หลิน คุณนี่เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ นะ มีบุคลิกเฉพาะตัวยิ่งกว่าข่าวลือเสียอีก เมื่อกี้ข้อไหนที่เสี่ยวซั่งกับเหล่าซ่งตอบได้คุณไม่ชิงตอบเลยสักข้อ จะตอบก็ต่อเมื่อสองคนนั้นนึกไม่ออกเท่านั้น นี่ตั้งใจทำแบบนั้นหรือเปล่าเนี่ย?”
หืม?
อย่างที่คำโบราณว่าไว้ คนในเหตุการณ์มักจะไม่รู้ตัว พอซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงได้ยินประโยคนี้ของเจียงโส่วรั่ง และย้อนนึกถึงการตอบคำถามเมื่อครู่ สีหน้าของทั้งคู่ก็เริ่มดูไม่มั่นใจขึ้นมาทันที
จริงอย่างที่เจียงโส่วรั่งว่า
ในระหว่างการตอบคำถามเมื่อครู่ หลินจือไป๋ดูเหมือนจะตอบก็ต่อเมื่อพวกเขาสองคนตอบไม่ได้เท่านั้น!
หรือว่า…
หลินจือไป๋กำลังจงใจทำตัวเงียบๆ เพื่อซ่อนคมเก็บงำความสามารถเอาไว้!?
ไม่ใช่แค่ซั่งจื้อหรงและซ่งซิ่งเหลียงที่สงสัยเช่นนี้ ผู้ชมเองก็คิดแบบเดียวกัน
‘ท่านมหาเศรษฐีไม่ได้จงใจใช่ไหมเนี่ย?’
‘มันจะบังเอิญเกินไปแล้ว!’
‘ข้อที่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงตอบไม่ได้ เขาดันตอบได้พอดีเป๊ะ?’
‘แล้วข้อที่เขาตอบได้ ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงดันตอบไม่ได้พอดี?’
‘ท่านมหาเศรษฐีบอกว่าวันนี้จะทำตัวเงียบๆ’
‘ซี้ด’
‘นี่คือวิธีการทำตัวเงียบๆ ของท่านมหาเศรษฐีเหรอ?’
ซั่งจื้อหรงอยากจะถามหลินจือไป๋ตรงๆ แต่คำพูดก็ติดอยู่ที่ริมฝีปาก
ซ่งซิ่งเหลียงเหลือบมองหลินจือไป๋ทีหนึ่งแล้วถามเจ้าหน้าที่ “ยังมีโจทย์อีกไหมครับ?”
เจ้าหน้าที่ยิ้มให้ “พวกคุณผ่านเกณฑ์แล้ว ข้ามแม่น้ำไปได้เลยครับ แต่ถ้ายังอยากจะตอบต่อ ผมยังมีโจทย์สุดท้ายอยู่อีกข้อ เป็นโจทย์ที่ผู้เฒ่าหูเหวยเป็นคนออกเองกับมือครับ”
โจทย์ที่ผู้เฒ่าหูเหวยออกเองเหรอ?
อีกฝ่ายคือเสาหลักแห่งวงการวรรณกรรมฉีโจวเชียวนะ!
ซ่งซิ่งเหลียงเริ่มเกิดความสนใจทันที ซั่งจื้อหรงเองก็ดวงตาเป็นประกาย ส่วนเจียงโส่วรั่งยิ่งอดใจไม่ไหวรีบบอกว่า
“รีบอ่านมาเลย!”
“ไม่มีให้อ่านครับ”
เจ้าหน้าที่หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา “พวกคุณดูกันเอาเองเถอะครับ”
สามทหารเสืออึ้งไปเล็กน้อย รีบรับกระดาษสีขาวมาดู แล้วก็เกิดความสงสัยขึ้นมาเต็มหัว
เจียงโส่วรั่งเอ่ย “ไม่มีตัวอักษรเลย”
ซ่งซิ่งเหลียงเอ่ย “กระดาษขาวสะอาดแผ่นหนึ่งชัดๆ”
ซั่งจื้อหรงเอ่ย “น่าจะผิดพลาดที่ไหนสักแห่งแล้วล่ะ”
หลินจือไป๋รับกระดาษสีขาวมาดูด้วยเช่นกัน และก็เป็นอย่างที่ทั้งสามคนพูดจริงๆ ขาวสะอาดไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว
เขาเริ่มครุ่นคิด
จู่ๆ หลินจือไป๋ก็นำกระดาษสีขาวไปโชว์หน้ากล้อง แล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เพื่อนๆ ผู้ชมในห้องไลฟ์สดมีใครบอกได้บ้างไหมครับว่าโจทย์ข้อนี้ควรจะแก้ยังไง?”
‘อย่ามาล้อเล่นน่า’
‘ไม่มีโจทย์แล้วจะมีคำตอบได้ยังไง’
‘ท่านมหาเศรษฐีเริ่มซนอีกแล้ว’
‘ฮ่าๆ นี่มันต้องผิดพลาดแน่ๆ’
‘น่าเสียดายจัง อยากรู้ว่าผู้เฒ่าหูเหวยออกโจทย์อะไร’
‘ท่านมหาเศรษฐี สรุปคุณแกล้งโง่หรือเปล่าเนี่ย?’
‘โจทย์ข้อที่ซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงตอบได้เมื่อกี้ คุณตอบไม่ได้จริงๆ เหรอ?’
‘หรือว่าแกล้งทำเป็นเงียบๆ กันแน่?’
ทุกคนยังคงสงสัยว่าวันนี้หลินจือไป๋แกล้งทำตัวเงียบๆ หรือว่าทายปริศนาอักษรได้ด้อยกว่าซั่งจื้อหรงกับซ่งซิ่งเหลียงจริงๆ
แต่ซั่งจื้อหรงกลับถามด้วยความสงสัย
“พี่หลิน ทำไมถึงให้เพื่อนๆ ในไลฟ์ตอบล่ะครับ? นี่มันคือกระดาษเปล่าชัดๆ หรือว่ามันมีเคล็ดลับพิเศษอะไร?”
“อาจจะนะครับ”
หลินจือไป๋ทำท่าทางลึกลับ
ซ่งซิ่งเหลียงที่อยู่ข้างๆ เริ่มจะร้อนรนแล้ว “ขอร้องล่ะพี่หลิน อย่ามาอมพะนำอยู่เลย”
เจียงโส่วรั่งก็ร้อนใจ “ถ้าพี่หลินบอกเคล็ดลับออกมาได้ วันนี้พวกเราสามทหารเสือจะยอมดื่มเหล้าคนละสามจอกเลย!”
“ผมว่าพวกคุณน่ะอยากจะดื่มเหล้ากันอยู่แล้วมากกว่า”
หลินจือไป๋พูดจี้ใจดำทั้งสามคน แต่ก็ไม่ได้ทำตัวอมพะนำต่อ เขายิ้มแล้วอธิบายว่า “โจทย์ที่ผู้เฒ่าหูเหวยออก จะพิเศษหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ จริงๆ แล้วนี่คือปริศนาไร้อักษร และกระดาษเปล่าแผ่นนี้แหละคือตัวปริศนาเอง”
“ผมอ่านหนังสือมาน้อย”
เจียงโส่วรั่งพูด “พี่หลินช่วยอธิบายให้ชัดเจนกว่านี้หน่อยเถอะ”
เมื่อคำพูดนี้พ่นออกมา ผู้ชมในไลฟ์ต่างพากันหัวเราะร่า ปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งฉีโจว ถึงกับกล้าบอกว่าตัวเอง ‘อ่านหนังสือมาน้อย’ ต่อหน้าหลินจือไป๋เลยเหรอ?
“พูดแบบนี้แล้วกันครับ”
หลินจือไป๋เอ่ย “พวกคุณเห็นกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่ง แต่มันเป็นแค่กระดาษเปล่าจริงๆ หรือเปล่า แน่นอนว่าไม่ใช่ มันคือปริศนา (谜) และในปริศนานี้ไม่มีคำพูดแม้แต่คำเดียว (无一言) งั้นเอาคำว่าปริศนา (谜) มาตัดส่วนประกอบ 讠 ที่แปลว่าคำพูด (言) ออก คำตอบที่ได้ก็คือคำว่า หลงทางหรือคลั่งไคล้ (迷) นั่นเองครับ!”
เจียงโส่วรั่งอ้าปากค้าง!
ซ่งซิ่งเหลียงตาโตเท่าไข่ห่าน!
ซั่งจื้อหรงยืนอึ้งตะลึงงัน!
ในขณะเดียวกัน ผู้ชมในไลฟ์ต่างก็อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน!
เพราะในปริศนาไม่มีคำพูดแม้แต่คำเดียว จึงต้องตัดส่วนประกอบที่เกี่ยวกับคำพูดออก แนวทางการแก้โจทย์นี้พอพูดออกมาแล้วมันดูง่ายเหมือนเล่นขายของ แต่ถ้าคิดไม่ถึงในแง่ตรรกะก็จะรู้สึกว่ามันลึกลับซับซ้อนมาก!
=========================