ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 440 มวลฝันพิสูจน์เต็มลำเรือกดทับทางช้างเผือก!
เมื่อเรือเทียบฝั่ง ก็มีคนจากทางผู้จัดงานมารอรับหลินจือไป๋ขึ้นฝั่งพร้อมกับสามพี่น้อง โดยมีเจ้าหน้าที่เดินนำทางอยู่ข้างหน้า
ทั้งสี่คนเดินตามหลังเจ้าหน้าที่ไป มีลมพัดมาวูบหนึ่ง หลินจือไป๋รู้สึกว่าหัวที่เคยมึนๆ เริ่มจะแจ่มใสขึ้นมาบ้าง สาเหตุที่เมื่อครู่เขารู้สึกแย่ขนาดนั้น มีโอกาสสูงมากว่าจะเกี่ยวข้องกับการที่เรือโคลงเคลงค่อนข้างแรงนั่นเอง
“นั่นคือศาลาตงหลิง” ซังจื่อหรงชี้ไปทางด้านหน้า พลางแนะนำให้หลินจือไป๋เพื่อนใหม่ที่เพิ่งเคยมางานชุมนุมกวีฉีโจวเป็นครั้งแรกได้รับรู้
หลินจือไป๋มองไปแต่ไกล ด้านหน้าเป็นศาลาทางเดินยาวเหยียด ทอดตัวไปนับพันเมตร ทางเดินใต้ศาลานั้นกว้างมาก ทว่าดูเหมือนจะมีการตั้งเครื่องกีดขวางเอาไว้
จู่ๆ หลินจือไป๋เบะปากพลางบ่นใส่กล้องว่า
“สรุปคือผู้จัดงานคงไม่ยอมให้คนผ่านไปได้แบบราบรื่นสินะครับ อยากจะนั่งเรือก็ต้องทายปริศนาอักษรตั้งเยอะ พออยากจะผ่านทางเดินศาลาไปก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวจะโดนผู้จัดงานกลั่นแกล้งยังไงอีก”
เจียงโส่วหรังที่อยู่ข้างๆ หัวเราะร่า
“ไม่ว่าจะเป็นงานกวีระดับไหน มักจะมีประเพณีการกั้นประตูทำนองนี้เสมอครับ งานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นหนึ่งในงานกวีระดับท็อปที่สุดของฉีโจว ดังนั้นนอกจากจะมีประเพณีการกั้นประตูแล้ว ยังมีประตูทั้งหมดสามด้าน วงการวรรณกรรมฉีโจวของเราเรียกมันว่าการผ่านสามด่าน หลังจากผ่านสามด่านนี้ไปได้ พวกเราถึงจะเข้าไปในเรือนธรรมชาติได้ครับ”
“งานชุมนุมกวีเทศกาลไหว้พระจันทร์ของทุกปีจะจัดขึ้นที่เรือนธรรมชาติในฉีโจวของเรานี่แหละ”
“สรุปว่านี่เพิ่งจะเป็นด่านแรกเหรอครับ?” หลินจือไป๋หลุดขำ “คงไม่ใช่ให้ทายปริศนาอักษรอีกนะ?”
ซ่งชิงเหลียงกล่าว “แต่ละปีวิธีเล่นไม่เหมือนกันครับ จะมีระเบียบการยังไงพวกเราเดินไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง”
ทั้งสามคนคุยกันไปพลางก้าวเท้าไปพลางไม่หยุดพัก เพียงไม่นานก็มาถึงหน้าด่านตรวจด่านแรก ตรงนี้มีคนถูกกั้นไว้ไม่น้อย บางคนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ทว่าเมื่อสังเกตเห็นการมาถึงของสามทหารเสือ ทุกคนต่างก็พากันเข้ามาทักทาย
“เสี่ยวซ่ง!”
“เสี่ยวซัง!”
“เสี่ยวเจียง!”
เนื่องจากเรื่องอายุ สามทหารเสือจึงถูกเรียกด้วยคำว่า ‘เสี่ยว’ เพราะทั้งสามคนดูแล้วอายุมากกว่าหลินจือไป๋ไม่เท่าไหร่
แต่สิ่งที่ทำให้หลินจือไป๋ประหลาดใจคือ ทั้งสามคนนี้มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก ปัญญาชนรอบๆ สิบกว่าคนต่างก็รู้จักพวกเขาทั้งสามพี่น้อง
“สวัสดีครับทุกคน!”
เจียงโส่วหรังยิ้มทักทายไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยว่า
“คนที่อยู่ข้างกายผมคนนี้คือปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจว หลินจือไป๋ครับ ส่วนอาจารย์ตากล้องข้างหลังเขากำลังไลฟ์สดรายการเยือนเขาหลีซาน เพราะงั้นตอนนี้คงมีผู้ชมประมาณร้อยล้านคนกำลังมองดูพวกเราอยู่ครับ…”
“พูดซะผมประหม่าเลย ยินดีต้อนรับอาจารย์หลินมาเยือนฉีโจวของเราครับ”
ปัญญาชนฉีโจวต่างกระตือรือร้นกับหลินจือไป๋มาก ทว่าในแววตานั้นมีความสงสัยใคร่รู้มากกว่า เรื่องราวของปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวผู้นี้ทุกคนต่างเคยได้ยินมาบ้างไม่มากก็น้อย ผลงานของเขายิ่งเป็นที่รู้จักในหมู่คนวงการวรรณกรรมฉีโจวจำนวนมาก
โดยเฉพาะหลังจากที่ผู้เฒ่าหูเหวยประเมินหลินจือไป๋ต่อสาธารณชนว่าเป็น ‘อันดับหนึ่งในคนรุ่นเยาว์ของวงการกวีบลูสตาร์’
“ยินดีที่ได้พบทุกท่านครับ”
อย่างที่คำโบราณว่าไว้ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม งานกวีก็เป็นเช่นนี้ หลินจือไป๋พูดจาด้วยสำนวนภาษาแบบปัญญาชนพลางประสานมือคารวะปัญญาชนเหล่านี้
“นี่เขาทดสอบอะไรกันเหรอครับ?” หลังจากทักทายกันเสร็จเจียงโส่วหรังก็เดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่อธิบายว่า “ด่านแรกทดสอบเรื่องกลอนคู่ครับ คนละหนึ่งโจทย์”
เจียงโส่วหรังหัวเราะชอบใจ “นี่นับว่าชนเข้ากับปากกระบอกปืนเลยไม่ใช่เหรอ กลอนคู่แบบไหนจะมาทำอะไรพี่หลินของผมได้?”
“หลินจือไป๋?”
เจ้าหน้าที่เหลือบมองหลินจือไป๋ รีบลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“ขอเรียนถามว่าท่านนี้คืออาจารย์หลินจือไป๋ ผู้เป็น ‘เจ้าแห่งกลอนคู่’ แห่งวงการกลอนคู่ฉินโจวใช่ไหมครับ?”
“น่าจะเป็นผมครับ” หลินจือไป๋มักจะรู้สึกว่าคำว่า ‘เจ้าแห่งกลอนคู่’ มันฟังดูไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไหร่ แต่ในวงการกลอนคู่ฉินโจวเขามีฉายาแบบนั้นจริงๆ
“สวัสดีครับอาจารย์หลิน!”
เจ้าหน้าที่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า
“ในด่านแรกของวันนี้ กลอนคู่ทั้งหมดเป็นฝีมือของหลี่ไป๋ ปรมาจารย์ด้านกลอนคู่อันดับหนึ่งของฉีโจวครับ เขากำชับผมไว้เป็นพิเศษว่าคุณคือแขกผู้มีเกียรติจากฉินโจว คุณมาถึงจะต้องจัดเตรียมกลอนคู่ที่ยากระดับหนึ่งให้คุณให้ได้”
ในระหว่างที่พูด เจ้าหน้าที่ก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา ฝีมือการเขียนพู่กันสวยงามมาก บนนั้นมีข้อความกลอนวรรคแรกเขียนไว้ว่า
“คนผ่านวัดพระใหญ่ พระวัดใหญ่กว่าคน”
หลังจากโชว์วรรคแรกแล้ว เจ้าหน้าที่ก็กล่าวต่อ
“อาจารย์หลี่ไป๋ยังบอกอีกว่า อาจารย์หลินมาไกลในฐานะแขก หวังว่าวิธีการต้อนรับแขกของเขาจะไม่ดูเสียมารยาทจนเกินไป เขาอยากจะแลกเปลี่ยนเรื่องกลอนคู่กับคุณจากใจจริงครับ”
“คุณอาหลี่ของผมทำไมยังขี้เล่นเหมือนเดิมเลย” เจียงโส่วหรังยิ้มแล้วกล่าวว่า “เริ่มมาก็จัดกลอนคู่แบบอ่านถอยหลังมาเลยแฮะ”
ซ่งชิงเหลียงประสานมือกล่าวว่า
“พี่หลินอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมรับประกันได้ว่าคุณอาหลี่ไม่มีเจตนาจะท้าทายอะไร เขาก็แค่เป็นคนที่ชอบประชันกลอนคู่กับคนอื่นมาก พอได้ยินว่าเจ้าแห่งกลอนคู่อันดับหนึ่งแห่งฉินโจวอย่างคุณมา ก็ย่อมต้องอยากลองฝีมือเป็นธรรมดาครับ จริงๆ ก็พูดไม่ได้ว่าเจาะจงเล่นงานพี่หลินคนเดียวนะครับ”
ซังจื่อหรงยิ้ม
“เมื่อสามปีก่อนคุณอาหลี่ยังเคยขวางทางผู้เฒ่าหูเหวยด้วยตัวเองมาแล้ว ยืนกรานจะให้ท่านต่อกลอนคู่ที่เขาแต่งให้ได้ ไม่งั้นก็ไม่ยอมให้เข้าเรือนธรรมชาติ ตอนนั้นทุกคนขำกันแทบแย่เลยครับ”
“ไม่เป็นไรครับ”
หลินจือไป๋มีความรู้สึกที่ดีต่อทั้งสามคน เมื่อเห็นทั้งสามพูดเช่นนั้นเขาก็ยิ้มและบอกว่าไม่ถือสา
เจียงโส่วหรังเห็นหลินจือไป๋ไม่ถือสาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็กลัวว่าถ้าเขาต่อกลอนไม่ได้จะเกิดความขัดเขิน จึงตะโกนถามเสียงดังว่า
“จะยอมให้คุณอาหลี่ของผมเล่นพิเรนทร์ฝ่ายเดียวไม่ได้นะครับ อาจารย์ทุกท่านลองดูวรรคแรกนี้สิ มีใครแก้โจทย์ได้บ้างไหม?”
“ผมไม่ไหวครับ”
“ผมก็ตอบไม่ได้”
“เกลียดพวกกลอนคู่ที่มีกลไกซับซ้อนที่สุดเลย โดยเฉพาะแบบที่อ่านถอยหลังได้เนี่ย ปวดสมองชะมัด”
ทุกคนต่างพากันส่ายหน้า วรรคแรกนี้ดูเหมือนจะง่าย แต่การจะต่อวรรคหลังให้ตรงตามหลักเกณฑ์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทว่าทุกคนต่างก็อยากรู้ปฏิกิริยาของหลินจือไป๋ อันดับหนึ่งด้านกลอนคู่แห่งฉินโจวผู้นี้จะต่อวรรคหลังได้หรือไม่?
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดเองก็อยากรู้เช่นกัน
‘วรรคแรกที่แสนซับซ้อน!’
‘ระลอกนี้ถือเป็นการปะทะกันครั้งแรกของอันดับหนึ่งด้านกลอนคู่แห่งฉินโจว กับอันดับหนึ่งด้านกลอนคู่แห่งฉีโจวของเราใช่ไหม?’
‘ทั้งสองฝั่งต่างเป็นยอดฝีมือขั้นสุดยอดทั้งคู่!’
‘วรรคแรกนี้ฉันไม่มีแนวคิดในการแก้โจทย์เลยสักนิด’
‘ฉันก็นึกไม่ออก ทั้งที่โจทย์มันดูเหมือนจะไม่ยากนะ’
‘โจทย์นะระดับที่ใครๆ ก็อ่านเข้าใจได้จริง แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี’
‘จะว่าไป ในคอมเมนต์ไลฟ์สดปกติก็ดูเหมือนจะยังไม่มีใครใช้กลอนควรรคแรกมาทำให้ท่านมหาเศรษฐีลำบากใจได้เลยนะ’
‘ไม่รู้คราวนี้จะทำให้เขาจนแต้มได้ไหม’
‘ที่ฉันอยากรู้คือท่านมหาเศรษฐีกับอาจารย์หลี่ไป๋ใครจะเก่งกว่ากัน’
แม้หลินจือไป๋จะแสดงความกล้าหาญในด้านทายปริศนาอักษรก่อนหน้านี้ และฝีมือกลอนคู่ก็เคยแสดงให้เห็นในไลฟ์มากกว่าหนึ่งครั้ง แต่คราวนี้คนออกโจทย์คือปรมาจารย์กลอนคู่อันดับหนึ่งแห่งฉีโจว เขาจะยังรับมือไหวอยู่ไหม?
“พี่หลิน ต้องพึ่งคุณแล้วละครับ” สามพี่น้องมองดูแล้ว เมื่อเหล่าปัญญาชนพวกนี้ต่างส่ายหน้าถอยกรูดก็รู้ว่าพวกเขาตอบไม่ได้จริงๆ
หลินจือไป๋ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มเหมือนเดิม
“ถ้าตอบไม่ได้ อยากจะผ่านไปก็ต้องดื่มเหล้าใช่ไหมครับ?”
“ก็ใช่น่ะสิครับ!” เจียงโส่วหรังตบหน้าอกพูดว่า “แต่พี่หลินวางใจได้ เหล้านี้สามารถให้คนดื่มแทนได้ครับ ถ้าคุณต่อไม่ได้ผมดื่มแทนให้เอง!”
“คงไม่ต้องหรอกครับ” หลินจือไป๋เอ่ย “ในเมื่อปรมาจารย์กลอนท่านนั้นบอกว่าผมมาไกลถึงฉีโจวในฐานะแขก งั้นวันนี้ก็คือ…”
“แขกเยือนเรือนธรรมชาติ”
นี่มัน!
อย่ามองว่าสิ่งที่หลินจือไป๋พูดนั้นดูกว้างๆ เหมือนคำพูดทั่วๆ ไป แต่ปัญญาชนกลุ่มนี้มีใครบ้างที่ไม่ใช่ยอดฝีมือด้านตัวอักษร แทบจะในพริบตาพวกเขาก็จับคำสำคัญที่สุดได้ ทุกคนต่างพากันตาโตเท่าไข่ห่าน ในแววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“พี่หลิน สุดยอด!” เจียงโส่วหรังชูนิ้วโป้งให้!
ซังจื่อหรงก็ชื่นชมเช่นกัน
“ตอนที่ได้ยินคนอื่นบอกว่าพี่หลินคืออันดับหนึ่งด้านกลอนคู่แห่งฉินโจว ในใจผมยังมีความสงสัยอยู่บ้าง แต่ ณ ตอนนี้ ผมยอมสยบด้วยความเลื่อมใสครับ!”
ซ่งชิงเหลียงหน้าตาเหลอหลา “ทำไมอยู่ดีๆ ก็เริ่มชมกันแล้วล่ะ?”
เมื่อเห็นท่าทางงุนงงของซ่งชิงเหลียง ปัญญาชนคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะสนิทกับเขาจึงตบไหล่เขาแล้วพูดว่า
“บอกแล้วไงว่าวันๆ อย่าเอาแต่เรียนวาดรูป ให้แบ่งเวลามาอ่านหนังสือเรียนบทกวีบ้างก็ไม่ยอมเชื่อ พวกเราตอนนี้คนเขาตอบวรรคหลังได้แล้ว นายยังฟังไม่เข้าใจเลย”
“ตอบว่าอะไรเหรอ?” ซ่งชิงเหลียงยังคงงงงวยอย่างถึงที่สุด
ความจริงแล้วผู้ชมในห้องไลฟ์สดก็คือซ่งชิงเหลียงในร่างอวตาร คนส่วนใหญ่ฟังไม่เข้าใจเลย
‘หมายความว่ายังไงนะ?’
‘ฟังไม่รู้เรื่องเลย’
‘ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน’
‘จู่ๆ ก็เริ่มชมกันยกใหญ่’
‘เมื่อกี้ท่านมหาเศรษฐีพูดมีลับลมคมนัยอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า’
‘สมองฉันตามไม่ทันแล้ว นี่คือการรวมตัวของพวกปัญญาชนเหรอ?’
‘มิน่าล่ะแม่ฉันถึงบอกว่า คนมีวัฒนธรรมด่ากัน เรายังอาจจะฟังไม่ออกเลย บื้อจริง’
เจียงโส่วหรังบอกซ่งชิงเหลียง
“นายไม่ได้ยินที่พี่หลินพูดเหรอ เขาบอกว่า ‘แขกเยือนเรือนธรรมชาติ’ นายลองอ่านย้อนกลับดูสิ”
“แขกเยือนเรือนธรรมชาติ?”
ซ่งชิงเหลียงอ่านย้อนกลับได้ว่า “ที่แท้คือแขกจากสรวงสวรรค์”
ในหัวของซ่งชิงเหลียงพลันมีประกายไฟพุ่งผ่าน เขามองหลินจือไป๋ด้วยความตกตะลึงแล้วพูดว่า
“ต่อได้แล้ว ต่อได้สมบูรณ์แบบเลย!”
“คนผ่านวัดพระใหญ่ พระวัดใหญ่กว่าคน” “แขกเยือนเรือนธรรมชาติ ที่แท้คือแขกจากสรวงสวรรค์”
นี่ไม่ใช่แค่หลินจือไป๋ต่อคำได้เท่านั้น เขายังนำเอาสถานการณ์ในตอนนี้มารวมเข้าด้วยกันด้วย สติปัญญาระดับนี้ช่างน่าทึ่งจริงๆ!
‘เช็ด!’
‘จะโหดเกินไปแล้ว!’
‘ฉันอึ้งไปเลย!’
‘วรรคหลังนี้แค่ต่อได้นะไม่มีอะไรหรอก แต่มันรวมเข้ากับสถานการณ์ได้เนี่ยสิประเด็นหลัก!’
‘เพราะตอนนี้กำลังอยู่บนทางไปเรือนธรรมชาติ!’
‘ท่านมหาเศรษฐีเป็นแขกมางานกวีครั้งแรก นั่นก็คือแขกเยือนเรือนธรรมชาติไม่ใช่เหรอ?’
‘ประเด็นสำคัญคืออ่านย้อนกลับแล้วมันคือที่แท้คือแขกจากสรวงสวรรค์!’
‘นี่มันหยิ่งยโสเกินไปแล้ว แต่ก็มีต้นทุนให้หยิ่งได้จริงๆ ข้านี่แหละแขกจากสรวงสวรรค์!’
‘ไม่ๆๆ ความเข้าใจของฉันคือ ท่านมหาเศรษฐีกำลังเตือนหลี่ไป๋ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้าต่างหาก!’
นี่คือวรรคหลังที่เข้ากับสถานการณ์มาก จนผู้ชมในห้องไลฟ์สดอดไม่ได้ที่จะพากันตีความ อันที่จริงไม่ใช่แค่ในไลฟ์ สายตาของเหล่าปัญญาชนในที่แห่งนี้ที่มองหลินจือไป๋ก็เปลี่ยนไปในทันที
คำว่ามาไกลเป็นแขกนะไม่มีปัญหา แต่คำว่า ‘แขกจากสรวงสวรรค์’ นี่มันช่างโอหังจริงๆ ให้กลิ่นอายของปราชญ์หนุ่มเจ้าสำราญอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวได้ดีเหลือเกิน
===========================