ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 444 ออกมาเถอะ ลำนำดอกเหมย (1)
ก็ไม่รู้ว่านี่คือเหล้าอะไรของอีโจว พอหลินจือไป๋ดื่มไปก็รู้สึกมึนหัวทันที แถมยังมีฤทธิ์ตามหลังที่รุนแรงมาก ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งมึนขึ้นเรื่อยๆ
‘ท่านมหาเศรษฐีคออ่อนจริงๆ แฮะ’
‘ฮาๆ ดื่มจนหน้าแดงหมดแล้ว นี่เพิ่งไม่กี่จอกเองนะ’
‘น่าจะยังไม่ชินกับเหล้าอีโจวของเรามากกว่า’
‘เดี๋ยวอย่าเมาเละเทะละ งานกวีเขาไม่นิยมคนเมาอาละวาดกันนะ’
‘ก็ใช่ว่าทุกคนที่เมาแล้วจะอาละวาดเสียหน่อย’
‘นี่นับว่าเป็นจุดอ่อนเดียวที่เผยออกมาตั้งแต่ท่านมหาเศรษฐีเข้าร่วมรายการเยือนเขาลี่ซานเลยนะ’
‘สรุปคือท่านมหาเศรษฐีไม่มีจุดอ่อนอื่นแล้วจริงๆ สินะ พวกนายถึงขั้นต้องฝืนนับเรื่องคออ่อนเข้าไปด้วยเนี่ย’
‘ยังมีอีกจุดอ่อนนะ เช่น ฝีมือดีดกู่ฉินแค่ระดับงูๆ ปลาๆ (อิโมจิหมา)’
‘ท่านมหาเศรษฐีจะหลับแล้วเหรอ!?’
ผู้ชมต่างพากันเบิกตากว้าง เมื่อเห็นว่าหลังจากหลินจือไป๋ดื่มเหล้าเสร็จ เขากลับใช้มือเท้าคางและหลับตาลงสัปหงก ทว่าเหล่าปัญญาชนรอบข้างต่างกำลังสนทนากันอย่างออกรส จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าหลินจือไป๋กำลังหลับใน จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงผ่านไป หลินจือไป๋แทบจะหมอบหลับไปกับโต๊ะแล้ว ถึงเริ่มมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ ต่างพากันหัวเราะร่าออกมา
“คุณหลินคงจะแพ้ฤทธิ์สุราเสียแล้ว”
“นึกไม่ถึงว่าจะคอพับด้วยเหล้าแค่สามจอก”
“มาหลับในงานกวีแบบนี้ คุณหลินคงเป็นรายแรกเลยมั้ง”
“หลับน่ะเรื่องเล็ก ปีก่อนยังมีคนเมาอาละวาดในงานกวีเลยไม่ใช่เหรอ?”
“ถ้าเทียบเรื่องกิริยาตอนเมา คุณหลินชนะขาดลอยครับ”
“นั่นก็จริง”
ทุกคนต่างหยอกล้อด้วยความเอ็นดู แต่ไม่มีใครเข้าไปปลุกหลินจือไป๋
ทว่าหลินจือไป๋กลับได้ยินคนเรียกชื่อตนเอง เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น สติเริ่มกลับมาแจ่มใสขึ้นมาก ก่อนจะเอ่ยถามไปว่า “เรียกผมมีธุระอะไรเหรอครับ?”
มีคนแกล้งแหย่ว่า “ทุกคนเพิ่งพูดกันว่าคุณดันมาสัปหงกในงานกวีเสียได้ ก็ควรจะแสดงอะไรสักอย่างเหมือนอย่างที่เซี่ยซินอี้ทำนะครับ”
การแสดงเหรอ?
หลินจือไป๋ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า ลุกขึ้นเดินตรงไปยังกู่ฉินที่ยังไม่ได้ถูกยกออกไป “งั้นผมจะบรรเลงให้ทุกท่านฟังหนึ่งบทเพลงครับ”
“เขาพูดเล่นนะครับ”
หูเหวยยิ้ม “แต่ในเมื่อคุณหลินน้อยมีอารมณ์สุนทรีย์แบบนี้ พวกเราก็จะขอตั้งใจฟังครับ”
อย่างนั้นเหรอ
หลินจือไป๋ไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้เขานั่งลงหน้ากู่ฉินเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกันก็เรียกใช้งานระบบอย่างเงียบเชียบ เพื่อแลกเปลี่ยนทักษะการบรรเลงขั้นสูงที่เกี่ยวข้อง
ติ๊งต่อง
เฟยหง ‘ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับทักษะกู่ฉินระดับปรมาจารย์!’
แวดวงใดก็ตามที่ก้าวไปถึงระดับปรมาจารย์ ย่อมเรียกได้ว่ายืนอยู่บนจุดสูงสุดของพีระมิดแล้ว ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น ค่าชื่อเสียงของหลินจือไป๋ก็ถูกหักหายไปถึงหนึ่งในห้าส่วน
ในความเป็นจริงขอเพียงหลินจือไป๋ไม่ใช่จ่ายฟุ่มเฟือย ด้วยค่าชื่อเสียงที่เขามีในตอนนี้ก็แทบจะใช้ไม่มีวันหมด
แต่คราวนี้กลับต้องเสียไปถึงหนึ่งในห้าส่วน จะเห็นได้ว่าทักษะ ‘ปรมาจารย์กู่ฉิน’ นี้ล้ำค่าเพียงใด
ทว่าหลินจือไป๋รู้สึกว่าคุ้มค่า
เพราะเขาเชื่อว่าความสามารถ ‘เล่นกู่ฉินเป็น’ นี้ จะช่วยทำคะแนนให้เส้นทางสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ข้ามทวีปของเขาได้อย่างมหาศาล!
“คุณหลิน วันนี้จะบรรเลงบทเพลงไหนเหรอครับ?”
ปัญญาชนคนหนึ่งถามหลินจือไป๋ที่ยังนั่งนิ่งอยู่หน้ากู่ฉิน
หลินจือไป๋สัมผัสถึงทักษะกู่ฉินและความรู้อันมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว เขาเผยรอยยิ้มออกมา “ผมจะบรรเลงบทเพลงกู่ฉินที่เป็นผลงานออริจินัลส่วนตัวให้ทุกท่านฟังครับ ชื่อของมันคือ ‘เหมยสามครา’”
ผลงานออริจินัลส่วนตัวเหรอ?
เหมยสามครา?
ปัญญาชนในงานต่างถูกกระตุ้นความสนใจทันที ทุกคนคิดว่าหลินจือไป๋อาจจะรู้ตัวว่าทักษะและเทคนิคการบรรเลงกู่ฉินคงสู้เซี่ยซินอี้ไม่ได้ จึงตั้งใจจะใช้ความเป็นออริจินัลมาสร้างการยอมรับจากผู้คนแทน
ซึ่งนี่ก็เป็นขอบเขตที่หลินจือไป๋เชี่ยวชาญอยู่พอดี
เพราะตอนนี้หลินจือไป๋มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างยิ่งในวงการเพลงฉีโจว
ปรมาจารย์ด้านดนตรีที่แท้จริงแบบนี้ ในเมื่อเขากล่าวบอกว่าเป็นงานออริจินัล มันย่อมไม่มีทางแย่แน่นอน
แม้แต่เซี่ยซินอี้เองก็จับจ้องไปที่หลินจือไป๋ด้วยความสงสัยว่าเขาจะแต่งเพลงกู่ฉินออกมาเป็นอย่างไร ต้องรู้ก่อนว่า ปัญญาชนฉีโจวนั้นแม้จะไม่กล้าบอกว่าเล่นกู่ฉินเป็นทุกคน แต่อย่างน้อยส่วนใหญ่ก็ฟังเป็นและมีรสนิยมในการเสพสุนทรีย์ บทเพลงออริจินัลดาษดื่นทั่วไปย่อมไม่อาจเข้าหูผู้คนในที่นี้ได้
‘เอาละสิ’
‘จะดีดพิณเหรอ?’
‘ใครบอกว่าท่านมหาเศรษฐีไม่ถนัดกู่ฉินกัน’
‘นี่ไงเขากำลังเตรียมจะโชว์แล้วนี่!’
‘ฝีมือท่านมหาเศรษฐีจะเป็นยังไงนะ เห็นเขาบอกว่าพอรู้บ้างนิดหน่อยเอง?’
‘พวกนายจะสงสัยเรื่องทักษะการดีดของท่านมหาเศรษฐีก็ได้ แต่อย่าได้สงสัยคุณภาพงานออริจินัลของเขาเชียว!’
‘นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!’
‘สถิติเพลงใหม่กวาดห้าอันดับรวดเขาล้อเล่นกับนายเหรอ?’
‘ชื่อเพลงฟังดูสูงส่งมาก ‘เหมยสามครา’ ฟังแล้วดูมีระดับสุดๆ’
ผู้ชมเองก็เริ่มสนใจขึ้นมา
แน่นอนว่าประเด็นหลักคือสนใจบทเพลงออริจินัลที่หลินจือไป๋พูดถึง
และท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ หลินจือไป๋ก็เริ่มกรีดกรายสายพิณ บทเพลงที่เขาจะบรรเลงนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘ลำนำดอกเหมย’
นี่คือหนึ่งในสิบสุดยอดบทเพลงกู่ฉินชื่อดังจากโลกเก่าของเรานั่นเอง
แน่นอนว่าเจ้าของผลงานไม่ใช่หลินจือไป๋ เพียงแต่เขาไม่มีทางอธิบายเป็นอย่างอื่นได้
ตามตำนานเล่าว่า ‘เหมยสามครา’ เดิมทีเป็นเพลงขลุ่ย แต่งโดยหวนอีในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออก ต่อมาเหยียนซือกูปราชญ์พิณสมัยราชวงศ์ถังได้นำมาเรียบเรียงใหม่เป็นเพลงกู่ฉินและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เพลงนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานที่สื่อถึงดอกเหมยได้ดีที่สุดในบรรดาเพลงคลาสสิกของจีน ในสมัยราชวงศ์ถังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ประชาชน เนื้อหาของเพลงสื่อถึงคุณธรรมอันสูงส่งของดอกเหมยที่ขาวสะอาดมีกลิ่นหอม ทนทานต่อเหมันต์และหิมะ เป็นบทเพลงกู่ฉินที่เต็มไปด้วยรสนิยมของเหล่าขุนนางปัญญาชนในสมัยโบราณ
ทว่าบลูสตาร์ไม่มีราชวงศ์จิ้นหรือถัง ย่อมไม่มีบทเพลงนี้อยู่ก่อนแล้ว
เสียงกู่ฉินที่นุ่มนวลและเที่ยงตรงกำลังไหลรินออกมาจากปลายนิ้วของหลินจือไป๋ในยามนี้
ทุกคนที่เพิ่งเริ่มฟังการบรรเลงของหลินจือไป๋ก็ยังไม่รู้สึกว่ามันน่าทึ่งถึงขั้นเทพเจ้า เพียงแค่รู้สึกว่าท่วงทำนองนี้ช่างรื่นหูอย่างยิ่ง จิตใจรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เอาเถอะ
เพราะ ‘เหมยสามครา’ นั้นถูกชาวเน็ตในโลกเก่าขนานนามว่าเป็น ‘ยาบำรุงไตชั้นเลิศ’ เลยทีเดียว
มีคำกล่าวว่าการฟังเพลงนี้ในช่วงเวลาเจ็ดโมงเช้าถึงสิบเอ็ดโมงเช้าจะช่วยปรับสมดุลเส้นลมปราณไต ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มลือกัน แต่เพื่อนๆ ที่มีปัญหาเรื่องไตต่างก็หวั่นไหวไปตามๆ กัน
หลินจือไป๋คาดเดาเอาว่า
คงเป็นเพราะเพลงนี้ทำให้คนฟังรู้สึกสงบจิตสงบใจ จนถึงขั้นอยากจะนั่งสมาธิขึ้นมาละมั้ง
อืม…
ยิ่งหลินจือไป๋บรรเลงไปเรื่อยๆ แววตาของปัญญาชนในงานก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป
เพราะในบรรดาผู้คนมากมายที่นี่ ย่อมมีคนที่เชี่ยวชาญกู่ฉินรวมอยู่ด้วย อย่างที่เขากล่าวกันว่า ‘พอยอดฝีมือลงมือ ก็รู้ทันทีว่ามีของหรือไม่มี’
คนที่เข้าใจกู่ฉินย่อมมองเห็นและได้ยินว่าเทคนิคการบรรเลงของหลินจือไป๋นั้นเข้าสู่ระดับที่ชำนาญอย่างยิ่งจนเรียกได้ว่าเล่นได้ดังใจนึก!
เช่นช่วงการบรรเลงเสียงเปล่าที่เห็นได้ชัด หลินจือไป๋มือซ้ายไม่ได้กดสาย แต่ใช้มือขวากรีดสายพิณ เสียงที่ออกมาจากสายเปล่านั้นกว้างขวางและหนักแน่นราวกับผืนปฐพี น้ำเสียงนั้นลึกซึ้งและทรงพลัง!
มันคือความสั่นสะเทือนที่ไร้คำบรรยาย!
จากนั้นมือซ้ายของหลินจือไป๋ก็สัมผัสสายพิณเบาๆ
เสียงดนตรีจึงกลายเป็นเสียงกังวานใสที่ได้มาตรฐาน ราวกับสรวงสวรรค์ที่สูงส่งและว่างเปล่า เสียงนั้นนุ่มนวลพลิ้วไหวซึมลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ!
และเมื่อดนตรีค่อยๆ ดำเนินไปถึงช่วงไคลแมกซ์
ความเร็วของมือหลินจือไป๋ก็ค่อยๆ เร็วขึ้น
โดยเฉพาะมือซ้ายของหลินจือไป๋ที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับงู ใช้เทคนิคการกดและลากสายต่างๆ ออกมาอย่างแพรวพราว!
เพราะเทคนิคที่เหลือล้น เสียงพิณภายใต้การบรรเลงของหลินจือไป๋จึงดูเหมือนน้ำเสียงของมนุษย์ที่กำลังพรรณนาคร่ำครวญ ละเอียดอ่อนและสะเทือนอารมณ์!
ในขณะที่กำลังเหม่อลอย
ผู้คนรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางต้นเหมันต์ เมฆครึ้มปกคลุมและสายหมอกหนาวเหน็บลอยละล่อง
มีต้นเหมยอยู่เลือนราง มีดอกเหมยปรากฏให้เห็นวับๆ แวมๆ ท่วงทำนองบางช่วงก็ราบเรียบนุ่มนวล บางช่วงก็กระโดดโลดเต้นไปมา เสียงที่ออกมาประดุจน้ำพุขุนเขาที่ดังติ๊งๆ และประดุจประกายน้ำที่กระเด็นขึ้นมาจากลำธารที่เบาหวิว อีกทั้งยังสามารถใสกระจ่างเหมือนเสียงกระดิ่งลม
เรียกได้ว่ามีทั้งช่วงตกต่ำและพุ่งทะยาน!
และในการเปรียบเทียบระหว่างความนิ่งและความเคลื่อนไหวที่สอดประสานกันนี้ ผู้คนราวกับมองเห็นความงามท่ามกลางความหนาวเหน็บของเหมยเหมันต์ และราวกับได้กลิ่นหอมของดอกเหมยอบอวลมาจริงๆ
ในวินาทีนี้ทุกคนต่างก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา ที่แท้นี่ก็คือ ‘เหมยสามครา’
แม้หลินจือไป๋จะบรรเลงเพียงประมาณเจ็ดนาที แต่เมื่อเขาสิ้นสุดการบรรเลง ภายในเรือนธรรมชาติกลับตกอยู่ในความเงียบงันสนิท
ทุกคนต่างพากันมองหลินจือไป๋อย่างโง่งม แววตานอกจากความตกตะลึงแล้ว ยังมีความประหลาดใจแฝงอยู่!
เจ้าหลินจือไป๋คนนี้ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะหรอกเหรอว่า เรื่องกู่ฉินน่ะแค่ ‘พอรู้บ้างเล็กน้อย’ เท่านั้น?
มุมปากของทุกคนกระตุกเบาๆ
นี่เล่นซะจนเข้าถึงขั้นที่ฟ้าดินและมนุษย์รวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ช่วยบอกทีเถอะว่า ‘พอรู้บ้างเล็กน้อย’ บ้านใครเขาเป็นแบบนี้กัน?
คิดว่าพวกเราแม่งไม่รู้จักกู่ฉินหรือไง?
คิดว่าพวกเราดูไม่ออกหรือไงว่าเทคนิคการบรรเลงของนายมันอลังการขนาดไหน?
คิดว่าพวกเราฟังไม่ออกหรือไงว่าเสียงกู่ฉินของนายมันลึกซึ้งแค่ไหน?
อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่หูเหวยและสืออวิ๋นที่เป็นระดับผู้นำทั้งสองท่านก็ยังอ้าปากค้าง
แน่นอนว่า
ผู้ชมในห้องไลฟ์สดเองก็ถูกสยบไปตามๆ กัน!
ทว่าผู้ชมส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักหรอกว่าฝีมือของหลินจือไป๋แข็งแกร่งขนาดไหน
พวกเขาแค่รู้สึกว่าปฏิกิริยาที่ดูอึ้งกิมกี่ของพวกปัญญาชนเหล่านี้ ดูเหมือนจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าการแสดงของหลินจือไป๋นั้นไม่ธรรมดาสุดๆ
อีกอย่าง เพลงนี้มันเพราะมากจริงๆ มีรสชาติพิเศษบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน จนทำให้ทุกคนรู้สึก ‘ทึ่งจนอธิบายไม่ถูก’ ไปด้วย
เหมือนคำที่เขาพูดกันว่า ‘ฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่มันอลังการมาก’
‘ดีดได้ดีจริงๆ เลยแฮะ!’
‘ทำไมพวกปัญญาชนในเรือนธรรมชาติถึงไม่พูดอะไรเลยสักคำนะ?’
‘ฉันก็นึกว่าที่ท่านมหาเศรษฐีบอกว่าพอรู้บ้างเล็กน้อย หมายถึงแค่ระดับเริ่มต้นเสียอีก แต่ดูความชำนาญในการดีดนั่นสิ มือขยับเหมือนผีเสื้อบินเลย!’
‘ฉันว่าเหมือนงูนะ’
‘ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องกู่ฉินเท่าไหร่ มีใครเก่งๆ ช่วยบอกทีได้ไหมว่าเพลงนี้ระดับไหน แล้วเทคนิคการบรรเลงของท่านมหาเศรษฐีเป็นยังไงบ้าง?’
‘ในฐานะคนเรียนกู่ฉินขอตอบเลย เพลงนี้ของท่านมหาเศรษฐีดีมาก ส่วนระดับการบรรเลง ผมบอกได้แค่ว่าฟ้าดินและมนุษย์รวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว’
‘ไอ้ที่ว่ารวมเป็นหนึ่งนี่มันคืออะไร ลึกลับจัง?’
‘มันไม่ได้ลึกลับขนาดนั้น ฟ้าดินมนุษย์รวมเป็นหนึ่ง ในวงการมือโปรหมายถึงการผสมผสานเสียงเปล่า เสียงกังวานใส และเสียงลากสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ’
‘สรุปคือท่านมหาเศรษฐีเป็นยอดฝีมือกู่ฉินจริงๆ สินะ!’
ในขณะที่ผู้ชมกำลังงุนงง หูเหวยก็เอ่ยปากออกมาในที่สุด เขาอดข่มความตกตะลึงในใจลง มองหลินจือไป๋ก่อนพูดว่า
“การถ่อมตัวจนเกินงาม มันก็คือความโอหังนะครับ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะอย่างจนใจ “คุณหลินน้อยครับ นี่มันไม่ใช่พอรู้บ้างเล็กน้อยแล้วล่ะครับ ชัดเจนว่าคุณกำลังกลั่นแกล้งพวกเราอยู่ชัดๆ ถ้าระดับนี้ยังเรียกว่ารู้แค่เล็กน้อย งั้นในที่นี้คงไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองเล่นพิณเป็นแล้วล่ะ”
ข้างกายกันนั้น
สืออวิ๋นที่เพิ่งได้สติจากเสียงพิณ จู่ๆ ก็หันไปมองร่างหนึ่งในฝูงชนแล้วถามว่า
“เซี่ยซินอี้ เมื่อเทียบกับเธอแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
เซี่ยซินอี้มองหลินจือไป๋อย่างเงียบงัน นิ่งไปนานทีเดียวกว่าจะตอบกลับมาอย่างขมขื่นว่า
“ผู้น้อยจะบังอาจไปเปรียบเทียบกับปรมาจารย์กู่ฉินได้อย่างไรคะ?”
======================