ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 484 โอวหยางสวินและอักษรข่ายซูอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
พร้อมไปกับการกรีดร้องอุทานของพิธีกร เหล่าผู้ที่ฝักใฝ่ชื่นชอบในเรื่องพู่กันจีนที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสด ตลอดจนบุคคลในแวดวงพู่กันจีน ต่างก็เกิดความรู้สึกตื่นตะลึงพรึงเพริดขึ้นมาในทันทีทันใดเช่นเดียวกัน!
มันมีความไม่เหมือนกันจริงๆ ด้วย!
สไตล์แนวทางอักษรหางซูรูปแบบใหม่นี้ของหลินจือไป๋ มีการลงพู่กันที่หนาแน่นและทรงพลัง เป็นพิเศษคือชื่นชอบในวิธีการลงพู่กันแบบจงเฟิง (พู่กันตั้งตรง) มีทั้งเส้นสายกระดูกอันทรหด และแฝงไปด้วยความคมคายอย่างมีชั้นเชิง โดยทั่วไปแล้วลายเส้นในแนวนอนจะมีความเรียวบางกว่าเล็กน้อย ส่วนลายเส้นในแนวตั้ง จุด ตลอดจนการตวัดพู่กันไปทางซ้ายและการตวัดพู่กันไปทางขวากลับมีความหนาแน่นกว่าเล็กน้อย……
‘สไตล์แนวทางรูปแบบใหม่นี้แข็งแกร่งมากเลยล่ะ!’
‘มีความองอาจงดงามและผ่าเผย โครงสร้างของตัวอักษรเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ทว่าในความสี่เหลี่ยมกลับแฝงไปด้วยความกลมมน มีแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางประเภทหนึ่งดำรงอยู่ภายในนั้น!’
‘ตัวอักษรของเขามีความทรหดทรงพลัง หลั่งไหลออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริง โครงสร้างมีความสุขุมลุ่มลึก จุดและลายเส้นมีความโบยบินเสรี หากจะบอกว่า ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ มีความเพียงพอที่จะทำให้สไตล์แนวทางอักษรหางซูของหลินจือไป๋ก้าวขึ้นสู่ความเป็นปรมาจารย์ผู้ให้กำเนิดสำนักได้แล้วละก็ เช่นนั้นวิธีการลงพู่กันของเขาในวันนี้ ก็สามารถเปิดสำนักใหม่ออกมาให้แก่อักษรหางซูได้อีกหนึ่งสำนักอย่างสมบูรณ์แบบแล้วล่ะ!’
‘สมแล้วที่เป็นหลินจือไป๋ บุคคลอันดับหนึ่งในด้านอักษรหางซูแห่งใต้หล้า!’
‘กระแสลมปราณแห่งพู่กันจีนรูปแบบใหม่นี้ ยังคงมีความยิ่งใหญ่โตมโหฬารอลังการเป็นอย่างยิ่ง มีพละกำลังและเส้นสายกระดูกอันเปี่ยมล้น ท่วงท่าของความเป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ กลิ่นอายภาพลักษณ์มีความก้าวล้ำเหนือกว่าโคบายาชิ โอทาเกะ และจูเก่อชิวเหลียงอย่างเด่นชัด’
‘ก่อนหน้านี้เทคนิควิธีการของ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ คือการตวัดลากยาวลงมาตรงๆ ตรงประเด็น’
‘ทว่าสไตล์แนวทางพู่กันจีนในบทความชิ้นนี้ เทคนิควิธีการกลับใช้การหมุนวนแบบจ้วนโจ่ว’
‘เมื่อผสมผสานเข้ากับการหักเหลี่ยมมุมแบบฝางเจ๋อและการแผ่ขยายของขนพู่กันในแบบประเภทของสำนักจารึกศิลา รูปแบบระบบการลงพู่กันขนาดใหญ่ทั้งสามชนิดนี้ หลินจือไป๋ได้พัฒนาปรับปรุงสองชนิดข้างต้นจนบรรลุถึงขั้นเตาหลอมบริสุทธิ์เป็นสีเขียว (เชี่ยวชาญระดับสูงสุด) เรียบร้อยแล้ว!’
‘ดูท่าทางระดับฝีมืออักษรเฉ่าซูของหลินจือไป๋ก็คงจะไม่ย่ำแย่เหมือนกันแหละ เพราะระบบการลงพู่กันระดับคลาสสิกทั้งสองชนิดนี้ ล้วนมีผลงานต้นแบบระดับคลาสสิกที่ยอดเยี่ยมปรากฏอยู่ในอักษรหางเฉ่า (อักษรตัวหวัดแกมบรรจงแบบค่อนไปทางหวัด) ทั้งสิ้น!’
และในอีกทางฝั่งหนึ่ง
ผู้ชมของแต่ละทวีปที่ไม่เข้าใจในเรื่องพู่กันจีน ทำได้เพียงส่งเสียงร้องตะโกน 666 ออกมา หรือไม่ก็ทำหน้าตางงเป็นไก่ตาแตกไปตามๆ กัน
ทว่าคนเหล่านี้กลับเป็นคนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจในเรื่องพู่กันจีน จึงทำได้เพียงพูดคุยในเรื่องอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตระดับมืออาชีพเท่านั้น
‘ดูไม่รู้เรื่องแต่รู้สึกว่ามันร้ายกาจมาก!’
‘ฉันยังคงยืนยันคำเดิม พู่กันจีนน่ะเป็นศิลปะที่ชั้นสูงจริงๆ ทว่าคนส่วนใหญ่ละก็ ความจริงแล้วกระทั่งวิธีการชื่นชมก็ยังไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำไป’
‘ฉันไม่เข้าใจในเรื่องของการชื่นชอบชื่นชมหรอกนะ แต่ฉันมีความรู้สึกว่ามันมีความสุขสบายใจเป็นอย่างยิ่งยวด และนั่นก็เพียงพอแล้วล่ะ!’
‘ฉันเองก็เหมือนกัน ตอนที่ได้ดู ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ เป็นครั้งแรก ก็มีความรู้สึกตื่นตาตื่นใจขึ้นมาจริงๆ นะ!’
‘ฉันไม่เชื่อหรอก ไม่เคยมีผลงานพู่กันจีนชิ้นไหนเลย ที่จะสามารถทำให้ฉันได้สัมผัสรับรู้ถึงความรู้สึกตื่นตาตื่นใจในแบบประเภทที่พวกนายป่าวประกาศออกมาได้ แน่นอนว่าพวกนายก็สามารถบอกได้เหมือนกันว่าเป็นเพราะฉันยังไม่เคยได้เห็นผลงานของจริงของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงมาก่อน’
‘ฮ่าๆ’
‘ฉันเองก็คิดเหมือนกับความเห็นบนนั่นแหละ มีความรู้สึกว่าผลงานของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้มันก็คล้ายๆ กันหมดนั่นแหละ’
‘สิ่งที่เรียกว่าความชื่นชอบฝักใฝ่ในพู่กันจีนน่ะคือการดัดจริตล้วนๆ ไม่อย่างนั้นทำไมฉันถึงมองไม่ออกเลยล่ะว่าตัวอักษรเหล่านี้มันมีความดีงามตรงไหน?’
‘ผลงานของหลินจือไป๋นายนก็มองไม่ออกงั้นเหรอ?’
‘แน่นอนสิ’
‘เดี๋ยวก่อนนะ ไม่นับรวมผลงานของหลินจือไป๋สิเฟ้ย!’
หมากรอบมีคนจำนวนมากที่ดูไม่รู้เรื่อง พู่กันจีนเองก็มีคนจำนวนมากที่ดูไม่รู้เรื่องเช่นเดียวกัน
ผู้ชมที่ดูไม่รู้เรื่อง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา ทว่าเมื่อทุกคนเผลอปรายตาหันไปมองดูที่ผลงานพู่กันจีนชิ้นนั้นของหลินจือไป๋อีกครั้ง ในส่วนลึกของหัวใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายพุ่งทะยานผุดขึ้นมาลางๆ!
คำแต่ละคำเหล่านั้น!
ความงดงามของโครงสร้างในลักษณะนั้น!
กลิ่นอายรสชาติโดยรวมเหล่านั้น!
มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง มีความมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง และกระทั่งมีความเป็นศาสตร์ลี้ลับ (Metaphysics) เป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว!
นั่นคือขอบเขตระดับขั้นของพู่กันจีน มีความงดงามตระการตาตามธรรมชาติ ดึงดูดเกี่ยวรั้งเอาไว้ด้วยจิตวิญญาณอันล้ำเลิศเป็นล้นพ้น;
นั่นคือความลุ่มลึกของพู่กันจีน มีความองอาจเข้มแข็งและกว้างใหญ่ไพศาล หล่อหลอมขึ้นมาด้วยจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของมันเอง;
จากตัวอักษรของหลินจือไป๋ พวกเขาได้สัมผัสรับรู้ถึงความเข้มแข็งทรหดที่พุ่งพล่าน และกระทั่งได้สัมผัสรับรู้ถึงท่วงท่าอันสูงส่งสง่างามประเภทหนึ่งขึ้นมาเลยทีเดียว!
มันเป็นแบบนี้ได้อย่างไรกันนะ?
เดิมทีคนที่ดูไม่รู้เรื่องในเรื่องพู่กันจีนต่างพากันตกตะลึงจนโง่งมไปหมดแล้ว!
กระทั่งผู้ชมที่เคยป่าวประกาศโห่ร้องโวยวายก่อนหน้านี้ว่า ‘สิ่งที่เรียกว่าความชื่นชอบฝักใฝ่ในพู่กันจีนน่ะคือการดัดจริตล้วนๆ’ ในเวลานี้ต่างก็พากันตื่นตะลึงพรึงเพริดไปทั้งหมดทั้งมวลแล้วเช่นเดียวกัน!
ในเวลานี้พวกเขามีความรู้สึกเพียงแค่ว่า ตัวอักษรแต่ละคำที่หลินจือไป๋เขียนออกมา แค่ปรายสายตาลงไปชื่นชมและรับรู้ในสมอง ต่างก็กลายมาเป็นความเพลิดเพลินเจริญใจราวกับความสุขสุดยอดในสมอง (ASMR/Brain orgasm) ไปเสียแล้ว นี่คือ ‘ความรื่นรมย์ทางสายตาและจิตใจ’ ในความหมายที่แท้จริงอย่างเด็ดขาด
ในขณะเดียวกัน ในหัวใจของพวกเขาต่างก็เต็มไปด้วยความคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง!
เพราะในเวลานี้หลินจือไป๋เพิ่งจะเขียนไปได้ไม่ถึงร้อยคำเท่านั้นเอง
พวกเขาที่เป็นคนที่เดิมทีดูไม่รู้เรื่องในเรื่องพู่กันจีน ในเวลานี้กลับอดไม่ได้ที่จะเกิดความคาดหวังขึ้นมาในใจ อยากจะดูว่าคำต่อไปหลินจือไป๋จะเขียนอย่างไร และคำหลังจากนี้จะถูกเขาจัดแต่งประมวลผลออกมาให้อยู่ในโครงสร้างรูปทรงแบบไหน……
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ?
มันมีความเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะเอฟเฟกต์ติดตัวของทักษะความสามารถ ‘ตวัดพู่กันราวกับมีเทพช่วย’ ของหลินจือไป๋ได้เปิดใช้งานขึ้นมาแล้วน่ะสิ!
แม้ว่าเอฟเฟกต์ติดตัวนี้จะเป็นศาสตร์ลี้ลับ ทว่าผลกระทบกลับมีความซึมลึกและแปรเปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ คนที่เดิมทีดูไม่รู้เรื่องในเรื่องพู่กันจีน สมองจะไม่เกิดความรู้สึกแปลกแยกขัดตาทัพขึ้นมา ทว่าจู่ๆ ในช่วงเวลาอันสั้นกลับสามารถดูรู้เรื่องขึ้นมาเสียอย่างนั้น
มันราวกับว่า……
นายนบทกวีคำกลอนของหลี่ไป๋และซูตงพัว ไปให้เด็กน้อยในโรงเรียนอนุบาลดู
เด็กอนุบาลย่อมไม่สามารถซึมซับและชื่นชมความงดงามออกมาได้แน่นอนอยู่แล้ว ในทางกลับกันย่อมต้องรู้สึกว่ากลอนประเภท ‘นกน้อยส่งเสียงอรุณสวัสดิ์ทำไมนายถึงสะพายกระเปร่าระเบิดล่ะ’ มีความละเมียดละไมทางวรรณกรรมมากกว่า
รอให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา บทกวีคำกลอนเหล่านั้นพวกเขาถึงจะเริ่มรู้สึกว่ามันมีความงดงามและน่าตื่นตาตื่นใจอย่างแท้จริง!
เอฟเฟกต์ติดตัวของทักษะความสามารถตวัดพู่กันราวกับมี ‘เทพ’ ช่วยข้อนี้ ก็คือการทำให้คนเหล่านี้เกิด ‘การเติบโตเป็นผู้ใหญ่’ ขึ้นมาในพริบตานั่นเอง แน่นอนว่าการเติบโตในลักษณะนี้ จะถูกเปิดใช้งานขึ้นมาเฉพาะเจาะจงแค่ในตอนที่พวกเขากำลังชื่นชมผลงานพู่กันจีนของหลินจือไป๋เท่านั้น ทว่าระดับมาตรฐานในระดับนี้มันก็มีความเพียงพอเป็นอย่างยิ่งยวดแล้วล่ะ!
ตู้มมม!
แต่ละทวีปต่างพากันระเบิดอารมณ์ขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง!
……
ทวีปฉิน
‘ผลงานชิ้นนี้ของไป๋ตี้ มันน่าตื่นตาตื่นใจมากเลยล่ะ!’
‘จู่ๆ ก็เกิดความเข้าใจขึ้นมาเลยว่าทำไมพวกมหาเศรษฐีเหล่านั้นถึงได้ยินยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อผลงานพู่กันจีนและภาพวาดอะไรพวกนี้!’
‘ฉันที่เป็นคนดูไม่รู้เรื่องในเรื่องพู่กันจีน ยังสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณอันล้ำเลิศและขอบเขตระดับขั้นของผลงานชิ้นนี้ของหลินจือไป๋เลยนะ!’
‘ทำไมผลงานชิ้นนี้ของหลินจือไป๋ถึงมีความเป็นเทพขนาดนี้กันนะ!’
‘ฉันเองก็เหมือนกัน ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นเทพ ผลงานชิ้นนี้คงจะไม่คว้าคะแนนเต็มไปหรอกนะ!’
คะแนนเต็ม!
หากไปวางอยู่บนตัวของคนอื่นก็อาจจะมีความเกินจริงไปบ้าง
ทว่าหลินจือไป๋คือคนฟะที่เคยเขียน ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ออกมาเชียวนะ การที่เขาจะคว้าคะแนนเต็มไปจึงสามารถทำให้ผู้คนศิโรราบได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยสิ้นเชิง!
……
ทวีปฉี
‘แปลกประหลาดมากเลยล่ะ ทำไมฉันถึงยิ่งดูตัวอักษรของคนรวยที่สุดก็ยิ่งมีความชื่นชอบฝักใฝ่มากขึ้นเรื่อยๆ นะ?’
‘ที่แท้ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวหรอกเหรอที่มีความรู้สึกในลักษณะนี้ ตัวอักษรในผลงานพู่กันจีนชิ้นนี้ของคนรวยที่สุดยิ่งมีจำนวนคำมากขึ้นเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีความร้ายกาจมากขึ้นเท่านั้น!’
‘ทั้งๆ ที่ฉันดูไม่รู้เรื่องในเรื่องพู่กันจีน ทว่ากลับสามารถสัมผัสรับรู้ได้ถึงความละเอียดอ่อนละเมียดละไมของตัวอักษรเหล่านี้!’
‘อันที่จริงมันเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากเลยล่ะ’
‘มันก็เหมือนกับการที่คุณไม่เข้าใจในเรื่องของดนตรี ทว่ากลับสามารถสัมผัสรับรู้ได้ว่าบทเพลงไหนมีความไพเราะน่าฟัง และบทเพลงไหนเป็นดนตรีขยะข้นแค้นนั่นแหละ เพียงแต่ความยากลำบากของการสัมผัสรับรู้ในเรื่องพู่กันจีนมันจะมีความสูงส่งกว่าเล็กน้อย ทว่าหลินจือไป๋เขียนออกมาได้ดีเลิศเกินไป เพราะฉะนั้นทุกคนจึงสามารถยอมรับได้หมด นี่คงจะเป็นมูลค่าความบริสุทธิ์ของคำว่าอันดับหนึ่งในใต้หล้าล่ะมั้ง!’
ใช่แล้ว
หลินจือไป๋ตกลงจะเป็นนักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนอันดับหนึ่งของบลูสตาร์หรือไม่ อันนี้ทำได้เพียงพักเอาไว้ก่อนชั่วคราว
ทว่าอย่างน้อยที่สุดในจุดที่ว่าเขาคือปรมาจารย์อันดับหนึ่งในด้านอักษรหางซูแห่งใต้หล้า จุดนี้คงไม่มีใครกล้าปัดปฏิเสธแน่นอนอยู่แล้ว
……
ทวีปฉู่
‘อักษรหางซูของหลินจือไป๋ ในวันนี้ฉันถือว่าได้เปิดหูเปิดตาเป็นขวัญตาแล้วล่ะ มีความหนึ่งไม่มีสองในใต้หล้าอย่างแท้จริง!’
‘ตัวอักษรในบทความชิ้นนี้ หากฉันสามารถครอบครองมันมาได้ ฉันยินยอมที่จะใช้ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของตัวเองมาแลกเลยล่ะ!’
‘ฮ่าๆ ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งของนายน่ะ อาจจะซื้อตัวอักษรของเขาไม่ได้เลยแม้แต่คำเดียวด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่ผลงานพู่กันจีนที่สมบูรณ์แบบชิ้นนี้เลย’
‘อักษรหางซูพวกเราไม่มีความหวังแล้วล่ะ’
‘ไม่เป็นไรหรอก อักษรเฉ่าซูและอักษรข่ายซูต่างหากที่เป็นจุดเด่นสำคัญ!’
อักษรหางซูของหลินจือไป๋มีความไร้เทียมทานขนาดไหน ในส่วนลึกของหัวใจของคนทวีปฉู่ต่างก็มีจำนวนนับ (รู้ดี) ตั้งนานแล้ว
ด้วยเหตุนี้ อันที่จริงแล้วคนทวีปฉู่จึงได้จัดเตรียมสภาพจิตใจเอาไว้ตั้งนานแล้วว่าในการแข่งขันรอบอักษรหางซูนี้ หลินจือไป๋จะต้องก้าวล้ำนำโด่งทิ้งห่างไปไกลแสนไกลอย่างแน่นอน
ทว่าในวันนี้ทวีปฉู่เพียงแค่ได้รับผลกระทบจากเอฟเฟกต์ของทักษะความสามารถ ‘ตวัดพู่กันราวกับมีเทพช่วย’ จึงส่งผลให้เกิดการสัมผัสรับรู้ถึงความสูงส่งล้ำเลิศในอักษรหางซูของหลินจือไป๋ได้อย่างลึกซึ้งตราตรึงใจมากขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเอง
……
ทวีปจ้า
‘เขียนออกมาได้ดีเลิศจริงๆ!’
‘ปรมาจารย์คนอื่นๆ ต่างก็มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหลินจือไป๋คือเทพเจ้าแห่งอักษรหางซู’
‘จริงด้วย’
‘รอบนี้ก็คือการโชว์เดี่ยวส่วนตัวของหลินจือไป๋นั่นเอง!’
……
ทวีปจง
‘ฉันรักหลินจือไป๋จังเลย!’
‘เทพเจ้า!’
‘ไม่มีใครที่จะมีความรู้ความเข้าใจในอักษรหางซูได้มากไปกว่าหลินจือไป๋อีกแล้วล่ะ!’
……
จะมีใครที่มีความรู้ความเข้าใจในอักษรหางซูได้มากไปกว่าหลินจือไป๋หรือไม่นั้นอันนี้ไม่มีใครรู้ ทว่าสิ่งที่จะสามารถรับรองได้อย่างแน่ชัดก็คือ:
การที่หลินจือไป๋ใช้สไตล์แนวทางอักษรหางซูของเหยียนเจินชิงในการเขียน ‘เก้าฝีจักสาน’ ผลงานพู่กันจีนชิ้นนี้ยังไม่ทันที่จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ดีด้วยซ้ำ ก็ได้ก่อให้เกิดสถานการณ์การยื้อแย่งแข่งขันกันอย่างโกลาหลขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว!
เหล่ามหาเศรษฐีของแต่ละทวีปที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดต่างพากันตื่นตัวสั่นสะท้านขึ้นมาทันที!
“รีบทำการติดต่อประสานงานกับทางผู้จัดงานด่วนเลย ฉันต้องการจะขอซื้อผลงานพู่กันจีนชิ้นนี้!”
“ได้ยินมาว่า ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ผลงานอักษรหางซูของหลินจือไป๋มีมูลค่าสูงถึงหลายร้อยล้าน ในมุมมองของฉันแล้วผลงานพู่กันจีนชิ้นนี้ก็มีมูลค่าหลายร้อยล้านเสมอกันเช่นเดียวกัน!”
“ซื้อมาให้ได้! ไม่ว่าจะต้องเสียเงินทองมากมายขนาดไหนก็ตามที!”
“ฉันมีความรักฝักใฝ่ในพู่กันจีนเป็นอย่างยิ่งยวด พลาด ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ไปแล้ว จะไม่ยอมพลาดผลงานชิ้นนี้ไปอีกเด็ดขาด!”
“เฒ่าจางไอ้พวกเศรษฐีใหม่ป้ายแดงอย่างน่ะ จะไปเข้าใจเรื่องพู่กันจีนขี้หมาอะไรกันฟะ!”
“ฉันเฒ่าจางไม่เข้าใจเรื่องพู่กันจีนหรอก ทว่าผลงานชิ้นนี้ของหลินจือไป๋ ฉันสามารถทำความเข้าใจถึงการแสดงออกของเขาได้ ตัวอักษรในบทความชิ้นนี้ฉันต้องการมันอย่างแน่นอนแล้วล่ะ!”
เด่นชัดยิ่งนัก
ทางฝั่งผู้จัดงานต่างก็จวนเจียนจะถูกปั่นป่วนวุ่นวายจากการคุกคามของเหล่ามหาเศรษฐีตลอดจนบุคคลระดับบิ๊กเบิ้มจากทุกสารทิศเข้าให้แล้ว
‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ของหลินจือไป๋ ในตอนนั้นสามารถประมูลทำราคาไปได้สูงถึงหกร้อยล้านในงานเลี้ยงการกุศล
ผลงานพู่กันจีนในบทความชิ้นนี้ มีสไตล์แนวทางที่แตกต่างไปจาก ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นอักษรหางซูเหมือนกัน ฟ้าจะรู้ดีว่าจะสามารถขายทำราคาออกไปได้มากมายมหาศาลขนาดไหนกันแน่
แน่นอนว่า
สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ:
ต้องดูว่าหลินจือไป๋มีความยินยอมพร้อมใจที่จะขายมันออกไปหรือไม่ต่างหากล่ะ
ทว่าในเวลานี้หลินจือไป๋กำลังง่วนอยู่กับการเขียนตัวอักษร ย่อมไม่มีเวลาไปสนใจไยดีต่อสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว สมาธิและความคิดทั้งหมดทั้งมวลของเขาต่างก็ทุ่มเทจมลึกเข้าไปอยู่ในการสร้างสรรค์ผลงานพู่กันจีนอย่างเต็มที่
……
ในที่สุด!
เวลาก็หมดลง!
พิธีกรเริ่มทำการจัดแจงให้เหล่านักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนระดับปรมาจารย์ ทำการสำแดงผลงานของตัวเองออกมาตามลำดับขั้น
หลังจากที่ตัวอักษรในบทความแต่ละชิ้นได้รับการสำแดงออกมาแล้ว ต่างก็จะได้พบเจอกับการให้คะแนนของคณะกรรมการท่ามกลางคำสรรเสริญเยินยอของพิธีกร
“อันดับแรกคือผลงานของอาจารย์ว่านกู่ ปรมาจารย์พู่กันจีนที่เป็นตัวแทนของทวีปฉีครับ จากหน้าจอขนาดใหญ่พวกเราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าตัวอักษรของอาจารย์มีความแข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง ราวกับ……”
“ได้รับคะแนน 8.8 คะแนนครับ!”
“นี่เป็นผลคะแนนที่ยอดเยี่ยมมากเลยทีเดียวครับ!”
เหล่านักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนทั้งสิบคนที่เข้าร่วมการแข่งขัน ผลคะแนนของสามคนแรกที่อยู่ด้านหน้า ล้วนไม่มีใครสามารถก้าวข้ามผ่านระดับ 9 คะแนนไปได้เลยสักคนเดียว
จนกระทั่งมาถึงทางฝั่งของโคบายาชิ โอทาเกะ ผลงานอักษรหางซูของเขาได้รับผลคะแนนที่สูงที่สุดในปัจจุบันไปโดยตรง ได้ไปถึง 9.2 คะแนน!
แปะๆๆๆๆ
ในฮอลล์จัดการแข่งขันพลันมีเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาทันที ทว่าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า บนใบหน้าของผู้ชมที่เป็นคนทวีปฉู่ ไม่ได้มีความรู้สึกตื่นเต้นดีใจจนเกินขอบเขตแต่อย่างใด
เพราะในส่วนลึกของหัวใจพวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจเป็นอย่างยิ่ง
ว่าผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงยังไม่ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีเลยต่างหากล่ะ
เป็นไปตามคาดจริงๆ เมื่อพิธีกรทำการแนะนำไปถึงพู่กันจีนของหลินจือไป๋ ทุกคนต่างพากันเบิกตากว้างจนแทบถลน!
“ตัวอักษรในบทความชิ้นนี้ของอาจารย์หลินจือไป๋มีความแข็งแกร่งทรงพลังทว่าแฝงไปด้วยความโปร่งเบาโบยบินเสรี มีความงดงามกลมมนที่เป็นไปตามธรรมชาติประเภทหนึ่งดำรงอยู่ สไตล์แนวทางมีความห่างชั้นและแตกต่างไปจาก ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ผลงานอักษรหางซูที่เป็นตัวแทนของเขาอย่างเด่นชัด ตัวอย่างเช่นกฎเกณฑ์ของการลงพู่กัน ผลงานชิ้นนี้เด่นชัดยิ่งนักว่ายึดถือการหมุนวนที่กลมมนเป็นหลัก มีการหักเหลี่ยมมุมที่น้อยมาก ใช้การหมุนวนแปรเปลี่ยนแทนการหักเหลี่ยมมุม ในขณะเดียวกันก็มีการเก็บและการปลดปล่อยที่สามารถเป็นไปได้อย่างอิสระตามใจปรารถนา เอาแค่เฉพาะคำห้าคำแรกในแถวแรกเป็นตัวอย่าง สองคำแรกมีการปลดปล่อยแผ่ขยายออกไป ส่วนห้าคำหลังจากนั้นกลับเป็นการเก็บรวบรวมเข้ามา……”
หลังจากกล่าวคำชื่นชมเยินยอไปชุดใหญ่ไฟกะพริบแล้ว
พิธีกรเอ่ยปากว่า: “ขอเชิญคณะกรรมการทำการให้คะแนนได้เลยครับ!”
ในช่วงเวลาที่ประโยคนี้สิ้นสุดลง คณะกรรมการแต่ละท่านต่างก็พากันชูแผ่นป้ายคะแนนของตัวเองออกมาในเวลาเดียวกัน
10 คะแนน!
10 คะแนน!
10 คะแนน!
10 คะแนน……
ในการแข่งขันรอบอักษรหางซูมีคณะกรรมการรวมทั้งสิ้นแปดท่าน ตำแหน่งที่นั่งของพวกเขาแต่ละคนอยู่ห่างไกลจากกันเป็นอย่างยิ่ง ย่อมไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทำการหารือพูดคุยซักซ้อมกันล่วงหน้า ทว่ากลับมีความเห็นพ้องต้องกันโดยไม่ได้นัดหมาย พากันชูคะแนนเต็มให้แก่ผลงานของหลินจือไป๋ทั้งหมดทุกคนครบบ้วนกระบวนความ!
ในพริบตานั้นเอง!
เสียงปรบมือหน้างานดังสนั่นหวั่นไหวราวกับคลื่นยักษ์ในมหาสมุทร!
หลินจือไป๋เองก็เผยรอยยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน ผลลัพธ์ในลักษณะนี้อยู่ภายใต้การคาดการณ์ของเขาตั้งนานแล้ว หากสำแดงเหยียนเจินชิงผสมผสานเข้ากับทักษะความสามารถ ‘ตวัดพู่กันราวกับมีเทพช่วย’ แล้วยังไม่สามารถคว้าคะแนนเต็มมาครองได้ นั่นก็สามารถอธิบายได้เพียงแค่ว่าการแข่งขันในครั้งนี้มันมีปัญหาเข้าให้แล้วล่ะ!
ข้างๆ กัน
สายตาของจูเก่อชิวเหลียงมีความพร่าเลือนและโง่งมไปหมดแล้ว เมื่อมองดูที่ผลงานพู่กันจีนของหลินจือไป๋ เขามองออกได้อย่างชัดเจนเลยว่าอีกฝ่ายไม่ได้ใช้สไตล์แนวทางอักษรหางซูในแบบประเภทเดียวกับ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ เลยสักนิดเดียว
เปลี่ยนสไตล์แนวทางอีกรูปแบบหนึ่งงั้นเหรอ?
แต่ก็ยังคงสามารถสั่งสอนทุบตีฉันได้เหมือนเดิมสินะ?
มันเป็นการถูกสั่งสอนทุบตีอย่างแท้จริงอย่างเด็ดขาด แม้ว่าหลังจากนั้นอักษรหางซูของจูเก่อชิวเหลียงจะได้รับการแนะนำ และสามารถคว้าผลคะแนนเฉลี่ยในระดับที่สูงลิบลิ่วถึง 9.5 คะแนนมาครองได้สำเร็จก็ตามที
เรียกได้ว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งที่อยู่ภายใต้เงาของหลินจือไป๋อย่างแท้จริง
ทว่าเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคะแนนเต็มของหลินจือไป๋แล้ว มันกลับมีความรู้สึกว่าขาดเหลือไปมากมายมหาศาลเลยทีเดียว
ในช่วงเวลานี้จูเก่อชิวเหลียงรู้ดีแก่ใจแล้ว ว่าในชีวิตนี้ของตัวเองคงไม่ต้องคิดฝันที่จะก้าวเดินไปบนเส้นทางสายอักษรหางซูเพื่อไล่ตามแผ่นหลังของหลินจือไป๋อีกต่อไปแล้วล่ะ
……
หลังจากสิ้นสุดรอบอักษรหางซูไปแล้ว
ก็คือการศึกษาวัดระดับของอักษรข่ายซู
ในครั้งนี้ยังคงเป็นบทความที่ได้รับการระบุเฉพาะเจาะจงลงมาเช่นเดิม
มีความยาวประมาณสองร้อยกว่าคำ มีเวลาในการทำผลงานหนึ่งชั่วโมง
หลินจือไป๋หรี่ตาลงเล็กน้อย คำว่าอักษรข่ายซูสองคำนี้มันมีความเป็นนามธรรมและกว้างขวางครอบจักรวาลเกินไป เขาต้องการจะเสาะหาสไตล์แนวทางที่มีความเหมาะสมสอดคล้องกับการแข่งขันในครั้งนี้มากที่สุดอกมาให้ได้
เหล่ายอดนักประดิษฐ์อักษรพู่กันจีนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่สำนักของอักษรข่ายซูในชาติปางก่อน ได้แก่ โอวหยางสวิน เหยียนเจินชิง หลิ่วกงเฉวียน ในยุคสมัยราชวงศ์ถัง ตลอดจนจ้าวเมิ่งฝู่ในยุคสมัยราชวงศ์หยวน
ทั้งสี่ท่านนี้คือปรมาจารย์ผู้ให้กำเนิดรูปแบบตัวอักษรที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างยิ่ง
ตัวอย่างเช่นของโอวหยางสวินเรียกว่าโอวถี่ ของเหยียนเจินชิงเรียกว่าเหยียนถี่ และหลังจากนั้นย่อมต้องเป็นหลิ่วถี่และจ้าวถี่อยู่แล้วเป็นธรรมดา
หลินจือไป๋ในฐานะเทพเจ้าแห่งพู่กันจีน ย่อมต้องอยากจะใช้สไตล์แนวทางของสำนักไหนในบรรดาสี่สำนักผู้ยิ่งใหญ่ ก็สามารถเรียกใช้งานสไตล์แนวทางของสำนักนั้นออกมาได้ตามใจปรารถนาอยู่แล้วเป็นธรรมดา
มันอาจจะมีบางคนที่เกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า หลินจือไป๋ก้าวขึ้นสู่ความเป็นเทพเจ้าแห่งพู่กันจีนไปแล้ว ความจริงแล้วคงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาหรือหยิบยืมใช้งานสไตล์แนวทางของสี่สำนักผู้ยิ่งใหญ่แห่งอักษรข่ายซูอีกต่อไปแล้วใช่ไหมล่ะ?
หากจะพูดแบบนี้ออกมาแน่นอนว่ามันก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน หลินจือไป๋ย่อมสามารถเอาชนะการดวลหมากประชันพู่กันจีนในแต่ละตานี้ไปได้อยู่เสมอเฉกเช่นเดิมนั่นแหละ ทว่ามันก็เหมือนกับการที่อัลฟ่าโกะ (AlphaGo) เล่นหมากล้อมจนมีความไร้เทียมทานในใต้หล้าในชาติปางก่อนนั่นแหละ แม้ว่าในช่วงจุดสูงสุดของเค่อเจี๋ยจะเป็นอันดับหนึ่งของโลก ทว่ากลับไม่สามารถเล่นชนะสุนัขกลตัวนั้นได้เลยสักครั้งเดียว ทว่าความจริงแล้วสุนัขกลตัวนั้นมันไม่ได้มีความใส่ใจไยดีต่อสิ่งที่เรียกว่าสไตล์แนวทางหรือไม่อะไรพวกนั้นเลยสักนิดเดียว
ล้วนเป็นกระบวนการประมวลผลคำนวณของ AI ทั้งสิ้น
ขอแค่มีความแข็งแกร่งและเหนือกว่าก็จบเรื่องจบราวแล้ว!
หลินจือไป๋เองก็มีความหมายในลักษณะนี้อยู่บ้างเหมือนกัน เขาเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทาน ไร้เทียมทานจนกระทั่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสไตล์แนวทางเฉพาะตัว
ข้อเสียคือไม่มีสิ่งของที่เป็นของตัวเอง ทว่าข้อดีในลักษณะนี้ก็คือ เขาคิดอยากจะใช้สไตล์แนวทางพู่กันจีนของใคร ก็สามารถหยิบยืมนำมาใช้งานได้ตามใจชอบเลยน่ะสิ
ยิ่งไปกว่านั้น
จะมีใครกล้าป่าวประกาศบอกว่า ‘สไตล์แนวทางที่มีความแปรเปลี่ยนหลากหลายพลิกแพลงได้สารพัด’ จะไม่ใช่สไตล์แนวทางรูปแบบหนึ่ง และไม่ใช่ ‘สไตล์แนวทาง’ ที่มีความน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งยวดประเภทหนึ่งกันล่ะ?
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้
หลินจือไป๋ก็ตัดสินใจได้แล้ว ว่าอักษรข่ายซูเขาจะเลือกใช้สไตล์แนวทางของโอวหยางสวิน
ส่วนสาเหตุว่าทำไมต้องเป็นโอวหยางสวินนั้น อันที่จริงแล้วสาเหตุมันไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรมากมายเลยสักนิดเดียว
ก็เพราะ ‘บันทึกศาลาหลานถิง’ ของหวังซีจือมีสมญานามขนานนามว่าเป็น ‘อักษรหางซูอันดับหนึ่งในใต้หล้า’
ส่วน ‘ศิลาจารึกน้ำพุหวานแห่งพระราชวังจิ่วเฉิง’ (จิ่วเฉิงกงหลี่เฉวียนหมิง) ของโอวหยางสวิน ก็มีสมญานามขนานนามว่าเป็น ‘อักษรข่ายซูอันดับหนึ่งในใต้หล้า’ เช่นเดียวกันน่ะสิ!
มันอาจจะมีความคิดเห็นพ้องต้องกันที่ขัดแย้งถกเถียงกันอยู่บ้างว่าในบรรดาสี่สำนักผู้ยิ่งใหญ่แห่งอักษรข่ายซูใครจะเป็นอันดับหนึ่ง ทว่าการที่ชื่อของโอวหยางสวินได้รับการจัดเรียงเอาไว้ในลำดับแรกสุด นั่นก็เป็นการอธิบายว่าเขาคือบุคคลที่มีระดับการยอมรับที่สูงส่งที่สุดคนนั้นนั่นเอง
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้
หลินจือไป๋ก็จัดเตรียมท่าทางพร้อมที่จะลงพู่กันตวัดลากเส้นสาย
ในขณะเดียวกัน พิธีกรก็เริ่มกล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนและเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่งว่า:
“อันดับหนึ่งในด้านอักษรหางซูคือหลินจือไป๋ครับ อันดับที่สองคือจูเก่อชิวเหลียง และอันดับที่三คือโคบายาชิ โอทาเกะ อาจารย์ทั้งสามท่านนี้ในเวลาเดียวกันก็คือปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีเสียงร่ำลือป่าวประกาศในการคว้าตำแหน่งแชมป์ของโครงการพู่กันจีนในครั้งนี้สูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลินจือไป๋และจูเก่อชิวเหลียง การดวลกันของพวกเขาในการแข่งขันในครั้งนี้ ยิ่งได้รับการขนานนามยกย่องจากแวดวงพู่กันจีนว่าเป็นศึกแห่งศตวรรษเลยทีเดียวครับ และจุดพลิกผันของผลแพ้ชนะในศึกแห่งศตวรรษในครั้งนี้ ก็น่าจะไปตกอยู่ที่โครงการอักษรข่ายซูที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้แล้วล่ะครับ……”
หยุดไปครู่หนึ่ง
พิธีกรหันสายตาไปมองดูที่หลินจือไป๋และกล่าวว่า: “พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกเราทุกคนต่างก็มีความรู้สึกสนใจใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง ว่าบุคคลอันดับหนึ่งในด้านอักษรหางซูแห่งใต้หล้าคนนี้ ตกลงแล้วระดับฝีมืออักษรข่ายซูของเขาจะมีความสูงส่งล้ำเลิศขนาดไหนกันแน่ครับ?”
ไม่ใช่มีเพียงแค่พิธีกรคนเดียวเท่านั้นที่มีความสนใจใคร่รู้
ผู้ชมของแต่ละทวีปต่างก็กำลังมีความรู้สึกสนใจใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งอยู่เช่นเดียวกัน
‘อักษรหางซูน่ะทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่าหลินจือไป๋มีความไร้เทียมทาน ทว่าในด้านอักษรข่ายซูนี่มันยังบอกได้ไม่แน่ชัดจริงๆ นั่นแหละ’
‘โคบายาชิ โอทาเกะ เริ่มทำการลงพู่กันแล้วนะคร้าบ อักษรข่ายซูของเขาน่ะ เป็นสิ่งที่สามารถต่อสู้ประชันฝีมือกับจูเก่อชิวเหลียงมาได้โดยตลอดตั้งนานแล้ว!’
‘ทว่าหากมองในภาพรวมแล้ว คนที่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นคู่ต่อสู้ของจูเก่อชิวเหลียงได้อย่างแท้จริงมีเพียงหลินจือไป๋คนเดียวเท่านั้นแหละ’
‘หลินจือไป๋ยังไม่ได้ลงพู่กันเลยแฮะ’
‘จูเก่อชิวเหลียงเองก็ยังไม่ได้ลงพู่กันเหมือนกัน สีหน้าท่าทางของเขาดูมีความเคร่งขรึมและหนักอึ้งเป็นอย่างยิ่งเลยล่ะ คงจะมีความกดดันที่ยิ่งใหญ่โตมโหฬารมากเลยใช่ไหมล่ะ?’
‘เพราะอย่างไรเสียในรอบนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะกลายมาเป็นจุดพลิกผันของผลแพ้ชนะ’
‘จูเก่อชิวเหลียงลงพู่กันแล้ว!’
‘หลินจือไป๋เองก็ลงพู่กันแล้วเหมือนกัน!’
‘อ๊ะ ตัวอักษรนี่มัน!’
พร้อมไปกับการกรีดร้องอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน ในที่สุดหลินจือไป๋ก็เริ่มต้นกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานอักษรข่ายซูของเขาขึ้นมาแล้วอย่างเป็นทางการ!
มันราวกับเป็นการอัญเชิญเทพเจ้ามาประทับทรงในร่างอย่างไรอย่างนั้น ในวันนี้หลินจือไป๋ต้องการจะนำเอาพละกำลังความสามารถของโอวหยางสวินในตอนที่เขียน ‘ศิลาจารึกน้ำพุหวานแห่งพระราชวังจิ่วเฉิง’ ออกมาสำแดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาโลก โดยจะไม่ยอมหลงเหลือโอกาสให้แก่จูเก่อชิวเหลียงและโคบายาชิ โอทาเกะ เลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว!