ผมนี่แหละศิลปินพาร์ตไทม์ - ตอนที่ 89 ปรมาจารย์นักวางแผนลึกลับ
ตอนที่ 89 ปรมาจารย์นักวางแผนลึกลับ
“น่าเซินตกลงรับข้อเสนอแล้วครับ” หลินจือไปได้รับโทรศัพท์จากเจียงเฉิงในตอนค่ำ
“คุนเผิงอินเวสต์เมนต์จะได้ส่วนแบ่งสิบสามเปอร์เซ็นต์ของรายได้สุทธิจากรายการนี้ ทั้งที่เรามี ‘I Am a Singer’ เป็นเครดิตอยู่แล้ว ดูเหมือนเงินจากสามค่ายใหญ่นี่หาไม่ง่ายจริงๆ”
“ก็ไม่เลวแล้วละครับ” หลินจือไปยอมรับกับผลลัพธ์นี้
หลินจือไปไม่ได้แปลกใจเลยที่น่าเซินมองว่ารายการนี้มีศักยภาพ ถึง ‘I Love Lyrics’ จะไม่ใชรายการระดับปรากฏการณ์ แต่ในชาติก่อนตอนที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ก็โด่งดังอย่างรวดเร็ว แถมต่อมายังถูกนำไปฉายใน CCTV แสดงให้เห็นว่ามีอิทธิพลไม่น้อย
แต่หลายคนไม่รู้ ว่ารายการนี้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นต้นฉบับดั้งเดิม แต่ได้รับแรงบันดาลใจจากรายการเกมโชว์แนวดนตรีของต่างประเทศ ‘The Singing Bee’
ในหน้าร้อนปีศูนย์เจ็ด ‘The Singing Bee’ ได้เข้าไปเขย่าวงการโทรทัศน์ของประเทศนั้นอย่างรุนแรง จุดแข็งของรายการนี้คือการเข้าร่วมง่าย กติกาเรียบง่าย มีมุกตลกตลอดเวลา ให้เงินรางวัลแชมป์ก้อนโต ทำให้ผู้ชมคาดไม่ถึงในหลายๆ อย่าง ในที่สุดก็แจ้งเกิดได้อย่างถล่มทลาย
ดังนั้นแผนงานที่ระบบมอบให้หลินจือไปจึงรวมจุดเด่นของรายการนี้เอาไว้ นับว่าปรับให้กลายเป็นเวอร์ชันที่สมบูรณ์แบบที่สุด
แน่นอน กระแสความนิยมของรายการนี้ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเหนือกว่า ‘I Am a Singer’ อย่างแน่นอน แต่ในเมื่อรายการนั้นถือเป็นรายการวาไรตี้ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของฉินโจวตอนนี้ ก็ไม่ควรเอามาเปรียบเทียบกัน ในจุดนี้น่าเซินก็คงรู้ดีว่าเป็นรายการที่ดี กระแสไม่น่าต่ำ
แค่สองข้อนี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะไม่มีรายการไหนที่อยู่ยงคงกระพัน ‘I Am a Singer’ เองก็ต้องถึงจุดตกสักวันหนึ่ง แต่รายการวาไรตี้ที่กระแสดีพอหลังจากเปิดตัวก็มักอยู่ได้นานหลายปี ส่วนจะทำออกมาอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของน่าเซิน คุนเผิงไม่จำเป็นต้องกังวล อาหารก็ป้อนถึงปากแล้ว ถ้าเอาแผนรายการไปลอกตามแล้วยังทำไม่สำเร็จ น่าเซินก็คงไม่มีทางเติบโตมาได้ถึงขนาดนี้
“จริงสิ” เจียงเฉิงกล่าวต่อว่า
“คนของฝ่ายวาไรตี้ที่น่าเซินพยายามสืบหาว่านักวางแผนลึกลับของคุนเผิงเป็นใคร อาจเป็นเพราะมาตรฐานของแผนรายการนี้ กับความสำเร็จมหาศาลของ ‘I Am a Singer’ ทำให้พวกเขาอยากดึงตัวคนทำแผนไปนะครับ”
เจียงเฉิงพูดพลางหัวเราะ แน่นอนว่าน่าเซินคงไม่คาดคิดว่าปรมาจารย์ด้านการวางแผนผู้นี้จะเป็นถึงเจ้าของคุนเผิงอินเวสต์เมนต์ คิดจะดึงคนไปดันดึงถึงตัวหัวหน้าใหญ่ก็ไม่ไหวนะ
หัวเราะอยู่ครู่หนึ่ง เจียงเฉิงก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า
“ถ้ารายการนี้สำเร็จอีกละก็ บริษัทเราคงจะดังเป็นพลุแตกเลยนะครับ แล้วเจ้านายเองก็จะโด่งดังไปด้วย ทั้งวงการต้องสงสัยแน่ว่าใครคือสุดยอดนักวางแผนลึกลับของคุนเผิงเรา”
“นี่ถือว่าเป็นตัวตนใหม่แล้วกัน” หลินจือไปก็หัวเราะตามไปด้วย
เจียงเฉิงถามว่า “แล้วตัวตนใหม่นี้จะใช้ชื่อว่าอะไรครับ?”
หลินจือไปตอบ “ใช้ชื่อ ‘คุนเผิง’ ไปเลยก็พอครับ”
เจียงเฉิงแสดงออกถึงความเข้าใจ เพราะเวลามีรายการใหม่ก็มักจะมีรายชื่อคณะทำงาน รวมถึงคนวางแผนรายการด้วย ซึ่งปกติจะใส่ชื่อคน แต่ช่วงนี้ใน ‘I Am a Singer’ กลับไม่ได้ระบุชื่อบุคคลไว้ แค่ห้าพยางค์ ‘คุนเผิงอินเวสต์เมนต์’
เจียงเฉิงแอบคิดว่า หรืออนาคตจะตัดให้เหลือแค่คำว่า ‘คุนเผิง’ สองพยางค์ไปเลย จะได้ดูทรงพลังมากขึ้น? เมื่อเห็นว่าคุนเผิงอินเวสต์เมนต์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เจียงเฉิงก็รู้สึกผูกพันอย่างมากกับบริษัท หรือจะเรียกว่าผูกพันกับเจ้านายก็ได้!
เกิดมาทั้งที การสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่คือความฝันของใครหลายคน และในตอนนี้เจียงเฉิงก็กำลังเดินตามความฝันนั้นภายใต้การนำของหลินจือไป
“แค่เสียดายนิดหน่อย การมีตัวตนแฝงมากเกินไปก็มีข้อเสียเหมือนกันครับ”
“ข้อเสีย?”
เจียงเฉิงครุ่นคิด “จะว่าเป็นข้อเสียซะทีเดียวก็ไม่เชิงหรอกครับ ยังไงเจ้านายเองก็อยู่ในสถานการณ์พิเศษ ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนชื่อเสียงเป็นรายได้สักเท่าไหร่ ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องการจัดอันดับดารามากนัก”
“การจัดอันดับดารา?” หลินจือไปเพิ่งจะได้ยินเป็นครั้งแรก
เจียงเฉิงแปลกใจ “เจ้านายไม่รู้เหรอครับ การจัดอันดับดาราเป็นระบบที่เริ่มใช้บนบลูสตาร์อย่างเป็นทางการเมื่อสามปีก่อนนี่เอง เป้าหมายหลักก็เพื่อป้องกันรายได้ของดาราที่สูงเกินไปจนกระทบตลาด
ดังนั้นทางการจึงออกชาร์ตนี้ขึ้นมาเพื่อเทียบสถานะรายได้ของคนดังที่มีผลงานต่างกันให้เห็นชัดเจน ค้นหาบนอินเทอร์เน็ตก็เจอเลย ตอนนี้ตัวตนแฝงทั้งสามของเจ้านายสองตัวอยู่แถวหก ส่วนไปตี้อยู่แถวห้าแล้วครับ”
“ผมขอไปดูหน่อย”
หลายปีที่ผ่านมาตอนหลินจือไปบาดเจ็บก็เก็บตัวตลอด ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่รู้จักดาราหลายคน แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเองก็ต้องคลุกคลีกับการบริหารงานในวงการนี้ ก็ควรทำความเข้าใจเรื่องนี้เสียหน่อย
หลังจากวางสาย หลินจือไปจึงลองค้นหาเรื่องการจัดอันดับดาราที่ว่า สุดท้ายก็เข้าใจ มันก็คือตารางจัดอันดับคนดัง ซึ่งแบ่งออกเป็น ซูเปอร์สตาร์ แถวหนึ่ง แถวสอง แถวสาม แถวสี่ แถวห้า และแถวหก โดยแถวหกเป็นระดับต่ำสุด ถ้าต่ำกว่านั้นก็คือบุคคลทั่วไป
มิน่าในวงการเพลงมักจะพูดกันว่า นักร้องคนนั้นเป็นแถวหนึ่ง นักร้องคนนี้เป็นแถวสอง ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่มีการจัดอันดับแบบเป็นทางการอยู่จริงๆ ส่วนเหลาราชาเพลงราชินีเพลงทั้งหลายต่างก็อยู่ในแถวหนึ่ง
เกณฑ์การจัดอันดับถูกกำหนดโดยทางการ ไม่มีใครรู้ว่าทางการมีสูตรคำนวณอย่างไร แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ได้รับการยอมรับอย่างมาก เพราะทางการถือเป็นอำนาจสูงสุดของบลูสตาร์
ที่สำคัญตารางอันดับนี้เป็นการคำนวณแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่ศิลปินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักแสดง ผู้กำกับ นักแต่งเพลง นักเขียนและอีกมากมาย ในรายชื่อซูเปอร์สตาร์ หลินจือไปเห็นชื่อของพ่อเพลงอยู่ในนั้น
ทันใดนั้นหลินจือไปก็เข้าใจ ถ้านักแต่งเพลงสามารถขึ้นสู่ระดับซูเปอร์สตาร์ได้ก็จะกลายเป็นพ่อเพลงโดยปริยาย ลองดูตัวตนแฝงของตัวเองอีกที ทั้งฉูฉือและปู่เยโหว ตอนนี้อยู่ในแถวหก
เจียงเฉิงบอกว่าข้อเสียของการมีหลายตัวตนอยู่ตรงนี้ ถ้าหลินจือไปรวบรวมทั้งสามตัวตนเป็นหนึ่งเดียว ชื่อเสียงตอนนี้ต้องสูงกว่านี้แน่นอน แต่ก็ช่างเถอะ สามตัวตนแฝงของหลินจือไปจะถูกเปิดเผยไม่ช้าก็เร็ว
พอถึงเวลานั้นชื่อเสียงทั้งหมดรวมกัน อิทธิพลที่ได้แค่คิดก็รู้แล้ว แต่ก่อนถึงตอนนั้น เขาสามารถผลักดันทั้งสามตัวตนให้ขึ้นแถวหนึ่ง หรือแม้แต่ซูเปอร์สตาร์เลยก็ได้
อย่างเช่นฉูฉือ ตอนนี้อยู่อันดับห้าในหมวดดาราแถวหก หลินจือไปคิดว่าหากสิ้นเดือนนี้เขาคว้าอันดับหนึ่งบนชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลได้อีก ก็น่านะสามารถไต่ขึ้นไปอยู่ในแถวห้าได้แล้ว ส่วนไปตี้อยู่ในแถวห้าแล้ว เป็นตัวตนที่มีระดับสูงสุดในสามตัวตนแฝงของเขาตอนนี้
พอลองดูรายละเอียดเพิ่มเติม ก็พบว่าอันดับของดาราในตารางนี้สามารถขึ้นและลงได้ ยกตัวอย่างเช่น นักแสดงหากแสดงหนังแล้วเจ๋งหลายเรื่องติดต่อกัน ระดับก็จะตกลง และหากระดับตก รายได้ของพวกเขาก็จะลดลงตามไปด้วย เพราะทางการได้กำหนดช่วงราคาค่าตัวของดาราแต่ละระดับเอาไว้
เป็นการออกแบบที่ดีทีเดียว ในโลกก่อนค่าตัวนักแสดงและค่าจ้างการปรากฏตัวสูงเกินไปจนไม่สมเหตุสมผล รัฐบาลต้องออกมาตรการจำกัดค่าตัวขึ้นมา แต่ในโลกนี้การจัดอันดับดาราเป็นไปตามมาตรฐานอาชีพ ทำให้รายได้ของพวกเขาไม่สูงเกินไป
ต่อให้คุณเป็นซูเปอร์สตาร์แถวหนึ่ง แต่ถ้าคุณเล่นหนังห่วยติดต่อกันหลายเรื่อง อันดับและค่าตัวของคุณก็ต้องลดตามไปด้วย สิ่งนี้บีบบังคับให้ดาราทุกคน ต้องพัฒนาคุณภาพของผลงานตัวเองให้ดีที่สุด
เล่นหนังห่วยเพื่อกวาดเงินห่วยๆ? งั้นก็เตรียมใจให้ค่าตัวลดด้วยแล้วกัน หลินจือไปอดรู้สึกไม่ได้ว่า เหล่าดาราหน้าใสที่พึ่งพาแค่กระแสแฟนคลับแต่กลับไม่มีผลงานบนโลกก่อน มาอยู่บนบลูสตาร์คงอยู่ยากจริงๆ
หลังจากดูเรื่องการจัดอันดับดาราแล้ว หลินจือไปก็หันไปดูชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลต่อ ตอนนี้ยอดดาวน์โหลดของ ‘จันทร์หลูโจว’ นำห่างอันดับสองไปมากแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อันดับหนึ่งชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลก็น่าจะเป็นของเขาแน่นอน
ขณะเดียวกัน ฉูฉือก็มีผู้ติดตามในแพลตฟอร์มจี๋กวงเพิ่มขึ้นทุกวันจนตอนนี้ทะลุหลักแสนแล้ว พลังของเส้นทางศิลปินแต่งเองร้องเองเริ่มแสดงผลมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อค้นหาหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการจัดอันดับดารา หลินจือไปพบว่าหลายคนเริ่มถกกันว่าเดือนหน้าฉูฉือจะเลื่อนขึ้นสู่ระดับแถวห้าได้หรือไม่
“ถ้าคว้าแชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลครั้งที่สองได้ ฉูฉือก็น่าจะไต่ขึ้นไปถึงแถวห้านะ”
“ตอนนี้ไปตี้ก็อยู่แถวห้านี่!”
“ถ้าฉูฉือก้าวสู่แถวห้าได้ก็ไม่ห่างจากไปตี้มากแล้วละ”
“ว่าไปแล้วไปตี้ก็ได้แชมป์ชาร์ตเพลงประจำฤดูกาลแค่สองครั้งเหมือนกัน”
“จริงๆ ถ้าเทียบฉูฉือกับไปตี้ ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดของฉูฉือก็คือเขาร้องเองได้”
“แต่ไปตี้ออกเพลงมาแล้วสี่เพลง ทุกเพลงเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซทั้งนั้น ส่วนฉูฉือมีแค่สองเพลงเองนะ”
“ฉันว่าการแต่งเพลง ไปตี้เก่งกว่า เพราะผลงานมีความหลากหลายมากกว่า”
“ใช่เลย ฉูฉือได้แค่แนวโบราณ”
“ประเด็นหลักคือการเป็นศิลปินร้องเองแต่งเองของฉูฉือนี่แหละที่เป็นคะแนนพิเศษที่สำคัญมาก”
“ส่วนไปตี้นอกจากจะร้องเพลงไม่เป็นแล้ว ไม่ว่าจะเขียนเนื้อหรือแต่งดนตรีก็ไม่ได้ด้อยกว่าฉูฉือเลย ที่สำคัญคือเพลงสไตล์โบราณที่ไปตี้แต่งก็สุดยอดมากเหมือนกัน”
เอาเถอะ ทุกคนชอบเอาไปตี้มาเปรียบเทียบกับฉูฉือ ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ความตั้งใจของหลินจือไปเลย นี่มันกลายเป็นน้ำหลากท่วมศาลมังกรซะแล้ว คนบ้านเดียวกันต้องมาแข่งกันเองเพื่ออะไร?
แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครให้ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดาวรุ่งที่โดดเด่นที่สุดในวงการเพลงฉินโจวเป็นพวกเขาล่ะ จะมีการเปรียบเทียบกันบ้างก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าดูจากกระแสในตอนนี้ คนส่วนใหญ่ก็มองว่าไปตี้เหนือกว่าอยู่เล็กน้อย
ในเมื่อฉูฉือมีแค่สองเพลงซึ่งเป็นเพลงโบราณทั้งคู่ ขณะที่ไปตี้ปล่อยเพลงมาแล้วสี่เพลงและมีเพลงโบราณรวมอยู่ด้วย อย่างน้อยตอนนี้ ‘ทั้งสองคน’ ก็มีคุณสมบัติพอที่จะถูกพูดถึงรวมกันแล้ว
“ตอนนี้ต้องทำให้สามตัวตนแฝงเติบโตอย่างสมดุลแล้ว”
หลังจากหลินจือไปเห็นว่า การจัดอันดับทางการสามารถใช้เป็นแนวทางได้ เขาก็เริ่มกำหนดเป้าหมายในแต่ละช่วงได้ชัดเจนขึ้น อย่างตอนนี้ตัวตนปู่เยโหวอยู่รั้งท้ายที่สุด เขาต้องหาวิธีดึงอันดับของปู่เยโหวให้ขึ้นมาบ้าง จะปล่อยให้ตกขบวนไม่ได้
อย่างไรเขาก็มีต้นฉบับนิยายอยู่มากมาย แถมชื่อเสียงที่สะสมมาก็ยังใช้ไม่หมด ปู่เยโหวก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนเช่นกัน
คิดได้ดังนั้น หลินจือไปจึงรวบรวมเรื่องสั้นที่เหลือจาก ‘สวนสัตว์’ ของโอตสึ อิจิ ส่งให้เจียงเฉิงทั้งหมด พร้อมสั่งให้ติดต่อกับน่าเซินเพื่อพิจารณาตีพิมพ์
“รวมเล่มจัดพิมพ์เหรอครับ?” เจียงเฉิงพอได้รับรวมเรื่องสั้นชุดนี้ก็อดประหลาดใจไม่ได้ “ไม่ลงเป็นตอนต่อแล้วเหรอครับ?”
“การลงเป็นตอนก็เพื่อสะสมชื่อเสียงครับ” หลินจือไปกล่าว
“ตอนนี้ชื่อเสียงของปู่เยโหวสะสมได้พอสมควรแล้ว ต่อไปเราจะเริ่มเขียนนิยายขนาดกลางหรือยาวกันบ้างดีกว่า”
“เข้าใจแล้วครับ!” เจียงเฉิงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา แม้ว่านิยายเรื่องสั้นจะสร้างชื่อเสียงได้ แต่ด้วยข้อจำกัดของความสั้นทำให้ขยายเนื้อหาได้ไม่มาก นักเขียนระดับตำนานส่วนใหญ่ล้วนแต่เขียนนิยายขนาดกลางหรือขนาดยาว นั่นแหละถึงจะสร้างอิทธิพลมหาศาลได้!