ผมมีระบบย่อยสลายในวันสิ้นโลก - บทที่ 513 คุณหนูผู้โหดร้ายป่าเถื่อน
บทที่ 513 คุณหนูผู้โหดร้ายป่าเถื่อน
“น่าน่า หยานเสวี่ย ไม่ต้องห่วงเด็กนั่นไปหรอก เจ้าก็เห็นไม่ใช่รึว่าเมิ่งน้อยผ่อนคลายขนาดไหนกัน”
“ยังไงซะนอกจากจะมีระดับบ่มเพาะราชันย์อสูรแล้วเจ้าเด็กนี่ยังเป็นสัตว์ประหลาดอยู่ ถ้าปล่อยให้เด็กนี่คอยอยู่ข้างกายพวกเราจนอัดอั้นกลายเป็นเด็กมีปัญหาไม่เชื่อฟังพ่อแม่ที่เลี้ย ยงดูมันมา มันจะน่าผิดหวังกว่านา”
“ก็ให้รู้กันว่าเรากำลังเลี้ยงลิงหรือหมูกันแน่ถึงได้เขมือบแก่นวิญญาณที่กองได้เท่าภูเขาลูกหนึ่งได้ซะขนาดนั้น”
ด้วยการที่เฉินเฉียงพูดด้วยเสียงอันดัง นี่ทำให้เมิ่งน้อยที่อยู่ต่อหน้าช้างคลั่งได้ยินก็ได้หันมาพร้อมกับกระโดดโลดเต้นชี้ไม้ชี้มือด้วยความขุ่นเคืองใจ
เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้หัวเราะอย่างดังลั่นก่อนจะพูดต่อ “เมิ่งน้อย หากเจ้าไม่อยากให้พ่อคนนี้พูดจาถากถางเจ้าไปมากกว่านี้ก็แสดงออกมาได้แล้วว่าเจ้านั้นมีความสามารถแค่ไ ไหนกัน รีบๆโค่นมันได้แล้ว”
เมื่อเมิ่งน้อยได้ยิน มันก็ยืนสองขากอดอกพร้อมท่าทางกระฟัดกระเฟียด ก่อนที่จะหันไปหาเป้าหมายของมันที่ตัวใหญ่ยักษ์ด้วยสายตาดูแคลน
เมื่อเห็นฉากนี้ ผู้บ่มเพาะระดับราชาขั้นกลางที่แม้จะเจ็บหนักแต่ก็ยังต้องถอยร่น
และด้วยการที่ผู้นำของเขาอย่างหยานเสวี่ยจะส่งสัตว์วิญญาณที่คอยเลี้ยงดูในอ้อมแขนอย่างรักใคร่เอ็นดูออกไปหาที่ตายแบบนี้ เมื่อเขาตั้งหลักได้ไกลพอดูก็อดที่จะมองกลับมาอย่าง งฉงนสนเท่ห์ไม่ได้เหมือนกัน
จะบอกว่าเจ้าหนูตัวน้อยนี่จะโค่นล้มสัตว์วิญญาณที่ตัวใหญ่ยักษ์กว่ามันนับร้อยเท่าได้งั้นรึ
เมื่อช้างคลั่งได้มองไปที่เมิ่งน้อย มันก็รับรู้ได้ถึงสายตาดูถูกดูแคลนของเมิ่งน้อยที่จับจ้องมาที่มันได้ในทันที และนี่ทำให้มันโกรธเคืองคลั่งเสียยิ่งกว่าเดิม
ต่อให้มันเป็นสัตว์วิญญาณที่ไม่บ้าคลั่ง มันก็ยังมองอีกฝ่ายอย่างดูแคลนเพราะเมิ่งน้อยนั้นเปรียบได้ดั่งมดสำหรับมัน
แล้วนับประสาอะไรกับตอนที่มันบ้าคลั่งกันล่ะ
“แปร๋นนนนน”
ช้างยักษ์คลั่งได้คำรามลั่น ก่อนจะยกขาหน้าที่หนากว้างเกือบสองเมตรของมันนั้น ประทับบนร่างของเมิ่งน้อย
ตอนนี้มันก็ยังจ้องมองเมิ่งน้อยอยู่อย่างไม่ขาดสายตา แต่มันเห็นเพียงเมิ่งน้อยทำตัวยืดยาดหาววอดไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด ทำท่าทางราวกับราชายามที่อยู่ต่อหน้าคนทั่วไป
“ตึงงงงงงงง”
เสียงตกกระทบที่หนักแน่นได้ดังขึ้นมา ขาที่ยกขึ้นของช้างคลั่งได้จรดลงไปยังพื้นดินตรงจุดที่เมิ่งน้อยอยู่ จนก่อให้เกิดฝุ่นควันที่คละคลุ้งจนทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสสำนักเ เต๋าจากหลากหลายสำนักทั่วทั้งโลกปีศาจที่อยู่ไม่ไกลต้องปะทะเข้ากับคลื่นลมฝุ่นที่กระโชกแรง บางคนถึงกับต้องพะอืดพะอมเมื่อนึกถึงฉากที่สมควรจะเป็นหลังจากนี้จนท้องไส้ปั่นป่วนจนนำ มือไปกุมท้อง
“เมิ่งน้อย”
หยานเสวี่ยกรีดร้องออกมาในทันทีเมื่อเห็นฉากนี้
ส่วนเฉินเฉียงนั้นแค่ยกคิ้วก่อนจะพูดออกมาเบาๆ “ไม่เป็นไรน่า ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้าก็ลองปล่อยกระแสจิตไปตรวจสอบดูก็ได้”
ด้วยระดับบ่มเพาะของหยานเสวี่ยนั้น พลังจิตของเธอสมควรจะสูงล้ำพอที่จะตรวจสอบได้ในระยะการต่อสู้ของเมิ่งน้อยและช้างยักษ์คลั่งแล้ว
หยานเสวี่ยเองนั้นย่อมเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
แต่ด้วยการที่เธอนั้นเป็นห่วงเมิ่งน้อยมากเกินไป ทำให้เธอนั้นอุทานออกมาอย่างลืมเนื้อลืมตัวจนลืมเรื่องนี้ไป
หลังจากได้ยินคำพูดของเฉินเฉียง เธอจึงรีบปล่อยกระแสจิตของตนออกไปในทันที และนี่ทำให้เธอนั้นเบาใจลงอย่างที่สุด
“เจ้าเด็กนี่มันน่าตีจริงๆ”
อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้บ่มเพาะที่อยู่รอบๆนั้นหาได้คิดแบบนั้นไม่
ในความคิดของพวกเขา เมิ่งน้อยน่าจะแบนแต๋ดแต๋ไปแล้ว
นั่นก็เพราะขนาดผู้บ่มเพาะระดับราชาขั้นกลางยังต้องพบเจอการโจมตีที่โหดร้ายจากเจ้าช้างยักษ์นี่ นับประสาอะไรกับเจ้าตัวน้อยตัวนี้กัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ทุกคนจะได้แสดงหน้าตาสังเวชออกมานั้น พวกเขาก็ได้เห็นว่าช้างยักษ์คลั่งตัวนี้หาได้อยู่เฉยไม่ มันได้ยกเท้าอันใหญ่ยักษ์ของมันขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะกระทืบ บไปที่จุดเดิมอย่างรวดเร็ว นี่ทำให้เหล่าศิษย์และผู้อาวุโสจากสำนักเต๋าต่างๆที่เห็นต้องรีบถอยร่นออกไปอย่างไกลโดยไม่ต้องบอกกล่าวซึ่งกันและกัน
เป็นเพียงตอนที่พวกเขาถอยหลังไปไกลมากแล้วหันกลับมาดูก็พบว่าช้างยักษ์คลั่งนั้นได้คำรามลั่นด้วยเสียงที่แสดงออกมาว่ากำลังเจ็บปวด
เกิดอะไรขึ้นกัน
ภายใต้สายตาที่กำลังสับสนของผู้คน ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายก็ได้จางหายไปอย่างช้าๆ และเจ้าร่างน้อยนั้นก็ยังยืนอยู่ที่จุดเดิม เพียงแต่ว่าลำตัวของมันนั้นได้ถูกเหยียบให้มิดลงไปจนเ เหลือเพียงแค่ช่วงคอขึ้นมาเท่านั้นที่ยังคงอยู่เหนือพื้นดิน
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือเมิ่งน้อยนั้นมีท่าทางราวกับใช้มือของมันข้างหนึ่งกำลังยกเท้าของช้างยักษ์คลั่งเอาไว้ แต่ในความจริงนั้นแขนของมันได้ฝังเข้าไปในเนื อของช้างยักษ์คลั่งไปครึ่งหนึ่งแล้ว และนี่ทำให้แขนที่เหลือของมันนั้นกลายเป็นสีเลือดจากการถูกอาบย้อมแทน
นี่ทำให้เจ้าของฝ่าเท้าที่ใหญ่ยักษ์ถึงกับต้องถอยร่น จนทำให้เลือดกระจัดกระจายไปตามทางที่มันถอยไป
“ไอ้ฉิบหาย พี่ท่านนั้นหยิกข้าที ข้าไม่ได้ฝันไปใช่รึเปล่า”
“เจ้าตัวน้อยนั่นแทงทะลุเนื้อของช้างยักษ์คลั่งด้วยแขนเล็กแค่นั้นอ่ะนะ”
“มันจะไม่น่าอัศจรรย์ไปหน่อยรึไง เนื้อฝ่าเท้าของไอ้ช้างยักษ์นั่นมันหนาอย่างน้อยๆยี่สิบเซนเลยนะนั่น ขนาดข้าเอาดาบไปทิ่มมันยังไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อยเลยล่ะมั้ง”
“เจ้าหนูนั่นเป็นสัตว์เลี้ยงของหัวหน้าเราไม่ใช่เหรอ ข้าว่าระดับบ่มเพาะของมันคงไม่ด้อยไปกว่าหัวหน้าเรานะ ดูๆไปแล้วข้าว่ามันน่าจะทรงพลังพอที่จะจัดการไอ้ช้างยักษ์นี่ได้เป็น นแน่”
เหล่าผู้บ่มเพาะผู้ชายที่เห็นฉากนี้ต่างก็เมิ่งน้อยราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาดปีศาจหรืออะไรก็ตามที่น่าสะพรึงกลัวพอๆกัน
ส่วนเหล่าผู้บ่มเพาะผู้หญิงนั้นต่างกับจ้องมันด้วยตาที่เป็นประกาย
เฉกเช่นเดียวกับตอนที่เม่ยซินได้พบเจอเมิ่งน้อยเป็นครั้งแรก
ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกแต่อย่างใด
ด้วยความทรงพลังในร่างของสัตว์ตัวน้อย แถมยังเลี้ยงดูให้ความรักได้อย่างเต็มที่แบบนี้ จะมีผู้บ่มเพาะผู้หญิงสักกี่คนที่ไม่อยากได้เมิ่งน้อยบ้าง
แต่ทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่ทำได้เพียงแค่ฝันกลางวัน
เพราะนี่คือสัตว์วิญญาณที่ถูกเลี้ยงดูเป็นอย่างดีของหยานเสวี่ย หัวหน้าของพวกเขา
“เก่งมาก เมิ่งน้อย”
เมื่อเห็นว่าเมิ่งน้อยไม่เป็นไร หยานเสวี่ยก็อดตะโกนออกไปด้วยความดีใจไม่ได้
เมื่อได้ยินคำอวยจากหยานเสวี่ย เมิ่งน้อยที่ในตอนนี้ก็ได้โบกไม้โบกมือชูนิ้วโป้งในมือขึ้นไปมากลางอากาศ ประหนึ่งดั่งขุนพลที่เสร็จศึกกลับมาจากสงครามด้วยความสำเร็จ
แต่ยังไงก็ตาม ช้างยักษ์คลั่งที่พึ่งจะโดนเจาะฝ่าเท้าไปนั้นได้กรีดร้องเจ็บปวดออกมาเล็กน้อยอีกไม่กี่ครั้งก่อนที่จะกลับมาบ้าคลั่งเช่นเดิม
นี่เป็นผลมาจากแผ่นแก่นพลังงานชนิดบ้าคลั่งที่ฝังไว้ในตัวพวกมัน
ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ทำได้เพียงให้พวกมันบ้าคลั่งมากขึ้นเพียงเท่านั้น
ช้างยักษ์คลั่งในตอนนี้ได้ยกเท้าข้างที่พุ่งถูกทำให้ทะลุลอยสูง ก่อนที่จะกระทืบลงไปที่หน้ามันอย่างเต็มแรงราวกับต้องการระบายความโกรธเกรี้ยวออกมา
“ตึง ตึง ตึง ….”
หลังจากที่ผ่านไปได้พักหนึ่ง ร่างของเมิ่งน้อยที่อยู่ไม่ไกลก็ได้สั่นสะเทือนไปมาจากแรงกระเทือนที่เกิดขึ้น
เฉกเช่นเดียวกับผู้บ่มเพาะที่รายรอบดูเหตุการณ์ ผู้ใดก็ตามที่มีระดับบ่มเพาะต่ำ พวกเขาเหล่านั้นก็ได้กระอักเลือดหลังจากได้รับแรงกระเทือนนี้จนกระอักเลือดออกมา นี่ทำให้พวกเขาไ ไม่มีทางเลือกทำได้เพียงถอยร่นออกไปไกลกว่าเดิม
หลังจากกระทืบไปได้อีกไม่กี่ครั้ง บาดแผลของช้างยักษ์คลั่งก็ถูกปิดโดยดินที่อัดแน่นในแผล
เฉกเช่นคำกล่าวที่ว่า มีเพียงผู้คนวิปลาสบ้าคลั่งเท่านั้นถึงจะทำเรื่องโหดร้ายกับตนเองเช่นนี้ได้
ถึงแม้ว่าสิ่งที่วิปลาสบ้าคลั่งในครั้งนี้จะเป็นช้างตัวใหญ่ยักษ์ก็ตาม
เพื่อไม่ให้เลือดของมันไหลออกมาจากแผลไม่หยุด มันจึงได้คิดใช้วิธีนี้ในการหยุดเลือดของมัน ต่อให้มันดูๆไปแล้วจะเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าตอนที่เท้าของมันทะลุก็ตาม
หลังจากนั้นมันก็ได้มองไปที่เมิ่งน้อยอีกครั้ง สายตาของมันหาได้มีความหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกแต่อย่างใด กลับกัน มันยังยิ่งแสดงออกมาซึ่งความคลุ้มคลั่งเสียยิ่งกว่าเดิมผ่านดวงตาของ งมัน
“ตึง ตึง ตึง ตึง….”
ถึงแม้ช้างคลั่งยักษ์ตัวนี้จะไม่ได้แสดงท่าทางออกมา แต่ในความจริงนั้นมันกำลังคลุ้มคลั่งอย่างที่สุดและไม่ได้เชื่องช้าแต่อย่างใด ไม่นาน มันก็ได้ปรากฎตัวต่อหน้าของเมิ่งน้อยอีกครั้ ง
ถึงแม้ว่าเมิ่งน้อยจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างเกรงกลัวแต่อย่างใด แต่มันก็ไม่ได้มีความคิดที่จะยอมให้ช้างยักษ์คลั่งตนนี้มากระทืบมันอีก
จนถึงตอนนี้ แม้ร่างของเมิ่งน้อยจะเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยดินโคลนเพราะถูกฝังร่างมา แต่มันก็ไม่ได้แสดงออกมาถึงอาการบาดเจ็บแต่อย่างใด แม้แต่ความน่ารักของมันก็ยังไม่ได้ลดทอนไปแม้แต่ น้อย
กับผู้ที่จะขึ้นไปเป็นจ้าวสัตว์ป่านั้นจะให้เสียภาพลักษณ์ของตนเองไปได้ยังไงกัน
และเมื่อช้างยักษ์คลั่งได้ปรากฎตัวอยู่ตรงหน้า เมิ่งน้อยก็ส่งเสียงเจี๊ยกๆไปไม่กี่ทีก่อนที่จะโจนทะยานไปบนฟ้า