ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1092 เสียใจไม่ทันแล้ว
ตอนที่ 1092 เสียใจไม่ทันแล้ว
หลังจากได้ยินแบบนี้ เจียงเสี่ยวชิงก็มองไปที่เจียงเสี่ยวเหลยด้วยความประหลาดใจ และถามว่า “แล้วนายไปเอาเงินมากมายมาจากไหน ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยกล่าวว่า “เถอะน่า ฉันมีก็แล้วกัน ! ”
เจียงเสี่ยวชิงยังคงไม่เชื่อและพูดว่า “แล้วทำอย่างไรถึงมีเงินเก็บหลายร้อยหยวนแบบนี้ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “พี่สี่ ไม่ต้องห่วง ถึงอย่างไรมันก็คือเงินที่ผมเก็บสะสมมา”
เจียงเสี่ยวหยูจึงพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พี่ห้าจะมีเงินเก็บหลายร้อยหยวน เดิมทีเขามีเงินอั่งเปาเก็บอยู่แล้ว ไหนจะพ่อแม่ที่คอยให้เงินค่าขนมทุกเดือน บางเดือนก็ใช้จ่ายไม่หมด นอกจากนี้ยังมีเงินจากพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พี่ใหญ่ แล้วก็ลูกพี่ลูกน้อง ไหนจะลุงป้าน้าอาที่ทำงานที่ร้านอาหารของพี่รองอีก”
“บางเดือนก็ได้มาเยอะมาก จนเราใช้ไม่หมด ! ”
เจียงเสี่ยวชิงอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจตาม เท่าที่เจียงเสี่ยวหยูพูดมา พวกเขาทั้งสองสามารถเก็บเงินได้มากจริง ๆ
เธอยิ้มและพูดว่า “ตอนนี้พวกเธอสองคนได้เงินเยอะกว่าตอนที่ฉันเรียนอยู่มัธยมปลายมาก”
เจียงเสี่ยวหยูยิ้มและพูดว่า “นั่นเป็นเพราะตั้งแต่พี่รองร่ำรวย ชีวิตความเป็นอยู่ของเราก็ดีขึ้นมาก”
เจียงเสี่ยวชิงยิ้มออกมา และถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “เสี่ยวหยู แล้วเธอเก็บเงินได้เท่าไหร่แล้ว ? ”
เจียงเสี่ยวหยูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ฉันเก็บเงินได้ไม่มาก เท่าที่จำได้เพิ่งเก็บได้พันกว่าหยวนเอง ! ”
“หา ? ”
เจียงเสี่ยวชิงอุทานออกมา “เสี่ยวหยู เธอมีเงินเก็บมากขนาดนี้เลยเหรอ ? ”
ขนาดเธอเอง ยังเก็บเงินได้ไม่ถึงพันหยวนเลย !
เจียงเสี่ยวหยูกล่าวว่า “พี่ห้าเก็บได้มากกว่าฉันเสียอีก ! ”
เจียงเสี่ยวชิงตกใจยิ่งกว่าเดิม และพูดว่า “เสี่ยวเหลยใช้เงินฟุ่มเฟือยขนาดนี้ เขาจะมีเงินเก็บมากกว่าเธอได้อย่างไร ? ”
เจียงเสี่ยวหยูกล่าวว่า “พี่สี่ไม่รู้อะไรต่างหาก ! ”
เธอเหลือบมองไปที่เจียงเสี่ยวเหลยแล้วพูดต่อ “พี่ห้าเขามีธุรกิจในโรงเรียน”
ที่แท้เจียงเสี่ยวเหลยต้องการเดินตามทางของเจียงเสี่ยวไป๋ในการทำธุรกิจ แต่เขาก็ยังเรียนรู้ จึงเลือกที่จะทำธุรกิจเล็ก ๆ ในโรงเรียน ส่วนลูกค้าคือเพื่อนร่วมชั้น
ในร้านโยวผิ่นมีขนมเยอะมาก ทุกครั้งที่ไปที่นั่น เขามักจะได้ขนมมามากมาย บางครั้งก็ซื้อมาเพิ่มอีก แล้วเอามาแบ่งขายให้กับเพื่อนของเขาในโรงเรียน ในหนึ่งปีเขาสามารถทำเงินได้มากมาย
เพราะถึงอย่างไรส่วนมากเขาก็ได้ขนมพวกนี้มาฟรี ๆ
หลังจากได้ยินแบบนี้ เจียงเสี่ยวชิงก็มองไปที่เจียงเสี่ยวเหลยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “นายทำธุรกิจนี้ในโรงเรียนจริง ๆ เหรอ ? ”
จากนั้นเธอก็กลอกตา ดูเหมือนว่าเธอก็จะสามารถทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้ในมหาวิทยาลัยได้เหมือนกัน !
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีมากกว่านักเรียนมัธยมปลาย อีกทั้งนักศึกษายังได้เงินค่าครองชีพมากกว่านักเรียนมัธยมปลายด้วย
หากเธอทำแบบนี้ เธอก็อาจจะสร้างรายได้ได้มากกว่าเจียงเสี่ยวเหลย
ยิ่งเธอคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร เธอก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น และเธอก็แทบรอไม่ไหวที่จะลองทำตามดู
ไม่ว่าพี่รองของเธอจะรวยแค่ไหน แต่เงินนั่นก็ไม่ใช่ของเธอ
นอกเสียจากพี่จะให้ ถึงจะเป็นเงินของเธอ
ถ้าพี่ไม่ให้ก็ต้องหาเงินเอง
เจียงเสี่ยวชิงตัดสินใจหาเงินด้วยตัวเอง
เจียงเสี่ยวเหลยพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ไงล่ะพี่สี่ ? ผมก็เป็นนักธุรกิจได้ใช่ไหม ? ”
“งั้น ไปกินข้าวที่ภัตตาคารซวนกงกันเถอะ ผมมีเงินมากพอที่จะจ่ายได้ ! ”
เจียงเสี่ยวชิงไม่คิดจะไปกินอาหารเย็นที่ภัตตาคารซวนกง เธอมองไปที่เจียงเสี่ยวเหลยด้วยความโกรธและพูดว่า “จะไปไหนกัน ? ”
“ฉันไม่ไป ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่คาดคิดว่าพี่สี่จะปฏิเสธความคิดของเขาตรง ๆ แบบนี้ จึงรีบพูดว่า “พี่ ผมบอกแล้วว่าผมมีเงิน ทำไมพี่ถึงไม่ไปล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวชิงพูดด้วยความโกรธ “นายเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลาย เทอมหน้าก็ได้เวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัย นายต้องจริงจังกับการเรียนให้มากกว่านี้ แต่นายกลับเอาเวลามาทำเรื่องแบบนี้ แล้วนายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม ! ”
เรียนมัธยมจบก็ต้องเข้ามหาวิทยาลัยต่อ
นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่หกเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่กำหนดชะตากรรมของชีวิต
เธอไม่อยากให้เจียงเสี่ยวเหลยทำลายโอกาสที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพียงเพราะมัวเอาเวลาไปหาเงิน
เรื่องแบบนี้จะทำได้หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเท่านั้น
อย่างตัวเธอเองนั้น หากจะหาเงินก็ไม่มีปัญหา
เจียงเสี่ยวเหลยพูดอย่างไม่พอใจว่า “พี่สี่ ต่อให้ผมขายของ แต่ผมก็ตั้งใจเรียน เกรดของผมไม่เคยตกเลยนะ แถมเกรดของผมยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย”
เพราะตอนที่เขาเรียนอยู่มัธยมต้น เขาได้อันดับสุดท้ายของชั้นเรียน แต่ตอนนี้เขาอยู่ในอันดับที่สิบของชั้นเรียน นี่ถือว่าเขาก้าวหน้าขึ้นมามาก
เจียงเสี่ยวชิงก็รู้เกี่ยวกับสถานการณ์นี้เช่นกัน
แต่เธอยังคงยืนกรานว่า “โอ้ แค่นี้นายก็พอใจแล้วงั้นเหรอ ถ้านายได้ที่หนึ่งค่อยมาบอกก็ได้”
เธอพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ทั้งเอก ฉันไม่เคยหลุดจากสิบอันดับแรกเลย หากเป็นสมัยเรียนมัธยม ฉันก็สอบได้ที่หนึ่งถึงที่สามมาตลอด”
“ด้วยผลการเรียนของนาย การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมดาไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศ”
เจียงเสี่ยวเหลยกลอกตาและบ่นออกมา “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ขอแค่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ถือว่าดี ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยธรรมดาหรือมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ก็ไม่ต่างกันหรอก ? ”
เจียงเสี่ยวหยูที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กล่าวขึ้นมาว่า “พี่ห้า เมื่อวานซืนพี่ไม่ได้บอกว่าอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเทียนจิงเหรอ ? ”
“ทำไมวันนี้ถึงบอกว่าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไหนก็ได้ล่ะ ? ”
ดูเหมือนเจียงเสี่ยวเหลยจะจำได้ เขาตบหัวตัวเองแล้วพูดว่า “ใช่ ฉันอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยในเทียนจิง”
หลังจากที่ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของเทียนจิงแล้ว เขาก็โหยหามันเป็นพิเศษ
เขาจึงได้ทำข้อตกลงกับเจียงเสี่ยวหยูว่า จากนี้ไปเขาจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเทียนจิงให้ได้
เจียงเสี่ยวชิงฟังแล้วก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ถูกต้อง ด้วยเกรดในตอนนี้ของนาย หากนายต้องการเข้ามหาวิทยาลัยเทียนจิงคงจะเป็นเรื่องยาก”
มหาวิทยาลัยเทียนจิงและมหาวิทยาลัยชิงต๋าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดสองแห่งในประเทศ เธอไม่คิดว่าเจียงเสี่ยวเหลยจะสอบผ่านได้
เธอมองไปที่เจียงเสี่ยวหยูด้วยความคาดหวัง แต่เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้มีผลการเรียนที่ดีมาก เธอมีโอกาสที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเทียนจิงและมหาวิทยาลัยชิงต๋าได้มากกว่า
“แต่เสี่ยวหยูทำได้แน่ ! ”
“พี่เชื่อว่าเธอจะสอบผ่านได้แน่นอน ! ”
เจียงเสี่ยวชิงพูดด้วยรอยยิ้ม
เจียงเสี่ยวหยูพยักหน้าและพูดอย่างเคร่งขรึม “ฉันจะต้องสอบผ่านแน่นอน”
เจียงเสี่ยวเหลยกล่าวว่า “พี่สี่ ผมไม่ได้บอกว่าผมจะเข้ามหาวิทยาลัยเทียนจิง แต่ผมหมายถึงมหาวิทยาลัยอะไรก็ได้ในเทียนจิง”
เจียงเสี่ยวชิงตระหนักได้ว่าเธอเข้าใจผิดไป พูดได้คำเดียวว่ามหาวิทยาลัยเทียนจิงและมหาวิทยาลัยในเทียนจิงนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งในเทียนจิง ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเจียงเสี่ยวเหลยที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเทียนจิงให้ได้สักแห่ง
อย่างไรก็ตาม เธอเป็นพี่สาว เธอจะยอมรับความผิดพลาดของเธอออกมาตามตรงได้อย่างไร ?
เมื่อคิดแบบนั้น เธอก็พูดว่า “ฉันรู้ว่านายกำลังพูดถึงมหาวิทยาลัยในเทียนจิง แต่นายควรตั้งเป้าหมายให้สูงไว้ก่อน มันจะดีที่สุดใช่ไหม ? ”
เธอเอาตะเกียบชี้ไปที่เจียงเสี่ยวหยู แล้วพูดต่อ “เช่นเดียวกับเสี่ยวหยู เธอเองก็ควรตั้งเป้าหมายไว้ที่มหาวิทยาลัยเทียนจิงเป็นอันดับแรก ! ”
เจียงเสี่ยวหยูปรับท่าทางของเธอให้ตรงทันที และดูมีท่าทางมั่นใจมาก ๆ
เจียงเสี่ยวเหลยแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
มื้อนี้มันไม่อร่อยเอาเสียเลย !
เขาวางตะเกียบลง ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปนอกโรงอาหารทันที
เมื่อเห็นเจียงเสี่ยวเหลยออกไป เจียงเสี่ยวหยูก็พูดว่า “พี่ห้าออกไปแล้ว เรายังจะกินต่ออีกไหม ? ”
เจียงเสี่ยวชิงเหลือบมองที่แผ่นหลังของเจียงเสี่ยวเหลย แล้วพูดว่า “กินสิ อย่าไปสนใจเขาเลย ! ”
“อ้อ ! ”
เจียงเสี่ยวหยูตอบแล้วรีบคีบอาหารเข้าปาก…..
กว่าสิบนาทีต่อมา ทั้งสองก็กินข้าวเสร็จและออกจากโรงอาหารไป
ด้านนอกโรงอาหาร เจียงเสี่ยวเหลยพิงต้นไม้สีเขียวข้างถนนด้วยความรู้สึกหดหู่ เสียใจ หากเขารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เขาอาจจะกลับไปที่ชิงโจวตั้งแต่แรก !
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะมาเสียใจ
เจียงเสี่ยวชิงไม่สนใจเขา พี่รองขอให้เธอพาน้อง ๆ มาสัมผัสชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย เธอจึงเชื่อฟังและพูดว่า “ไปห้องสมุดกันเถอะ ! ”
เจียงเสี่ยวหยูก็เดินตามออกไปอย่างมีความสุข
เจียงเสี่ยวเหลยเองก็เดินตามมาด้วยความโกรธและถามว่า “พี่สี่ แล้วเราจะทัวร์มหาวิทยาลัยเสร็จเมื่อไหร่ ? ”