ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 1094 บทสนทนาเปลี่ยนเร็วเกินไป
ตอนที่ 1094 บทสนทนาเปลี่ยนเร็วเกินไป
“เจียงชาน ! ”
วินาทีต่อมา เจียงเสี่ยวเหลยก็เปิดถุงและเห็นสิ่งของที่อยู่ข้างใน เขาก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนเสียงดัง
เพราะมันเต็มไปด้วยแบบฝึกหัดมัธยมปลาย
มีทั้งภาษาจีน, คณิตศาสตร์, อังกฤษ, เคมี, ฟิสิกส์, สังคม… มีหนังสือเจ็ดถึงแปดเล่ม เรียกได้ว่ามีครบทุกวิชา !
เชื่อเถอะว่ากว่าจะทำแบบฝึกหัดทั้งหมดนี้เสร็จ มีหวังเขาได้ทรมานจนแทบขาดใจแน่นอน
นี่คือของขวัญแบบไหนกัน ?
เห็นได้ชัดว่ามัน….
เฮ้อ…..เขาไม่สามารถหาคำที่เหมาะสมมาอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ได้เลย
ในขณะนี้ เขาแค่อยากจะตบตูดหลานสาวคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไป !
หลังจากตะโกนออกมา เขาก็วิ่งไล่เธอไป
เจียงชานจะปล่อยให้เขาตามทันได้อย่างไร เธอซ่อนตัวอยู่ข้างๆ เจียงไห่หยาง หลังจากได้ยินเสียงตะโกนของเจียงเสี่ยวเหลย เธอก็คว้าแขนของเจียงไห่หยางด้วยท่าทีน่าสงสารและพูดออกมาว่า “คุณปู่ อาห้ากำลังตะโกนใส่หนูค่ะ ! ”
เมื่อเห็นเจียงเสี่ยวเหลยมา เธอก็ไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเจียงไห่หยาง “คุณปู่ อาห้าจะตีหนูไหม ? ”
เมื่อเจียงเสี่ยวเหลยวิ่งมาถึงหน้าเจียงไห่หยาง เขาก็ได้แต่จ้องมองด้วยสายตาอันเฉียบคมและไม่กล้าเข้าไปใกล้หลานสาวอีก
“แกกำลังทำอะไรอยู่ ? ”
“ยังจะกล้ามาตีหลานอีก ? ”
เสียงของเจียงไห่หยางแม้ว่าจะไม่ดังเท่าไหร่ แต่มันก็ทำให้หัวใจของเจียงเสี่ยวเหลยเต้นรัวราวกับกลอง
ชายชราไม่ได้มีท่าทีโกรธ แต่ท่าทางของเขาก็น่าเกรงขาม
เจียงเสี่ยวเหลยได้แต่จ้องมองมาที่เจียงชานด้วยความโกรธ และถอนหายใจในใจ : ฉันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องทนรับผลที่ตามมาของการเป็นคนโง่
หลินเจียจวินที่นั่งมองอยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “จริงสิ วันนี้เสี่ยวเหลยยังไม่ได้กินอะไรเลย ! ”
เจียงไห่หยางเหลือบมองไปที่เจียงเสี่ยวเหลยแล้วถามว่า “ทำไมแกถึงยังไม่ได้กินข้าวล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลยพูดด้วยความโกรธว่า “มหาวิทยาลัยของพี่สี่ไม่มีอาหารอะไรอร่อยเลย”
เจียงไห่หยางมองไปที่เจียงเสี่ยวหยู แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร เจียงเสี่ยวหยูก็รีบพูดว่า “หนูกินมาแล้ว ! ”
เจียงเสี่ยวเหลยรู้สึกเศร้า สาวน้อยคนนี้เชื่อถือไม่ได้ เธอทรยศเขาเร็วมาก
เจียงไห่หยางจึงพูดด้วยความโกรธว่า “เสี่ยวหยูยังกินได้ แล้วทำไมแกจะกินไม่ได้ล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวเหลย: “……”
หวังซิ่วจวี๋จ้องไปที่เจียงไห่หยาง แล้วพูดว่า “ลืมไปเถอะ เด็กมันหิว ทำไมคุณถึงพูดมากขนาดนี้ ? ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็หันไปพูดกับเจียงเสี่ยวเหลยว่า “นั่งพักก่อนเถอะ แม่จะไปอุ่นอาหารมาให้เอง”
เจียงเสี่ยวเหลยรู้สึกประทับใจมากที่แม่ดีกับเขาขนาดนี้ !
เจียงไห่หยางพูดด้วยความโกรธว่า “ก็ปล่อยให้อุ่นเองสิ” เขามองหวังซิ่วจวี๋ด้วยความโกรธ “เรื่องอาหารการกินก็ให้เขาทำเองบ้าง ตามใจจนเขาเลือกกินทุกอย่างแล้ว ! ”
“เมื่อก่อนกว่าจะได้กินอะไรสักอย่างนั้นไม่ง่ายเลย ! ”
“ตอนนี้ยังจะมาเลือกกินอีก ! ”
จากนั้น เขาก็หันไปพูดกับเจียงเสี่ยวไป๋ “เพราะแก ถ้าแกไม่ตามใจ ให้เงิน หาของกินอร่อย ๆ มาให้พวกเขากินทิ้งกินขว้าง เขาจะกลายเป็นคนแบบนี้ไหม ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ซวยไปด้วยทันที นี่มันอะไรกันเนี่ย ?
กลายเป็นความผิดของเขาได้อย่างไร ?
เจียงไห่หยางยังคงพูดพล่อย ๆ โดยชี้ไปที่เจียงเสี่ยวเหลยและเจียงเสี่ยวหยู แล้วพูดว่า “ต่อไปในอนาคตก็อย่าให้ค่าขนมกับเด็กสองคนเยอะแบบนี้อีกนะ”
“อาหารกระป๋องพวกนั้นอีก อย่าให้ไปเยอะเกิน”
เจียงเสี่ยวเหลยเหมือนกับโดนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ การลดค่าขนมลงไม่ใช่ปัญหา แต่อาหารกระป๋องและขนม ถ้าให้เขาลดลงก็ไม่ต่างจากตัดเส้นทางการเงินของเขาเลยเหรอ ?
จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ได้อย่างไร
“พ่อ พ่อยังอยากให้ผมไปเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ไหม ? ”
“ถ้าผมกินไม่เต็มที่ ก็คงไม่มีสมาธิในการเรียนหรอก”
จู่ ๆ เจียงไห่หยางก็อารมณ์เสียขึ้นมาทันที
ความฝันสูงสุดของเขาตอนนี้คือการที่ลูกชายได้เรียนมหาวิทยาลัย มันไม่คุ้มค่าเลยที่จะทำให้ลูกชายไม่ได้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพียงเพราะเรื่องอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ พวกนี้
“ฉันจะออกไปสูบบุหรี่ก่อน ! ”
เขาพูดจบก็เดินออกจากบ้านไปทันที
“ฉันก็จะไปเหมือนกัน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋เห็นพ่อเดินออกไป เขาก็เดินตามออกไปทันที
เจียงอันและเจียงห่าวยังเด็กอยู่ จึงไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้าน เจียงไห่หยางและเจียงเสี่ยวไป๋ต่างก็พัฒนานิสัยการสูบบุหรี่ในที่ปลอดคนขึ้นมาบ้างแล้ว
ส่วนหวังซิ่วจวี๋ก็ไปอุ่นอาหารให้เจียงเสี่ยวเหลย
จากนั้น พวกเขาก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน
วันรุ่งขึ้น ครอบครัวของเจียงเสี่ยวไป๋ก็กลับมาที่ชิงโจว
เจียงเสี่ยวเหลย, เจียงเสี่ยวหยู และเจียงซานต่างก็ไปโรงเรียน ส่วนเจียงเสี่ยวไป๋และคนอื่นก็กลับไปที่เจียงวาน
ตอนนี้มีคนอยู่บ้าน ถึงแม้จะออกไปข้างนอกสักสองสามวัน พวกเขาก็ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อกลับมา
ป้าจางรีบจุดเตาอย่างรวดเร็ว ส่วนถานหย่งเซิงก็กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหาร
คังไป่ชิงก็เข้ามาทักทายเจียงไห่หยางตามปกติ
เจียงไห่หยางก็มีความสุขที่ได้พูดคุยกับเขาเช่นกัน ในการไปเทียนจิงครั้งนี้ เขารู้สึกตื่นเต้นมาก และเป็นการดีที่จะมีใครสักคนมาให้เขาแบ่งปันเรื่องราว
“เสี่ยวคัง คุณเคยไปเทียนจิงหรือเปล่า ? ”
คังไป่ชิงส่ายหัว “ฉันยังไม่เคยไปที่นั่นสักครั้งเลย”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “คุณควรไปที่นั่นจริง ๆ เมืองเทียนจิงคือเมืองแห่งจักรพรรดิ หลังจากได้เห็นพระราชวังต้องห้ามแล้ว คุณจะรู้ว่าจักรพรรดิโบราณนั้นฟุ่มเฟือยเพียงใด”
“เอาบ้านฉันเป็นตัวอย่างเลยละกัน ! ”
“ลานบ้านหลังนี้ดูใหญ่โตมากใช่ไหม ? ”
“แต่เมื่อเทียบกับพระราชวังต้องห้ามแล้ว ยังเทียบมุมหนึ่งไม่ได้ด้วยซ้ำ”
คังไป่ชิงอิจฉามาก “ไอ้หยา พี่หยาง เป็นบุญตาแล้วที่ได้ไปเดินเล่นที่เขตพระราชวัง”
เจียงไห่หยางหัวเราะเสียงดัง “เมื่อก่อนเคยเป็นพระราชวัง แต่ตอนนี้ถูกเรียกว่าพระราชวังต้องห้าม เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมโดยเฉพาะ ใคร ๆ ก็ไปได้”
คังไป่ชิงกล่าวว่า “ดูที่พี่พูดสิ ถ้าใครไปก็ได้ ครั้งหน้าฉันก็จะไปด้วย”
“ฉันเองก็ไม่เคยไปมาก่อนเหมือนกัน ! ”
“ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ไปได้ อย่างน้อยก็ต้องมีเงิน”
เจียงไห่หยางหัวเราะและพูดว่า “แม้ว่าจะต้องเสียเงินมากมายในการไปเทียนจิง แต่ตอนนี้เรามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากแล้ว ในอนาคตฉันจะต้องไปที่นั่นอีกแน่นอน”
คังไป่ชิงกล่าวว่า “ส่วนฉันจะไปได้ก็เพราะพี่คนเดียวเลยนะ พี่หยาง”
เจียงไห่หยางรู้สึกมีความสุขมากและพูดว่า “ยังมีอีกเรื่อง ฉันได้ไปเห็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ด้วยนะ ตอนที่เราเดินเข้าไปในห้องโถงอนุสรณ์ จะเห็นรูปปั้นของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ฉันกับซิ่วจวี๋ถึงกับน้ำตาไหลเลย”
แม้กระทั่งตอนนี้ เมื่อพูดถึงบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ดวงตาของเขาก็เริ่มเปียกชื้น
ผู้คนในยุคนี้มีความรู้สึกลึกซึ้งต่อบุรุษผู้ยิ่งใหญ่มากกว่าใคร
คังไป่ชิงที่ได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกอิจฉามากขึ้นเรื่อย ๆ และได้แต่ถอนหายใจออกมา “ฉันไม่เคยคิดว่าชาตินี้จะได้ไปเห็นรูปปั้นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ! ”
เจียงไห่หยางกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น ครั้งหน้าก็ไปกับฉัน ! ”
คังไป่ชิงพยักหน้า “ถ้าฉันเก็บเงินได้สักก้อน เมื่อมีโอกาสฉันจะไปที่นั่นอย่างแน่นอน”
หลังจากพูดจบ เขาก็ถามอีกครั้ง “พี่เห็นรูปร่างของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ชัดเจนไหม ? มันเหมือนกับในภาพหรือเปล่า”
เจียงไห่หยางก็ได้อธิบายให้เขาฟังโดยละเอียด…
เฉียวว่านซาน, เถียนต้าลี่ และลุงเฉิน ก็มารวมตัวกันและฟังที่เจียงไห่หยางเล่าด้วยความสนใจ
ในอีกด้านหนึ่ง หวังซิ่วจวี๋ก็ได้เล่าให้ป้าจางฟังเกี่ยวกับการไปเยือนหอรำลึกบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ โดยมีเฉินหยุนและหวังเสวี่ยฮัวคอยช่วยผสมโรงเป็นครั้งคราว
ป้าจางจึงได้แต่อิจฉา คร่ำครวญว่าเฉินหยุนและหวังเสวี่ยฮัวโชคดีมากที่ได้ไปสักการะรูปปั้นของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ของเขากลับมามีความสุขแค่ไหน เจียงเสี่ยวไป๋ก็รู้สึกว่าที่เขาพาพ่อแม่ไปเทียนจิงในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
อืม คราวหน้าเขาจะพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวให้มากขึ้น
ทว่าหลินเจียอินยังรู้สึกว่าการไปเที่ยวเทียนจิงในครั้งนี้ยังไม่เพียงพอ เธอยิ้มและพูดว่า “สามี คุณเห็นไหมว่าพ่อกับแม่มีความสุขแค่ไหนที่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอก งั้นในอนาคตเราคงต้องไปที่นั่นอีกหลาย ๆ ครั้งแล้วล่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “เอาล่ะ ครั้งหน้าถ้าเราไปอีก เราก็พาพ่อแม่ของคุณไปด้วย จะได้ไปกันครบทุกคน”
หลินเจียอินยิ้มอย่างมีความสุข เธอเองก็คิดแบบนั้น เธออยากพาพ่อแม่ของเธอไปเที่ยวด้วย
เธอมองย้อนกลับไปที่เจียงเสี่ยวไป๋และพูดอย่างออดอ้อนว่า “ใช่สิ ครั้งนี้ที่ไปเทียนจิง ฉันได้ไปเที่ยวแค่กำแพงเมืองจีนเท่านั้น ยังไม่ได้ไปที่พระราชวังต้องห้ามหรือเยี่ยมชมหอรำลึกบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เลย”
เมื่อฟังที่หวังซิ่วจวี๋เล่า เธอก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้ม “ช่วงตรุษจีนปีนี้เราก็จะไปที่บ้านคุณปู่ไม่ใช่เหรอ ? ถึงตอนนั้นผมจะพาคุณไปเอง ! ”
หลินเจียอินมีความสุขมาก เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “งั้นถ้าเราจะไปเทียนจิงในช่วงตรุษจีน เราก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะงานภายในบริษัท”
“ใช่สิ เราไปหลายวัน ไม่รู้ว่าใครทำงานอะไรถึงไหนแล้วบ้าง…”
เจียงเสี่ยวไป๋พูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง คำพูดของภรรยาเปลี่ยนเร็วเกินไปแล้ว !