ผมย้อนอดีตมาเปลี่ยนชะตายุค 80 (นิยายแปล) - ตอนที่ 821 ของขวัญให้กำลังใจในวันปีใหม่
ตอนที่ 821 ของขวัญให้กำลังใจในวันปีใหม่
หลังจากส่งหวังปิงและลูกทั้งสองคนของเธอกลับไปแล้ว หลินเจียอินก็กล่าวว่า “สามี พี่สะใภ้หวังปิงเองก็ลังเลที่จะเชือดไก่เหมือนกัน เธอเลยจับแม่ไก่แก่มาให้เราเชือดเองสองตัว แต่ฉันรู้สึกไม่ดีเลยที่จะต้องฆ่ามันแบบนี้ ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มรับ “ถึงอย่างไรพี่สะใภ้ก็เอามาให้เราแล้ว มันดูไม่เหมาะสมเสียเปล่า ๆ หากว่าเราไม่รับไว้”
หลินเจียอินเข้าใจโดยธรรมชาติ
ในช่วงทศวรรษ 1980 ผู้คนส่วนใหญ่นั้นเป็นคนเรียบง่าย แต่ก็ดื้อรั้นเช่นกัน
อีกฝ่ายปฏิบัติต่อคุณอย่างจริงใจและให้ของที่เขารักษาไว้มาอย่างดี ถ้าคุณไม่ยอมรับมัน อีกฝ่ายก็จะคิดว่าคุณดูถูกเขา ตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและร้าวฉานต่อกันได้
แต่หวังปิงคงไม่คิดที่จะขัดแย้งกับเขา
เป็นเพราะเธอรู้สึกขอบคุณเจียงเสี่ยวไป๋ เธอจึงเอาของมาฝาก ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่พาลูกสองคนของเธอมาด้วย
เเต่เจียงเสี่ยวไป๋ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้โดยตรงอยู่ดี
“เราปล่อยให้พวกเขากลับไปมือเปล่าแบบนี้ดูไม่สุภาพเลยค่ะ ป่าป๊าควรส่งของให้พวกเขาบ้าง”
เจียงชานแนะนำหลังจากฟังบทสนทนาระหว่างพ่อแม่ของเธอ
เจียงเสี่ยวไป๋เอามือลูบหัวเล็ก ๆของเธอแล้วถามด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นบอกพ่อมาสิ ว่าเราควรให้อะไรพวกเขาดี ? ”
เจียงชานเอียงศีรษะครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วพูดว่า “ก่อนอื่น เราต้องเลี้ยงหม้อไฟพวกเขาก่อน ซึ่งเป็นการอวยพรให้ครอบครัวของพวกเขาเจริญรุ่งเรืองในปีใหม่ ข้อที่สอง เราต้องส่งของใหม่ ๆ ไปให้พวกเขา เช่น เสื้อผ้าใหม่ หนูคิดว่าเสื้อผ้าของพี่จื่ออันและน้องจื่อเสวียนดูเก่ามากแล้ว และถ้าพี่จื่ออันมีผลการเรียนที่ดี ป่าป๊าก็ควรจะซื้อหนังสือและเครื่องเขียนให้เขาด้วยนะคะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “หนูช่างเป็นคนที่รอบคอบมาก”
เจียงชานยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋มองดูเธอแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น พ่อจะฝากเรื่องนี้ไว้กับหนู หนูทำได้ไหม ? ”
เจียงชานตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงรับปากว่า “ไม่มีปัญหาค่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหนูเถอะ”
หลังจากพูดจบ เธอก็กล่าวเสริม “งั้นหนูจะขอให้พี่เฉินซินช่วยอีกแรงนะคะ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าว “หนูอยากให้พี่เฉินซินทำอะไร ? ”
เจียงชานพูดว่า “เธอสามารถขับรถให้หนูได้ และช่วยหนูจ่ายเงิน ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋คิดอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดว่า “เอาล่ะ งั้นหนูก็โทรบอกเธอเองได้เลย”
“ได้ค่ะ ! ” เจียงชานตอบตกลงอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปที่ร้านสปานวดเท้า
มีคนมารับสายอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ ใช่พี่เฉินซินหรือเปล่าคะ ? หนูชานชานเอง ! ”
เฉินซินเป็นคนรับโทรศัพท์และพูดด้วยรอยยิ้ม “ชานชาน หนูโทรหาพี่ทำไม ? หรือว่าหนูอยากมาที่นี่ ? ”
เจียงชานพูดว่า “ไม่ใช่ค่ะ หนูอยากให้พี่ไปช้อปปิ้งกับหนูในวันพรุ่งนี้”
เฉินซินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง และพูดว่า “พรุ่งนี้พี่ยังต้องทำงาน มีเวลาว่างแค่ตอนเที่ยงเท่านั้นจ้ะ”
เจียงชานพูดว่า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูบอกป่าป๊าแล้วว่าพรุ่งนี้จะขอให้พี่ไปส่ง”
เฉินซินกล่าวว่า “งั้นได้เลย พรุ่งนี้พี่จะไปรับหนู”
“โอเคค่ะ ขอบคุณพี่เฉินซินมากนะคะ” เจียงชานวางสายโทรศัพท์ด้วยรอยยิ้ม และยื่นมือเล็ก ๆ ของเธอให้เจียงเสี่ยวไป๋ “หนูขอเงินด้วยค่ะ”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “ได้ พ่อจะเอาให้หนูพรุ่งนี้แล้วกัน”
ในเวลานี้ หลินเจียอินก็ได้พูดขึ้น “ทำไมลูกต้องไปรบกวนพี่เฉินซินด้วย ? แม่ก็ไปซื้อเป็นเพื่อนลูกได้”
เจียงชานกล่าวว่า “หม่าม๊ากำลังตั้งครรภ์น้องชายและน้องสาวของหนูอยู่ หม่าม๊าขับรถไม่ได้”
เจียงเสี่ยวไป๋ยิ้มและพูดว่า “เมียจ๋า งั้นพรุ่งนี้คุณก็ไปกับพวกลูกเถอะ ผมเองก็จะไปทำธุระอย่างอื่น”
หลินเจียอินพยักหน้าและไม่ถามว่ามันคือธุระอะไร
ไม่นานก็มาถึงวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันที่ 31 ธันวาคม ปี 1983 และเป็นวันสุดท้ายของปี 1983
ในตอนเช้า เฉินซินก็ได้มารับหลินเจียอินและเจียงชานออกมาซื้อของ
ส่วนเจียงเสี่ยวไป๋ก็ไปทำธุระที่เทศบาลเมืองอีกครั้ง
เมื่อรองนายกเทศมนตรีถังเห็นเขามา จึงถามด้วยความประหลาดใจว่า “เสี่ยวเจียง บทพร้อมแล้วหรือยัง ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “มู่เสี่ยวชิงยังเขียนแผนอยู่ครับ น่าจะเสร็จเที่ยงนี้ เอาไว้เสร็จแล้ว ผมจะบอกให้เธอไปหาผู้อำนวยการเจิ้งเพื่อถ่ายทำทันที”
รองนายกเทศมนตรีถังพยักหน้ารับคำแล้วถามต่อ “แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “พรุ่งนี้เป็นวันปีใหม่ ผมเลยอยากส่งของให้กับครอบครัวของพี่จงฉือ และวีรบุรุษผู้เสียสละชีพในเมืองชิงโจว รบกวนรองนายกเทศมนตรีถังช่วยติดต่อพวกเขาให้ผมได้ไหมครับ ? ”
รองนายกเทศมนตรีถังตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง โดยทั่วไปทางภาครัฐจะเป็นคนไปเยี่ยมครอบครัวของผู้พลีชีพในช่วงตรุษจีนเท่านั้น ไม่ใช่วันขึ้นปีใหม่ของสากล
อย่างไรก็ตาม ทางภาครัฐย่อมมีข้อมูลของครอบครัวผู้พลีชีพอยู่แล้ว หากเจียงเสี่ยวไป๋ต้องการส่งของไปให้พวกเขา เขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลืออย่างแน่นอน
“คุณจะส่งอะไรไปให้พวกเขา ? ” รองนายกเทศมนตรีถังมองไปที่เจียงเสี่ยวไป๋แล้วถามขึ้นมา
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ผมตั้งใจว่าจะส่งโต๊ะหลุมไฟและเงินสดจำนวน 50 หยวนเป็นของขวัญให้กำลังใจพวกเขา”
รองนายกเทศมนตรีถังอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว ในเมืองชิงโจวมีผู้พลีชีพหลายครอบครัว ซึ่งเท่าที่เขาจำได้ มีผู้คนพลีชีพมากกว่าสองร้อยคน
อย่างไรก็ตาม เขายังถามออกมาว่า “ตอนนี้คุณไม่กังวลเรื่องการผลิตโต๊ะหลุมไฟแล้วหรือ ? ทำไมคุณถึงคิดจะส่งโต๊ะหลุมไฟไปให้พวกเขาล่ะ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เพราะผมคิดว่าโต๊ะหลุมไฟจำเป็นสำหรับพวกเขา หากให้แต่เงินเพียงอย่างเดียว พวกเขาคงไม่เอาเงินมาซื้อโต๊ะหลุมไฟหรอก ดังนั้นแม้ว่าจะกังวลเรื่องการผลิตโต๊ะหลุมไฟเล็กน้อย แต่จำนวนที่จะเอาไปแจกจ่ายนั้นก็ยังถือว่าไม่มากเท่าไหร่ครับ”
รองนายกเทศมนตรีถังพยักหน้าและกล่าวว่า “น่าจะต้องใช้มากกว่าสองร้อยตัว ฉันจะแจ้งจำนวนที่แน่ชัดให้คุณทราบในภายหลังหลังอีกทีก็แล้วกัน”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ไม่มีปัญหาครับ ผมจะส่งคนในสำนักงานมาทำงานร่วมกับภาครัฐของคุณเพื่อจัดการเรื่องนี้ คุณต้องส่งคนไปด้วยตอนที่แจกจ่ายของ”
รองนายกเทศมนตรีถังอดไม่ได้ที่จะกระตุกริมฝีปาก หากเจียงเสี่ยวไป๋ตัดสินใจทำแบบนี้ ภาครัฐจะไม่ร่วมด้วยได้อย่างนั้นหรือ ?
หากไม่ร่วมด้วย จะดูไม่ดีหรือเปล่า ?
มันยากที่จะพูด ดังนั้นในส่วนภาครัฐอย่างเขาคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำอะไรสักอย่างด้วย
ก่อนหน้านี้เพิ่งถูกเจียงเสี่ยวไป๋เอาเงินค่าเขียนบทวิดีโอโปรโมตเมืองไปห้าหมื่นหยวน ตอนนี้ยังต้องมาเสียเงินกับเขาอีก รองนายกเทศมนตรีถังจึงมีสีหน้าที่ดูหดหู่เล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม เขาเริ่มสนใจและถามขึ้นมาว่า “ทำไมจู่ ๆ คุณถึงคิดอยากจะไปแจกจ่ายของให้กับครอบครัวผู้พลีชีพ ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “เมื่อวานนี้ หวังปิงภรรยาของเจี่ยงจงฉือเอาไก่มาฝากผมสองตัว……”
เจี่ยงจงฉือ…รองนายกเทศมนตรีถังจำวีรบุรุษคนนี้ได้ และเมืองนี้ยังยกย่องให้เขาเป็นวีรบุรุษที่สละชีพเพื่อช่วยชีวิตผู้คนอีกด้วย
เขาถอนหายใจ “น่าเสียดายที่ยังไม่พบศพของเขา และเป็นเรื่องยากที่จะหาคนแบบคุณที่ดูแลครอบครัวของเขาไม่ให้ขาดตกบกพร่อง”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือ “ที่ผมทำยังถือว่าน้อยไปครับ ! หากไม่มีวีรบุรุษผู้พลีชีพเหล่านั้น เราก็จะไม่มีความสงบสุขและชีวิตที่สวยงามอย่างที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้”
รองนายกเทศมนตรีถังพยักหน้า เขายินดีอย่างยิ่งที่เจียงเสี่ยวไป๋คิดแบบนี้ เขาจึงพูดออกมาอย่างจริงใจ “ทางภาครัฐของเราก็คงไม่มีอะไรจะขอบคุณ งั้นฉันขอเป็นตัวแทนของพวกเขา ขอขอบคุณในความเมตตาและความมีน้ำใจของคุณก็แล้วกัน”
หลังจากพูดอย่างนั้น เขาก็ยิ้มอย่างขมขื่น “แต่ตอนนี้ทางภาครัฐเองก็ไม่ค่อยมีงบประมาณมากนัก ยังมีเรื่องที่ต้องใช้เงินอยู่ ดังนั้นจึงมีแต่ความปรารถนาดีเท่านั้น”
เจียงเสี่ยวไป๋กล่าวว่า “ในอนาคตมันจะดีกว่านี้ครับ เมื่อเศรษฐกิจของชิงโจวพัฒนาขึ้น เราก็จะมีเงินทุนเพียงพอในแต่ละพื้นที่”
รองนายกเทศมนตรีถังถอนหายใจ “ฉันก็หวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น ! ”
เจียงเสี่ยวไป๋ไม่ได้พูดอะไรอีก ท้ายที่สุดแล้วการพัฒนาเศรษฐกิจก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในหนึ่งหรือสองวัน เขาเองก็แค่ต้องทำในสิ่งที่เขาควรทำเท่านั้น
รองนายกเทศมนตรีถังยื่นบุหรี่ให้เจียงเสี่ยวไป๋และบอกให้เขานั่งข้างโต๊ะหลุมไฟเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นสักพัก จากนั้นเขาก็สั่งให้เฉิงเสี่ยวเหว่ยไปเช็คจำนวนของผู้พลีชีพมาให้
ไม่นาน เฉิงเสี่ยวเหว่ยก็กลับมาอีกครั้ง
ได้จำนวนผู้พลีชีพมาทั้งหมด 267 คน !
นี่คือจำนวนล่าสุดของผู้พลีชีพในเมืองชิงโจว ซึ่งรวมถึงทหารที่เสียชีวิตในชายแดนทางตอนใต้ และยังรวมจำนวนของผู้พลีชีพที่เสียชีวิตด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ความมั่นคงสาธารณะและการดับเพลิง
เจียงเสี่ยวไป๋รู้สึกปวดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นตัวเลขนี้ เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่นแล้วพูดว่า “วันนี้ผมจะไปเตรียมโต๊ะหลุมไฟและเงินไว้ แล้วจะส่งคนมาที่เทศบาลเมืองเพื่อพบกับคนของคุณในเช้าของวันพรุ่งนี้”
รองนายกเทศมนตรีถังกล่าวว่า “คราวนี้… ฉันจะเป็นคนนำลูกทีมไปแจกจ่ายให้บางครอบครัวด้วยตัวเองด้วย ! คุณอยากไปกับเราไหม ? ”
เจียงเสี่ยวไป๋โบกมือปฏิเสธทันที