ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 104 ของขวัญชิ้นใหญ่
วันนี้ไม่มีการฝึกตอนเช้า เวลาจึงไม่เร่งรีบนัก หลินชีเยี่ยแช่น้ำยาสมุนไพรอย่างสบายใจอีกพักหนึ่ง จากนั้นจึง
เปลี่ยนเสื้อผ้าและมุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
เฉาเยวียนพูดถูก โรงอาหารวันนี้ไม่ใช่หมั่นโถวแป้งขาวกับเนื้อดิบที่น่าสะอิดสะเอียนอีกต่อไป แต่เป็นอาหารเช้า
สไตล์ต้าเซี่ยที่หอมกรุ่น ทั้งน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ ซาลาเปา เปี๊ยะ และข้าวต้ม……
ในเวลานี้ โรงอาหารเต็มไปด้วยทหารใหม่ หลังจากผ่านการฝึกขั้นสุดยอดที่เหมือนฝันร้าย พวกเขาล้วนหิวโหย
อย่างแท้จริง ต่างก็ยัดอาหารเข้าปากราวกับผีที่หิวโซ
หลินชีเยี่ยมองดูไป๋หลี่พั่งพั่งที่กินซาลาเปาไปแล้วสองเข่ง มุมปากกระตุกเล็กน้อย
“ชีเยี่ย ซาลาเปานี่อร่อยจริงๆ ไม่รู้ว่าตาแก่ซุนเกิดสำนึกผิดขึ้นมาหรือเปล่า……เอาไหม?” ไป๋หลี่พั่งพั่งยัดอาหาร
เข้าปาก พลางยื่นซาลาเปาในมือให้
หลินชีเยี่ยไม่ปฏิเสธ รับซาลาเปามาถือไว้ แล้วค่อยๆ จิบน้ำเต้าหู้
“จริงสิ ชีเยี่ย เมื่อคืนนายลงจากเขามายังไง? เป็นลมหรือโดนยิง?” ไป๋หลี่พั่งพั่งถามขึ้นราวกับนึกอะไรบางอย่าง
ได้
เมื่อคืนหลินชีเยี่ยใช้เวลานานเกินไป ทหารใหม่คนอื่นๆ จึงถูกส่งกลับมายังค่ายฝึกแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าหลินชีเยี่ย
สามารถข้ามภูเขาจินหนานได้เพียงลำพัง
“เดินออกมา” หลินชีเยี่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ไป๋หลี่พั่งพั่งชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่เข้าใจความหมายของหลินชีเยี่ย จากนั้นก็อ้าปากค้าง
“นายหมายความว่า… นายข้ามผ่านภูเขาจินหนานมาจริงๆ เหรอ?”
“อืม”
“…นายเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่?”
“…”
“นายทำได้จริงๆ ด้วย” เฉาเยวียนเดินเข้ามาจากโต๊ะข้างๆ วางซาลาเปาเนื้อก้อนโตลงในถ้วยของหลินชีเยี่ย
“ดีแล้ว ที่ไม่ได้ทำให้พวกนอกรีตอย่างเราขายหน้า”
ไป๋หลี่พั่งพั่งเกาหัวอย่างงุนงง “เดี๋ยวก่อน นายบอกว่าพวกนอกรีต นอกจากพวกนายสองคนแล้ว ยังมีใครอีก?”
หลินชีเยี่ยและเฉาเยวียนจ้องไปที่ไป๋หลี่พั่งพั่งพร้อมกัน
ไป๋หลี่พั่งพั่ง “…”
“ผมก็แค่คนธรรมดา…”
“หุบปากซะ”
“โอเค”
หลินชีเยี่ยกินจนอิ่มหนำสำราญ วางถ้วยในมือลง พลางเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง
“พวกนายกินกันต่อเถอะ ฉันมีธุระนิดหน่อย”
สิ้นเสียง เขาก็หันหลังเดินออกจากโรงอาหาร
ไป๋หลี่พั่งพั่งเลิกคิ้ว สะกิดถามเฉาเยวียน “นี่ นายว่าวันนี้เขามีแผนการอะไร ทำไมถึงได้ลึกลับขนาดนั้น?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ” ฝ่ายถูกถามตอบอย่างเฉยเมย “แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่การไปนัดพบสาวหรอก”
“ทำไมล่ะ?”
“ด้วยนิสัยแบบเขา นายคิดว่าเป็นไปได้เหรอ?”
“……ก็จริง”
…
หลังจากหลินชีเยี่ยออกจากโรงอาหาร เขาก็ตรงไปยังสำนักงานครูฝึกทันที
“รายงาน!”
“เข้ามา”
หลินชีเยี่ยเดินเข้าไปในห้องทำงาน ครูฝึกหงเหลือบมองแวบหนึ่ง ทันใดนั้นก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
“ฉันบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน เมื่อคืนบอกให้นายมาวันนี้นายก็รีบมาแต่เช้าเลยเหรอ?”
“ผมแค่บังเอิญว่างครับ” หลินชีเยี่ยยักไหล่
“นั่งลงก่อนสิ”
ครูฝึกหงลุกขึ้น หยิบซองจดหมายกับกล่องสีดำเล็กๆ ออกมาจากตู้ด้านหลัง แล้วยื่นให้หลินชีเยี่ย
“เมื่อวานนี้ หน้ากากหวังคุยกับพวกเราแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีเงื่อนไขเยอะแยะไปหมด แต่พวกเราก็รับได้”
“ในซองจดหมายด้านซ้ายเป็นบัตรธนาคาร ข้างในมีเงินห้าแสนหยวน รหัสเขียนไว้ข้างในแล้ว สามารถไปถอนเงิน
ที่ธนาคารไหนก็ได้”
“ในกล่องด้านขวา คือวัตถุต้องห้ามที่พวกเรามอบเป็นรางวัลให้นาย”
ครูฝึกหงนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับถอนหายใจ
“นายนี่มันสุดยอดจริงๆ คนที่สามารถรีดไถขนแกะจากผู้บัญชาการหยวนได้นั้นมีไม่มากนักหรอก”
หลินชีเยี่ยชะงัก “นี่เป็นสิ่งที่ครูฝึกหยวนมอบให้เองเหรอครับ?”
“ใช่แล้ว” ครูฝึกหงพิงพนักเก้าอี้แล้วพูดอย่างช้าๆ ว่า “การให้หน่วยเร้นลับมาต่อสู้กับพวกนาย เป็นความคิดของ
ผู้บัญชาการเอง ใครจะไปคิดว่าจะแพ้แบบนี้… ผู้บัญชาการต้องรับผิดชอบเอง จึงหาเงื่อนไขเหล่านี้มาให้นาย พวกเรา
อยากช่วยออกเงินให้บ้าง แต่เขาก็ไม่ยอม”
หลินชีเยี่ยก้มมองซองจดหมายและกล่องที่อยู่ตรงหน้า เงียบไปครู่หนึ่งแล้วผลักซองจดหมายกลับไป
“ไม่เอาอันนี้ครับ”
ครูฝึกหงชะงัก “นี่เป็นสิ่งที่พวกนายตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้ถึงไม่เอาล่ะ?”
“ไม่เอาแล้วครับ”
“นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ คนผู้นั้นเป็นผู้บังคับบัญชาของเรา และยังเป็นรองหัวหน้าหน่วยประจำเมืองหลวง
อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งในระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ราตรี นายคิดว่าเขาจะขาดเงินห้าแสนหยวนนี้หรือ?”
“ไม่ใช่เรื่องขาดหรือไม่ขาดครับ” หลินชีเยี่ยเอ่ย “ผมไม่รับเงินจากทหาร”
ครูฝึกหงมองหลินชีเยี่ยอย่างประหลาดใจ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก “นายคิดให้ดีนะ ถ้าครั้งนี้ไม่รับ ครั้งหน้าอยากได้ก็
จะไม่มีให้แล้วนะ”
“ไม่เอาครับ”
“ดี มีหัวคิดดี” ครูฝึกหงพยักหน้าพลางเก็บซองกลับไป จากนั้นก็เอื้อมมือจะหยิบกล่องบนโต๊ะ…
แปะ!
หลินชีเยี่ยยื่นมือไปกดกล่องไว้
“นี่เป็นของผม” หลินชีเยี่ยสบตาครูฝึกหงพลางเอ่ยอย่างจริงจัง
“…ไม่ใช่ว่านายจะไม่เอาแล้วเหรอ…” ครูฝึกหงแยกเขี้ยว
“ผมไม่เอาเงิน แต่ของสิ่งนี้มีประโยชน์กับผมมากนะ”
“ฮ่าฮ่า ล้อเล่นน่า” หงฮ่าวปล่อยมือแล้วหัวเราะ “นายไม่รู้หรอก ตอนที่ผู้บัญชาการหยิบสิ่งนี้ออกมา สีหน้านั้น
ปวดใจแค่ไหน”
“ข้างในคืออะไรครับ?”
“เปิดดูก็รู้แล้ว”
หลินชีเยี่ยเปิดกล่องในมือ ภายในมีผลึกสีฟ้ารูปเพชรเม็ดเล็กๆ เท่าเล็บ แต่พื้นผิวกลับเปล่งประกายจางๆ เห็นก็รู้
แล้วว่าไม่ใช่ของธรรมดา
“นี่มัน…”
“[ดวงใจสีคราม] เป็นวัตถุต้องห้ามที่เก็บได้จากทะเลตะวันออกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ในรัศมีหนึ่งเมตรจะมีผนึกต้อง
ห้ามลำดับที่ 278 [พิทักษ์ฟ้าคราม] ปรากฏขึ้นมาตลอดเวลา สามารถต้านทานการโจมตีทางจิตวิญญาณได้เกือบ
ทั้งหมด”
“แน่นอนว่า การโจมตีทางจิตวิญญาณที่มันต้านได้นั้นมีขีดจำกัด หากขอบเขตพลังจิตของผู้โจมตีสูงกว่านาย มันก็
แค่ช่วยลดทอนพลังลงได้เท่านั้น”
หลินชีเยี่ยตาเปล่งประกาย
ถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีผนึกเทวะสองอันติดตัวอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้เน้นความสามารถทางด้านจิตวิญญาณ หาก
เผชิญหน้ากันโดยตรงก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้การโจมตีทางจิตวิญญาณกับเขา นอกจากจะใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ของเซราฟ
ต้านทานแล้ว เขาก็ไม่มีทางรับมืออย่างอื่นอีก
พลังศักดิ์สิทธิ์ของเซราฟนั้นสิ้นเปลืองพลังจิตมาก แถมยังเน้นการโจมตี ไม่ถนัดการป้องกัน ดังนั้น [ดวงใจสี
คราม] จึงช่วยเติมเต็มข้อบกพร่องตรงนี้ให้เขาได้อย่างพอดี
“ของดี” หลินชีเยี่ยพยักหน้า
“ของที่ผู้บัญชาการหยิบออกมาน่ะเหรอ จะไม่ดีได้ยังไง” ครูฝึกหงหัวเราะ “กลับไปหาเชือกมาคล้องมันแล้วสวม
ติดตัวเอาไว้ เรื่องไกลตัวเราจะไม่พูดถึง แต่อย่างน้อยก็ใช้ได้ผลกับขั้นชวนแน่นอน”
หลินชีเยี่ยเก็บดวงใจสีครามอย่างระมัดระวัง “ฝากขอบคุณครูฝึกหยวนด้วยนะครับ”
ครูฝึกหงโบกมือ “ไม่ต้องมากพิธี รีบกลับไปได้แล้ว การฝึกกำลังจะเริ่ม”
หลินชีเยี่ยกล่าวลากับครูฝึกหง จากนั้นก็รีบออกจากห้องทำงานไป
หลังจากที่เขาจากไป ร่างของหยวนกังก็ปรากฏขึ้นในห้องราวกับภูตผี เขามองไปที่ซองจดหมายบนโต๊ะ มุมปาก
เผยรอยยิ้ม
“ผู้บัญชาการ คุณคิดว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง?” หงฮ่าวไม่ได้แสดงความประหลาดใจแม้แต่น้อยที่หยวนกังปรากฏ
ตัวขึ้น
“เยี่ยมมาก จริงๆ แล้ว ต่อให้หน้ากากหวังจะไม่ทำข้อตกลงกับเขา ฉันก็จะหาวิธีมอบดวงใจสีครามให้เขาอยู่ดี ถึง
อย่างไรเขาก็เป็นถึงตัวแทนของเซราฟ ฉันยังไม่อยากให้เขาตายเร็วนัก”
หยวนกังมองไปยังทิศทางที่หลินชีเยี่ยออกไป
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
“ตอนนี้ ฉันคิดว่าเขาคู่ควรกับของขวัญชิ้นใหญ่ที่ฉันมอบให้เขาแล้วจริงๆ”