ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 111 หยุดพัก
“มีคนเพ่งเล็งค่ายฝึกอบรมอย่างนั้นเหรอ?” หยวนกังหรี่ตาลง “พวกมันบ้าไปแล้วหรือไง? ที่นี่มีครูฝึกประจำการ
อยู่กี่คน ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น มีมาตรการป้องกันอีกเท่าไหร่ พวกมันกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง?”
“คนบางคน ขอแค่ผลประโยชน์มากพอ อะไรก็ทำได้ทั้งนั้น”
“ค่ายฝึกทหารใหม่แบบนี้ จะมีผลประโยชน์อะไร?”
“ภายในค่ายฝึกแห่งนี้ มีใครอยู่บ้าง ผมคิดว่าครูฝึกหยวนน่าจะรู้ดีกว่าผม” เฉินมู่เหยี่ยกล่าวอย่างใจเย็น
หยวนกังอ้าปากค้าง ราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบลง
“แค่คุณชายน้อยแห่งตระกูลไป๋หลี่คนเดียว คุณรู้หรือไม่ว่าตอนนี้ในตลาดมืด มีคนตั้งราคาค่าหัวไว้เท่าไหร่?” เฉิ
นมู่เหยี่ยยื่นมือออกมา บอกเป็นตัวเลข
“แปดร้อยล้าน มีคนเต็มใจจ่ายแปดร้อยล้าน เพื่อแลกกับชีวิตของทายาทผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของตระกูลไป๋
หลี่”
“นี่ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ นะ แปดร้อยล้านมากพอที่จะทำให้คนมากมายยอมเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่างที่มี!”
“หากต้องการสังหารคุณชายน้อยแห่งตระกูลไป๋หลี่ ถ้าอยู่ที่เมืองกว่างเซินคงยากราวกับปีนฟ้า แต่ถ้าเป็นที่เมือง
เล็กๆ อย่างชางหนาน……ผมคิดว่ามีคนมากมายที่ยอมเสี่ยง”
“ครูฝึกหยวน คุณคิดว่าระบบป้องกันของค่ายฝึกแห่งนี้ รัดกุมกว่าฐานที่มั่นของตระกูลไป๋หลี่หรือ?”
เฉินมู่เหยี่ยเว้นวรรคครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ
“ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากคุณชายน้อยแห่งตระกูลไป๋หลี่แล้ว ในค่ายนี้ยังมีตัวแทนของเทพเจ้าสององค์ที่ไม่เคย
ปรากฏมาก่อน!”
“แม้ตอนนี้จะมีคนรู้เรื่องนี้น้อย แต่คุณคิดว่าด้วยพลังอำนาจของศาสนจักรเทพโบราณ พวกเขาจะไม่รู้เรื่องนี้
จริงๆ หรือ? พวกเขาจะทนนั่งมองหลินชีเยี่ยเติบโตขึ้นงั้นเหรอ?”
“คุณชายน้อยแห่งตระกูลไป๋หลี่ และตัวแทนของเทพเจ้าสององค์ ตราบใดที่คนทั้งสองยังอยู่ในค่ายนี้ พวกคุณก็
ไม่มีวันหนีพ้นวังวนที่พวกเขานำมาได้”
“อีกฝ่ายทนเงียบมาห้าเดือนแล้ว ในเมื่อตอนนี้เริ่มลงมือ ก็ย่อมเตรียมการมาอย่างรอบคอบแล้ว ตอนนี้……คุณยัง
คิดว่าค่ายฝึกอบรมแห่งนี้ปลอดภัยอยู่หรือเปล่า?”
หยวนกังนิ่งเงียบไปนาน ดวงตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ “ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีใครทำร้ายพวกเขาได้”
“คุณคือรองหัวหน้าหน่วยประจำเมืองหลวง ผู้แข็งแกร่งขั้นมหาสมุทร มีคุณปกป้องอยู่ย่อมปลอดภัย แต่……”
เฉินมู่เหยี่ยหรี่ตาลง เอ่ยประโยคถัดมาอย่างเชื่องช้า
“คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า ในบรรดาครูฝึก……ไม่มีคนทรยศ?”
ปัง!
หยวนกังลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที จ้องเฉินมู่เหยี่ยตาเขม็ง
“คุณหมายความว่ายังไง?”
“อย่าได้ประเมินความเย้ายวนของผลประโยชน์ต่ำเกินไป และอย่าได้เชื่อมั่นในความแน่วแน่ของจิตใจมนุษย์มาก
เกินไป……ผมบอกแล้วว่า แปดร้อยล้านหยวนมากพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่คลั่งไคล้ได้!”
“แม้ว่าครูฝึกของคุณจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่เท่าที่ผมทราบ ในศาสนจักรเทพโบราณก็มีตัวแทนเทพที่
เชี่ยวชาญด้านการปลุกปั่นผู้คนอยู่ไม่น้อย คุณกล้ารับประกันได้เต็มปากหรือเปล่าว่าในหมู่ครูฝึกจะไม่มีใครถูกควบคุม?”
“ถ้าตามที่คุณพูด ค่ายฝึกของเราก็ตกอยู่ในอันตรายทั้งภายในและภายนอก สี่ด้านแปดทิศมีแต่ศัตรูงั้นหรือ?”
หยวนกังหัวเราะเยาะ “ถ้าค่ายฝึกอบรมยังต้านทานคนพวกนี้ไม่อยู่ แล้วคุณเอาอะไรมาคิดว่าหน่วย 136 ของคุณจะ
สามารถปกป้องหลินชีเยี่ยได้อย่างปลอดภัย?”
“เพราะพวกเรามีกันแค่หกคน และต่างคนต่างก็รู้จักกันดี อย่างน้อยพวกเราก็ไม่มีปัญหาภายใน ส่วนปัญหา
ภายนอก……” เฉินมู่เหยี่ยยิ้มบางๆ
“พวกเราหน่วย 136 ไม่เคยกลัวปัญหาภายนอก”
หยวนกังมองเฉินมู่เหยี่ยตรงหน้าแล้วเงียบลง
หน่วยพิทักษ์ราตรีแห่งเมืองหลวง ถือได้ว่าเป็นหน่วยหัวกะทิของหน่วยพิทักษ์ราตรีทั่วทั้งต้าเซี่ย ซึ่งรวบรวมเอา
ยอดฝีมือในหมู่ยอดฝีมือ หยวนกังสามารถขึ้นมาเป็นรองหัวหน้าหน่วยได้ แน่นอนว่าไม่ใช่คนโง่เขลา
เฉินมู่เหยี่ยกล่าวถูกต้อง เป้าหมายของค่ายฝึกนั้นใหญ่เกินไป บวกกับครูฝึกและฝ่ายสนับสนุนแล้ว มีคนอยู่ที่นี่
มากกว่าร้อยคน ในบรรดาคนจำนวนมาก… เขาจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีหนอนบ่อนไส้?
หากสถานการณ์ภายนอกเลวร้ายอย่างที่เฉินมู่เหยี่ยว่าไว้จริงๆ การที่เขาต้องรับมือกับการโจมตีจากทุกสารทิศก็
ยากลำบากอยู่แล้ว ถ้าหากยังมีหนอนบ่อนไส้คอยก่อกวนอีก สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายอย่างแน่นอน
หยวนกังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงบนเก้าอี้ “แล้วคุณคิดว่า ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
เฉินมู่เหยี่ยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะแผ่วเบา พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“จั๊กจั่นลอกคราบ แยกย้ายกองกำลัง” *[1]
…
เสียงนกหวีดแหลมดังก้องไปทั่วท้องฟ้า
ทหารใหม่จำนวนมากพุ่งตัวออกจากหอพัก มุ่งหน้าไปยังสนามฝึก ภายในสามนาที ทุกคนก็มาถึงจุดรวมพล
ครูฝึกหงตรวจนับจำนวนคนพลางพยักหน้าเล็กน้อย
“ดีมาก หลังจากฝึกฝนมาห้าเดือน พวกนายก็เริ่มมีลักษณะเหมือนทหารแล้ว……”
เบื้องล่างเวที เหล่าทหารใหม่ยืนตัวตรง ดวงตาเฉียบคมราวกับดาบ
“บ่ายวันนี้ เราจะไม่ฝึกสมรรถภาพร่างกาย แต่จะมาประกาศเรื่องหนึ่ง……” ครูฝึกหงกวาดสายตามองทุกคน ริม
ฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “การฝึกครึ่งแรก ซึ่งก็คือการฝึกความแข็งแกร่งทางกายภาพ จะสิ้นสุดลงก่อนกำหนดหนึ่ง
เดือน!”
“กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การฝึกของเราจะมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ อาวุธปืน และการใช้ผนึก
ต้องห้าม!”
ยามสิ้นเสียง ทหารใหม่ด้านล่างต่างก็ดีใจจนแทบคลั่ง เริ่มหันซ้ายแลขวาพูดคุยกัน
“ชีเยี่ย ชีเยี่ย! ได้ยินไหม? ฝันร้ายจบลงเสียที……” ไป๋หลี่พั่งพั่งตื่นเต้นจนเกือบจะร้องไห้
หลินชีเยี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ แม้ว่าการฝึกสมรรถภาพจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ไม่มีใครอยากเหนื่อยสายตัวแทบ
ขาดทุกวัน ข่าวการสิ้นสุดการฝึกก่อนกำหนดเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับทุกคน!
“อีกอย่าง!”
ครูฝึกหงพูดขึ้นอีกครั้ง ทุกคนพลันเงียบลง
“หลังจากปรึกษาหารือกันแล้ว เหล่าครูฝึกจึงตัดสินใจให้พวกนายได้หยุดพัก ก่อนจะเริ่มการฝึกในขั้นต่อไป!”
“นับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันตรุษจีน รวมเป็นเวลาสี่วัน!”
หากประโยคก่อนหน้าทำให้พวกเขาตื่นเต้น ประโยคหลังกลับทำให้ทุกคนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะส่งเสียงเฮลั่น!
“โอ้โห! ชีเยี่ย! ได้ยินไหม! พวกเรากำลังจะได้หยุดพักแล้ว!” ไป๋หลี่พั่งพั่งกระชากเสื้อหลินชีเยี่ยอย่างตื่นเต้น
ราวกับเด็กน้อยตัวกลม
“จะได้หยุดพักจริงดิ?” เฉาเยวียนเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“ชีเยี่ย! เดี๋ยวเก็บของเสร็จแล้ว ผมจะพานายไปเที่ยวกว่างเซิน……”
ไป๋หลี่พั่งพั่งยังพูดไม่ทันจบ ครูฝึกหงก็แทรกขึ้นมา
“แต่! ทุกคนห้ามออกจากเมืองชางหนาน หากฝ่าฝืนและถูกพบเห็น จะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรี
ทันที!”
ไป๋หลี่พั่งพั่ง “……”
หลินชีเยี่ยตบบ่าเบาๆ “เตือนไว้ก่อนนะ อย่าหวังพึ่งฉันเลย ฉันเองก็ยังไม่มีบ้าน”
“ทุกคนกลับไปเก็บของที่หอพัก รวมพลภายในครึ่งชั่วโมง จะมีรถมารับพวกนายออกไปพร้อมกัน รับทราบ
ไหม?!”
“รับทราบ!”
“เลิกแถว!”
ขบวนแถวที่เป็นระเบียบพลันกระจัดกระจาย ทุกคนต่างก็มีสีหน้าตื่นเต้น แม้ว่าจะไม่ได้กลับบ้าน แต่การได้ออก
ไปสูดอากาศ รับรู้ถึงบรรยากาศของผู้คนบ้างก็ดีแล้ว
“ชีเยี่ย ไปกันเถอะ! กลับไปเก็บของกัน!” ไป๋หลี่พั่งพั่งเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่กับที่ จึงเอ่ยขึ้น
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“พวกนายไม่คิดเหรอว่า……การพักครั้งนี้มันกะทันเกินไป?”
[1] จั๊กจั่นลอกคราบ สำนวนจีน หมายถึง การหลบหนีอย่างแยบยล หรือการทิ้งร่องรอยลวงไว้แล้วหนีไป