ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 1423 เลี้ยงต้อนรับ
เมื่อได้ยินประโยคนั้น ร่างของอู๋เหลาโก่วก็ชะงักไปเล็กน้อย
“ฉัน…” อู๋เหลาโก่วยิ้มน้อยๆ “ฉันก็อยากเป็นเหมือนนาย… ไม่ต้องออกไปตลอดชีวิตก็คงดี”
เขาลุกขึ้นยืน ถือวัชพืชและดินในมือเดินไปทางพื้นที่ว่างตรงมุมสวนในเรือนจำ วางมันลงในหลุมที่ขุดเตรียมไว้
แล้ว ค่อยๆ กลบดิน
อูเฉวียนมองแผ่นหลังที่กำลังง่วนอยู่ของอู๋เหลาโก่วพลางส่ายหน้า
“คนประหลาด……”
ขณะที่กำลังจะลุกขึ้น เสียงหวีดหวิวก็ดังผ่านเหนือศีรษะไป ลมพัดใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นปลิวว่อน
ในเวลาเดียวกัน นักโทษทั้งหมดในศูนย์ไจเจี้ยต่างเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นเฮลิคอปเตอร์ขนส่งรูปทรงประหลาดบิน
ผ่านเหนืออาคารหลายหลัง ก่อนจะค่อยๆ ลงจอดที่ลานจอดไม่ไกลนัก
การที่เฮลิคอปเตอร์มาที่เกาะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมักจะมีนักโทษใหม่ถูกส่งมาเสมอ แต่เฮลิคอปเตอร์ลำนี้มี
รูปทรงประหลาดเกินไป ดูเหมือนมีคนเอาเศษเหล็กมาประกอบเข้าด้วยกัน มองยังไงก็ดูขัดตา
ทว่า เหตุการณ์เล็กๆ นี้ก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของนักโทษมากนัก ตอนที่อูเฉวียนกำลังจะลุกขึ้นกลับห้องขัง หาง
ตาเหลือบเห็นอู๋เหลาโก่วที่อยู่ข้างๆ ลุกขึ้นยืนจากพื้นแล้ว
เขายืนอยู่ข้างหลุมดินที่ยังฝังไม่เสร็จ มองไปทางที่เฮลิคอปเตอร์กำลังลงจอด ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น
อูเฉวียนเดินมาหยุดข้างกายแล้วถาม “คุณกำลังมองอะไรอยู่?”
อู๋เหลาโก่วไม่พูดอะไร ราวกับวิญญาณหลุดลอยไป
ขณะที่อูเฉวียนกำลังจะถามอะไรบางอย่าง ก็มีร่างหนึ่งเดินตรงมาจากที่ไกลๆ
หมอหลี่ในเสื้อกาวน์สีขาว ค่อยๆ หยุดยืนตรงหน้าทั้งสอง เขามองอู๋เหลาโก่วด้วยแววตาซับซ้อน อ้าปากพูดเสียง
แหบพร่า
“อู๋ทงเสวียน… ถึงเวลาที่คุณต้องไปแล้ว”
……
ครืน……
ประตูโลหะหนาค่อยๆ เปิดออก ผ่านระเบียงทางเดินหนึ่ง ลานจอดเฮลิคอปเตอร์แบบง่ายๆ ก็ปรากฏอยู่ใน
สายตา
อูเฉวียนเดินตามอู๋เหลาโก่วกับหมอหลี่ไปที่ข้างลานจอด ใบพัดที่ถูกประกอบขึ้นกำลังชะลอตัวลง แต่ลมแรงที่พัด
ยังคงทำให้เสื้อผ้าของทั้งสามคนปลิวสะบัด มีคนหลายคนกำลังขนย้ายบางอย่างออกมาจากห้องโดยสารของ
เฮลิคอปเตอร์ขนส่งอย่างเป็นระเบียบ
ขณะที่เดินเข้าไปใกล้ อูเฉวียนก็เห็นได้ชัดเจนว่านั่นคือโลงศพสีดำหลายโลง
อูเฉวียนเห็นภาพตรงหน้าแล้วขมวดคิ้วแน่น “เกิดอะไรขึ้น?”
หมอหลี่มองเขาแวบหนึ่งแล้วส่ายหน้า “อย่าถามมาก แค่ดูเฉยๆ ก็พอ”
อู๋เหลาโก่วยืนอยู่หน้าห้องโดยสารที่พังเสียหาย มองโลงศพสีดำที่ถูกยกออกมาทีละโลง เขาหันหลังให้ทุกคน จึง
ไม่เห็นสีหน้าของเขา
ชั่วขณะต่อมา ทุกอย่างถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว โลงศพเหล่านี้เรียงรายอยู่ตรงหน้าอู๋เหลาโก่ว ไม่มากไม่น้อย
ทั้งหมดเจ็ดโลงพอดี
นักบินคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “หมอหลี่ครับ สิ่งที่ผู้บัญชาการจั่วสั่งให้พวกเราส่งมาจากแนวหน้า……อยู่ที่นี่
ครบแล้ว”
“ผมรู้แล้ว ลำบากพวกคุณแล้ว” หมอหลี่ตบไหล่เขา มองแผ่นหลังของอู๋เหลาโก่วแล้วถอนหายใจยาว
อู๋เหลาโก่วในชุดผู้ป่วยลายทางสีน้ำเงินขาว ค่อยๆ เดินผ่านหน้าโลงศพแต่ละโลง ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามพื้นผิวเย็น
เฉียบของโลง ดวงตาขุ่นมัวฉายแววโศกเศร้าที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ครืน!
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นกลางท้องฟ้าที่แจ่มใส
เมฆสีดำมืดลอยมาจากที่ไหนไม่รู้ แสงอาทิตย์มืดลงอย่างเห็นได้ชัด เพียงไม่กี่วินาที ท้องฟ้าที่แจ่มใสกลับกลาย
เป็นเมฆครึ้มปกคลุม ราวกับว่าพายุฝนกำลังจะมาเยือน
อูเฉวียนเงยหน้ามองการเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้า ในใจเกิดความสงสัย……
ท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปนี้ ทำไมถึงเหมือนกับตอนที่เขาอารมณ์ไม่ดี?
ร่างของอู๋เหลาโก่วหยุดอยู่หน้าโลงศพใบสุดท้าย ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย ก่อนจะกำมือแน่น แล้วทุบลงบนฝาโลงศพ
อย่างรุนแรง!
ตึง!
เสียงระเบิดเจ็ดครั้งดังขึ้นพร้อมกัน โลงศพทั้งหมดแตกกระจาย ภายใต้แสงสว่างของอัสนีสีขาวที่ฉายข้ามท้องฟ้า
ร่างที่สวมเสื้อคลุมสีดำเจ็ดร่างนอนนิ่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบ
พวกเขาคือหน่วยร่างทรง
สายตาขุ่นมัวของอู๋เหลาโก่วกวาดมองใบหน้าของพวกเขาทีละคน ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างของปู่หลีที่อยู่ตรงหน้า
บนร่างของปู่หลีเต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะ เสื้อคลุมสีดำขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี มุมปากซีดเซียวมีรอยยิ้มบางๆ นี่
คืออาการที่เกิดขึ้นหลังจากใช้ [เพรียกหาวิญญาณ]
อู๋เหลาโก่วมองเขาเป็นเวลานาน ริมฝีปากแห้งผากค่อยๆ เผยอขึ้น เสียงแหบแห้งดังก้องไปทั่วลานจอด
เฮลิคอปเตอร์
“พวกเขา……ทำความดีความชอบได้หรือเปล่า?”
นักบินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าหนักแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเคารพนับถือ
“แน่นอนอยู่แล้วครับ ถ้าไม่ใช่เพราะหน่วยร่างทรงสู้จนตัวตาย ใช้ชีวิตถ่วงเวลากับฝูงสัตว์เทพ ด่านเฉินหนานคง
ไม่สามารถต้านทานจนกระทั่งเทพต้าเซี่ยและกองกำลังเสริมมาถึง……พวกเขาคือวีรบุรุษของต้าเซี่ย!”
เมื่อได้ยินคำตอบนี้ สีหน้าของอู๋เหลาโก่วปรากฏแววโล่งใจ เขาค่อยๆ หลับตาลง น้ำฝนค่อยๆ หยดลงมาจาก
ท้องฟ้า ทิ้งรอยเปียกชุ่มบนชุดผู้ป่วยลายทางสีน้ำเงินขาว…
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปสักพัก ในที่สุด อู๋เหลาโก่วก็เอ่ยปาก
“หมอหลี่……ช่วยผมเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม?”
“พูดมาสิ” หมอหลี่ตอบ
“ช่วยบอกให้โรงอาหารทำอาหารเพิ่มอีกสักสองสามอย่าง เอาเหล้าดีๆ มาสักขวดสองขวด……” อู๋เหลาโก่วยืนอยู่
ท่ามกลางสายฝน เอ่ยช้าๆ “ผมจะจัดงานต้อนรับ……พี่น้องของผม”
……
การให้โรงอาหารของศูนย์ไจเจี้ยจัดเตรียมอาหาร สำหรับหมอหลี่ก็แค่โทรศัพท์ครั้งเดียว
เพียงไม่กี่นาที อาหารร้อนๆ หลายจานก็ถูกส่งมาจากโรงอาหารอย่างเร่งรีบ
เฮลิคอปเตอร์ขนส่งจากไปแล้ว บนลานจอดที่ว่างเปล่า มีการกางเต็นท์และตั้งโครงเหล็กขึ้นเป็นค่ายชั่วคราว
อย่างรวดเร็ว จัดวางโต๊ะกลมขนาดใหญ่และเก้าอี้แปดตัว พร้อมกับอาหารที่ทยอยมาเสิร์ฟและเหล้าที่เปิดขวด ท่ามกลาง
สายฝนที่กระหน่ำ ‘งานเลี้ยงต้อนรับ’ นี้ถูกจัดการโดยหมอหลี่อย่างเป็นระเบียบ
อู๋เหลาโก่วค่อยๆ ย่อตัวลงข้างศพปู่หลี จับมือของอีกฝ่ายไว้ มีประกายแสงวาบขึ้นในดวงตาของอู๋เหลาโก่ว
เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของปู่หลีแผ่วเบา
“ทุกคน……ตื่นได้แล้ว”
สิ้นเสียง ร่างไร้วิญญาณทั้งเจ็ดที่นอนอยู่บนพื้นก็ลุกขึ้นนั่งพร้อมกัน!
เหตุการณ์นี้ทำให้อูเฉวียนที่ยืนมองอยู่ตกใจ เขาหันไปมองหมอหลี่ด้วยความตกตะลึง “อู๋เหลาโก่ว… มี [อำนาจ
จักรพรรดิ] ด้วยเหรอ?”
“ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ [อำนาจจักรพรรดิ]……อย่างน้อยก็ในตอนนี้” หมอหลี่มองร่างที่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนใต้เต็นท์พลางพูด
ช้าๆ “สิ่งที่อู๋เหลาโก่วมีคือผนึกราชันที่เจ็ด [ไร้รูปลักษณ์] ซึ่งสามารถลอกเลียนแบบผนึกต้องห้ามใดๆ ที่สัมผัสล่าสุดได้
อย่างสมบูรณ์ และยกระดับผนึกต้องห้ามให้เท่ากับระดับของตัวเอง นอกจากผนึกต้องห้ามแล้ว ยังสามารถลอกเลียน
ผนึกเทวะได้ด้วย แต่ความสมบูรณ์จะไม่เท่าต้นฉบับ……ตอนที่นายมาถึง เขาก็ได้คัดลอก [อำนาจจักรพรรดิ] จากตัวนาย
ไปแล้ว แต่ความสมบูรณ์ไม่เท่านาย เพราะผนึกต้องห้ามของนายเชื่อมโยงกับอายุขัยโดยตรง”
“เขาคัดลอก [อำนาจจักรพรรดิ] ของผมเหรอ?” อูเฉวียนพึมพำ “มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้ถึงทำให้ท้องฟ้า
เปลี่ยนแปลงใหญ่โตขนาดนั้น”
[อำนาจจักรพรรดิ] จะส่งผลต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติโดยตรง เมื่อมีความสุขร่าเริง ท้องฟ้าก็จะแจ่มใส เมื่อเศร้า
โศกหดหู่……ฝนก็จะตกพรำ