ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 1479 วิหารร้าง
หลินชีเยี่ยเผยอปาก น้ำเสียงแหบพร่า
“แล้ว……”
เดิมที หลินชีเยี่ยไม่แน่ใจนัก แต่ตอนนี้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า การกลับมาของหลิงเป่าเทียนจุนเป็นสิ่งที่หลีก
เลี่ยงไม่ได้ หากไม่มีหลิงเป่าเทียนจุน ตอนนี้พวกเขาคงตายใต้คทาสรรพสิ่งของซุส หรือถูกเนรเทศไปยังปลายสุดของ
ปริภูมิเวลา และใช้ชีวิตที่เหลือในความเงียบสงัด
หลิงเป่าเทียนจุนคือความหวังของต้าเซี่ย
“แล้วต่อไป… ไป๋หลี่พั่งพั่งจะไม่กลับมาอีกแล้วเหรอ?”
หลินชีเยี่ยนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะรวบรวมความกล้าถามคำถามที่ตนอยากรู้มากที่สุด
หลิงเป่าเทียนจุนมองหลินชีเยี่ยสักพัก แล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นไป๋หลี่พั่งพั่ง หรือหลิงเป่าเทียนจุน……สิ่งเหล่านี้
เป็นเพียงตัวตนเท่านั้น ความทรงจำทั้งหมดของเขายังคงอยู่ในสมองของข้า วิญญาณของข้ามีมุมหนึ่งที่เป็นของไป๋หลี่
พั่งพั่งเสมอ เมื่อทุกอย่างสงบลง แม้ว่าข้าจะใช้ชีวิตอีกครั้งในฐานะไป๋หลี่พั่งพั่ง……มันจะเป็นไปไม่ได้หรือ?”
หลิงเป่าเทียนจุนจ้องตาของหลินชีเยี่ย มุมปากปรากฏรอยยิ้มน้อยๆ
คนหลังตะลึงงันอยู่กับที่
“เรื่องของอนาคต ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง” หลิงเป่าเทียนจุนส่ายหน้า หมุนตัวเดินเข้าไปในแนวหินโบราณ
หลินชีเยี่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ ก้าวตามไปด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
ความรู้สึกนี้ไม่ถึงกับแย่นัก เพราะเขายังรู้สึกได้ว่าบนตัวหลิงเป่าเทียนจุนยังคงมีเงาของไป๋หลี่พั่งพั่ง ซึ่งแสดงว่าอีก
ฝ่ายยังไม่ได้หายไปทั้งหมด… หลิงเป่าเทียนจุนยังบอกด้วยว่าเมื่อทุกอย่างจบลง ไป๋หลี่พั่งพั่งอาจจะกลับมาก็ได้
แม้ว่าจะฟังดูไม่สมจริงที่หลิงเป่าเทียนจุนจะสมัครใจกลับไปเป็นลูกชายที่โง่เขลาของมหาเศรษฐี แต่อย่างน้อยก็ยัง
มีความหวังเล็กๆ
เปลวไฟรอบตัวหลิงเป่าเทียนจุนค่อยๆ ขจัดความมืดในแนวหิน เขาในชุดนักพรตเดินไปพลางคำนวณบางสิ่ง บ้าง
ก็เลี้ยว บ้างก็หันหลัง บ้างก็เดินวนรอบก้อนหินขนาดใหญ่แปดถึงเก้ารอบตามเข็มนาฬิกา
หลินชีเยี่ยตามหลังอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ ไม่ห่าง
หากคนอื่นเห็นคงคิดว่าทั้งสองคนมีอาการทางจิต แต่ในใจหลินชีเยี่ยกลับคิดถึง……ฉากต่างๆ ใน ‘ไซอิ๋ว’ ซึ่งอาจ
จะเป็นเรื่องจริงก็ได้!
พวกเขาเดินในแนวหินมาประมาณสิบกว่านาที หลินชีเยี่ยยังไม่เห็นขอบเขตของแนวหิน ก้อนหินขนาดใหญ่ดู
ราวกับไร้ที่สิ้นสุด ไม่ว่าพวกเขาจะเดินอย่างไร ก็ยังคงมีหินล้อมรอบ
แต่เมื่อหลิงเป่าเทียนจุนก้าวเข้าไปในหินก้อนหนึ่ง สภาพแวดล้อมพลันเปลี่ยนไป!
ก้อนหินที่เรียงรายกันอยู่อย่างแน่นขนัดหายไป ทัศนวิสัยกว้างขึ้นในทันที พื้นที่เคยเป็นหินก้อนใหญ่กลายเป็นดิน
และทุ่งหญ้า ปกคลุมไปด้วยแสงจันทร์เย็นเยียบ ราวกับมาถึงทุ่งหญ้าของโลกมนุษย์
ณ ปลายสุดของทุ่งหญ้า ต้นไม้ใหญ่ที่ไร้ใบยืนตระหง่านอย่างเงียบสงบ เหนือต้นไม้ในท้องฟ้ายามราตรี จันทรา
เต็มดวงดูราวกับถูกกิ่งก้านที่หนาแน่นประคองเอาไว้ ส่องประกายแสงอันเงียบเชียบ
รัตติกาล จันทรา ต้นไม้ไร้ใบ ทุ่งหญ้า…
ฉากนี้ราวกับภาพวาดโบราญที่ดำรงอยู่มานานแสนนาน หลินชีเยี่ยยืนอยู่ไกลออกไป ความรู้สึกกว้างใหญ่ไพศาล
พัดเข้ามาปะทะใบหน้า
“ที่นี่คือ……”
“ที่นี่คือส่วนลึกที่สุดของแนวหิน ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของปฐมเทพแห่งความมืด” หลิงเป่าเทียนจุนกล่าวอย่างสงบ
หลินชีเยี่ยจ้องมองลำต้นไม้ที่ไร้ใบ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ราวกับกำลังมองอะไรบางอย่างด้วยแสงจันทร์ ก่อน
จะเอ่ยอย่างสงสัย
“งั้น… เราอาจจะพบกับปฐมเทพแห่งความมืดที่นี่เหรอ?”
“เป็นไปไม่ได้” หลิงเป่าเทียนจุนส่ายหน้า “ถึงแม้ที่นี่จะเคยเป็นที่พำนักของปฐมเทพแห่งความมืด แต่นั่นเป็น
เรื่องในยุคโบราณ บัดนี้เทพปกรณัมได้เสื่อมถอยลงแล้ว ปฐมเทพแห่งความมืดน่าจะหายไปนานแล้ว ที่นี่เป็นเพียงสำนัก
ปฐมเทพแห่งความมืดที่ว่างเปล่าเท่านั้น”
หลินชีเยี่ยมีสีหน้าแปลกๆ เขาลังเลเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปยังเงาร่างใต้ต้นไม้ใหญ่ไร้ใบ
“งั้น……เงาคนใต้ต้นไม้นั่นคือใคร?”
…
โอลิมปัส
ซือเสี่ยวหนานยืนอยู่บนยอดเขาที่ไร้ผู้คน มองลงไปยังเงาอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้น
เล็กน้อย
“ใช้ลูซิเฟอร์มาขัดขวางเซราฟ และใช้ต้าเซี่ยทำลายมหาวิหารสวรรค์ บังคับให้พระพรหมขึ้นเรือของตน……เรียก
ได้ว่าดึงสองกำลังสูงสุดมาอยู่ฝ่ายตนเอง ซุสคิดการณ์ไกลจริงๆ” เธอพึมพำแผ่วเบา
แม้ว่าเธอจะไม่ได้เห็นการต่อสู้ระหว่างมิคาเอลกับลูซิเฟอร์ด้วยตาตนเอง แต่ก็แน่ใจได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ลูซิ
เฟอร์ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมิคาเอล แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยเทพสูงสุดสามองค์ที่ประจำการอยู่ที่นี่ แม้แต่มิคาเอลก็ไม่อาจทำอะไร
โอลิมปัสได้
ใครจะคิดว่า ในขณะที่อาณาจักรเทพอื่นยังคงสู้รบกันอยู่ ซุสได้วางแผนการใหญ่มาโดยตลอด ทำให้โอลิมปัสที่
เคยแตกแยก กลับมีกองหนุนที่แข็งแกร่งเช่นนี้
ขณะที่ซือเสี่ยวหนานกำลังวิเคราะห์ เธอเหมือนรับรู้บางสิ่ง เบนสายตามองไปบนฟ้า
ทั้งที่เป็นเวลากลางวัน แต่คลื่นสีทองกลับปรากฏขึ้นเหนือเงาจันทร์บนท้องฟ้า ระลอกคลื่นสีทองนี้หายไปอย่าง
รวดเร็ว หากไม่สังเกตอย่างระมัดระวัง ก็แทบไม่สังเกตเห็น แต่พลังเทวะอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงอยู่นั้นไม่อาจหลุดพ้น
จากการรับรู้ของเทพหลักได้
“มิคาเอลกลับไปที่ดวงจันทร์แล้วเหรอ?” สีหน้าของซือเสี่ยวหนานยิ่งมืดมนลง “หรือว่า เกิดอะไรขึ้นที่ดวง
จันทร์?”
นี่เป็นข่าวร้ายสำหรับต้าเซี่ยอย่างไม่ต้องสงสัย ในฐานะกำลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตำ
นานคธูลู เพียงแค่มิคาเอลยังอยู่บนโลก ก็สามารถข่มขู่โอลิมปัสได้ ถึงแม้จะมีเทพสูงสุดสามองค์ประจำการอยู่ ซุสก็ไม่
กล้าเคลื่อนไหวใดๆ แต่หากมิคาเอลออกจากโลก……นั่นหมายความว่าหนามแหลมที่ติดคอซุสได้หายไปแล้ว
ตอนนี้กองกำลังส่วนใหญ่ของต้าเซี่ยถูกซุสเนรเทศไป เหลือเพียงเทียนจุนทั้งสองที่ประจำการอยู่ หากว่าโอลิมปัส
กับเหล่าเทพคธูลูเคลื่อนไหวตอนนี้ สถานการณ์ของต้าเซี่ยก็จะไม่ดีนัก
ซือเสี่ยวหนานขมวดคิ้ว สมองใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว ชั่วขณะต่อมา ดวงตาของเธอก็เปล่งประกาย เธอลูบใบหน้า
เปลี่ยนร่างเป็นเทพรองของโอลิมปัสอีกครั้ง
เธอก้าวเท้า กระโดดลงไปยังหุบเขาที่มีเงายักษ์พลิกตัวอยู่
ฟู่!!
ราวกับรับรู้การมาถึงของซือเสี่ยวหนาน เงาขนาดใหญ่ค่อยๆ ยกตัวขึ้นจากฝุ่นควัน เทวรูปขนาดมหึมาที่มีสี่หน้า
แปดแขนปรากฏขึ้น
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวหันมาหาซือเสี่ยวหนาน สีหน้าไร้ความรู้สึก ดวงตาที่หรี่ลงมองเธออย่างสงบ จาก
นั้นเสียงทุ้มดังขึ้นข้างหู
“……มีธุระอะไร?”
ซือเสี่ยวหนานหยุดชั่วครู่ แล้วค้อมกายอย่างเคารพ
“ท่านซุสให้ข้ามาถามว่า……อาการของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”