ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 227 การสืบสวนจากนิ้วที่ถูกตัด
ในระเบียงทางเดินที่โล่งและสะอาดเอี่ยม มีเงาสองร่างเดินตามกันไปข้างหน้า
ที่ปลายระเบียง มีประตูอัตโนมัติทำจากโลหะ ข้างประตูมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ กำลังพิงผนังหาวหวอด
เมื่อเห็นคนสองคนเดินมา เขาก็ตื่นตัวขึ้นทันที ลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง
“ขอดูบัตรประจำตัวด้วยครับ” เขาเอ่ยปากอย่างจริงจัง
หลินชีเยี่ยหยิบเหรียญตราออกมายื่นให้เขา อีกฝ่ายมองอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วเอ่ยปากอย่างประหลาดใจ
“อ้อ คุณก็คือหน่วยพิทักษ์ราตรีคนใหม่นั่นเอง ขออภัยที่ไม่ทราบ” เขาค้อมตัวให้หลินชีเยี่ยเล็กน้อย คืนเหรียญ
ตราให้ด้วยสองมือ พร้อมกับมองคนที่อยู่ด้านหลังหลินชีเยี่ยอย่างแปลกใจ
“พี่หลิน คนนี้คือ……”
“อ๋อ เขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ฉันเชิญมาดูศพ” หลินชีเยี่ยเก็บเหรียญตรา พูดอย่างสงบ
“ได้ครับ ผมจะเปิดประตูให้เดี๋ยวนี้”
ชายหนุ่มเปิดกล่องเล็กๆ ข้างประตูโลหะ ป้อนรหัสสิบกว่าหลัก ประตูโลหะก็เปิดออก เผยให้เห็นทางเดินด้านใน
อันชิงอวี๋ที่สวมเสื้อเชิ้ตและหน้ากากเดินตามหลินชีเยี่ยเข้าไป เอ่ยปากอย่างแปลกใจ
“การรักษาความปลอดภัยที่นี่หละหลวมขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันนึกว่าจะต้องตรวจค้นตัว ลงทะเบียนอะไรบ้าง”
“นี่ก็แค่ห้องเก็บศพเท่านั้น จะต้องยุ่งยากขนาดนั้นทำไม ส่วนสถานที่ที่เป็นความลับสำคัญจริงๆ คุณไม่รู้ด้วยซ้ำ
ว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า อย่าว่าแต่จะเดินเข้าไปอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้เลย” หลินชีเยี่ยตอบ
ในที่สุด เขาก็พาอันชิงอวี๋มาด้วย ไม่ใช่เพราะอะไรอื่น แต่เพราะความสามารถในการชันสูตรศพของอันชิงอวี๋นั้น
เป็นระดับสุดยอดของต้าเซี่ย แม้แต่แพทย์นิติเวชที่เก่งที่สุดก็อาจจะสู้เขาไม่ได้
ถ้ามีเขาอยู่ด้วย อาจจะพบเบาะแสบางอย่างก็ได้
ทั้งสองเปิดประตูเข้าไปในห้องเก็บศพ เมื่อเทียบกับห้องเก็บศพในสถานีตำรวจแล้ว ที่นี่เล็กกว่ามาก เพราะมีเพียง
ศพที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สิ่งลี้ลับเท่านั้นที่จะถูกเก็บไว้ที่นี่ และเหตุการณ์แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในแต่ละปี
หลังจากแสดงบัตรประจำตัวให้แพทย์นิติเวชดู อีกฝ่ายก็มอบรายงานการชันสูตรศพให้หลินชีเยี่ยทันที พร้อมทั้ง
ตอบรับคำขอของหลินชีเยี่ย นำศพของซุนเสี่ยวออกมาจากห้องเย็น
หลินชีเยี่ยเพียงแค่กวาดตามองรายงานการชันสูตรศพอย่างผิวเผิน แล้วจึงมุ่งความสนใจไปที่ศพตรงหน้า
จากรายงาน ศพนี้ก็เหมือนกับสามศพก่อนหน้า ไม่มีอะไรพิเศษ หากต้องการค้นพบอะไรใหม่ ก็ต้องเริ่มจากการ
ตรวจสอบศพอย่างละเอียด
อันชิงอวี๋ได้เข้าสู่สภาวะอย่างสมบูรณ์แล้ว เขาตรวจสอบศพทั้งร่างด้วยท่าทีที่เย็นชาและแม่นยำอย่างที่สุด ดวงตา
ทั้งสองข้างเปล่งประกายสีเทาจางๆ
หลังจากที่ตรวจดูรายละเอียดทุกระเบียดนิ้วของศพอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็ยื่นมือเข้าไปในกระเป๋าโดยไม่รู้ตัว และ
หยิบมีดผ่าตัดที่คมกริบออกมา
หลินชีเยี่ยรีบคว้ามือของเขาไว้ พลางส่ายหน้า “ได้แค่ดู ห้ามผ่า”
อันชิงอวี๋พยักหน้าอย่างจำใจ ก้มลงมองศพ แว่นตาของเขาสะท้อนแสงไฟสีขาวซีด พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกว่า
“โดยรวมแล้ว เหมือนกับศพสามศพก่อนหน้านี้ บาดแผลที่ทำให้เสียชีวิตอยู่ที่หน้าอก นิ้วมือทั้งสิบถูกตัดขาด
นอกจากรอยแผลที่ถูกตรึงแล้ว ก็ไม่มีบาดแผลอื่นๆ”
เขารับรายงานการชันสูตรศพจากมือของหลินชีเยี่ย แล้วพูดต่อว่า “รอยตัดที่นิ้วมือทั้งสิบมีปฏิกิริยาของเซลล์ที่มี
ชีวิต แสดงว่านิ้วมือถูกตัดขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จุดนี้ก็เหมือนกับศพสามศพก่อนหน้า……”
“งั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติสินะ?” หลินชีเยี่ยถามอย่างผิดหวังเล็กน้อย
“มีสิ!” อันชิงอวี๋พยักหน้าหนักแน่น “ศพนี้มีจุดหนึ่งที่แตกต่างจากศพสามศพก่อนหน้า!”
“ตรงไหน?”
“ทิศทางของรอยตัดที่นิ้วมือทั้งสิบ!” ดวงตาของอันชิงอวี๋เปล่งประกายสว่างจ้า “ศพสามศพก่อนหน้านี้ ทิศทาง
ของรอยตัดที่นิ้วมือคือจากบนลงล่าง”
อันชิงอวี๋เอาตัวแนบกำแพง ยกมือซ้ายขึ้นทำท่าถูกตรึงบนกำแพง หันฝ่ามือเข้าหากำแพง หลังมือหันออกด้าน
นอก
พร้อมกันนั้น เขาทำมือขวาเป็นรูปมีด แล้วฟันเบาๆ ลงบนนิ้วมือ
“โดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้ตายถูกตรึงบนกำแพงแบบนี้ ถ้าจะตัดนิ้วมือของเขา ก็ต้องตัดจากทางด้านหลังมือเข้าหา
ฝ่ามือเท่านั้น เพราะมีดไม่สามารถฟันออกมาจากในกำแพงได้ นี่ก็คือทิศทางการตัดนิ้วของศพสามศพก่อนหน้า
แต่ศพนี้ไม่เหมือนกัน!”
เขาใช้มือขวาลากเป็นแนวขวางบนนิ้วมือซ้ายจากล่างขึ้นบน
“นิ้วมือของเขาถูกฟันจากล่างขึ้นบน! เป็นการฟันจากฝ่ามือไปหาหลังมือ! แต่ท่าทางการตัดนิ้วแบบนี้ ไม่สามารถ
ทำได้ในท่าที่ฉันวางมือแบบนี้ ดังนั้น ตอนที่เขาถูกตัดนิ้ว จะต้องอยู่ในท่านี้แน่ๆ”
อันชิงอวี๋พลิกมือซ้ายกลับด้าน ยังคงถูกตรึงบนกำแพงเหมือนเดิม แต่หันฝ่ามือออกด้านนอก หลังมือเข้าหา
กำแพง
ดวงตาของหลินชีเยี่ยเป็นประกายวาบขึ้นมา แต่แล้วก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง
“แต่ในวิดีโอ ตำแหน่งของศพอยู่ไกลเกินไป แสงก็มัวๆ เราดูไม่ชัดว่ามือของเขาหันไปทางไหน อาจจะเป็นไปได้ว่า
เขาถูกตรึงแบบนั้นจริงๆ ก็ได้นี่ แค่วิธีการตรึงมือแบบเดียว จะดูอะไรออกได้ล่ะ?”
“เพียงแค่จุดนี้ แน่นอนว่าไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ แต่ปัญหาอยู่ตรงนี้พอดี” อันชิงอวี๋เดินไปที่ศพ ชี้ไปที่
บาดแผลสองแห่งบนฝ่ามือของศพ แล้วพูดต่อว่า “ตะปูหนึ่งตัวที่ตอกเข้าไปจากฝ่ามือ กับตอกเข้าไปจากหลังมือ แม้จะ
ทำให้เกิดรูปร่างของบาดแผลที่คล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วไม่เหมือนกัน บาดแผลบนมือของศพนี้……เกิดจากการตอกจาก
ด้านบนลงล่าง”
อันชิงอวี๋ใช้นิ้วมือข้างหนึ่งทำท่าเป็นตะปู แทงผ่านหลังมืออีกข้างหนึ่งไปยังฝ่ามือ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “นั่น
หมายความว่า……ทิศทางที่ตะปูถูกตอก กับทิศทางที่นิ้วมือถูกตัดขาด เป็นทิศทางตรงกันข้าม! นี่แสดงว่า……”
“แสดงว่าเขาถูกตัดนิ้วมือก่อน แล้วค่อยถูกตอกติดกับกำแพง” หลินชีเยี่ยหรี่ตาลงเล็กน้อย พูดต่อจากคำพูดของ
อันชิงอวี๋
อันชิงอวี๋พยักหน้า “ถูกต้อง”
“แต่กระบวนการที่แสดงในวิดีโอไม่ตรงกับการคาดการณ์ของเรา” หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว “และหลังจากการตรวจ
สอบ วิดีโอนี้ไม่มีร่องรอยการตกแต่งด้วยเอฟเฟกต์พิเศษ นั่นหมายความว่าภาพที่ถ่ายในวิดีโอเกิดขึ้นจริง”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็เหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว……” อันชิงอวี๋พูดอย่างช้าๆ
“คนที่ตายในวิดีโอไม่ใช่ซุนเสี่ยว!” หลินชีเยี่ยและอันชิงอวี๋พูดพร้อมกัน
เนื่องจากระยะทางและแสงสว่าง ภาพในวิดีโอจึงไม่ชัดเจน แทบจะมองไม่เห็นใบหน้าของผู้ตายเลย พูดง่ายๆ คือ
เหตุผลที่ทุกคนตัดสินว่าผู้ตายในภาพคือซุนเสี่ยว ก็เพราะชุดพนักงานบริการนั่นเอง!
และวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็พบศพของซุนเสี่ยวถูกตอกติดกับกำแพงจริงๆ เหมือนกับในภาพทุกประการ
ไม่มีใครสงสัยเลยว่าตัวตนของผู้ตายในวิดีโอเป็นใคร
“นั่นหมายความว่า มีคนอีกคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าของซุนเสี่ยว ถูกสิ่งลี้ลับตอกติดกับกำแพง แต่หลังจากแบตเตอรี่
กล้องหมด ก็มีคนเอาซุนเสี่ยวที่ถูกตัดนิ้วมือแล้วมาแทนที่คนเดิม?” อันชิงอวี๋ขมวดคิ้วแน่น “แต่……ทำไมต้องทำแบบนี้
ด้วย?”
“การคาดการณ์ของเรายังมีปัญหาร้ายแรงอีกข้อหนึ่ง!” หลินชีเยี่ยสูดหายใจลึก แล้วพูดต่อว่า “ถ้าตามการคาด
การณ์ของเรา รวมกันแล้วควรจะมีศพสองศพที่ถูกตอกติดกับกำแพง แต่……จากคราบเลือดในที่เกิดเหตุ เราตรวจพบ
ดีเอ็นเอของซุนเสี่ยวเพียงคนเดียวเท่านั้น!”