ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 279 ผู้ป่วยทางจิต หลินชีเยี่ย
ติ๊ดๆๆ!!!
เสียงเตือนดังก้องไปทั่วสถาบันวิจัยทางการแพทย์ ไฟสีแดงกะพริบรัว ทุกคนในสถาบันต่างตกตะลึงชั่วขณะ ก่อน
จะวุ่นวายขึ้นในทันที
“ตรวจพบคลื่นสมองของผู้ป่วยผิดปกติ!”
“ตรวจพบอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตผิดปกติ!”
“ตรวจพบค่าพลังงานของผนึกต้องห้ามพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว!”
“ตรวจพบคลื่นพลังจิตจำนวนมาก!”
“……เขากำลังจะตื่น!”
หมอหลี่เดินอย่างรวดเร็วไปที่หน้าจอกลาง จ้องมองภาพของชายหนุ่มที่ถูกมัดอยู่บนเก้าอี้ เปลือกตาของเขากระตุ
กถี่ๆ คิ้วขมวดเล็กน้อย ราวกับว่าอีกเพียงอึดใจเดียวก็จะลืมตาขึ้นมา
“ในที่สุดเขาก็จะตื่นสินะ……” ดวงตาของหมอหลี่เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นยินดี
เสียงเตือนถูกปิด ไฟกะพริบก็หยุดนิ่ง นักวิจัยทุกคนรวมตัวกันอยู่หน้าจอ จ้องมองไปยังจุดเดียวกันอย่างตื่นเต้น
ในภาพ ศีรษะที่ก้มต่ำของชายหนุ่มบนเก้าอี้ค่อยๆ เงยขึ้น เปลือกตาที่กระตุกถี่ๆ หยุดนิ่งลงทันที
ในวินาถัดมา ดวงตาสีทองคู่หนึ่งจึงค่อยๆ เปิดขึ้น……
อี๊ด~
ภาพบนหน้าจอสั่นไหว ราวกับโทรทัศน์เก่าที่มีสัญญาณรบกวน กะพริบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับสู่สภาพเดิม
“สามารถทะลุผ่านการสะกดของ [ศิลาสกัดกั้น] ได้ ทำให้ [พิภพเทพ] ส่งผลกระทบถึงโลกภายนอก……นี่สินะ
ความอันตรายของผนึกเทวะลำดับที่ 003?”
หมอหลี่หันไปมองนักวิจัยข้างๆ “สภาพของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
“อัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต คลื่นสมอง และคลื่นพลังจิตกลับสู่ภาวะปกติแล้ว สภาพคงที่ ไม่มีความ
ผิดปกติใดๆ ยกเว้น……”
“ยกเว้นอะไร?”
“พลังจิตของเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก ตอนที่เขาฟื้นขึ้นมานั้น คงก้าวข้ามจากขั้นฉือเข้าสู่ขั้นชวนแล้ว”
หมอหลี่พยักหน้า “ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เขารักษา [พิภพเทพ] ไว้ในสมอง การฝึกฝนอย่างยาวนานทำให้การก้าว
ข้ามขีดจำกัดในคราวเดียวไม่ใช่เรื่องแปลก”
ในจอภาพ ดวงตาของหลินชีเยี่ยกวาดมองรอบๆ อย่างสงบนิ่ง เมื่อเห็นสายรัดบนร่างกายตัวเอง ก็ขมวดคิ้วเล็ก
น้อย
หมอหลี่จัดแจงเสื้อผ้าแล้วก้าวไปที่ประตูทางเข้าห้อง “เปิดประตูเถอะ ฉันจะเข้าไปคุยกับเขา”
…
‘ที่นี่คือ……โรงพยาบาล?’
สายตาของหลินชีเยี่ยละจากสายรัดบนร่างกาย มองไปยังอุปกรณ์การแพทย์รอบตัวที่ทำให้ตาลาย ความสงสัย
ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
แถมสายรัดนี้ดูคุ้นตายังไงชอบกล… ‘นี่มันของที่มีแต่ในโรงพยาบาลจิตเวชไม่ใช่เหรอ?’
‘ฉันถูกพามาที่โรงพยาบาลจิตเวชงั้นเหรอ?’
หลินชีเยี่ยพยายามสลัดความสงสัยในใจออกไป ดวงตาปรากฏแสงสีดำ ตั้งใจจะเปิดผนึกเทวะแห่งราตรีเพื่อฉีก
สายรัดบนร่างกาย
แต่ผนึกเทวะของเขากลับถูกบางสิ่งกดทับไว้ ไม่สามารถปล่อยออกมานอกร่างกายได้เลย
ความรู้สึกแบบนี้ หลินชีเยี่ยไม่รู้สึกแปลกเลย
ตอนฝึกในค่ายฝึกอบรม ครูฝึกใช้วัตถุต้องห้ามกดทับผนึกต้องห้ามของพวกเขา ก็ให้ความรู้สึกแบบนี้ ต่างกันตรง
ที่ในค่ายฝึกอบรม ผนึกเทวะแห่งราตรีของหลินชีเยี่ยยังพอต้านทานแรงกดทับได้บ้าง สามารถปล่อยออกมานอกร่างกาย
ได้ แต่ที่นี่กลับทำไม่ได้เลย
การผนึกพลังของที่นี่กับในค่ายฝึกอบรมไม่ใช่ระดับเดียวกันเลย
หลินชีเยี่ยลองใช้ผนึกเทวะมายาของเมอร์ลิน ก็ไม่สามารถปล่อยออกมาได้เช่นกัน มีเพียง [พิภพเทพ] ที่พอจะแผ่
แสงสีทองริบหรี่ออกมานอกร่างกายได้บ้าง
หลินชีเยี่ยดีดนิ้วเสียงดัง แสงสีทองวูบหนึ่งก็กะพริบ สายรัดสองเส้นบนร่างกายเขาคลายออกโดยอัตโนมัติ
เขาลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง แต่แล้วก็เซจนเกือบล้มลงพื้น โชคดีที่ยันกำแพงข้างๆ ได้ทันจึงทรงตัวไว้ได้ เขาก้มมองขา
ทั้งสองข้างของตัวเอง ดวงตาฉายแววสงสัย
ขาทั้งสองข้างของเขาลีบและอ่อนแรงเพราะไม่ได้เคลื่อนไหวมานาน ร่างกายนี้เมื่อเทียบกับความทรงจำของเขา ก็
อ่อนแอลงมากเกินไป
‘ฉันหลับไปนานแค่ไหนกันแน่?’
ขณะที่หลินชีเยี่ยกำลังสงสัย เสียงเบาๆ ก็ดังมาจากนอกประตู ประตูโลหะสีเงินค่อยๆ เปิดออก ร่างที่คุ้นเคยเดิน
เข้ามาจากด้านนอก
หลินชีเยี่ยเห็นใบหน้านั้นแล้วชะงักไปเล็กน้อย “คุณคือ……หมอหลี่?”
เมื่อหมอหลี่เห็นหลินชีเยี่ยแก้สายรัดออกเองและลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ดวงตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจ เขายื่น
มือไปประคองหลินชีเยี่ยพลางยิ้มตอบว่า
“ใช่ ฉันเอง นั่งลงคุยกันเถอะ”
หมอหลี่พยุงหลินชีเยี่ยกลับไปนั่งที่เก้าอี้ ชายหนุ่มอดถามไม่ได้ “ที่นี่คือที่ไหน?”
“ที่นี่คือส่วนลึกของศูนย์ไจเจี้ย โรงพยาบาลจิตเวช โค้ดเนม ‘หยางกวง’” หมอหลี่ตอบตามตรง
“ศูนย์ไจเจี้ย……” หลินชีเยี่ย พึมพำสองคำนี้ เขาจำได้ลางๆ ว่าเฉาเยวียนเคยพูดถึงสถานที่แห่งนี้ ที่นี่เป็นเรือนจำ
ที่ใช้ขังผู้ครอบครองผนึกต้องห้าม แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง……
‘เดี๋ยวก่อน!’
หลินชีเยี่ยเงยหน้าขึ้นพูดอย่างตกตะลึง “โรงพยาบาลจิตเวช?!”
“ถูกต้อง”
“ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่?”
หมอหลี่มองเขาด้วยสีหน้าประหลาด “คุณอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช ก็เพราะคุณเป็นโรคทางจิตน่ะสิ!”
หลินชีเยี่ย “ผมไม่ได้……”
“ผมรู้ว่าคุณจะบอกว่าคุณไม่ได้ป่วย คนเป็นโรคทางจิตทุกคนพูดแบบนี้” หมอหลี่พูดอย่างจริงจัง เขาหยิบ
ประวัติการรักษาออกมาจากกระเป๋าแล้วอ่านต่อหน้าหลินชีเยี่ย
“ผู้ป่วยหลินชีเยี่ย อยู่ในสภาวะจิตใจล่องลอยเป็นเวลานาน ตาไม่มีประกาย ม่านตาขยาย ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
ต่อสิ่งเร้าภายนอก มักพูดกับอากาศ ในขณะเดียวกันก็เปิด [พิภพเทพ] โดยไม่รู้ตัวเพื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว
ระหว่างการรักษา ผนึกต้องห้ามได้คลั่งและทำลายอุปกรณ์การแพทย์มูลค่ากว่าห้าแสนหยวน……
เนื่องจากอาการโรคหลงผิดและพฤติกรรมการแยกตัวออกจากสังคมที่รุนแรง รวมถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิด
ขึ้นต่อโลกภายนอก จึงจัดให้เป็นผู้ป่วยโรคทางจิตขั้นรุนแรงที่อันตรายอย่างยิ่ง และต้องเข้ารับการรักษาระยะยาวในโรง
พยาบาลของเรา”
หมอหลี่อ่านนานถึงสองนาที เขาเก็บประวัติการรักษาแล้วมองตาที่เหม่อลอยของ หลินชีเยี่ย พูดต่อว่า “ดังนั้น ผู้
ป่วยทางจิต หลินชีเยี่ย คุณยังมีอะไรจะพูดอีกไหม?”
หลินชีเยี่ยพูดไม่ออก
ดูเหมือนสิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริง……
“แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นอย่างนั้น……แต่ตอนนี้ผมหายดีแล้ว!” หลินชีเยี่ยฝืนพูดออกมา
“คนที่เป็นโรคทางจิตมักจะพูดแบบนี้” หมอหลี่เอ่ยอย่างใจเย็น “การที่คุณจะหายดีหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะ
ตัดสินใจเองได้ โรคทางจิตขั้นรุนแรงมักจะไม่หายขาดในทันที ต้องผ่านกระบวนการรักษา คุณเพิ่งจะหลุดพ้นจากสภาวะ
จิตใจล่องลอยเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าสภาพจิตใจของคุณจะไม่มีปัญหาแล้ว”
หลินชีเยี่ย “แล้วผม……”
“คุณยังจำเป็นต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ จนกว่าพวกเราจะแน่ใจว่าสภาพจิตใจของคุณกลับมาเป็น
ปกติอย่างสมบูรณ์ ไม่มีอาการตกค้างใดๆ และจะไม่สร้างความเสียหายให้กับสิ่งรอบข้างโดยไม่รู้ตัว คุณถึงจะออกจาก
โรงพยาบาลได้”
หลินชีเยี่ยรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีในใจ เขาลองถามอย่างระมัดระวัง “ต้องสังเกตอาการนานแค่ไหนครับ?”
หมอหลี่มองเขาแวบหนึ่ง แล้วตอบอย่างเรียบเฉย “ประมาณปีกว่าๆ ละมั้ง”
หลินชีเยี่ย “……”