ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 301 ระยะที่สาม
ลานกิจกรรมกลางแจ้ง
ใต้ร่มเงาของต้นไม้ เด็กหนุ่มสองคนนั่งอยู่บนพื้น คนหนึ่งสวมเสื้อลายทางสีฟ้าขาว อีกคนสวมเสื้อลายทางสีดำ
ขาว
“ดังนั้น นายเลยไปหาพี่หงอิง และส่งตัวเองเข้ามาที่นี่เองเหรอ?” หลินชีเยี่ยฟังคำอธิบายของอันชิงอวี๋จบแล้วส่าย
หน้าพลางยิ้มขื่น “นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอก ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น ที่นี่คือศูนย์ไจเจี้ย เมื่อเข้ามาแล้ว การจะออกไป
ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ฉันไม่ได้มาเพื่อนายอย่างเดียวหรอก เพราะที่นี่มีระดับความยากสูง ฉันเลยอยากมาสำรวจดูบ้างว่าเป็นยังไง”
อันชิงอวี๋พูดอย่างไม่ใส่ใจ
“นายไม่กลัวว่าจะติดอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตเหรอ?”
“ที่นี่กักขังฉันไม่ได้หรอก”
“……” หลินชีเยี่ยจ้องมองอันชิงอวี๋ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเขามีความมั่นใจมาจากไหน จากนั้นจึงถอนหายใจแล้วพูดว่า
“แต่สองคนคิดหาทางออกย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าคนเดียวนะ”
อันชิงอวี๋เลิกคิ้ว “พูดแบบนี้ แสดงว่านายก็มีความคิดที่จะแหกคุกมานานแล้วสินะ?”
หลินชีเยี่ยพยักหน้า
“นายมาที่นี่ก่อนฉัน บอกความคิดของนายให้ฟังก่อนสิ” อันชิงอวี๋รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
หลินชีเยี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “กิจกรรมของฉันจำกัดอยู่แค่ใน โรงพยาบาลจิตเวชและพื้นที่กิจกรรม
สาธารณะ ไม่รู้สถานการณ์ทางฝั่งคุกเท่าไหร่ ถ้าดูจากตำแหน่งแล้ว ศูนย์ไจเจี้ยเหมือนวงกลมขนาดใหญ่ โรงพยาบาลจิต
เวชหยางกวงอยู่ตรงใจกลางของศูนย์ไจเจี้ย ถัดมาก็เป็นพื้นที่กิจกรรมสาธารณะ เขตคุก ส่วนชั้นนอกสุดเป็นอะไรฉันก็ไม่รู้
ถ้าพูดถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในโรงพยาบาลจิตเวชหยางกวง ต้องบอกว่าแน่นหนามาก ใน
สถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้ผนึกต้องห้ามได้ การจะหาทางหลบหนีออกมาจากข้างในนั้นยากมาก ถึงแม้จะใช้ผนึกต้อง
ห้ามได้ ฉันก็ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกำแพงกลางแจ้ง วัสดุก่อสร้าง หรือแม้แต่โครงสร้างของพื้น ล้วนใช้โลหะที่มีความแข็ง
สูงมาก ในคุกเหล็กแห่งนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะหนีออกไปโดยการขุดอุโมงค์ใต้ดิน
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คุมเรือนจำแห่งนี้ยังเป็นมนุษย์ที่อยู่จุดสูงสุด ตัดโอกาสการแหกคุกด้วยความรุนแรงออกไปตั้งแต่
ต้น ทั้งศูนย์ไจเจี้ยเป็นเหมือนแผ่นเหล็กทั้งแผ่น”
อันชิงอวี๋พยักหน้าอย่างครุ่นคิด “สถานการณ์ทางฝั่งคุกก็คล้ายๆ กัน สองวันที่ฉันเข้ามา ฉันพยายามรวบรวม
ข้อมูลและวิเคราะห์โครงสร้างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเราลองเอาโครงสร้างภูมิประเทศที่แต่ละคนเก็บข้อมูลได้มา
รวมกัน ดูว่ามีทางออกไหม”
“ก็คงต้องทำแบบนั้นไปก่อน” สีหน้าของหลินชีเยี่ยแสดงความจนใจ “ไม่สามารถหนีด้วยความรุนแรง ไม่สามารถ
ใช้อุโมงค์ใต้ดิน ไม่สามารถใช้ผนึกต้องห้าม……การจะหนีออกจากที่นี่เป็นงานใหญ่จริงๆ”
“มีอยู่จุดหนึ่งที่ฉันคิดไม่ออกมาตลอด” อันชิงอวี๋เอ่ยถามอย่างสงสัย “นายเป็นแค่ผู้ป่วยทางจิต ทำไมโรง
พยาบาลถึงต้องให้นายมาที่ลานกิจกรรมของนักโทษด้วย? โรงพยาบาลทั่วไปก็มีลานกิจกรรมเฉพาะไม่ใช่เหรอ? แบบนี้ไม่
เท่ากับหาเรื่องให้นายเหรอ?”
หลินชีเยี่ยชะงัก
“บางที……โรงพยาบาลจิตเวชหยางกวงอาจจะไม่มีลานกิจกรรมเฉพาะก็ได้? ตอนแรกที่หมอบอกฉัน ก็ให้ฉันมาที่
ลานกิจกรรมร่วมเลย” หลินชีเยี่ยพูดอย่างไม่แน่ใจ
“แม้จะใช้ลานกิจกรรมร่วมกัน แต่ตอนที่นายเจอปัญหา ทำไมทางโรงพยาบาลถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย?” อันชิงอ
วี๋พูดต่อ “ฉันคิดว่าโรงพยาบาลน่าจะมีหน้าที่รับประกันความปลอดภัยของคนไข้นะ? อย่างน้อยก็ควรจัดพยาบาลมาดูแล
นายสักสองสามคน เพื่อป้องกันไม่ให้นายเกิดอุบัติเหตุอะไร”
หลินชีเยี่ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด……
คำพูดของอันชิงอวี๋ช่างเบิกเนตรเขาจริงๆ เขาอยู่ในสถานการณ์นี้มาตลอด ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
แต่ตอนนี้เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว การให้ผู้ป่วยจิตมาอยู่ในลานกิจกรรมของเรือนจำ มันช่างแปลกประหลาดเหลือเกิน อีกทั้งยัง
ไม่มีคนคอยคุ้มครองสักคน
ราวกับว่า… พวกเขาอยากให้หลินชีเยี่ยเจอเรื่องยุ่งยากเสียด้วยซ้ำ
หลินชีเยี่ยหันไปมองยังตึกสีขาวหลังเตี้ยที่ตั้งอยู่ใจกลางศูนย์ไจเจี้ยซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาฉายแววสงสัย
‘พวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่?’
…
โรงพยาบาลจิตเวชหยางกวง
ศูนย์วิจัย
ในห้องขนาดใหญ่ จอภาพขนาดใหญ่มากมายแขวนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบบนผนัง ภาพที่ฉายอยู่คือภาพจาก
กล้องวงจรปิดหลายมุมที่ถ่ายในโรงอาหารเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
มุมกล้องทั้งหมดช่างแยบยล ชัดเจนว่าไม่ใช่ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เห็นได้ชัดเจน แต่เป็นภาพจากกล้องขนาดจิ๋ว
ที่ซ่อนอยู่ตามซอกมุมต่างๆ
ภาพฉายตั้งแต่หลินชีเยี่ยตักอาหาร จนถูกพาไปพบลูกพี่หัน แล้วเอาชนะนักโทษกว่ายี่สิบคนได้ด้วยตัวคนเดียว
รวมถึงทำให้ลูกพี่หันพิการไปด้วย
หมอหลี่นั่งอยู่ท่ามกลางหน้าจอมากมาย มือถือเอกสารฉบับหนึ่ง จดจ่ออยู่กับภาพทั้งหมด แล้วก้มลงจดบันทึก
บางอย่าง
เสียงดังขึ้นอย่างกะทันหัน
หมอหลี่หยุดภาพบนหน้าจอ แล้วรับสาย
“ผู้บัญชาการเยี่ย”
[อาการของหลินชีเยี่ยเป็นยังไงบ้าง?] เสียงของเยี่ยฟ่านดังมาจากปลายสาย
“ผมกำลังจะรายงานพอดีครับ” หมอหลี่มองเอกสารในมือ “ขั้นตอนแรก ‘สังเกตอาการทางพยาธิวิทยา 72
ชั่วโมง’ และขั้นตอนที่สอง ‘สังเกตการอยู่ตามลำพังแบบจำลอง’ เสร็จสิ้นแล้ว เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เขาเผชิญกับการ
โจมตีครั้งใหญ่จากนักโทษ ซึ่งเข้าเงื่อนไขขั้นตอนที่สาม ‘สังเกตปฏิกิริยาการต่อสู้ภายใต้ความเครียด’”
[หืม? ถึงขั้นที่สามเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ไอ้หนูนี่หาเรื่องเก่งจริงๆ ตอนนั้นเฉาเยวียนใช้เวลาตั้งครึ่งเดือนกว่าจะมี
ปัญหากับพวกนักโทษ] ผู้บัญชาการเยี่ยเอ่ยอย่างประหลาดใจ [ผลออกมาแล้วหรือยัง?]
“ใกล้เสร็จแล้วครับ จากการวิเคราะห์พบว่า ภายใต้สภาวะความเครียดและอารมณ์แปรปรวนสูง ตัวชี้วัดทาง
ร่างกายและอารมณ์ของหลินชีเยี่ยมีความเสถียรมาก ไม่มีข้อผิดพลาดทางพยาธิวิทยาในระหว่างการต่อสู้ ไม่มีการตัดสิน
ใจผิดพลาดเพราะอารมณ์ ไม่มีพฤติกรรมสุดโต่ง การพูดจาชัดเจน มีเหตุผล กระบวนการต่อสู้เป็นระบบและมีระเบียบ”
[หมายความว่าเขาไม่มีปัญหาทางจิตแล้วจริงๆ ใช่ไหม?]
“โดยพื้นฐานแล้วก็เป็นเช่นนั้น แต่ระยะเวลาในการสังเกตการณ์ยังสั้นเกินไป บางทีเราควรรอจนกว่าจะครบหนึ่ง
ปีของการสังเกตการณ์ จึงจะสามารถสรุปได้อย่างแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์”
[ไม่มีเวลาแล้ว…] เสียงของผู้บัญชาการเยี่ยเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง [ในเมื่อสภาพจิตใจของหลินชีเยี่ยไม่มีปัญหา
แล้ว งั้นคุณส่งรายงานการวินิจฉัยมาให้ผม ด้วยเอกสารนี้ ผมจึงจะสามารถไปยื่นขอเอกสารที่เกี่ยวข้องได้
พอผมรวบรวมเอกสารที่นี่เสร็จ ก็จะไปรับตัวคนที่ศูนย์ไจเจี้ยด้วยตัวเอง ในช่วงเวลานี้คุณดูแลเขาให้ดี อย่าให้เกิด
ข้อผิดพลาดอะไร]
“ได้ครับ”
[อ้อใช่…] ผู้บัญชาการเยี่ยเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ [ช่วงนี้อู๋ทงเสวียนเป็นยังไงบ้าง?]
หมอหลี่ถอนหายใจยาว “ก็ยังเหมือนเดิม หลายปีมานี้ อาการป่วยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย……เขาเป็นเคสที่ยาก
ที่สุดที่ผมเคยพบมาในชีวิตนี้แล้ว”
ผู้บัญชาการเยี่ยเงียบไปนาน [โอเค ผมเข้าใจแล้ว]