ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 334 กระโดด
หลินชีเยี่ยกวาดตามองทุกคน เขารู้ว่าคนที่เหลืออยู่นี้ถูกขวัญกำลังใจทำลายจนหมดสิ้น ไม่มีความกล้าที่จะต่อสู้
อีกแล้ว
ผู้ที่ถูกคุมขังในศูนย์ไจเจี้ยนี้ไม่ได้เป็นอาชญากรร้ายแรงทั้งหมด มีหลายคนเหมือนอันชิงอวี๋ที่ถูกส่งเข้ามาเพราะ
ความผิดพลาดเล็กน้อยหรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนขี้ขลาด อาจจะร่วมสนุกได้ แต่ถ้าให้แหกคุกจริงๆ
พวกเขาก็คงไม่กล้า
เมื่อพวกเขาไม่มีความกล้าที่จะต่อสู้แล้ว หลินชีเยี่ยก็ไม่อยากฆ่าให้หมดสิ้น เขาค่อยๆ เก็บดาบทั้งสองเล่มกลับเข้า
ฝัก
“ฮิฮิฮิฮิฮิ……”
เฉาเยวียนยังคงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขณะคลานเข้าหาทุกคน ทำให้อีกฝ่ายตกใจกลัว!
“อ๊าก!! ช่วยด้วย!!”
“อย่าฆ่าฉันนะ!!”
หลินชีเยี่ยตบหน้าผากตัวเอง ดวงตาฉายแววอ่อนใจ… เกือบลืมปัญหาใหญ่นี้ไปเสียแล้ว
เด็กหนุ่มหันไปมองไป๋หลี่พั่งพั่ง อีกฝ่ายเข้าใจทันที หยิบตรวนพรหมจรรย์ของ… ไม่สิ ม้วนปิดผนึกออกมาจาก
กระเป๋าแล้วโยนให้หลินชีเยี่ย
เขาถือเทปกาวไว้มือหนึ่ง อีกมือถือดาบตรง ร่างเคลื่อนไหวไปขวางหน้าเฉาเยวียนผู้คลุ้มคลั่ง
“เฉาเยวียน ถึงเวลาหยุดแล้ว” หลินชีเยี่ยเอ่ยอย่างสงบ
“ฮิฮิฮิฮิฮิ……” เฉาเยวียนลากดาบเดินเข้ามาทีละก้าว รอบกายเต็มไปด้วยจิตสังหาร ดวงตาสีแดงฉานจ้องมอง
หลินชีเยี่ยไม่วางตา ดูเหมือนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย
หลินชีเยี่ยถอนหายใจยาว
“ก็ดี ลองดูซิว่าในหนึ่งปีนี้ นายพัฒนาไปถึงระดับไหนแล้ว……” หลินชีเยี่ยพันเทปกาวรอบมือ หรี่ตามองเฉาเยวี
ยนตรงหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
ไกลออกไป อันชิงอวี๋มองภาพนั้นแล้วถามอย่างแปลกใจ
“พวกเขากำลังจะทำอะไรกัน?”
“อ๋อ ผมเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ศึกพิทักษ์พรหมจรรย์เฉาเยวียน’ มันน่าสนใจดีนะ” ไป๋หลี่พั่งพั่งล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า
หยิบมันฝรั่งทอดรสบาร์บีคิวออกมายื่นให้อันชิงอวี๋ “เอาไหม? ช่วยเพิ่มอรรถรส”
อันชิงอวี๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็รับมันฝรั่งทอดมา ฉีกซองแล้วเริ่มกิน
ตูม!!
อีกด้านหนึ่ง ร่างของหลินชีเยี่ยและเฉาเยวียนปะทะกัน ดาบสองเล่มเสียดสีกันในอากาศจนเกิดประกายไฟน่าสะ
พรึงกลัว พลังอำมหิตที่พลุ่งพล่านกดดันหลินชีเยี่ย
เปรี้ยง!
เฉาเยวียนฟาดฟันดาบจนหลินชีเยี่ยต้องถอยหลังไปหลายก้าว จากนั้นก็กระทืบเท้าลงพื้นอย่างแรง พริบตาเดียว
ก็พุ่งเข้าหาเขา แล้วฟาดฟันดาบอีกครั้ง!
ร่างของหลินชีเยี่ยเปล่งประกายเวทมนตร์ แล้วหายวับไปจากจุดเดิม มาปรากฏตัวที่ดาบเล่มที่สองซึ่งลอยอยู่
กลางอากาศ มือซ้ายที่พันเทปกาวอยู่ฟาดลงมา พันรอบคอของเฉาเยวียนที่คลุ้มคลั่งทันที
แต่คราวนี้ จิตสังหารในร่างกายของเฉาเยวียนผู้คลุ้มคลั่งไม่ได้หายไปหมด แต่กลับเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้ว
ฟันดาบขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง!
หลินชีเยี่ยอุทานอย่างประหลาดใจ ร่างกายเปล่งประกายเวทมนตร์อีกครั้ง คราวนี้แปลงกายเป็นอาจู ใยแมงมุม
หลายเส้นเชื่อมต่อกับกำแพงโดยรอบ ทั้งร่างลอยขึ้นเบาๆ หลบคมดาบอำมหิตนั้นไปได้
ก่อนที่เฉาเยวียนจะทันได้ขยับตัวอีก ใยแมงมุมที่พันด้วยเทปกาวก็รัดร่างของเขาจนแน่น สะกดจิตสังหารที่รั่วไหล
ออกมาทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
ใยแมงมุมที่หนาแน่นกลับเข้าสู่ร่างของอาจู วงเวทย์หมุนวน แล้วกลับร่างเป็นหลินชีเยี่ยอีกครั้ง
คราวนี้ เทปกาวที่พันอยู่บนร่างของเฉาเยวียนมีปริมาณมากกว่าเดิมถึงสามเท่า หากไม่ใช่เพราะหลินชีเยี่ย
สามารถพันเทปกาวบนใยแมงมุมและจำกัดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ในคราวเดียว ความยากลำบากในการพันเทป
กาวรอบตัวเฉาเยวียนก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก!
เว้นแต่ว่าเขาจะสู้กับเฉาเยวียนซึ่งๆ หน้าและเอาชนะได้ ไม่เช่นนั้นคงยากที่จะปราบอีกฝ่ายได้
แล้วการเอาชนะเฉาเยวียนในสภาพคลุ้มคลั่งจะง่ายดายได้อย่างไร? แม้แต่หลินชีเยี่ยเองก็ต้องตั้งสติให้ดี หาก
พลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียวก็อาจถูกเฉาเยวียนฆ่าตายได้
ด้านข้าง เฉาเยวียนที่ถูกพันด้วยเทปกาวเต็มตัวลุกขึ้นยืน พลางดึงเทปทั้งหมดออก แล้วยิ้มขอโทษขอโพยให้หลิน
ชีเยี่ย
“อันที่จริง ฉันควบคุมได้นิดหน่อย แต่คราวนี้เผลอปลดปล่อยพลังออกมามากเกินไป เลยควบคุมไม่อยู่น่ะ”
หลินชีเยี่ยตบไหล่เขา “ไม่เป็นไร”
เขาหันไปมองนักโทษที่หลบอยู่ตามมุม จ้องเขม็งอย่างดุดัน ทำเอาพวกเขาตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว แทบจะ
มุดเข้าไปในรอยแยกของกำแพง
ในตอนนั้น การรับรู้ทางจิตของหลินชีเยี่ยก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาขมวดคิ้ว
“อาจารย์กำลังจะมา……พวกเราต้องรีบไป!”
“ไป?” ไป๋หลี่พั่งพั่งมองไปรอบๆ “ไปทางไหน? เปิดประตูออกไปเหรอ?”
“เปิดประตูช้าเกินไป และอยู่ห่างจากผิวน้ำทะเลมากเกินไปด้วย” หลินชีเยี่ยส่ายหน้า ชี้ไปทางปราการเหล็กสีดำ
ไม่ไกลนัก “พวกเราออกไปทางนั้นกัน”
อันชิงอวี๋ชะงัก “นายแน่ใจเหรอ?”
“แน่ใจ” หลินชีเยี่ยพยักหน้า
สายตาของเขากวาดมองทั้งสามคน แล้วเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง “เมื่ออาจารย์มาถึง พวกเราจะไม่มีใครหนีรอดไป
ได้……พวกนายเชื่อใจฉันไหม?”
“เชื่อ” เด็กหนุ่มทั้งสามพูดพร้อมกัน
“งั้น……ตามฉันมา” หลินชีเยี่ยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ร่างของเขาพุ่งตรงไปยังปราการเหล็กสูงตระหง่าน
อันชิงอวี๋ ไป๋หลี่พั่งพั่ง และเฉาเยวียนตามมาติดๆ!
หลินชีเยี่ยวิ่งไปถึงฐานกำแพง ใต้เท้าของเขาปรากฏแสงสีทองอ่อน เขาก้าวขึ้นไปบนกำแพงแนวตั้งโดยตรง แล้ว
พุ่งขึ้นไปเหมือนลูกธนูหลุดจากคันศร
อันชิงอวี๋ก็เหยียบขึ้นไปบนกำแพงแนวตั้งเช่นกัน อาศัยพลังยึดเกาะอันทรงพลังของยีนกิ้งก่า เขาตามหลินชีเยี่ยไป
ได้อย่างไม่มีปัญหา
เฉาเยวียนและไป๋หลี่พั่งพั่งสบตากัน [ปราการหยก] พุ่งออกมา ทั้งสองคนเหยียบดาบทองคำบินขึ้นไป พุ่งตรงขึ้น
ไปยังยอดกำแพง!
หลินชีเยี่ยเหยียบลงบนยอดกำแพงสูง แล้วกระโดดขึ้น เขายื่นมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ พร่ำบทกวีแผ่วเบา
“อัสนีสั่นสะเทือนผืนดิน เสียงฟ้าร้องกึกก้องนภา!”
เปรี้ยง!!
กระแสไฟฟ้าพุ่งออกมาจากปราการเหล็ก สายฟ้าที่จะตกลงมาบนร่างทั้งสี่โดยตรงนั้น กลับเปลี่ยนวิถีกลางอากาศ
ก่อนจะพุ่งเข้าสู่ฝ่ามือของหลินชีเยี่ย รวมตัวกันเป็นสายฟ้าทรงกลมสว่างจ้า!
ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ [กวีแห่งนภา] และใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นอันดับแรก เพื่อให้เกิดผล
ตามที่บทกวีบรรยาย เช่นเดียวกับตอนที่หลินชีเยี่ยท่องบทกวีในห้องน้ำ แล้วน้ำไหลออกมาจากก๊อกน้ำ สายฟ้าที่พุ่งออก
มาจากกำแพงก็จะถูกควบคุมโดยหลินชีเยี่ยเป็นอันดับแรก
กระแสไฟฟ้ารวมตัวกันในฝ่ามือของหลินชีเยี่ย ราวกับดวงตะวันสีน้ำเงินเข้ม ร่างของคนทั้งสี่ข้ามผ่านแนวป้องกัน
ของตาข่ายไฟฟ้า ก่อนจะลงมาที่ขอบของกำแพงสีดำ
ยืนอยู่บนกำแพงสูงตระหง่าน เบื้องหน้าคือหน้าผาสูงชัน
แสงริบหรี่ทำลายความมืดของรุ่งอรุณ ทำให้ผิวน้ำทะเลโดยรอบกระเพื่อมเป็นสีทอง คลื่นสีขาวซัดกระทบหน้าผา
หยดน้ำสีทองกระเซ็นขึ้นมา
เบื้องหน้าคือหน้าผาสีดำ ทะเลอันกว้างใหญ่ และดวงตะวันที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า
กระแสไฟฟ้าวิ่งวนอยู่ในฝ่ามือของเด็กหนุ่ม เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองสามคนข้างๆ แล้วสูด
หายใจเข้าลึก……
“กระโดด!”
ฟุ่บ!
เด็กหนุ่มทั้งสี่กระโดดลงมาจากกำแพงสูงสีดำสนิท พุ่งทะยานไปข้างหน้าท่ามกลางสายลมที่พัดกระหน่ำ ไม่หวั่น
ไหวต่อสิ่งใด