ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 349 กินไหม
“วันนี้พักค้างคืนที่นี่กันเถอะ”
หลินชีเยี่ยเดินไปยังพื้นที่โล่งในป่าที่ค่อนข้างกว้าง ใช้พลังจิตตรวจสอบโดยละเอียดแล้วพูดกับทุกคน
ตอนนี้เป็นเวลาดึกแล้ว นับตั้งแต่พวกเขาเข้าป่ามาจนถึงตอนนี้ผ่านไปเกือบหกชั่วโมง พวกเขาเผชิญกับการต่อสู้
กับมดแดงยักษ์และการไล่ล่าของคนกระดาษ รวมถึงอากาศที่หนาวจัดอย่างต่อเนื่อง จิตใจย่อมเหนื่อยล้าอย่างหลีกเลี่ยง
ไม่ได้
“พักสี่ชั่วโมงแล้วค่อยไปกันต่อ” หลินชีเยี่ยดูเวลาแล้วหันไปมองไป๋หลี่พั่งพั่ง “เอาเต็นท์และอุปกรณ์พักแรมออก
มาเถอะ”
“ได้เลย!”
ไป๋หลี่พั่งพั่งรับคำแล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า ในทันใดนั้นก็หยิบเต็นท์สีดำขนาดใหญ่สองหลังออกมาวางไว้กลาง
พื้นที่โล่งในป่า
โครงเหล็กแข็งแรง ผ้าคลุมหนา โครงสร้างภายในกันความร้อน ทำให้คนมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าต้องมีราคาแพง
แน่นอน
หลินชีเยี่ยพิจารณาเต็นท์สองหลังครู่หนึ่ง ดวงตาปรากฏแววประหลาดใจ
เขาคิดว่าถ้าไป๋หลี่พั่งพั่งซื้ออุปกรณ์คงซื้อของดีๆ เพราะเป็นคุณชายน้อยของตระกูลไป๋หลี่ ไม่ใช่คนขัดสนเงินทอง
แต่เต็นท์ระดับไฮเอนด์แบบนี้เขาก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
“ตั้งเต็นท์เสร็จแล้ว มาจัดลำดับเวรยามกันเถอะ” หลินชีเยี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ชิงอวี๋กับเฉาเยวียนเฝ้าสองชั่วโมง
แรก ฉันกับพั่งพั่งเฝ้าสองชั่วโมงหลัง ตกลงไหม?”
คนที่เหลืออีกสามคนไม่มีใครคัดค้าน หลินชีเยี่ยจึงพยักหน้า “ดี งั้นพวกเราไปพักผ่อนกันก่อน……”
“เดี๋ยวก่อน!” ไป๋หลี่พั่งพั่งโพล่งขึ้น
หลินชีเยี่ยและเฉาเยวียนมองเขาอย่างสงสัย มีเพียงอันชิงอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถอนหายใจเบาๆ เขาดูเหมือนจะรู้แล้ว
ว่าไป๋หลี่พั่งพั่งกำลังจะทำอะไร……
“ผมยังจัดเตรียมไม่เสร็จเลย” ไป๋หลี่พั่งพั่งยิ้มกว้าง แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าอีกครั้ง……
ในชั่วขณะต่อมา ภายใต้สายตาตกตะลึงของหลินชีเยี่ยและเฉาเยวียน เขาหยิบที่นอนนุ่มกว้างสองเมตรสองอัน
ออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดเข้าไปในเต็นท์
โชคดีที่เต็นท์ที่ไป๋หลี่พั่งพั่งซื้อมาใหญ่พอ แม้จะยัดที่นอนเข้าไปก็ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภายในเลย
ต่อมาคือผ้าห่มกำมะหยี่สี่ผืน เก้าอี้โยกยี่ห้อ ‘ความสุขของคนแก่’ สี่ตัว เครื่องทำความร้อนไฟฟ้ากำลังสูงสอง
เครื่อง เครื่องปั่นไฟดีเซลสี่เครื่อง น้ำมันดีเซลยี่สิบสี่ถัง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นไฮเอนด์สี่เครื่อง โต๊ะไม้แดงสี่ตัว เก้าอี้เกม
มิ่งสี่ตัว รวมถึงเครื่องฟอกอากาศ เครื่องเพิ่มความชื้น โคมไฟตั้งพื้น โต๊ะชงชาเล็ก ชุดชาดินเผาสีม่วง……
หลังจากประดับไฟดาวระยิบระยับสิบกว่าสายรอบเต็นท์อย่างพอเหมาะแล้ว ไป๋หลี่พั่งพั่งก็ตบมือ ถอยหลังสอง
ก้าว พยักหน้าอย่างพอใจ
“ได้แล้ว!”
โคมไฟตั้งพื้นหรูหราส่องแสงอบอุ่นลงบนใบหน้าที่เหม่อลอยของหลินชีเยี่ยและเฉาเยวียน พวกเขายืนอยู่หน้า
‘พื้นที่เอาตัวรอดในป่าเวอร์ชันบ้านหรู’ มองดูไป๋หลี่พั่งพั่งที่กำลังถือปืนพ่นไฟค่อยๆ ย่างเนื้อวัวหิมะอย่างเชื่องช้า พวก
เขากลายเป็นหินอยู่กับที่
“น่ะ… นาย……”
“อะไรเหรอ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งเกาหัวอย่างสงสัย “อุปกรณ์เอาตัวรอดน่าจะครบแล้วนะ ยังขาดอะไรอีกเหรอ……”
ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วตบต้นขาเสียงดัง!
“แย่แล้ว ลืมซื้อน้ำพริกเผามา!”
มุมปากของหลินชีเยี่ยกระตุกเล็กน้อย ค่อยๆ หันไปมองอันชิงอวี๋ที่อยู่ข้างๆ คนหลังหลับตาลงอย่างจนปัญญา
แล้วถอนหายใจยาว
…
อีกด้านหนึ่งของป่าดงดิบ
ท่ามกลางลมหนาว หลี่เต๋อหยางสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้มนั่งยองๆ อยู่บนพื้นโคลน แสงไฟฉายส่องตามรอยบนพื้นที่
ทอดยาวออกไปทีละนิด เขาหรี่ตาลง ดวงตาฉายแววสงสัย
“ลุงหลี่ ไม่ใช่ทางนี้เหรอครับ?” เฉินหานเห็นสีหน้าของหลี่เต๋อหยางจึงถามขึ้น
“ใช่ทางนี้แหละ พวกมดยักษ์นั่นตัวใหญ่มาก น้ำหนักทั้งหมดกดลงบนขาทั้งหกขา ดังนั้นรอยเท้าจึงสังเกตได้ง่าย
มันไปทางนี้แน่……”
หลี่เต๋อหยางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดต่อ “แต่แปลกตรงที่นอกจากรอยเท้าของมดยักษ์แล้ว ที่นี่ยังมีรอยเท้าของ
คนอีกสี่คน……”
“มีรอยเท้าคนด้วยหรือครับ?” เฉินหานตกใจ “เวลานี้ จะมีคนเข้าป่าได้ยังไง?”
“จากร่องรอยบนดิน พวกเขาน่าจะเข้าป่ามาก่อนมดยักษ์ เป็นไปได้ว่าหลังจากมดยักษ์จับถิงถิงไปแล้ว มันก็พบ
ร่องรอยของพวกเขา จึงไล่ตามรอยคนทั้งสี่ไป หวังจะจับเหยื่อให้ได้มากขึ้น” หลี่เต๋อหยางหรี่ตา “ไอ้ตัวนี้ ไอคิวไม่ต่ำเลย
นะ……”
“สี่คน……” เฉินหานนึกอะไรขึ้นมาได้ “ลุงหลี่ จะเป็นสี่คนที่เราเจอตอนกลางวันไหมครับ”
“เป็นไปได้” หลี่เต๋อหยางพยักหน้า
“งั้นพวกเขาก็ตกอยู่ในอันตรายสิครับ?” สีหน้าของเฉินหานดูไม่ดี
หลี่เต๋อหยางถอนหายใจ เงยหน้ามองป่าทึบเบื้องหน้า แล้วพูดอย่างหงุดหงิด “พวกเด็กรุ่นใหม่นี่ ไม่กลัวตายกัน
จริงๆ!”
เขากำดาบตรงในมือแน่น แล้วพาเฉินหานที่อยู่ข้างหลังวิ่งเข้าไปในป่าอีกครั้ง
ในเต็นท์ที่อบอุ่น หลินชีเยี่ยที่นอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วมองดูเวลา สวมเสื้อกันหนาวที่อยู่ข้างๆ สวมหมวก แล้วเปิดม่านประตูเต็นท์เดินออกไป
“ถึงเวลาเปลี่ยนกะแล้ว พวกนายไปพักผ่อนเถอะ” หลินชีเยี่ยเดินไปที่ข้างเตาผิง พูดกับอันชิงอวี๋และเฉาเยวียน
จากนั้นเขาก็ไปที่เต็นท์ข้างๆ เตะไป๋หลี่พั่งพั่งที่นอนหลับเป็นตายให้ตื่น
หลังจากทั้งสองคนเข้าเต็นท์ไปนอน
หลินชีเยี่ยเอามือไปผิงไฟที่เตา ส่วนไป๋หลี่พั่งพั่งที่อยู่ข้างๆ ก็ขยี้ตาที่ยังง่วงเหงา พลางหาวไปด้วย มือก็ล้วงหา
อาหารในกระเป๋า……
“ชีเยี่ย อาหารเช้านายชอบกาแฟหรือนม?”
หลินชีเยี่ยกระตุกมุมปาก “กาแฟก็แล้วกัน”
ไป๋หลี่พั่งพั่งหยิบเครื่องชงกาแฟสูงครึ่งเมตรออกมา ใส่เมล็ดกาแฟเข้าไปราวกับไม่ต้องเสียเงิน ต่อเครื่องปั่นไฟที่
อยู่ข้างๆ เข้าไป ไม่กี่นาทีต่อมา กาแฟร้อนๆ ก็ถูกส่งมาตรงหน้าหลินชีเยี่ย
หลินชีเยี่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกยี่ห้อ ‘ความสุขของคนแก่’ มองดูกาแฟร้อนๆ คุกกี้ และสเต็กเนื้อวากิวที่ส่งกลิ่นหอม
ฉุยบนโต๊ะเล็กๆ ตรงหน้า จมอยู่ในภวังค์……
ดูเหมือนว่ามันจะแตกต่างจากการเอาตัวรอดในป่าที่เขาจินตนาการไว้อยู่บ้าง……
หลินชีเยี่ยส่ายหัว สลัดความคิดที่ยุ่งเหยิงทิ้งไป แล้วค่อยๆ หยิบมีดในมือขึ้นมา เริ่มหั่นสเต็ก
พอหั่นชิ้นแรก มือของหลินชีเยี่ยก็หยุดค้างกลางอากาศ
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางแนวป่า
เห็นที่ชายป่ามีมดแดงยักษ์ตัวหนึ่งแบกเด็กหญิงที่หมดสติอยู่ กำลังจ้องมองมาทาง หลินชีเยี่ย ไม่รู้ว่ากำลังมอง
หลินชีเยี่ยหรือมองสเต็กในมือเขากันแน่……
หลินชีเยี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วใช้ส้อมจิ้มเนื้อชิ้นแรกที่หอมกรุ่น ยกขึ้นมาตรงหน้าพร้อมรอยยิ้ม
สีหน้าของเขาเหมือนอยากจะบอกว่า
‘อยากกินไหม?’
‘มาสิ!’
‘ถ้ามา ฉันจะให้กินหนึ่งคำ…’