ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 4 วันแห่งการหลุดพ้น (รีไรต์)
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา โรงเรียนมัธยมที่หกเมืองชางหนาน
“เฮ้ย นายดูสิ คนนั้นเป็นนักเรียนโรงเรียนเราหรือเปล่า? ทำไมถึงปิดตาด้วยผ้าแบบนั้นล่ะ?”
“ใส่ชุดนักเรียนของโรงเรียน ย่อมต้องเป็นนักเรียนของเราแน่ๆ”
“เขาถือไม้เท้านำทางด้วย ดูเหมือนจะเป็นคนตาบอด”
“แปลกจัง ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเลยนี่?”
“น่าจะเป็นนักเรียนใหม่ม.ปลายปีนี้หรือเปล่า?”
“ว่าแต่พันผ้าสีดำรอบตาแบบนั้น ดูเท่จัง”
“แต่คนตาบอดจะเรียนยังไงล่ะ โรงเรียนเราไม่มีห้องเรียนพิเศษนี่นา”
“ไม่รู้สิ”
“……”
ตามคาด เมื่อหลินชีเยี่ยก้าวเข้าสู่ประตูโรงเรียน เขาก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน
ทว่า หลินชีเยี่ยคุ้นเคยกับสถานการณ์แบบนี้มาก เขาเดินผ่านถนนใบเมเปิลของโรงเรียนไปยังอาคารเรียนโดยไม่
สนใจใคร
ก่อนมาที่นี่ หลินชีเยี่ยเตรียมพร้อมรับมือกับพวกหัวโจกไว้แล้ว เพราะในนิยายสนุกๆ ไร้สาระหลายเรื่อง มักจะมี
พวกโง่เง่าอย่าง ‘อันธพาลประจำโรงเรียน’ โผล่ออกมาเยาะเย้ยเสียดสีเขา เพื่อวางรากฐานให้เขาได้โชว์เท่ในภายหลัง……
แต่พวกก่อกวนพวกนั้นกลับไม่ปรากฏตัว ในทางกลับกัน มีนักเรียนหลายคนเข้ามาถามเขาเองว่าต้องการความ
ช่วยเหลือหรือไม่
นี่ทำให้หลินชีเยี่ยรู้สึกผิดหวังอย่างประหลาด
นั่นคงเพราะนักเรียนล้วนผ่านการศึกษาภาคบังคับเก้าปีมาแล้ว เช่นนั้นคงไม่มีใครตาบอดจนไปหาเรื่องคนอื่น
หรอก? อีกอย่าง ถึงแม้จะมีกลุ่มเล็กๆ พวกนั้น แต่เดี๋ยวนี้ก็เน้นเรื่อง ‘น้ำใจนักเลง’ ช่วยเหลือพี่น้องจัดการเรื่องต่างๆ ใน
ชีวิตประจำวัน ระบายอารมณ์เพียงนิดหน่อย แต่ถ้าหากกล้าไปรังแกคนพิการ วันรุ่งขึ้นคงโดนประณามจนชื่อเสียง
ย่อยยับ
หลินชีเยี่ยเดินขึ้นบันไดไปตามทาง ไม่นานก็พบห้องเรียนของตัวเอง ม.5/2 เขาเคยเรียนม.4 ที่โรงเรียนพิเศษแล้ว
ตอนนี้ย้ายมาเรียนที่นี่ จึงถือว่าเป็นนักเรียนย้ายเข้ามากลางคัน
จากละครและนวนิยายส่วนใหญ่ นักเรียนย้ายเข้ามักจะเป็นตัวแทนของความโดดเดี่ยว ถูกแบ่งแยก และน่า
สงสาร เพราะในช่วงชั้นม.4 หนึ่งปี กลุ่มต่างๆ มักจะก่อตัวขึ้นแล้ว ถ้าไม่เข้าหาก่อน ก็ยากที่จะเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นได้
หลินชีเยี่ยตระหนักดีว่าตนไม่ใช่ประเภทที่จะเข้าหาคนอื่นก่อน
แม้ว่าตอนม.4 จะได้อยู่ร่วมกัน แต่ด้วยบุคลิกที่ดูไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ของเขา ตอนนี้ก็อาจจะยังคงโดดเดี่ยวอยู่
คนเดียวก็เป็นได้
แต่การอยู่คนเดียวก็ไม่ได้แย่อะไร อย่างน้อยหลินชีเยี่ยเองก็ชอบความรู้สึกนี้ ไม่มีใครมารบกวน จิตใจสงบ มุ่งมั่น
กับการเรียน……
หากให้เขาพยายามสานสัมพันธ์กับคนอื่น เขาคงทำไม่ได้
ยามยืนอยู่หน้าประตูห้องเรียน หลินชีเยี่ยสูดหายใจลึก ปรับสภาพจิตใจ แล้วก้าวเข้าไป
เมื่อหลินชีเยี่ยก้าวเข้ามาในห้องเรียน เสียงอึกทึกโครมพลันเงียบลง บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงัน……
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที…
ขณะที่หลินชีเยี่ยกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง ห้องเรียนเริ่มวุ่นวายขึ้นทันที!
“นายคือเพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ยใช่ไหม? ที่นั่งของนายเตรียมไว้ให้แล้ว อยู่ตรงนั้น”
“เพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ย นายมองไม่เห็นใช่ไหม? ฉันจะพานายไปเอง”
“เดินช้าๆ หน่อยนะ ทางเดินมีของเยอะ……เฮ้ย นั่นใคร รีบเก็บกระเป๋าหนังสือซะ!”
“……”
ก่อนที่หลินชีเยี่ยจะตอบสนอง เพื่อนร่วมชั้นหลายคนเดินเข้ามาหา ค่อยๆ พาเขาไปที่นั่งอย่างระมัดระวัง มี
นักเรียนชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งรับกระเป๋าหนังสือของหลินชีเยี่ยไปสะพายไว้บนบ่าของตนเอง
ท่ามกลางฝูงชนที่ห้อมล้อม หลินชีเยี่ยมาถึงที่นั่งของตัวเองอย่าง ‘ปลอดภัย’
หลินชีเยี่ย ‘……?’
นี่มันไม่ค่อยเหมือนในบทเลยนะ?
“เพื่อนร่วมชั้นหลินชีเยี่ย ฉันชื่อเจี่ยงเชี่ยน เป็นหัวหน้าห้อง ถ้ามีอะไรก็มาหาฉันได้นะ” นักเรียนหญิงผมหางม้า
คนหนึ่งพูดพลางตบอกตัวเอง
“ฉันชื่อหลี่อี้เฟย ถ้าจะไปกินข้าวก็เรียกฉันได้ ฉันจะพาไป” ชายที่ช่วยถือกระเป๋าเอ่ยแย้มยิ้ม
“ฉันด้วย ฉันชื่อวังเส้า…”
“……”
ผู้คนมากมายแออัดอยู่โดยรอบ ทักทายเขาอย่างกระตือรือร้น
ชั่วขณะหนึ่ง หลินชีเยี่ยมึนงงเล็กน้อย
พูดตามตรง มันแตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้พอสมควร
“พวกนาย รู้จักผมเหรอ?” หลินชีเยี่ยมีสีหน้าแปลกๆ
“ครูประจำชั้นบอกพวกเราเกี่ยวกับนาย” หัวหน้าห้องเจี่ยงเชี่ยนตอบ “แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราประทับใจที่สุดคือป้า
ของนาย วันนั้นเธอถือตะกร้าไข่ไก่อยู่ที่นี่ แล้วแจกไข่ไก่ให้พวกเราทีละคน ฝากฝังให้ช่วยดูแลนายด้วย…”
เหมือนมีฟ้าผ่าลั่นในหัวของหลินชีเยี่ย ทั้งตัวชะงักค้างอยู่กับที่
เขาไม่ได้ฟังสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นพูดอีกต่อไป เพียงเพ่งพินิจรอบห้องเรียนนี้ นึกถึงภาพของหญิงวัยกลางคนหลังค่อม
หิ้วตะกร้าใส่ไข่ต้มร้อนๆ กำลังอ้อนวอนเพื่อนร่วมชั้นด้วยใจจริง
“นักเรียนทุกคน ช่วยหน่อยนะ หลานชายของป้าตาไม่ค่อยดี บุคลิกยังเย็นชาอีก พวกเธอช่วยดูแลเขาหน่อย…”
“สาวน้อย เธอสวยจังเลย หลานชายของป้าก็หล่อมากนะ เธอต้องชอบเขาแน่ๆ…”
“ชีเยี่ย เด็กคนนี้ภายนอกเย็นชา แต่ข้างในอบอุ่น หากสนิทกันแล้ว พวกเธอต้องเข้ากันได้ดีแน่นอน…”
“……”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผ้าไหมสีดำเริ่มเปียกชื้น
“คุณป้า…” เขาพึมพำ
ขณะที่ทุกคนกำลังเอะอะโวยวาย ครูหญิงคนหนึ่งถือหนังสือเดินเข้ามา เมื่อเห็นหลินชีเยี่ยนั่งอยู่แถวหน้า จึงเดิน
เข้ามาทักทายสองสามประโยค แล้วแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จักคร่าวๆ ก่อนจะเริ่มสอน
“ทุกคนเปิดหนังสือไปที่หน้า 91 วันนี้เราจะมาพูดถึงประวัติศาสตร์และความยากลำบากของต้าเซี่ยในยุคใกล้
เคียงกัน…”
เหมือนว่าเพราะมีหลินชีเยี่ยเพิ่มมา วันนี้ครูคนนี้จึงตัดสินใจข้ามขั้นตอนการอ่านหนังสือ แล้วเข้าสู่การอธิบาย
เนื้อหาในหนังสือทันที
“เมื่อร้อยปีก่อน โลกยังมีมากกว่าสองร้อยประเทศ กระจายอยู่ในเจ็ดทวีป สี่มหาสมุทร ประเพณีวัฒนธรรมมี
ความหลากหลาย แม้จะอยู่ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่ก้าวหน้า เราก็ยังสามารถโดยสารเรือไปยังประเทศต่างๆ เพื่อสัมผัส
กับการผสมผสานของวัฒนธรรมระหว่างกัน…”
“ทว่าในวันที่ 9 มีนาคม มีหมอกหนาหนาทึบปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันเหนือทวีปแอนตาร์กติกา จากนั้นก็แผ่
ขยายด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ก็กลืนกินพื้นที่บนโลกไปเกือบ 98%”
“ตึกสูงที่มนุษย์สร้างขึ้น ป่าดิบที่มีมาแต่โบราณ มหาสมุทรที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง……ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหมอก
ปกคลุม ประเทศนับไม่ถ้วนอยู่ท่ามกลางหมอก ไร้ซึ่งข่าวคราว”
“แต่ทว่า หมอกหนาทึบที่น่าพิศวงนี้ ก่อนที่จะเข้าลุกลามบนดินแดนของประเทศต้าเซี่ย……กลับหยุดลงอย่าง
กะทันหัน”
“ไม่มีใครรู้สาเหตุ แต่มันก็หยุดลงอย่างน่าประหลาด”
“ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา มีทฤษฎีและข้อสันนิษฐานมากมายถูกเสนอขึ้น บางคนบอกว่าหมอกลึกลับนี้จริงๆ แล้ว
เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง หลังจากกลืนกิน 98% ของโลกแล้วจนอิ่มพอดี จึงหยุดอยู่ใกล้ๆ กับต้าเซี่ย บางคนบอกว่าเป็น
เพราะตำแหน่งที่ตั้งของต้าเซี่ยมีสนามแม่เหล็กพิเศษ ขัดขวางการแพร่กระจายของหมอก และยังมีคนบอกว่านี่คือพลังที่
สั่งสมมาตลอดห้าพันปีของต้าเซี่ยกำลังสัมฤทธิ์ผล ปกป้องผืนแผ่นดินนี้…”
“องค์ประกอบของหมอกลึกลับนี้ล้วนเกินกว่าจินตนาการของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นแสง เสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
หรือวิธีตรวจจับอื่นๆ ล้วนไม่สามารถทะลุทะลวงหมอกนี้ได้ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าหลังม่านหมอกนี้ ประเทศอื่นๆ ที่ถูกกลืน
หายไปเมื่อร้อยปีก่อนยังคงอยู่หรือเปล่า…”
“ตามการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ โอกาสที่พวกเขาจะมีชีวิตรอดในหมอกนั้นต่ำมาก เพราะไม่ว่าจะสูดหมอกนี้
เข้าปอด หรือสัมผัสโดนผิวหนัง… ล้วนเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งสิ้น!”
“ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ประเทศของเราได้ส่งทีมสำรวจที่มีอุปกรณ์ครบครันเข้าไปในหมอกนับครั้งไม่ถ้วน แต่
กลับไม่มีใครกลับมาเลยสักคน”
“ห้าสิบปีก่อน ดาวเทียมดวงแรกของประเทศเราถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ ภาพถ่ายที่ถูกส่งกลับมาจาก
อวกาศ ทั่วทั้งโลกกลายเป็นสีเทาขาว มีเพียงต้าเซี่ยเท่านั้นที่ยังคงเป็นผืนดินบริสุทธิ์”
“ต้าเซี่ยในปัจจุบัน เหมือนเกาะร้างบนดาวดวงนี้ และพวกเรา……อาจเป็นผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายบนดาวดวงนี้ก็
เป็นได้”
“ดังนั้น วันที่หมอกปรากฏขึ้น ซึ่งก็คือวันที่ 9 มีนาคมของทุกปี จึงถูกเรียกขานว่า ‘วันแห่งการหลุดพ้น’”