ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 629 การผจญภัยอันแสนประหลาดของพี่คนเท่
แน่นอนว่าเขาไม่พบอะไรเลย
การหลบเลี่ยงกล้องวงจรปิดกลายเป็นสัญชาตญาณที่ฝังอยู่ในกระดูกของเสิ่นชิงจู่ไปแล้ว แม้ว่าผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์
นั้นจะค้นหากล้องวงจรปิดทั่วบริเวณ ก็ไม่มีทางพบร่องรอยของเขาได้ ราวกับว่าเขาระเหยหายไปจากโลกนี้
ในขณะนี้ เสิ่นชิงจู่นั่งรถบรรทุกออกจากโยโกฮาม่าไปแล้ว
เมื่อรถบรรทุกหยุด เสิ่นชิงจู่กระโดดลงจากรถ เขาได้มาถึงเกียวโตแล้ว
สำหรับเสิ่นชิงจู่แล้ว เกียวโตดูไม่ต่างจากโยโกฮาม่าสักเท่าไหร่ ล้วนเป็นเมืองที่ทันสมัย และใช้ภาษาที่เขาไม่เข้าใจ
หากจะบอกว่ามีอะไรต่างกัน อาจจะเป็นที่นี่ผู้คนมีสำเนียงหยาบกร้านกว่าเล็กน้อย
เสิ่นชิงจู่เดินเที่ยวรอบเกียวโตเกือบครึ่งค่อนวัน จนเริ่มรู้สึกหิว จึงมองหาอาหารในละแวกนั้น
ตอนนั้นเป็นเวลาดึก เขาเพิ่งเดินมาถึงปากซอยเปลี่ยว ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งถือกระบองและมีดกำลังต่อสู้กัน แบ่ง
เป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นชายฉกรรจ์ที่มีรอยสักรูปเสือ มีจำนวนมากกว่าและยังพกอาวุธ อีกฝ่ายมีแค่สองคน กำลังต่อสู้
กับอีกฝ่ายด้วยมือเปล่า
จะเรียกว่าต่อสู้ก็คงไม่ถูกนัก เพราะฝ่ายที่มีคนน้อยกว่ากำลังถูกซ้อมอยู่ฝ่ายเดียว
ชายสองคนนั้นถูกทุบตีจนเลือดอาบ นอนอยู่บนพื้น อีกฝ่ายล้อมรอบพวกเขาไว้ ทั้งหัวเราะเยาะและพูดอะไรบาง
อย่าง
ทันใดนั้น พวกเขาเห็นเสิ่นชิงจู่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ที่ปากซอย
“เฮ้ย! ไอ้หนู แกมองอะไร?! อยากโดนด้วยหรือไง?!”
“ไอ้เด็กขนยังไม่ขึ้น ดึกดื่นป่านนี้ยังเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างนอก? อยากตายหรือไง?”
“เอาไงดี? ปล้นมันด้วยเลยไหม ดูมันอ่อนแอขนาดนั้น พวกเราจะได้มีเงินติดกระเป๋าบ้าง!”
ในสายตาของเสิ่นชิงจู่ คนพวกนั้นยืนพูดจาพึมพำกับเขา แล้วหัวเราะเยาะพร้อมถืออาวุธเดินเข้ามา เขาไม่รู้ว่าเกิด
อะไรขึ้น แต่จากสายตาของพวกนั้น เสิ่นชิงจู่รู้สึกได้ถึงความเป็นปรปักษ์
เสิ่นชิงจู่ที่ตั้งใจจะเดินจากไป จึงเปลี่ยนใจ
เขาหรี่ตามองพวกนั้น ดวงตาเปล่งประกาย ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
เขาอยากไปกินข้าว แต่ไม่มีเงินติดตัว……พวกนี้น่าจะมีเงินไม่น้อยสินะ?
อีกอย่าง ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี ปล้นพวกมันเลย ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร
ก็ไม่รู้ว่าเงินที่พวกเขามีติดตัวจะพอกินได้กี่มื้อ?
เสิ่นชิงจู่มองผู้คนที่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยาะ เขายื่นนิ้วมือขวาออกไปชี้ทีละคน
หนึ่ง สอง สาม……หก เจ็ด แปด
“แปดคนเหรอ……” เสิ่นชิงจู่ตาเป็นประกาย เงินของแปดคน น่าจะพอใช้แล้วสินะ?
เมื่อได้ยินคำว่า ‘แปดคน’ อย่างเลือนราง กลุ่มคนเหล่านั้นก็ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่แววตาจะลุกโชนด้วยความ
โกรธ
“ไอ้หมอนี่กล้าด่าพวกเรา!!”
“มันด่าว่าพวกเราเป็นไอ้โง่! ซัดมัน!” *[1]
ชายฉกรรจ์แปดคนกรูเข้ามา ไม่ถึงสิบวินาที ก็ถูกเสิ่นชิงจู่ใช้มือเปล่าซัดจนล้มลงกับพื้น
เสิ่นชิงจู่ไม่ได้ใช้ผนึกต้องห้าม จากประสบการณ์ครั้งก่อน เขาพอจะเดาได้คร่าวๆ ถึงกฎเกณฑ์ของที่นี่ ด้วยความ
ระมัดระวังในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย หากไม่จำเป็นจริงๆ เขาจะไม่เสี่ยงใช้ผนึกต้องห้ามอีก
เขาจุดบุหรี่อย่างใจเย็น แล้วเริ่มค้นหาทรัพย์สินจากชายแปดคนที่หมดสติอยู่บนพื้น ที่ปากซอยไม่ไกลนัก ชาย
สองคนที่ถูกทุบตีจนเลือดอาบได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พวกเขาตกตะลึงจนพูดไม่ออก!
ในสายตาของพวกเขา เสิ่นชิงจู่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เผชิญหน้ากับอันธพาลที่พกอาวุธ เขาชี้นิ้วไปที่พวก
นั้นอย่างเย็นชา แล้วพูดว่า ‘บากะ’ ก่อนจะซัดฝ่ายตรงข้ามจนล้มครืนทั้งหมด
เห็นเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ชักดาบออกมาช่วย ลงมือรวดเร็วเด็ดขาด……นี่มันยอดฝีมือที่ยึดมั่นในวิถีแห่ง
ซามูไรชัดๆ!
พวกเขาพยายามลุกขึ้นจากพื้น แล้วคว้าข้อมือของเสิ่นชิงจู่ที่กำลังจะจากไปหลังจากค้นหาเงินทองเสร็จ พวกเขา
โค้งคำนับขอบคุณอย่างตื่นเต้น และบอกว่าอยากเลี้ยงข้าวอีกฝ่าย
เสิ่นชิงจู่ถูกสองคนนั้นจับไว้กะทันหัน เขาคิดว่าพวกนี้ก็จะมาต่อยกับเขาด้วย กำลังจะค้นกระเป๋าสตางค์อีกสองใบ
แต่เมื่อเห็นท่าทางก้มหัวโค้งคำนับของคนทั้งสอง เขาก็ลังเล……จนกระทั่งสองคนนี้หยิบเงินออกมาจากกระเป๋าสตางค์ยื่น
ให้เสิ่นชิงจู่ สีหน้าของเขาจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
หลังจากนั้น เสิ่นชิงจู่ก็ถูกลากไปกินอาหารมื้อใหญ่ที่ร้านอิซากายะแถวนั้น ตลอดทาง สองคนนั้นก็โบกไม้โบกมือ
พูดอะไรบางอย่าง เสิ่นชิงจู่ฟังไม่รู้เรื่อง เขาจึงได้แต่มองดูอย่างเงียบงัน พยักหน้าอย่างเย็นชาเป็นครั้งคราว แล้วก้มหน้า
ก้มตากินอาหาร
หลังจากทานอาหารเสร็จ เสิ่นชิงจู่กำลังจะจากไป แต่คนทั้งสองก็เรียกพี่น้องอีกสิบกว่าคนมา และเริ่มสาบานเป็น
พี่น้องกับเสิ่นชิงจู่
พอเขารู้สึกตัวอีกที รอบตัวก็มีลูกน้องเพิ่มขึ้นมาแล้ว……
เมื่อเสิ่นชิงจู่เห็นลูกน้องสิบกว่าคนยืนอยู่ด้านข้าง โค้งคำนับเขาอย่างนอบน้อม และตะโกนอะไรบางอย่าง เสิ่นชิง
จู่ถึงได้ตระหนักว่า ตนเองกลายเป็นหัวหน้าแก๊งเล็กๆ ไปเสียแล้วโดยไม่รู้ตัว
ลูกน้องกลุ่มนี้ล้วนเป็นสมาชิกของแก๊งเงามรณะ พวกเขาพาเสิ่นชิงจู่กลับไปที่สำนักงานใหญ่ แล้วแนะนำเขาให้
รู้จักกับแกนนำระดับสูงคนหนึ่ง เสิ่นชิงจู่ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้านิ่งเฉย จ้องมองไปที่
แกนนำระดับสูงด้วยสายตาที่เฉียบคมและดุร้าย
แกนนำคนนั้นดูเหมือนอยากจะถามว่าเสิ่นชิงจู่ชื่ออะไร มาจากไหน แต่เสิ่นชิงจู่ไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแต่จ้องมอง
อีกฝ่ายเช่นนั้น จนอีกฝ่ายรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ……
จากนั้นแกนนำคนนั้นก็ตบต้นขา พูดพึมพำอะไรบางอย่าง โดยมีใจความว่าเด็กคนนี้น่าสนใจมาก มีความกล้า
หาญ มีความสามารถ และยังมีแรงกดดันที่อธิบายไม่ได้ จึงรับเขาเข้าเป็นสมาชิกของแก๊งเงามรณะอย่างเป็นทางการ
แล้วทุ่มเทฝึกฝนเขา
เรื่องราวหลังจากนั้นก็ง่ายขึ้นมาก
แกนนำคนนั้นมอบหมายภารกิจให้เสิ่นชิงจู่ไปกำจัดองค์กรต่างๆ จากนั้นลูกน้องของเขาก็จะพาเขาไปยังที่ตั้งของ
กลุ่มอิทธิพลอื่นๆ แล้วเขาก็จะบุกเข้าไปซัดกับคนพวกนั้นโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง หลังจากนั้นทุกคนก็จะมองเขาด้วย
สายตาเคารพนับถือ
ชีวิตแบบนี้ดำเนินไปเกือบครึ่งปี แต่เดิมเสิ่นชิงจู่ตั้งใจจะแอบหนีไป แต่พอคิดดูแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่รู้ภาษาที่นี่ หนี
ออกไปแล้วจะทำอะไรได้? บางทีสถานการณ์อาจจะอันตรายยิ่งกว่าเดิม
อย่างน้อยที่นี่เขาก็เป็นถึงแกนนำ ไม่มีใครสงสัยในตัวเขา แค่ออกไปต่อยตีกับพวกลูกน้องทุกวัน ตำแหน่งของเขา
ในแก๊งเงามรณะก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเวลานี้ เขาค่อยๆ เรียนรู้ภาษาที่นี่ทีละน้อย ค่อยๆ ได้รับอำนาจมากขึ้น เมื่อเขากลายเป็นผู้นำสูงสุดที่นี่ ก็
จะสามารถใช้อิทธิพลนี้ไปค้นหาร่องรอยของสมาชิกคนอื่นๆ นี่จึงเป็นแผนการที่ดีที่สุด
เขาได้ช่วยแก๊งเงามรณะยึดครองดินแดนมากมายโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นบุคคลที่มีอำนาจรองจากผู้นำสูงสุดเพียง
คนเดียว จนกระทั่งเมื่อสองเดือนก่อน บอสใหญ่รุ่นที่สองเสียชีวิต เขาจึงได้กลายเป็นผู้นำสูงสุดของแก๊งเงามรณะอย่าง
แท้จริง
แต่ในตอนนี้ เรื่องที่ทำให้เขาปวดหัวก็มาถึง
ผู้นำสูงสุดต้องเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ให้กับแก๊งเงามรณะทั้งหมด แต่เขาฟังภาษาไม่รู้เรื่อง จะทำอย่างไรดี?
[1] คำว่า ‘แปดคน’ ในภาษาจีนกลาง ‘ปาเกอ’ ใกล้เคียงกับคำด่าว่า ‘บากะ’ ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งแปลว่า ‘ไอ้โง่’