ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 673 เฉาเยวียนและอันชิงอวี๋
“จริงสิ ถ้านายมาที่นี่ เจียงเอ่อร์ก็น่าจะมาด้วย” เฉาเยวียนคิดได้ดังนั้นก็รู้สึกผ่อนคลายลง “เธอไม่มีตัวตน แม้จะ
ใช้ผนึกต้องห้ามก็ไม่มีทางถูกตรวจพบ ในสถานที่แบบนี้นับว่าเป็นสวรรค์ของเธอเลยทีเดียว…”
อันชิงอวี๋กวาดตามองเฉาเยวียน สายตาหยุดลงที่โซ่ตรวนเรืองแสงสลัวที่พันธนาการเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวด
คิ้วเล็กน้อย
“โซ่ตรวนพวกนี้……”
โซ่ตรวนลึกลับเหล่านี้แทงทะลุร่างของเฉาเยวียน ฝังลึกลงไปถึงกระดูก จำกัดการเคลื่อนไหวของเขาไว้ทั้งหมด ไม่
อาจขยับเขยื้อนได้ แสงสลัวบนผิวโซ่ที่สัมผัสกับกระดูกของเขาก็เปรียบเสมือนกรดกัดกร่อน บริเวณโดยรอบเป็นแผล
เหวอะหวะน่ากลัว
ในสายตาของอันชิงอวี๋ แสงสลัวเหล่านั้นกำลังกัดกินร่างของ เฉาเยวียนอย่างช้าๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเปลวไฟ
สีดำเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนร่างกายของเฉาเยวียน คอยต่อต้านแสงสลัวเหล่านั้น ขัดขวางไม่ให้มันแพร่กระจายไปมากกว่านี้
“พวกมันกำลังกัดกินกระดูกของฉัน แต่นี่เป็นพลังของราชันทมิฬล้างผลาญที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ฉันพอจะ
ต้านทานมันได้ ไม่ถึงตายหรอก” เฉาเยวียนพูดด้วยสีหน้าซีดเผือด แต่ยังฝืนยิ้มออกมาได้
“นายไม่เจ็บเหรอ?” อันชิงอวี๋ขมวดคิ้วมุ่น มองเข้าไปในดวงตาของเฉาเยวียน
กระบวนการนี้ฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงแล้วความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะทนได้ เหมือนกับมี
คนกำลังใช้สิ่วขูดกระดูกของเขาอย่างช้าๆ ทีละนิดๆ ซ้ำๆ อยู่แบบนั้นตลอดเวลา ความเจ็บปวดนี้มันช่างยาวนานและ
ทรมาน……
เฉาเยวียนต้องทนทุกข์ทรมานกับมันมาเกือบสองปีแล้ว
“เจ็บสิ” เฉาเยวียนหัวเราะแห้งๆ “แต่ฉันไม่มีทางเลือก นอกจากอดทน……นอกจากอดทน ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง
แล้ว”
อันชิงอวี๋ขมวดคิ้วแน่น สายตากวาดมองโซ่ตรวนเหล่านั้น เขาหยิบมีดผ่าตัดสีดำหลายเล่มออกมาจากกระเป๋า พูด
ด้วยน้ำเสียงมั่นคงว่า
“ฉันจะตัดโซ่ตรวนพวกนี้ให้นายเอง…”
“ไม่ได้!”
เฉาเยวียนส่ายหน้าอย่างรุนแรง “ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ยังอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ถ้านายช่วยฉันตัดโซ่ตรวน พวกมันจะ
ต้องรู้ตัวแน่ ตอนนั้นพวกเราจะหนีไปไหนไม่ได้ นายอุตส่าห์แทรกซึมเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ นั่นแสดงว่านายต้องมี
เรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ”
“แต่ว่า…”
“ไม่ต้องสนใจฉัน แค่บาดเจ็บเล็กน้อย ทนมาสองปีแล้ว ทนอีกนิดจะเป็นอะไร” เฉาเยวียนยิ้มบางๆ “อีกอย่าง โซ่
ตรวนพวกนี้กัดกร่อนกระดูกฉันอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถูกเพลิงอำมหิตหล่อหลอมทีละน้อย ฉันรู้สึกได้ว่าความแข็งแกร่งของ
ร่างกายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การควบคุม [ราชันทมิฬล้างผลาญ] ก็ดีขึ้น ถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง”
อันชิงอวี๋นิ่งไปครู่หนึ่ง เอ่ยอย่างขมขื่น “การฝึกฝนแบบนี้……ทรมานเกินไปแล้ว”
“ฉันไม่เหมือนนายที่เฉลียวฉลาด ไม่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งแบบชีเยี่ย หรือโชคดีแบบพั่งพั่ง……อยากจะตามพวก
เขาทัน จะไม่ทนทุกข์บ้างได้ยังไง” เฉาเยวียนยิ้มพลางส่ายหน้า “ไปเถอะ ไม่ต้องสนใจฉัน ไปทำสิ่งที่นายควรทำ เมื่อถึง
เวลาค่อยกลับมาช่วยฉัน”
อันชิงอวี๋ยืนนิ่ง ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าหนักแน่น
“ตกลง สามวัน ขอเวลาฉันอีกสามวัน!” ดวงตาของอันชิงอวี๋ฉายแววมุ่งมั่น “ภายในสามวัน ฉันจะจัดการพวกผู้
ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ แล้วกลับมาช่วยนายให้ได้!”
จัดการพวกผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ภายในสามวัน?
หากเป็นคนอื่นเอ่ย เฉาเยวียนคงไม่เชื่อ แต่ถ้าเป็นอันชิงอวี๋……เรื่องก็ต่างออกไป
ถ้าอันชิงอวี๋บอกว่าทำได้ ก็ต้องทำได้อย่างแน่นอน
“ตกลง” เฉาเยวียนพยักหน้า “ฉันจะรอ”
อันชิงอวี๋มองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินออกไปอย่างแน่วแน่
เมื่อประตูคุกปิดลง ห้องขังก็ตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง ความเจ็บปวดแล่นริ้วทำให้ เฉาเยวียนต้องกัดฟันแน่น แต่
คราวนี้ ความเจ็บปวดแสนสาหัสนั้นกลับไม่ทรมานเกินจะทน……
หลังจากเวลาผ่านไป มุมปากของเฉาเยวียนปรากฏรอยยิ้มจางๆ
“มีเพื่อนอยู่ข้างๆ ช่างอบอุ่นหัวใจ……”
……
[ชิงอวี๋ ฉันปิดบังกล้องวงจรปิดตอนที่คุณเข้าไปในห้องขังและคุยกับเฉาเยวียนแล้ว รวมถึงลบบันทึกผู้เยี่ยมเยียน
ทั้งหมด ไม่มีใครรู้ว่าคุณเคยมาที่นี่]
เสียงของเจียงเอ่อร์ดังขึ้นในหูฟังบลูทูธ อันชิงอวี๋พยักหน้ารับเบาๆ
“ขอบใจมาก”
[คุณมั่นใจจริงๆ เหรอว่าจะจัดการกับพวกผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ภายในสามวัน] น้ำเสียงของ
เจียงเอ่อร์เต็มไปด้วยความกังวล [พวกนั้นแต่ละคนล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นอนันต์ อีกทั้งยังมีความสามารถที่ทรงพลัง
ตอนนี้คุณยังขาดอีกครึ่งก้าวกว่าจะก้าวเข้าสู่ขั้น ‘พิภพ’ ]
“ใครบอกว่าฉันจะฆ่าพวกเขาซึ่งๆ หน้าล่ะ” อันชิงอวี๋ดันแว่นตา เลนส์สะท้อนแสงไฟสีขาวซีด พูดเบาๆ ว่า “ก้าว
สุดท้ายนี้ ฉันจะเดิมพันครั้งใหญ่”
[ฉันเชื่อในตัวคุณ]
“ข้อมูลของหนูทดลองหมายเลข 0 เรียกดูได้หรือยัง”
[เรียกดูเสร็จแล้ว] เสียงของเจียงเอ่อร์หยุดชะงักครู่หนึ่ง แล้วเริ่มอ่านข้อมูลเกี่ยวกับหนูทดลองหมายเลข 0
ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
[หนูทดลองหมายเลข 0 ชื่อจริงคือ โยริ ทากิชิโระ อายุ 13 ปี เป็นลูกชายของยูริ โคกูเท็ตสึ อาชญากรที่ถูก
ประกาศจับระดับ ‘ปีศาจร้าย’ ผู้ตื่นพลังรุ่นที่สองของ ‘โลหิตราชัน’
ระยะเวลาการทดลองและสังเกตการณ์ยาวนาน 13 ปี 2 เดือน 6 วัน…
วันที่ 16 กันยายน ปีศักราชใหม่ 101 ทำการทดสอบความบริสุทธิ์ของ ‘โลหิตราชัน’ ครั้งที่ 138 ผลการทดสอบ
พบว่าความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น 0.13% เมื่อเทียบกับครั้งที่ 137 ผลการวิเคราะห์…
วันที่ 3 ตุลาคม ปีศักราชใหม่ 101 ทำการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์รุ่นที่ 6 ระดับเบต้าเข้าเส้นเลือด ความแข็งแกร่ง
ของพลังจิตเพิ่มขึ้น 2.82% ผลการวิเคราะห์……
วันที่ 4 ตุลาคม ปีศักราชใหม่ 101 เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ระดับเบต้า อาเจียน
เป็นเลือด สีหน้าซีดเหลือง หมดสติ ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ระดับแกมม่า เร่งปลุกศักยภาพร่างกาย ฟื้นคืนสติเวลา
20:14:07 น.ของวันเดียวกัน…
วันที่ 19 ตุลาคม ปีศักราชใหม่ 101 ทำการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์เสริมรุ่นที่ 6 ระดับเบต้าเข้าเส้นเลือด…]
ขณะที่ฟังเจียงเอ่อร์อ่านรายงานการทดลองสองเดือนล่าสุด คิ้วของอันชิงอวี๋ขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“พวกผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์นี่ต้องการทำอะไรกับเด็กคนนี้กันแน่……เจียงเอ่อร์ พิมพ์รายงานการทดลองฉบับสมบูรณ์
สิบสามปีมาให้ฉันหนึ่งชุด ฉันจะศึกษาการทดลองนี้ตั้งแต่ต้น ฉันอยากรู้ว่าพวกผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ที่ครอบครองเทคโนโลยี
ล้ำสมัยนี่ กำลังคิดอะไรบ้าๆ อยู่กันแน่……”
[ได้]
เมื่ออันชิงอวี๋กลับมาถึงห้องควบคุมกลาง รายงานการทดลองกว่าแปดร้อยหน้าก็ถูกกองไว้บนโต๊ะของเขาเป็น
ภูเขาลูกเล็กๆ แล้ว
การเข้าไปในเขตคุมขังของอันชิงอวี๋ครั้งนี้ มีเจียงเอ่อร์คอยคุ้มกันตลอดทาง แฮ็กระบบกล้องวงจรปิด ลบบันทึก
ทั้งหมดที่เขาปรากฏตัว จึงไม่ได้ทำให้ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์คนอื่นๆ ตื่นตระหนก พวกเขาไม่รู้ตัวเลยว่าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
แห่งนี้จะมีผู้บุกรุกแฝงตัวอยู่ใกล้ชิดกับพวกเขาอย่างลับๆ……
อันชิงอวี๋นั่งลงข้างโต๊ะเตี้ย หยิบรายงานการทดลองขึ้นมา แล้วเริ่มพลิกอ่านอย่างละเอียดทีละฉบับ
เวลาผ่านไป ความประหลาดใจในดวงตาของอันชิงอวี๋ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ดวงตาทั้งคู่ของเขาก็เต็มไป
ด้วยความตกตะลึง!
“การทดลองนี้……พวกผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์นี่บ้าไปแล้วเหรอ?!”