ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 748 ชื่อของพวกเราคือ……
เฉาเยวียนกวาดตามองผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยใบหน้าซีดเซียว เขาวางมือลงบนด้ามดาบอย่าง
ใจเย็น
ฝ่ามือบีบแน่น ดาบถูกชักออกมา!
ชิ้ง!
เมื่อดาบถูกชักออกมา เปลวเพลิงอำมหิตสีดำลุกโชนขึ้นในดวงตาของเฉาเยวียน ในพริบตาก็ปกคลุมทั่วร่างของ
เขา พลังอำมหิตที่เหลือกลายเป็นเสื้อคลุมราชาสีดำสนิทที่ลุกโชนอยู่ด้านหลังเขา
ดุร้าย โหดเหี้ยม แต่เปี่ยมด้วยบารมีอันเกรียงไกร
ท่ามกลางสายฝน เขาถือดาบด้วยมือขวา สวมเสื้อคลุมพลังอำมหิต ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำดั่งโลหิต!
มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ ราวกับกำลังพยายามควบคุมรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัว แต่การข่มกลั้นนี้กลับ
ไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจ ตรงกันข้าม มันกลับทำให้รู้สึกขนลุกขนพอง!
ในชั่วขณะที่สัมผัสได้ถึงพลังนี้ ทุกคนที่อยู่บนจานบินสีเงินพลันสั่นสะท้าน
ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ก็รู้สึกเช่นนั้น เพราะรูปลักษณ์ของเฉาเยวียน ทำให้พวกเขานึกถึงฝันร้ายเมื่อสองปีก่อนตอน
ที่ถูกเฉาเยวียนที่กลายเป็นปีศาจบดขยี้ลงกับพื้น แม้ว่าตอนนี้กลิ่นอายของเฉาเยวียนจะอ่อนแอกว่าตอนนั้นมาก แต่
บาดแผลทางจิตใจก็ยังคงอยู่
ส่วนพวกหลินชีเยี่ยรู้สึกสั่นสะท้านเพราะ…
แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเฉาเยวียนนั้นอยู่ในขั้น ‘พิภพ’
เขา… ทะลวงขีดจำกัดแล้วงั้นเหรอ?
ในบรรดาทุกคน มีเพียงอันชิงอวี๋ที่ไม่รู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้
เขาจ้องมองเฉาเยวียนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับถือดาบ ในขณะที่พลังอำมหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เขาดัน
แว่นตาขึ้น
สองปีก่อน ร่างกายของเฉาเยวียนถูกทำลายด้วยการลงทัณฑ์จากสวรรค์ น่าจะเป็นพลังราชันทมิฬในร่างของเขา
ที่ช่วยสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ และทำให้เขาฟื้นคืนชีพ ขีดจำกัดของระดับพลังในร่างกายก็น่าจะถูกทำลายไปด้วย และใน
ช่วงสองปีที่ผ่านมา เขายังถูกโซ่กัดกร่อนกระดูก พลังอำมหิตและพลังของโซ่กัดกร่อนกระดูกได้ปะทะกันเป็นเวลาสองปี
ซึ่งถือเป็นการฝึกฝนสำหรับเขา
ด้วยความทุกข์ทรมานและยากลำบากที่เฉาเยวียนเผชิญ การที่เขาบรรลุขั้นพิภพ จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
สายฝนโปรยปรายลงบนร่างของเฉาเยวียนที่คลุ้มคลั่ง แต่ยังไม่ทันสัมผัสร่างของเขาก็ถูกเปลวไฟระเหยไปทันที
ดวงตาสีแดงก่ำละจากร่างของผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่แล้วมองไปยังหลินชีเยี่ย
เขาค่อยๆ อ้าปาก แล้วเอ่ยเสียงแหบพร่า
“เฉาเยวียน หน่วยม่านราตรี……ขอกลับเข้าหน่วย”
หลินชีเยี่ยชะงัก
เขาไม่คิดว่าในสภาวะคลุ้มคลั่งเช่นนี้ เฉาเยวียนจะสามารถพูดได้แล้ว ดูเหมือนว่าช่วงที่ผ่านมา การควบคุมผนึก
ต้องห้ามภายในร่างกายของอีกฝ่ายจะก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น
เขากำลังจะตอบ แต่เสียงคุ้นหูก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ
“ฉากที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้จะขาดผมไปได้ยังไง?”
เมื่อได้ยินเสียงนี้ หลินชีเยี่ยก็เบิกตากว้าง
เขาหันกลับไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาเปล่งประกายด้วยความยินดี!
เสียงนี้……เขาตื่นแล้วงั้นเหรอ?!
ภาพไท่จี๋แปดทิศขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ร่างอ้วนท้วมปรากฏขึ้นตรงกลางหยินหยาง มือทั้งสองไพล่
หลัง มุมปากภายใต้หน้ากากตือโป๊ยก่ายยกขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
เขายื่นมือออกไป ชี้นิ้วลงไปเบื้องล่าง
“สรรพสิ่งจงปลดอาวุธ”
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!!
อาวุธทั้งหมดภายในรัศมีห้ากิโลเมตรของโตเกียว ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ปืนที่เก็บไว้ในสถานีตำรวจโตเกียว อาวุธที่ซ่อนอยู่ในตระกูลซามุกาวะและตระกูลคาเซมัตสึริ รวมทั้งอาวุธหนักใน
ฐานทัพทหารที่ถูกทิ้งร้าง… ดาบ กระบี่ ปืน ดินปืน ปืนใหญ่!
อาวุธนับพันนับหมื่นราวกับคลื่นสีดำ ม้วนตัวขึ้นจากเมืองที่เต็มไปด้วยแสงไฟสู่ท้องฟ้า พุ่งเข้าหาภาพไท่จี๋แปดทิศ
ขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่!
ในขณะเดียวกัน กระเป๋าของหลินชีเยี่ยพลันสั่นไหว [พื้นที่อิสระ] ลอยออกมา
วัตถุต้องห้ามมากมายหลั่งไหลออกมาจาก [พื้นที่อิสระ] โอบล้อมรอบร่างอ้วนท้วมนั้น ราวกับริ้วแสงจากสมบัติ
ทำให้ตาพร่าและจิตใจลุ่มหลง!
ร่างนั้นไพล่มือไว้ด้านหลัง เท้าเหยียบบนภาพไท่จี๋แปดทิศ ยืนอยู่ท่ามกลางวัตถุต้องห้ามมากมาย ด้านหลังของเขา
ภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ปืนนับไม่ถ้วนที่ลอยอยู่เล็งไปที่ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ พร้อมกับเสียงขึ้นลำกล้อง ดังกึกก้องไปทั่ว
ฟ้ายามค่ำคืน
เขายิ้มพลางเอ่ยว่า
“ไป๋หลี่พั่งพั่งจากหน่วยม่านราตรี… ขอกลับเข้าหน่วย!”
ไป๋หลี่พั่งพั่ง……ก็อยู่ในขั้นพิภพเช่นกัน!
ข้างกายเขา ร่างที่สวมเสื้อคลุมลายเมฆปรากฏขึ้น
เป็นชายที่สวมหน้ากากจิ้งจอกขาว นิ้วกลางและนิ้วนางข้างขวาสวมแหวนสีขาวและสีดำ
ภายใต้หน้ากาก เขามองหลินชีเยี่ยด้วยสีหน้าซับซ้อน หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ก็ยิ้มอย่างขมขื่น
“เสิ่นชิงจู่ หน่วยม่านราตรี……ขอกลับเข้าหน่วย”
ผู้ส่งสารศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่มองร่างที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันเหล่านี้ด้วยความงุนงง
ทำไม……
จู่ๆ ก็กลายเป็นเจ็ดคนไปแล้ว?
หลินชีเยี่ยกวาดตามองเฉาเยวียน ไป๋หลี่พั่งพั่ง และเสิ่นชิงจู่ ดวงตาภายใต้หน้ากากซุนหงอคงสว่างไสวอย่างที่ไม่
เคยมีมาก่อน!
เขาอ้าปาก ราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้าย พันคำหมื่นคำก็กลายเป็นคำพูดสั้นๆ
“ยินดีต้อนรับ……กลับเข้าหน่วย!!”
ม่านราตรีปกคลุมท้องฟ้า ใต้สัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนก้อนเมฆ ร่างทั้งเจ็ดที่พลัดพรากจากกันมาหลายปี ได้กลับมา
รวมตัวกันอีกครั้ง
พวกเขาอยู่ที่นี่ เพราะม่านราตรีนี้
พวกเขามาอยู่ที่นี่ เพราะพวกเขา… คือ ‘ม่านราตรี’
ในขณะที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนมาเยือน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่มุมใดของโลก สุดท้ายก็จะกลับมารวมตัวกันภายใต้ม่าน
ราตรีนี้ ยืนเคียงข้างกัน
เหมือนดังคำสาบานที่พวกเขาเคยให้ไว้ในม่านหมอก
‘ฉันขอเพียงให้ทุกคนที่ฉันหวงแหนภายใต้ม่านราตรีนี้ ปลอดภัยชั่วนิรันดร์
ศัตรูของฉัน วิญญาณและจิตใจจะถูกทำลาย
ฉันต้องการให้พวกเรากำหนดโชคชะตาของตัวเอง ฉันต้องการให้พวกเราไร้พ่าย…’
เงาร่างเจ็ดคน หน้ากากทั้งเจ็ด ยืนนิ่งอยู่ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน ท่ามกลางสายฝน เหนือสรรพสิ่ง
พวกเขามองหน้ากัน รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคน
“พวกนาย……” ภัยพิบัติคุกในชุดคลุมดำมองไปรอบๆ ดวงตาฉายแววสงสัย “พวกนายเป็นใครกันแน่? มาจาก
ไหน? โผล่มาได้ยังไง?!”
หลินชีเยี่ยจับจ้องไปที่ภัยพิบัติคุก
ภายใต้หน้ากาก รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป
เขาก้าวไปข้างหน้า ดวงตาเย็นชาจ้องมองภัยพิบัติคุก พูดเน้นย้ำทีละคำ
“พวกเราคือหน่วยพิทักษ์ราตรีแห่งต้าเซี่ย หน่วยรบพิเศษที่ห้า เราคือผู้ลบหลู่เทพเจ้า เราคือพวกนอกรีต ชื่อของ
พวกเราคือ…… ‘ม่านราตรี’”
เขาจับด้ามดาบ [โคกุโจ] และ [วาตาริคุ] ก่อนจะชักออกมาพร้อมกัน!
แสงดาบสีดำและสีม่วงสองสายพุ่งออกมา พุ่งเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องล่าง!
สายฝนเทกระหน่ำลงมา
ท่ามกลางม่านฝนที่หนาแน่น หลินชีเยี่ยถือดาบทั้งสอง ดวงตาลุกโชนราวกับเตาหลอมสีทอง
เขาเอ่ยเสียงเรียบ
“วันนี้ หน่วยม่านราตรีแห่งต้าเซี่ย ขอประกาศสงคราม… กับอำนาจเทพเจ้าแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์!”
เคร้ง!!
ในวินาทีที่ [วาตาริคุ] สัมผัสกับพื้นผิวของจานบินสีเงิน แสงสีม่วงพลันสว่าง ตามด้วยรอยร้าวที่ปรากฏขึ้นบนพื้น
ผิวของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ภายใต้พลังแห่งหายนะที่พลุ่งพล่าน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!