ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 790 กองกำลังที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน
“พูดถึงเรื่องนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่ผมได้เห็นหน่วยฟีนิกซ์……” ไป๋หลี่พั่งพั่งโพล่งขึ้นพลางควบคุมอาวุธกำจัด
สิ่งลึกลับที่เหลืออยู่ไม่มากภายในกำแพง ขณะเดียวกันก็จ้องมองร่างแปดร่างที่ยืนอยู่หน้าด่านเฉินหลง ดวงตาฉายแวว
สงสัย “แปลกจัง ทำไมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงล่ะ?”
“อืม หน่วยฟีนิกซ์ นอกจากรองหัวหน้าหน่วยข่งซางแล้ว สมาชิกคนอื่นเป็นผู้หญิงทั้งหมด” อันชิงอวี๋อธิบาย “มี
ข่าวลือว่า หากต้องการเข้าร่วมหน่วยฟีนิกซ์ จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากสายเลือดฟีนิกซ์ และผู้หญิงมีโอกาสได้รับ
การยอมรับจากสายเลือดฟีนิกซ์มากกว่าผู้ชายมาก ดังนั้นหน่วยฟีนิกซ์จึงมีผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่เสมอ ช่วงที่มีผู้ชายมาก
ที่สุดก็มีแค่สามคนเท่านั้น”
“วีรสตรีงั้นเหรอ?” ไป๋หลี่พั่งพั่งอดไม่ได้ที่จะปรบมือ “พอนายพูดแบบนี้ ผมก็รู้สึกอิจฉารองหัวหน้าหน่วยคนนั้น
ขึ้นมาซะงั้น……”
“อิจฉาเหรอ? ตอนที่อยู่ที่ชางหนานปีนั้น หัวหน้าหน่วยเซี่ยซือเหมิงของหน่วยฟีนิกซ์พยายามอย่างหนักที่จะดึง
หลินชีเยี่ยเข้าหน่วยฟีนิกซ์นะ”
อันชิงอวี๋ดันแว่นตา “ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นชีเยี่ยมีอาการทางจิต ตอนนี้คงมีแต่รองหัวหน้าหน่วยฟีนิกซ์ หลินชี
เยี่ย แทนที่จะเป็นหัวหน้าหน่วยม่านราตรี หลินชีเยี่ยแล้วล่ะ”
“เฮ้อ นี่แหละชะตากรรม……” ไป๋หลี่พั่งพั่งมองไปยังร่างที่ยืนอยู่ในวงเวทย์ในระยะไกล จู่ๆ ก็รู้สึกโล่งใจที่หลินชี
เยี่ยมีอาการทางจิต ถ้าตอนนั้นหลินชีเยี่ยเลือกที่จะเข้าร่วมหน่วยฟีนิกซ์ หน่วยม่านราตรีในตอนนี้ก็คงไม่มีอยู่แล้ว……
และเขาคงกลายเป็นเพียงศพเย็นเฉียบที่ถูกฝังอยู่ในตระกูลไป๋หลี่ที่กว่างเซิ่น
ในความมืดมิด ทุกอย่างดูเหมือนจะบังเอิญ ทว่าก็สมเหตุสมผล ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเชื่อมโยงเส้นทาง
ชะตากรรมของพวกเขาทุกคนไว้รอบๆ ตัวหลินชีเยี่ย
เนื่องจากการมาของหน่วยฟีนิกซ์ พวกเธอได้แบ่งเบาภาระส่วนใหญ่ของหน่วยม่านราตรีโดยตรง ทำให้จำนวนฝูง
สิ่งลี้ลับที่ช่องโหว่ลดลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้การโจมตีร่วมกันของทั้งหกคน พวกเขาก็สามารถสังหารพวกมันได้ทั้งหมดใน
เวลาอันรวดเร็ว
หกคนมารวมตัวกัน มองดูสนามรบรอบๆ ที่เต็มไปด้วยความโกลาหล
เสิ่นชิงจู่เอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วต่อไปจะทำยังไง?”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ทุกคนก็หันไปมองอันชิงอวี๋อย่างพร้อมเพรียง
หลินชีเยี่ยไม่อยู่ อันชิงอวี๋จึงเป็นแกนหลักของหน่วย ด้วยสติปัญญาอันเป็นเลิศและความสามารถในการตัดสินใจ
ของเขา เขามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะนำหน่วยม่านราตรีทั้งหมด
สายตาของอันชิงอวี๋กวาดมองไปยังสมาชิกหน่วยม่านราตรีทุกคน แม้ว่าพวกเขาจะต่อสู้มาไม่นาน แต่เมื่อเผชิญ
หน้ากับการโจมตีของฝูงสิ่งลี้ลับทั้งหมด ทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บยกเว้นเจียหลาน ร่างกายเต็มไปด้วยโคลนและเลือด แต่
ดวงตายังคงเปล่งประกายอย่างเจิดจ้า
อันชิงอวี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “ทุกคนยังสู้ต่อได้ไหม?”
“แน่นอน” เจียหลานยื่นมือออกมาตบอกตัวเอง “ฉันยังสู้ได้อีกทั้งวันเลย!”
“โฮก!” เฉาเยวียนผู้คลุ้มคลั่งแสดงความเห็นด้วยอย่างแรง
“ก็แค่บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย” เสิ่นชิงจู่กล่าวเสียงเรียบ “นายสั่งการมาเลย”
อันชิงอวี๋เห็นว่าทุกคนยังอยู่ในสภาพที่ดี จึงพยักหน้า แล้วมองไปยังนอกกำแพงเหล็ก ที่มีร่างสีทองแปดร่างกำลัง
ต่อสู้อย่างดุเดือดท่ามกลางฝูงสิ่งลี้ลับ
“พวกเราไปข้างนอกกำแพงกันเถอะ เราไม่ควรปล่อยให้หน่วยฟีนิกส์ต่อสู้ตามลำพัง เพราะว่า……พวกเราก็
เหมือนกับพวกเขา เราต่างก็เป็นหน่วยรบพิเศษ หน่วยรบพิเศษจะมีเหตุผลอะไรให้มาหลบอยู่ด้านหลังกัน?”
“ดี!”
เมื่อเสียงพูดจบลง หน่วยม่านราตรีทั้งหกคนก็เดินข้ามสนามรบที่เต็มไปด้วยรอยเลือดและซากศพที่แหลก
ละเอียด พร้อมกันนั้นก็วิ่งออกไปนอกกำแพงเมืองที่พังทลาย
……
นอกด่าน
เปรี้ยง!!
เซี่ยซือเหมิงซัดออกไปหนึ่งหมัด ทำลายสิ่งลี้ลับสิบกว่าตัวตรงหน้าแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยละล่องใน
อากาศ
ท่ามกลางเสียงคำรามและเสียงกรีดร้องที่ไร้ที่สิ้นสุด เซี่ยซือเหมิงหันกลับมามองดูสิ่งลี้ลับไม่กี่ตัวที่หลุดรอดไปได้
และกำลังวิ่งเข้าไปในช่องกำแพง เขาขมวดคิ้วทันที แล้วตะโกนไปยังสมาชิกหน่วยที่สวมเสื้อคลุมสีทองไม่ไกลนัก
“ขยายแนวรบให้ยาวขึ้นอีก! ช่องโหว่ในกำแพงใหญ่เกินไป พวกเรายังปิดกั้นไม่หมด!”
“รับทราบ!”
เมื่อได้ยินเสียงของเซี่ยซือเหมิง ข่งซางก็รีบวิ่งไออกไปทันที เขาพยายามสังหารฝ่าฝูงสิ่งลี้ลับออกไป แต่ไม่นานก็มี
สิ่งลี้ลับไหลบ่าเข้ามามากขึ้น แยกเขาออกจากสมาชิกหน่วยคนอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ของกันและกัน
ได้ ดวงตาของข่งซางฉายความกังวลออกมาอย่างหนักหน่วง
ทันใดนั้น เสียงร้องโหยหวนของสิ่งลี้ลับหลายเสียงก็ดังมาจากด้านหลัง เขาชะงักไปชั่วขณะ หันหลังกลับไปมอง
เห็นเพียงร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลหกร่างกำลังวิ่งออกมาจากกำแพงเมืองที่พังทลาย!
“พี่ๆ จากหน่วยฟีนิกซ์! น้องชายมาช่วยพวกพี่แล้ว!” ไป๋หลี่พั่งพั่งหัวเราะร่า ภาพไท่จี๋แปดทิศใต้เท้าของเขาหมุน
วน ในชั่วพริบตาต่อมาร่างของเขาก็ยืนขวางอยู่กลางช่องโหว่ในแนวป้องกันของหน่วยฟีนิกซ์
รอบกายของเขาปะทุอแสงสว่างจ้าออกมา ใช้วัตถุต้องห้ามรับแรงปะทะจากคลื่นสิ่งลี้ลับได้อย่างแข็งแกร่ง
เส้นใยที่มองไม่เห็นลอยวนอยู่ในอากาศ เก็บเกี่ยวชีวิตของสิ่งลี้ลับอย่างบ้าคลั่ง ในจำนวนหกคนนั้น อันชิงอวี๋แบก
โลงศพสีดำเดินอย่างสงบมาอยู่ข้างหน่วยฟีนิกซ์
“สวัสดี ฟีนิกซ์” เขายิ้มพลางเอ่ยปาก “พวกเรา……คือม่านราตรี”
เซี่ยซือเหมิงจำได้แม่นว่าคนกลุ่มนี้คือสมาชิกหน่วยของหลินชีเยี่ย แต่ชื่อม่านราตรีนี้ เธอเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้ง
แรก
“ม่านราตรี?” เซี่ยซือเหมิงราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่มืดสนิทเบื้องบน แล้วยิ้มบางๆ
“เป็นชื่อที่ไม่เลวเลย……”
…
หน้าด่านเฉินหลง สมรภูมิวุ่นวายไปทั่ว สองหน่วยรบพิเศษร่วมมือกันยืนหยัดอยู่หน้ากำแพง ต้านทานการโจมตี
ของคลื่นสิ่งลี้ลับที่อยู่แนวหน้าอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่อีกหนึ่งหน่วยรบพิเศษบินตรงไปยังขอบสุดของทัศนวิสัย
เริ่มดำเนินแผนการบั่นหัว
สามหน่วยร่วมมือกัน จึงจะถือว่าสถานการณ์มั่นคงอย่างสมบูรณ์
บนท้องฟ้ายามค่ำคืน โค้ดสีเขียวปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ล่องลอยและหมุนวนในอากาศ ไม่นานก็รวมตัวกันเป็น
ชายคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตลายสก็อตและหมวกแก๊ป
“ในที่สุดก็มาถึงสักที……” กวนไจ้มองดูสถานการณ์เบื้องล่าง ถอนหายใจยาว
หลายชั่วโมงก่อนหน้านี้ หลังออกจากด่านเฉินหลง กวนไจ้ก็ตรงไปยังเมืองหลวง เตรียมตัวหาลู่อู๋เหวยเพื่อไล่ล่าผู้
บุกรุกที่หนีเข้าไปยังโลกในกระจก แต่ไม่คาดคิดว่าเขาเพิ่งจะมอบกระจกให้อีกฝ่าย ก็มีโทรศัพท์โทรเข้ามา ทำให้เขาต้อง
รีบกลับมาอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป
กวนไจ้มองดูสถานการณ์อย่างคร่าวๆ เตรียมจะเข้าร่วมสนามรบ ทว่าแสงสีฟ้าเขียวก็พุ่งลงมาจากเมฆด้วย
ความเร็วน่าตกใจเสียก่อน
แสงสีฟ้าเขียวนั้นซ่อนตัวอยู่ในหมอกอลวน ดูเหมือนนกขนาดใหญ่ มันดูเหมือนจะสังเกตเห็นการมีอยู่ของกวนไจ้
ด้วย จึงเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศ บินมาอยู่ตรงหน้ากวนไจ้
แสงสีฟ้าเขียวจางหายไป หมอกหมุนวน ค่อยๆ รวมตัวเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีแดงเข้ม
“จั่วชิง ในที่สุดนายก็มา” กวนไจ้เห็นคนผู้นั้นจึงขมวดคิ้ว