ผมเป็นเจ้าของโรงพยาบาลจิตเวชพิศวง - บทที่ 799 ระเบียบของเมืองหลวง
แสงอาทิตย์สีเหลืองอำพันค่อยๆ หรี่ลง แสงไฟในเมืองอันเจริญรุ่งเรืองเริ่มสว่างขึ้นทีละดวง ราตรีมาเยือน แสงไฟ
ในเมืองราวกับดวงดาวที่ประดับอยู่บนผืนแผ่นดิน แผ่กระจายบรรยากาศอันเหมือนห้วงฝัน
บนยอดตึกสูงแห่งหนึ่งในเมืองหลวง ชายคนหนึ่งสวมเสื้อโค้ทสีดำยืนอยู่ที่นั่น รอบตัวมีค้างคาวนับไม่ถ้วนบินวน
เวียน หลังจากบินวนอยู่ครู่หนึ่ง พวกมันก็พากันบินขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ความมืดในดวงตาจางหายไป เขาหันไปมองชายที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วกล่าว “ฉันจะค้นหาทาง
ทิศตะวันออก นายค้นหาทางทิศตะวันตก”
“รับทราบ”
อันชิงอวี๋ดันแว่นตา ที่ชั้นล่างของตึก หนูนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าไปในถนนที่มืดมิด ราวกับทะเลเงามืด ในชั่วพริบตาก็
หายวับไปในเมือง
ด้วยตาข่ายฟ้าดินของหลินชีเยี่ยและอันชิงอวี๋ การค้นหาทั่วทั้งเมืองหลวงก็เป็นเรื่องที่ใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสอง
ชั่วโมงเท่านั้น
“ฉันจะไปเดินเล่นแถวเขตตะวันออกของเมืองด้วย บางทีพลังจิตของฉันอาจจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเด็กผู้หญิงคน
นั้น” หลินชีเยี่ยมองไปทางอันชิงอวี๋ “นายจะไปด้วยกันไหม?”
“ไม่ล่ะ ฉันตามความเร็วของนายไม่ทันหรอก” อันชิงอวี๋ยิ้มอย่างจนใจ เขาลูบโลงศพสีดำบนหลังแล้วพูดว่า “ฉัน
จะใช้เวลาช่วงนี้เพิ่มความเสถียรให้กับสนามแม่เหล็กของเจียงเอ่อร์ ไม่อย่างนั้นถ้าเจอกับการระเบิดครั้งใหญ่แบบนั้นอีก
เธออาจจะได้รับผลกระทบและบาดเจ็บได้ง่าย”
หลินชีเยี่ยขมวดคิ้ว “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ดูเหมือนว่าหลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ของนายกับเจียงเอ่อร์
จะดีขึ้นมากเลยนะ?”
“ความสัมพันธ์ของพวกเราสองคนก็ไม่เลวนี่ใช่ไหม?”
“มันไม่เหมือนกัน ความรู้สึกมันต่างกัน ฉันรู้สึกว่า……พวกนายมีความพิเศษต่อกันและกัน”
“จริงเหรอ?”
“จริง”
“เหมือนเจียหลานกับนายน่ะเหรอ?”
“หือ? นี่มันเกี่ยวอะไรกับฉันและเจียหลาน?”
“……” อันชิงอวี๋กะพริบตา “อาจจะมั้ง?”
หลินชีเยี่ยเดินไปหาอันชิงอวี๋ ตบไหล่เขาเบาๆ “อืม……ฉันจะไปตามหาร่องรอยของเด็กคนนั้นแล้ว ถ้าเจอเธอเมื่อ
ไหร่ อย่าลืมติดต่อพวกเรานะ”
“ไม่มีปัญหา”
หลินชีเยี่ยหันหลังกลับ มองคนที่ยืนอยู่ใต้แสงไฟกับโลงศพเป็นครั้งสุดท้าย ร่างของเขาก็กลายเป็นเงาสีดำ หายวับ
ไปในความมืด
หลังจากที่จากไป เงาสีขาวสายหนึ่งลอยออกมาจากโลงศพสีดำอย่างเงียบงัน รอยแดงบนแก้มยังไม่จางหาย เธอ
แอบมองอันชิงอวี๋ เสียงดังออกมาจากหูฟังบลูทูธที่อันชิงอวี๋สวมอยู่
[พวกคุณ… กำลังพูดอะไรกันเหรอ?]
“พวกเรากำลังพูดอะไร เธอก็ได้ยินอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” อันชิงอวี๋หัวเราะ
เจียงเอ่อร์ชะงักไป รอยแดงบนใบหน้ายิ่งเข้มขึ้น เธอหันหน้าไปอีกทาง [คุณ… คุณจะปรับปรุงสนามแม่เหล็กให้
ฉันเมื่อไหร่?]
“ก็ตอนนี้ไง” อันชิงอวี๋ยื่นมือออกไปลูบโลงศพด้านหลัง “รอฉันหาที่เงียบๆ ที่ไม่มีคนก่อน……”
[……อืม]
……
เมืองหลวง เขตตะวันตก
บนเส้นทางเล็กๆ ในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง มีเงาสองร่างกำลังเดินขึ้นบันไดในป่าที่มืดมิด
“หน่วยพิทักษ์ราตรี……”
หลังจากฟังคำอธิบายของหลี่เจินเจิน ฟางโม่ก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “นั่นหมายความว่า แค่เข้าร่วมหน่วยพิทักษ์
ราตรี ก็มีโอกาสได้พบกับหลินชีเยี่ยใช่ไหม?”
“ใช่ แต่ว่า……”
หลี่เจินเจินพูดได้ครึ่งประโยค ม่านตาพลันหดเล็กน้อย เธอเหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง จึงหันไปมองฟางโม่ที่อยู่
ข้างกายอย่างรวดเร็ว
“นายทำอะไรกับฉัน? ทำไมฉันถึงบอกเรื่องพวกนี้กับนาย?!”
“อย่าตื่นตระหนก ฉันแค่อยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเขาเพิ่มเติมเท่านั้น ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเธอ” ฟางโม่ยิ้ม
“เมื่อกี้เธอบอกว่า ค่ายฝึกอบรมทหารใหม่ของหน่วยพิทักษ์ราตรีกำลังจะเริ่มแล้วใช่ไหม?”
“……นายต้องการอะไร?”
“อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น บางทีในอนาคต เราอาจจะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันก็ได้” ฟางโม่พูดอย่าง
เฉยเมย
“นายอยากเข้าร่วมหน่วยพิทักษ์ราตรีเหรอ?”
ฟางโม่เดินขึ้นบันไดหินเงียบๆ โดยไม่ตอบคำถาม
“หลังจากเจอหลินชีเยี่ยแล้ว นายจะทำอะไรกับเขา?” ฟางโม่ยังคงเงียบไม่พูดอะไร
“นายล้วงข้อมูลจากฉันมาเยอะแล้ว พอถึงตาฉันถาม นายก็ทำเป็นใบ้เลยเหรอ?” หลี่เจินเจินพูดอย่างโมโห “นาย
เป็นคนยังไงกันแน่?!”
“ชู่!”
ฟางโม่หยุดเดิน ทำสัญญาณมือให้หลี่เจินเจินเงียบ
หลี่เจินเจินชะงัก ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปิดปากเงียบ
ฟางโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหันไปมองรอบๆ หูขยับเบาๆ เหมือนหูแมว ราวกับกำลังฟังอะไรบางอย่าง ดวงตา
เต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“มีอะไรไม่ชอบมาพากล” ฟางโม่พูดเสียงเบา
“ตรงไหนที่ไม่……” หลี่เจินเจินพูดได้ครึ่งประโยค เหมือนจะรู้สึกถึงบางอย่าง จึงหันไปมองด้านหลัง
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ บันไดหินที่พวกเขาเดินมา ถูกปกคลุมด้วยม่านบางๆ หมอกจางๆ บดบังป่าด้านหลัง ทำให้ไม่
สามารถมองเห็นทิวทัศน์ในสวนสาธารณะได้
“มีสิ่งลี้ลับเหรอ?” หลี่เจินเจินหรี่ตาลงเล็กน้อย เธอยื่นมือไปในอากาศว่างเปล่าแล้วกำ ทันใดนั้นคันธนูสีทองก็
ปรากฏในมือ “ความหนาแน่นของหมอกไม่สูงนัก ผนึกต้องห้ามครอบคลุมพื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของยอดเขา สิ่งลี้ลับนี้
น่าจะมีระดับไม่เกินขั้นชวน”
ฟางโม่มองเธออย่างประหลาดใจ “เธอรู้ได้ยังไง?”
“ถ้านายใช้ชีวิตอยู่กับหน่วยพิทักษ์ราตรีระดับสูงของต้าเซี่ยทุกวัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความรู้พื้นฐาน” หลี่เจินเจินโก่ง
คันธนู ปลายลูกธนูรูปหัวใจค่อยๆ กวาดไปโดยรอบราวกับกำลังมองหาบางสิ่ง
ฟางโม่หยิบมีดสั้นออกมาจากที่ไหนสักแห่ง จับกลับด้ามไว้ในมือ หันหลังพิงหลี่เจินเจิน มองรอบๆ อย่างระแวด
ระวัง
“ความปลอดภัยในเมืองหลวงแย่ขนาดนี้เลยเหรอ? ถึงขั้นมีสิ่งแบบนี้ปรากฏในสวนสาธารณะได้?”
“ไม่ใช่ว่าความปลอดภัยในเมืองหลวงแย่ ตรงกันข้าม กำลังรักษาความปลอดภัยที่นี่แข็งแกร่งเกินไปต่างหาก”
หลี่เจินเจินอธิบาย “เมื่อมีหน่วย 006 อยู่ สิ่งลี้ลับทั้งหมดที่ปรากฏในเมืองหลวง ถ้าไม่ถึงขั้นอนันต์ก็ไม่กล้าปลดปล่อย
พลังออกมาตามใจชอบ พวกมันเหมือนเงามืดที่ซุกซ่อนอยู่ในเมืองนี้ หากมีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่ดึงดูดความสนใจของ
หน่วย 006 พวกมันจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินครึ่งวัน ดังนั้น สิ่งลี้ลับเหล่านี้จึงไม่กล้าทำร้ายมนุษย์ อย่างมากก็แค่ขโมยกินสัตว์
จรจัด หากมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต หน่วย 006 จะต้องเข้ามาแทรกแซงอย่างแน่นอน แต่บางครั้ง พวกมันก็ปลดปล่อย
พลังออกมาเพื่อขู่มนุษย์ที่ผ่านเขตแดนของพวกมัน นานวันเข้าก็เกิดเป็นตำนานเมืองขึ้นมา”
ฟางโม่ถามอย่างงุนงง “ในเมื่อหน่วยที่ประจำการที่นี่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำไมไม่ฆ่าพวกมันให้หมดไปเลย? การมี
สิ่งลี้ลับมากมายซุกซ่อนอยู่ในเมืองนี้ ไม่อันตรายเกินไปเหรอ?”
“ฆ่าไม่หมดหรอก” หลี่เจินเจินส่ายหน้า “เมืองหลวงใหญ่เกินไป มีประชากรอาศัยอยู่มาก สิ่งลี้ลับปรากฏตัวเร็ว
กว่าเมืองใหญ่อื่นๆ ในประเทศมาก ถ้าจะฆ่าสิ่งลี้ลับทั้งหมดในเมืองหลวง แม้หน่วย 006 จะทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่
นอน ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้……แต่การอาศัยการข่มขู่ของหน่วย 006 เพื่อสร้างระเบียบการอยู่ร่วมกันแบบนี้ ก็สามารถ
สร้าง ‘สันติภาพ’ รูปแบบหนึ่งได้ด้วยต้นทุนที่น้อยที่สุด”