ผมได้สืบทอดมรดกร้อยพันล้าน - บทที่ 5820 ภูเขาแสนลี้(1)
การเดินทางขากลับของเย่เฉินกับหลินหว่านเอ๋อร์เป็นไปด้วยความราบรื่นทุกอย่าง
เครื่องบินออกเดินทางตรงเวลาแปดโมงครึ่ง เวลาที่ถึงเมืองจินหลิงคือสิบเอ็ดมองตรง
ช่วงเที่ยง ทั้งสองคนรีบกลับไปที่โฮมสเตย์จื่อจิน ตลอดทาง หลินหว่านเอ๋อร์ประคองต้นอ่อนของมารดาแห่งชาผูเอ่อร์เอาไว้ตลอดทาง ไม่กล้าคลายออกแม้แต่วินาทีเดียว
หลังจากที่กลับถึงโฮมสเตย์จื่อจิน หลินหว่านเอ๋อร์ให้ทุกคนของโฮมสเตย์ให้หลบไปก่อนชั่วคราว มาที่สวนชั้นบนกับเย่เฉิน แล้วก็รีบนำต้นอ่อนของมารดาแห่งชาผูเอ่อร์ปลูกใหม่อีกครั้ง
และเธอจ้องมองอยู่ที่สวนอยู่หลายที ถ้าหากไม่ตัดต้นไม้อื่นในสวนทิ้ง ถ้าอย่างนั้นมีเพียงแค่ที่ว่างของริมบ่อน้ำพุร้อนที่เหมาะสมที่สุดจริงๆ
เธอชี้ไปที่พื้นที่ว่างผืนนั้นแล้วพูดกับเย่เฉิน: “ตามความรวดเร็วในการเจริญเติบโตของต้นชาตามปกติ พื้นที่โล่งของที่นี่สามารถให้ต้นชาเจริญเติบโตได้ประมาณแปดปีสิบปี เพียงแต่ไม่รู้ว่าความรวดเร็วในการเจริญเติบโตของมารดาแห่งชาผูเอ่อร์จะเร็วขนาดไหน ถ้าหากโตถึงขนาดประมาณหนึ่ง ที่โล่งของพื้นดินที่นี่ก็ไม่เพียงพอแล้ว ต้องเปลี่ยนสถานที่”
เย่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม: “ยังไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้ ตอนนี้นำมันพักไว้ที่นี่ก็พอ ชาติที่แล้วของมันมีชีวิตอยู่จนต้านทานทัณฑ์สวรรค์ได้ ชาตินี้จะต้องไม่มีทางตายตั้งแต่อายุน้อยเพราะแค่ย้ายสถานที่ไม่กี่ครั้งหรอก นำมันพักไว้ที่นี่ก่อน ต่อไปไม่แน่ว่าจะเปลี่ยนเป็นสถานที่อื่น รอให้คุณรับช่วงจากจื้อเฉิงกรุ๊ป หลังจากปรับภูเขาเอ้อหลางเรียบร้อยแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถย้ายไปปลูกที่ภูเขาเอ้อหลางได้”
หลินหว่านเอ๋อร์ส่ายหน้ากล่าว: “ต้นไม้ต้นนี้เป็นของคุณชาย ข้าน้อยเพียงแค่เลี้ยงดูปกป้องแทนคุณชาย คุณชายบอกว่าจะย้ายไปที่ไหน ข้าน้อยก็จะย้ายไปที่นั่นให้คุณชาย”
เย่เฉินกล่าวอย่างจริงจัง: “คุณกับเธออยู่ด้วยกันนานที่สุด อนาคตนำไปปลูกที่ไหน ก็ให้คุณตัดสินใจเถอะ”
หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้า: “ข้าน้อยเชื่อคุณชายทุกอย่าง”
พูดไป เธอหยิบพลั่วที่ใช้ในการทำสวนเล็กๆ ขุดหลุมหนึ่งขนาดประมาณเท่าลูกบาสเกตบอล ที่ผืนดินริมบ่อน้ำพุร้อน นำรากของมารดาแห่งชาผูเอ่อร์วางลงไปอย่างระมัดระวัง ใช้ดินที่ขุดออกมาบางส่วนถมลงไป จากนั้นหยิบขันไม้อันหนึ่ง ตักน้ำอุณหภูมิห้องในถังน้ำ รดลงไปริมๆอย่างระมัดระวัง
ในเวลานี้ แสงแดดตอนกลางวันสาดส่องมาที่บนใบอ่อนเขียวพอดี ใบสีเขียวถูกส่องจนกลายเป็นสีโปร่งแสง หลินหว่านเอ๋อร์จ้องมองใบสีเขียวที่สมบูรณ์แบบ ใบหน้าเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เย่เฉินสำรวจต้นอ่อนต้นนี้ กล่าวด้วยความสงสัย: “แค่คืนเดียวโตเร็วมาก สองใบที่ขาดไปก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำไมตอนนี้ถึงเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย”
หลินหว่านเอ๋อร์กล่าว: “อาจจะเป็นเพราะพลังงานที่เธอสะสมเอาไว้ใช้หมดไปกับขั้นตอนแทงออกมาจากดิน ต่อไปจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการค่อยๆเจริญเติบโตอย่างช้าๆถึงอย่างไรต้นชาผูเอ่อร์ต้องใช้เวลาสามสิบปีถึงจะพร้อมใช้งาน”
เย่เฉินพยักหน้า: “ใบชาไม่กี่ใบของเธอในตอนนี้มีประสิทธิผลต่อคนทั่วไป เทียบเท่ากับยายาช่วยหัวใจเม็ดหนึ่ง สำหรับนักบำเพ็ญตนแล้ว ยิ่งเป็นสมบัติล้ำค่า ถึงอย่างไรต่อให้กินยาช่วยหัวใจมากอีกสักแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้กลายเป็นปราณทิพย์ภายในร่างกาย”
“แต่ใบชาของต้นชานี้กลับแฝงไปประกอบไปด้วยปราณทิพย์ จุดนี้หายากเป็นพิเศษ”
“แม้ว่าผมสามารถหลอมโอสถออกมาได้มากมาย แต่จนถึงตอนนี้ ก็มีเพียงยาเสริมชี่ปราณเท่านั้นถึงจะสามารถเพิ่มปราณทิพย์ได้ โอสถอื่นๆก็ทำได้แค่เพียงรักษาโรคและอาการบาดเจ็บ และยืดอายุขัยเท่านั้น”
“แต่ว่าการหลอมยาเสริมชี่ปราณยุ่งยากมากเกินไป ความต้องการต่อวัตถุดิบแต่ละชนิดก็ค่อนข้างสูง อยากจะหลอมจำนวนมากและจัดหาได้อย่าเสถียรไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเลยสักนิด”
“ถ้าหากรอให้ต้นชาต้นนี้เจริญเติบโต ตามผลผลิตปกติของต้นชาผูเอ่อร์ อย่างน้อยจะสามารถแตกใบอ่อนได้ประมาณหลายร้อยจนถึงพันใบทุกวัน ถ้าหากถึงตอนนั้นเธอยังสามารถรักษาคุณลักษณะการกักเก็บปราณทิพย์เอาไว้ได้ จะต้องเป็นทรัพยากรที่มหาศาลอันหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้าหากมีปราณทิพย์ไม่ขาดสายแบบนี้มาเป็นแหล่งกำเนิด ถึงขนาดเอามาก่อตั้งสำนักได้เลย”
หลินหว่านเอ๋อร์กล่าวถามอย่างตื่นเต้น: “นั่นไม่ใช่เป็นสัญลักษณ์แสดงว่า มีมันแล้ว อนาคตคุณชายจะต้องสามารถเอาชนะอู๋เฟยเยี่ยนรวมทั้งองค์กรพั่วชิงได้?”
เย่เฉินกล่าวอย่างจริงจัง: “พละกำลังของตัวอู๋เฟยเยี่ยนเองแข็งแกร่งมาก ถึงอย่างอย่างไรก็ได้เปิดจุดหนีว๋านแล้ว ผมกับเธอไม่ใช่แดนเดียวกันเลยสักนิด ให้เวลาผมอีกยี่สิบสามสิบปี ไม่แน่ว่าผมอาจจะเป็นคู่ต่อสู้ของเธอได้ แต่มีต้นชาต้นนี้อยู่ด้วยแล้ว อย่างน้อยก็สามารถบ่มเพาะนักบำเพ็ญตนที่พละกำลังไม่ธรรมดาเหมือนกับท่านเอิร์ลทั้งสี่ทั้งสี่แบบนั้นออกมาได้ชุดหนึ่ง ถ้าหากไม่สามารถเอาชนะอย่างมีคุณภาพได้ ก็สู้ด้วยจำนวน ถึงแม้ว่าการรบด้วยทหารจำนวนมากจะล้าหลังไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสชนะ”