ผู้กลืนกินพรสวรรค์ - บทที่ 15: อันดับหนึ่งด้วยคะแนนเต็ม
เวลาผ่านไปเพียงสามวัน
กองทัพทหารใหม่กว่าแปดร้อยนายที่เคยองอาจผ่าเผยและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณอันห้าวหาญในตอนแรก...
หลังจากผ่านการฝึกฝนที่เข้มงวดถึงขีดสุด ในท้ายที่สุดผู้ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้กลับมีไม่ถึงแปดร้อยคน…
หากจะพูดให้ชัดเจน คือเหลืออยู่เพียงเจ็ดร้อยกว่านายเท่านั้น
นี่ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่ลดลง แต่เป็นความจริงอันโหดร้าย
บนลานทดสอบแห่งนี้ ทุกตารางนิ้วชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา ทุกเสียงหอบหายใจล้วนแบกรับไว้ซึ่งความพยายามและความดิ้นรน
ทหารใหม่บางคน ร่างของพวกเขาเคยทิ้งรอยเท้าอันแน่วแน่ไว้บนผืนดินแห่งนี้ ดวงตาของพวกเขาเคยส่องประกายแห่งความฝันอันไร้ขีดจำกัดต่ออนาคต แต่น่าเสียดายที่ในการท้าทายขีดจำกัดของร่างกายและจิตใจครั้งนี้ พวกเขากลับต้องล้มลงในที่สุด
บ้างก็ถูกศัตรูผู้ไร้ปรานีสังหาร บ้างก็ในช่วงเวลาที่เดินอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย กลับไม่สามารถคว้าโอกาสรอดชีวิตเส้นนั้นไว้ได้ และกลายเป็นพยานผู้เงียบงันบนผืนดินแห่งนี้ไปตลอดกาล
ในโลกที่ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ได้รับการยอมรับแห่งนี้ ความตายและการฆ่าฟันเปรียบดั่งเงาตามตัว พวกมันไม่เพียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ แต่ยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่ขาดไม่ได้บนเส้นทางสู่ความแข็งแกร่ง
มีเพียงผู้ที่สามารถค้นหาความหวังในความสิ้นหวัง คว้าแสงสว่างในความมืดมิด และใช้หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ส่องสว่างเส้นทางข้างหน้าเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติที่จะรอดชีวิตจากการคัดเลือกอันโหดร้ายนี้ไปได้
เมื่อฝุ่นควันแห่งการทดสอบรอบสุดท้ายจางลง ครูฝึกไป๋… ผู้นำที่สุขุมและน่าเกรงขาม… ก็ได้มายืนอยู่หน้าแถว สายตาของเขาคมกริบดุจคบเพลิง ส่องทะลุเข้าไปในหัวใจของเหล่าผู้รอดชีวิตทุกคน
เขารู้ดีว่าเหล่านักรบที่ผ่านการทดสอบความเป็นความตายเหล่านี้ แม้ร่างกายและจิตใจจะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่หลังจากผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ไปแล้ว พวกเขาถึงจะนับได้ว่าเป็นทหารที่แท้จริง
“รวมพล!”
ดังนั้น เขาจึงโบกมือครั้งใหญ่ สั่งให้ทุกคนมารวมตัวกัน
“ขึ้นรถ!”
จากนั้น รถทหารที่บรรทุกความหวังและเกียรติยศไว้เต็มคัน ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปท่ามกลางแสงสุดท้ายของอาทิตย์อัสดง พวกมันราวกับมังกรยักษ์ที่เลื้อยไปตามเส้นทาง มุ่งหน้ากลับเข้าไปในเมือง
จางหยางเมื่อเห็นเหออวิ๋นบนรถ ก็กล่าวออกมาอย่างได้ใจ “เหออวิ๋น ครั้งนี้ข้าไม่มีทางแพ้แกอีกแน่!”
“เหอะๆ”
เหออวิ๋นหัวเราะเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ
“อย่าเพิ่งได้ใจไป พอกลับไปถึงแล้วแกจะได้รู้เองว่าอันดับของข้าเป็นยังไง”
จางหยางเมื่อเห็นท่าทีของเหออวิ๋น ก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
เหออวิ๋นยังคงเมินเฉยต่อจางหยาง ในสายตาของเขา จางหยางเป็นเพียงตัวตลกตัวหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แต่ในใจของจางหยางนั้น เหออวิ๋นคือศัตรูที่เขาอยากจะเอาชนะให้ได้มากที่สุด คือคู่ต่อสู้ที่เขาอยากจะเหยียบย่ำให้จมดิน
เมื่อกลับมาถึงค่ายทหาร
ครูฝึกไป๋ก็เริ่มประกาศ “หลังจากผ่านการทดสอบสามวัน ผลคะแนนของการฝึกฝนครั้งนี้ก็ได้ออกมาแล้ว”
“ตอนนี้ ข้าจะประกาศผลสิบอันดับแรก”
“อันดับที่สิบ ซ่งชิงซู่ คะแนนประเมินผลรวม 80 คะแนน!”
…
“อันดับที่สาม จางหยาง คะแนนประเมินผลรวม 88 คะแนน!”
“อันดับที่สอง หวังเวย คะแนนประเมินผลรวม 90 คะแนน!”
“อันดับที่หนึ่ง เหออวิ๋น คะแนนประเมินผลรวม 100 คะแนน!”
สิ้นเสียงประกาศ สีหน้าของจางหยางก็พลันเปลี่ยนเป็นสารพัดสีสัน ราวกับจานสีที่ถูกคว่ำโดยไม่ตั้งใจ เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเทาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่… นี่มันจะเป็นไปได้ยังไง? เป็นไปได้ยังไงกัน?!”
สายตาของเขาสับสนและเต็มไปด้วยความสงสัย ราวกับว่าข่าวที่เพิ่งได้ยินนั้นดังสนั่นยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง
“ไอ้เหออวิ๋นนั่น… มัน… มันได้ที่หนึ่งอีกแล้วเรอะ?!”
เสียงของจางหยางดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“มันทำได้ยังไงกัน?”
ทหารใหม่คนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมา ในน้ำเสียงมีทั้งความสงสัยและเจือปนด้วยความไม่ยอมแพ้เล็กน้อย เขากวาดสายตามองไปในกลุ่มคน พยายามหาคำตอบจากมุมใดมุมหนึ่ง แต่ก็เห็นเพียงใบหน้าที่งุนงงและตกตะลึงไม่ต่างกัน
“คะแนนประเมินผลรวม… ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน…”
ข่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ทำให้ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก
คะแนนเต็ม… ตัวเลขที่ในใจของหลายคนเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม บัดนี้กลับปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาอย่างสมจริงและแสบตา
หวังเวย ก่อนที่จะมีการประกาศผลนั้นมั่นใจอย่างยิ่ง เพราะเขาคิดว่าในบรรดาทหารใหม่ด้วยกัน ไม่มีทางที่จะมีใครเหนือกว่าเขาได้ ทว่า เมื่อได้ยินผลคะแนน เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “ไอ้เหออวิ๋นนั่น… มันเป็นใครกันแน่? ถึงได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน?”
คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ในแววตามีทั้งความสงสัยและความไม่ยอมแพ้ เขาแพ้ให้กับคนอื่น แถมยังแพ้แบบย่อยยับอีกด้วย!
ครูฝึกไป๋เอ่ยขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ เสียงของเขาสุขุมและทรงพลัง “ในประวัติศาสตร์ของทหารใหม่ เหออวิ๋นคือคนที่หกที่ได้รับคะแนนเต็ม พวกเจ้าน่ะ ต้องเรียนรู้จากเขาให้มากๆ”
สายตาของเขากวาดไปทั่วทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ราวกับจะเตือนพวกเขาเป็นนัยๆ ว่า ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงมักจะโดดเด่นขึ้นมาจากสถานการณ์ที่ยากลำบากเสมอ และกลายเป็นดวงดาวที่ทุกคนต้องแหงนมอง
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนตกตะลึงจนพูดไม่ออกอีกครั้ง
ในประวัติศาสตร์ของทหารใหม่ คนที่ได้คะแนนเต็มมีเพียงหกคนเท่านั้น!
ตัวเลขนี้ราวกับก้อนหินขนาดใหญ่ที่ทับถมลงบนหัวใจของทุกคนอย่างหนักอึ้ง และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ ในรุ่นของพวกเขากลับมีทหารใหม่ที่ได้คะแนนเต็มปรากฏขึ้นมาหนึ่งคน… เหออวิ๋น
สิ่งนี้ทำให้พวกเขาอดที่จะประหลาดใจไม่ได้ อดที่จะต้องพิจารณาชายที่ชื่อเหออวิ๋นคนนี้ใหม่ไม่ได้
เขาต้องผ่านการทดสอบแบบไหนมากันแน่ ถึงได้โดดเด่นขึ้นมาจากการฝึกทหารใหม่ที่โหดร้ายนี้ และกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนได้? เขาต้องฆ่าอสูรไปกี่ตัว ถึงได้แลกมาซึ่งผลคะแนนเต็มที่น่าตกตะลึงเช่นนี้?
คำถามเหล่านี้ราวกับหมอกควันที่ลอยวนอยู่ในหัวใจของทุกคน กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นในใจของพวกเขาอย่างสุดซึ้ง ทุกคนต่างมองไปรอบๆ อยากจะเห็นว่าคนที่ชื่อเหออวิ๋นนั้นเป็นใคร
“ไอ้เหออวิ๋นนั่น… ทั้งที่มันมีพรสวรรค์แค่ระดับ F ชัดๆ มันจะคว้าอันดับหนึ่งในการทดสอบที่เข้มงวดขนาดนี้ แถมยังได้คะแนนเต็มอีกได้ยังไง?”
เสียงของจางหยางสั่นเทาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ราวกับเพิ่งได้รับรู้ความลับที่พลิกคว่ำความเข้าใจทั้งหมดของเขา สายตาของเขาสับสนและงุนงง ราวกับจะจ้องมองความจริงอันน่าขันนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง
คำพูดนี้ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในทะเลสาบที่นิ่งสงบ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นนับชั้นในทันที เหล่าทหารใหม่ต่างหันมามองด้วยสายตาตกตะลึง เริ่มซุบซิบพูดคุยกันเสียงดัง
“อะไรนะ? พรสวรรค์ของเหออวิ๋นมีแค่ระดับ F? เป็นไปได้ยังไง?!”
เสียงของทหารใหม่คนหนึ่งเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ดวงตาของเขาส่องประกายแห่งความตกตะลึงและสงสัย ราวกับจะมองความจริงนี้ให้ชัดเจน
“ไม่จริงน่า พวกเราแพ้ให้กับไอ้คนที่มีพรสวรรค์แค่ระดับ F เนี่ยนะ? นี่มันเหลือเชื่อยิ่งกว่าเรื่องเพ้อฝันซะอีก!”
เสียงของทหารใหม่อีกคนเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่ยอมแพ้ ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้ที่เหมือนฝันมา
“เชี่ยเอ๊ย! ไอ้เหออวิ๋นนี่มันโกงเกินไปแล้ว! พรสวรรค์ระดับ F ตั้งแต่เมื่อไหร่มันถึงได้น่ากลัวขนาดนี้?”
ทหารใหม่อีกคนอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา ในแววตาของเขามีทั้งความประหลาดใจและสงสัย
ครูฝึกไป๋ยืนอยู่หน้าแถว สายตาคมกริบดุจคบเพลิง กวาดมองเหล่าทหารใหม่ที่กำลังยืนกันอยู่
เขาสูดหายใจเข้าลึก แล้วตะคอกเสียงดัง “เงียบ! เงียบให้หมด!”
เสียงของเขาราวกับเสียงฟ้าร้องที่ดังก้องในกลุ่มคน กดทับเสียงอึกทึกครึกโครมทั้งหมดลงในทันที
เหล่าทหารใหม่ต่างพากันหุบปาก ในแววตาเต็มไปด้วยความยำเกรงและเชื่อฟัง ราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นสะกดไว้
ทว่า ถึงแม้ภายนอกพวกเขาจะเงียบลง แต่ความสงสัยและความเคลือบแคลงในใจกลับไม่ได้จางหายไปแม้แต่น้อย
ทหารใหม่ที่มีพรสวรรค์เพียงระดับ F ไม่เพียงแต่จะได้คะแนนเต็ม แต่ยังข่มยอดฝีมือคนอื่นๆ จนกลายเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในการทดสอบครั้งนี้
ผลลัพธ์เช่นนี้ จะไม่ให้พวกเขาสงสัยได้อย่างไร? จะไม่ให้พวกเขารู้สึกตกตะลึงและไม่ยอมแพ้ได้อย่างไร?
ในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยคำถามและความไม่พอใจ ราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นขับเคลื่อน อยากจะได้คำอธิบายที่สมเหตุสมผล พวกเขาคาดหวังว่าครูฝึกไป๋จะสามารถไขปริศนานี้ได้ ทำให้พวกเขาเข้าใจว่าเจ้าหนุ่มที่ชื่อเหออวิ๋นคนนี้ ใช้พรสวรรค์ที่ต่ำต้อยเช่นนี้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
และแน่นอนว่าครูฝึกไป๋ ย่อมมองทะลุความคิดของพวกเขาออก