ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1044 ชะตาและวาสนา!
บทที่ 1044 ชะตาและวาสนา!
………………..
สวี่ชิงดวงตาฉายประกายประหลาด ในใจเกิดระลอกคลื่นอารมณ์ปั่นป่วนรุนแรง
จิตเทพตอนนี้กำลังสั่นไหว
ต่อให้เขาไม่แน่ใจระดับขั้นของอำนาจเทพนี้ แต่…อำนาจเทพสามกลุ่มถักทอออกมา นี่ก็เป็นการบอกถึงตำแหน่งของอำนาจเทพแปลกประหลาดนี้แล้ว
“จะเป็นชะตาใช่หรือไม่”
สวี่ชิงพึมพำ มือขวาพลันยกขึ้น เสี้ยวขณะต่อมา ในร่างของเขาอำนาจเทพแปลกประหลาดที่ดูเหมือนชะตานั่น สาดทอแสงระยิบระยับพร่างพราย หายไปจากในร่างสวี่ชิง
ในยามที่ปรากฏขึ้นก็มาอยู่ที่ฝ่ามือของเขาแล้ว
แปรเปลี่ยนเป็น…มีดสลักเล่มหนึ่ง!
บนนั้นทั้งมีสัมผัสอย่างวัตถุจริง ทั้งยังมีความรู้สึกแบบภาพมายาในด้านการรับรู้ แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
กระทั่งว่าทันทีที่ปรากฏขึ้น มิติรอบๆ เหมือนเปลี่ยนมาเหนียวข้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าได้รับผลกระทบจากมัดสลักเล่มนี้
ส่วนสวี่ชิงมีความรู้สึกอย่างรุนแรงอย่างหนึ่ง จะแผ่นดินก็ดี ท้องฟ้าก็ดี ทั้งยังมีต้นไม้ใบหญ้าตลอดจนเทือกเขานับไม่ถ้วน เหมือนว่าสิ่งเหล่านี้…มีดสลักล้วนฟันได้ขาด
ทันทีที่ฟันลงมา เขาเหมือนสามารถเปลี่ยนทิศทางไปได้บ้าง
อีกทั้งทิศทางนี้ ไม่ได้อยู่ในขอบเขตเดิม
ความรู้สึกนี้รางเลือน ไม่ชัดเจนอยู่บ้าง ความคิดในใจมากมาย แต่ก็เหมือนว่าไม่อาจหลอมรวมเป็นความจริงได้สักที เหมือนมีผ้าโปร่งบางชั้นหนึ่งขวางกั้น เอื้อมคว้าแก่นแท้อำนาจเทพของตัวเองไม่ได้
แต่มีเรื่องหนึ่ง เขามั่นใจได้แล้ว
“คงเป็นอำนาจเทพแห่งชะตา เพียงแต่แตกต่างออกไปจากความเข้าใจของข้าเล็กน้อย…”
สวี่ชิงพึมพำ ในใจคลื่นซัดถาโถม ไม่อาจสงบนิ่งได้
เพราะในประสบการณ์และความรู้ความเข้าในอดีต เขาเคยเห็นคนคนหนึ่งสำแดงอำนาจเทพที่คล้ายกับโชคชะตา
คนคนนี้ก็คือรัชทายาทรัฐม่วงคราม!
รัชทายาทรัฐม่วงครามควบคุมชะตา!
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก ในสมองมีมีภาพแต่ละฉากๆ ที่เห็นรัชทายาทรัฐม่วงครามลงมือ นึกย้อนอย่างละเอียด
“รัชทายาทรัฐม่วงครามอาศัยเสี้ยวหน้าซ่างฮวงถึงได้ฟื้นคืนชีพ เช่นนั้นอำนาจเทพอื่นๆ เกี่ยวพันกับเสี้ยวหน้าหรือไม่”
“ส่วนข้า…กายเนื้อก็มาจากเลือดเนื้อของซ่างฮวงเช่นกัน ตอนนี้จับพลันจับผลูก็ได้อำนาจที่เหมือนจะเป็นชะตามา”
“ในนี้จะมีผลกรรมเวรอะไรบางอย่างหรือไม่”
“ส่วนวิชาแห่งชะตาของรัชทายาทรัฐม่วงครามเกี่ยวข้องกับเวลา”
“เช่นนั้น…อำนาจเทพของข้าจะเป็นอย่างไร”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็เก็บความคิดลงไป
เขาตระหนักได้ว่าอำนาจเทพกลุ่มนี้ในร่างกายของตน ตัวเองยังขาดความเข้าใจที่เพียงพอ หากอยากจะรู้รายละเอียด ต้องมีความเข้าใจในอำนาจเทพมากขึ้นถึงจะได้
เช่นนั้นเทียบกับค้นหาอย่างไม่มีทิศทางแล้ว เห็นได้ชัดว่าซักถามถึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ต่อให้อาจารย์ไม่อยู่ที่นี่ แต่จักรพรรดินีอยู่
ส่วนจักรพรรดินีในฐานะที่เป็นเทพเจ้า อีกทั้งยังถึงระดับแท่นเทวะ ซักถามองค์ท่านเรื่องเทพเจ้า คำตอบที่ได้อาจจะชัดเจนแม่นยำยิ่งกว่าอาจารย์ทางนั้นก็ได้
คิดถึงตรงนี้ สวี่ชิงเงยหน้า ร่างพลันพุ่งออกไป ความเร็วเร็วยิ่งกว่าเดิม พุ่งไปทางภูเขาเจ้าเหนือหัวที่สิบอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางเขาไม่ศึกษาค้นคว้าอำนาจเทพที่เหมือนจะเป็นชะตาอีกเลย แต่หล่อเลี้ยงวิญญาณของตัวเองพลางมองอำนาจเทพอื่นๆ ภายในไปด้วย
“อำนาจแห่งเสียง พิษต้องห้าม…”
สวี่ชิงหลังจากเปรียบเทียบแล้ว ยิ่งมั่นใจความแข็งแกร่งของอำนาจเทพที่เหมือนจะเป็นชะตานั่น
เช่นนี้เอง เวลาหมุนผ่าน ไม่นานนักสองวันก็ผ่านไป
ภายใต้ความเร็วของเขา ก็ห่างจากภูเขาเจ้าเหนือหัวลูกที่สิบอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามแล้ว ส่วนการศึกษาค้นคว้าเรื่องเทียนของสวี่ชิง ก็มีการวิเคราะห์ที่เป็นพื้นฐานเล็กน้อย
“เทียนนี้ผสานรวมกับกายเนื้อของข้าแล้วเล็กน้อย”
“เหมือนว่ามันเป็นภาชนะ จากแผ่นหยกบันทึกภาพเงาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ย้ายมาที่กายเนื้อของข้า ”
“บางทีวิธีย้ายก็คือดับเทียนไขที่ถูกจุด…”
“ถึงตอนนี้แม้มันจะอยู่ในสภาพดับมอดก็จริง แต่ความรู้สึกที่ข้าได้รับเหมือนว่ามันยังสามารถจุดติดได้อีก…เพียงแต่ต้องมีการเตรียมพร้อมอย่างเป็นพิเศษบางอย่างเท่านั้น ”
“รายละเอียดยังต้องใช้เวลาไปสำรวจและทดลองให้มากยิ่งขึ้น”
สวี่ชิงวิเคราะห์ในใจ ขณะเดียวกัน การค้นคว้าศึกษาในหนึ่งวันกว่าๆ นี้ เขามีการวิเคราะห์เบื้องต้นว่ารอยสักนี้ไม่มีผลร้ายกับตนชั่วคราว
“ส่วนหน้ากากอันนั้น”
สวี่ชิงก้มหน้า มือขวาเพียงพลิก หน้ากากก็มาปรากฏอยู่ในฝ่ามือ ยังคงจ้องมองสวี่ชิง คล้ายว่ารอให้เขาเอ่ยคำอธิษฐานออกมา
ในวันนี้ เขานอกจากศึกษาค้นคว้ารอยสักข้างหลังแล้ว ก็ยังสำรวจหน้ากากอันนี้ด้วย
“วัสดุ ไม่รู้”
“สติปัญญาถึงจะมีแต่ก็ไม่พอ”
“หากข้าไม่อธิษฐานเหมือนว่ามันจะตามอยู่ตลอด”
“ส่วนค่าตอบแทนของการอธิษฐาน แม้จะยังคงไม่รู้รายละเอียด แต่ดูจากความยึดติดของมันแล้วจะต้องมากมหาศาลอย่างแน่นอน”
สวี่ชิงหรี่ตา ในใจสงบนิ่ง
เพราะอธิษฐานเป็นเพียงแค่วิธีดึงดูดหน้ากากนี้เท่านั้น ไม่ใช่เป้าหมายเดิมของเขา
เป้าหมายของเขานับแต่แรกมาล้วนมีเพียงข้อเดียว นั่นก็คือ…ได้รับสาเหตุของการไม่แปดเปื้อนผลกรรมเวร และหาวิธีคว้าเอามา
ดังนั้นฝุ่นสีขาวถึงจะเป็นประเด็นสำคัญ
ดังนั้น สวี่ชิงเงยหน้า อำนาจในดวงตากะพริบวูบวาบ จ้องมองเส้นไหมแห่งชะตาของตัวเอง
เส้นไหมเหล่านั้นของเขาเชื่อมไปทั่วทุกทิศ เจิดจรัสพร่างพรายน่าตื่นตะลึง ในนั้นมีสามสี่เส้นที่แฝงจิตน่าพรั่นพรึงเอาไว้
แต่ตอนนี้ ในเส้นไหมแห่งชะตาเหล่านี้ สวี่ชิงมองเห็นได้อย่างชัดเจน…มีฝุ่นสีขาวปรากฏขึ้น
ฝุ่นพวกนี้เหมือนเจริญเติบโต ท่ามกลางความเงียบงันก็ค่อยๆ เกิดขึ้นนอกเส้นไหมแห่งชะตาของสวี่ชิง
“สัมผัสหน้ากากก็จะทำให้ในชะตามีฝุ่นสีขาวประเภทนี้ปรากฏขึ้นอย่างนั้นหรือ”
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด กำลังดึงสายตากลับมา แต่ในตอนนี้เอง เขาพลันเกิดลางสังหรณ์ขึ้นอย่างเฉียบพลัน นึกถึงอำนาจเทพที่เหมือนจะเป็นชะตานั่นของตัวเอง
“หากข้าส่งอำนาจเทพนี้เข้าไปในเส้นไหมแห่งชะตาของตัวเองจะเป็นอย่างไร”
ความคิดนี้ทันทีที่ปรากฏขึ้นก็หยั่งรากลึกในสมองของสวี่ชิงอย่างรวดเร็ว มันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหลังจากที่สวี่ชิงชั่งน้ำหนักอย่างละเอียดแล้ว ในดวงตาก็ฉายแววมุ่งมั่น
“ลองดูสักหน่อย!”
สวี่ชิงไม่ลังเล มือขวายกขึ้นสะบัด ทันใดนั้นอำนาจเทพที่เหมือนจะเป็นชะตาในร่างเขาก็พุ่งออกมาทันที ก่อเป็นมีดสลักข้างหน้าสวี่ชิง พุ่งตรงไปยังเส้นไหมแห่งชะตาที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา
หลังจากจมเข้าไปแล้ว สวี่ชิงก็พยายามสะกดความคิดที่จะตัดลงไป เพียงแค่ให้มีดสลักเล่มนี้ลอยอยู่เหนือเส้นไหมแห่งชะตาของตัวเองเท่านั้น รักษาให้มันไม่ขยับ
และในตอนที่มีดสลักเล่มนี้เข้าไปในชะตา ทันทีที่หยุดลอยอยู่นั้น…
ภาพที่เหลือเชื่อก็พลันปรากฏขึ้น
แสงสีดำทางหนึ่งพลันสาดออกมาจากมีดสลัก เพียงพริบตาก็ปกคลุมเส้นไหมแห่งชะตาของสวี่ชิงทั้งหมด ราวปกคลุมชะตาเอาไว้
จากนั้น ฝุ่นสีขาวเหล่านั้นก็สั่นสะเทือนขึ้นทั้งหมด ต่างลอยยขึ้น แล้วถูกขับเคลื่อนให้ไปจากเส้นไหมแห่งชะตาของสวี่ชิง มาลอยอยู่ข้างนอกทั้งหมด ไม่อาจโจมตีได้แม้แต่น้อย
และจากนั้นก็ลอยอยู่ในสัมผัสรับรู้ของสวี่ชิงทั่วทั้งร่าง ยิ่งทำให้ระลอกคลื่นรุนแรงในใจเขาเหมือนลมพายุพัดครืนครานสะท้านสะเทือน
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างหาได้น้อย กระทั่งว่าทั้งคนอึ้งตะลึงไป
เพราะในความรู้สึกของเขา ทันทีที่แสงที่สดออกมาจากมีดสลักปกคลุมไปยังเส้นไหมแห่งชะตาของตัวเอง เขาก็พลันมีความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองมุกดออกมาจากใต้น้ำมาอยู่บนผิวน้ำ รู้สึกเหมือนหายใจได้อย่างอิสระ
วิญญาณเป็นอิสระอย่างไร้ขอบเขต
ร่างกายเป็นอิสระเหนือกว่าอดีต
กระทั่งว่าความรู้สึกในตอนนี้เมื่อเทียบกันแล้ว สวี่ชิงมีความรู้ความเข้าใจอย่างรุนแรงอย่างหนึ่งว่า ตัวเองก่อนหน้านี้เหมือนมีชีวิตอย่างหายใจไม่ออก อาศัยอยู่ในโคลนตม มีพันธนาการอย่างมหาศาล
แต่ก่อนหน้าที่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกประเภทนี้ในวันนี้ เขากลับไม่รู้สึกถึงอาการหายใจไม่ออกและพันธนาการในอดีตใดๆ ทั้งสิ้นเลย
มีเพียงเปรียบเทียบกันถึงจะชัดกระจ่างยิ่งขึ้น!
เหมือนว่าในเสี้ยวขณะนี้ ชะตาของเขา ในที่สุดเขาก็ควบคุมมัน
สวี่ชิงลมหายใจหอบถี่ การเปรียบเทียบเช่นนี้ ทำให้เขาในขณะที่รู้สึกเหนือความคาดคิดเป็นอย่างยิ่ง ความรู้ความเข้าใจกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจเขา
“ความรู้สึกของการควบคุมชะตาอย่างนั้นหรือ”
สวี่ชิงพึมพำ
ขณะเดียวกัน ในพริบตาที่สวี่ชิงควบคุมชะตาชีวิตตัวเอง ในแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ หลายๆ ที่ มีตัวตนต่างๆ สัมผัสรับรู้ขึ้นได้
……
แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ แผ่นดินใหญ่ที่หมอกดำปกคลุมไปทั้งแถบแห่งหนึ่ง
แผ่นดินใหญ่นี้ ความเข้มข้นของไอพลังประหลาดอยู่เหนือกว่าพื้นที่ทุกพื้นที่ของแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
เสียงคำรามน่าหวาดกลัวต่างๆ ในนั้นดังก้องในฟ้าดินไม่ขาดสาย ดังอยู่นานไม่เลือนหายไป
และบริเวณที่อยู่ใจกลางที่สุดท่ามกลางหมอกสีดำไร้ขอบเขตมีเมืองมหึมาเมืองหนึ่ง นี่เป็นวังหลวงแห่งหนึ่ง
ในวังหลวง ในตำหนักใหญ่เงียบสงัด
มีเพียงบนบัลลังก์นั่นที่มีคนนั่งอยู่คนหนึ่ง
คนคนนี้งดงามหล่อเหลาไม่ธรรมดา สวมชุดจักรพรรดิ มือข้างหนึ่งเท้าหน้าผาก หลับตานิ่งไม่ขยับ และเสี้ยวเวลาต่อมา ดวงตาทั้งสองของคนคนนี้ก็พลันลืมตื่นขึ้น เงยหน้าทอดสายตามองท้องฟ้า คิ้วค่อยๆ ขมวด
“หลุดจากเบ็ดแล้วหรือ”
คนคนนี้พึมพำเสียงเบา หลังจากนั้นครู่หนึ่ง คิ้วของเขาก็คลายออก มุมปากเผยรอยยิ้มบางๆ
“น้องพี่ น่าสนใจอยู่เหมือนกันนี่นา”
……
มหาสมุทรนอก คลื่นซัดขึ้นลง ในส่วนลึกที่ผิวน้ำมีเส้นสีดำเป็นเส้นๆ ลอยขึ้น พวกมันถักทออย่างรวดเร็วกลางอากาศ สุดท้ายก็ก่อเป็นเงาร่างของอวี้หลิวเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่
องค์ท่านดูดซับผลเก็บเกี่ยวของตัวเอง
แต่เดิม ก่อที่ยังไม่ได้ดูดซับโดยสมบูรณ์ องค์ท่านจะไม่ตื่นขึ้นมา
แต่ตอนนี้ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยมีมาก่อนทำให้องค์ท่านตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา หลังจากปรากฏตัวขึ้นก็มองไปทางท้องฟ้า
“ตัวละครบางตัวในเรื่องเล่าของข้าในอดีต หายไปจากเรื่องเล่าแล้ว…”
……
แดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมาร ยอดเขาเจ้าเหนือหัวที่สิบ จักรพรรดินีที่แปลงเป็นหลี่ว์หลิงจื่อลืมตาขึ้น
สายตาขององค์ท่านจ้องมองไปที่ข้างล่างภูเขา สีหน้าแปลกประหลาด
จวบจนครึ่งชั่วยามผ่านไป เสียงหนึ่งก็ดังมาจากข้างล่างภูเขา
“เสี่ยเฉินจื่อขอเข้าพบเจ้าเหนือหัวขอรับ!”
จักรพรรดินีคล้ายครุ่นคิด ยกมือขึ้นคว้าลงไปข้างล่าง
เสี้ยวขณะต่อมา เงาร่างของสวี่ชิงก็มาปรากฏในตำหนักแล้ว มาอยู่เบื้องหน้าองค์ท่าน
ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้น สวี่ชิงก็รีบโค้งคารวะ กำลังจะเอ่ยปาก
แต่เสียงของจักรพรรดินีก็ดังก้องขึ้นมาแล้ว
“ภายใต้สายตาร่างแยกของข้าที่อยู่ในแดนลับมองเงื่อนงำอะไรไม่ออก มีเพียงในพริบตาที่อำนาจเทพนี้กระตุ้นขึ้น ข้าถึงจะสัมผัสรับรู้ได้…สวี่ชิง ในตัวเจ้า อำนาจเทพที่เพิ่มขึ้นมา”
“ชื่อของมันคือ…ชะตาวาสนา!”
สวี่ชิงเงยหน้าทันที มองไปทางจักรพรรดินี
นี่เป็นเรื่องที่เขาอยากถาม ตอนนี้จักรพรรดินีมองออกในพริบตาเดียว ในใจของเขามีความปรารถนาที่จะรับรู้เข้าใจถึงอำนาจเทพนี้มากขึ้น ดังนั้นจึงสูดลมหายใจลึก เอ่ยอย่างเคารพนอบน้อม
“ฝ่าบาททรงโปรดไขข้อสงสัยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
สายตาของจักรพรรดินีจับจ้องไปที่เหนือศีรษะของสวี่ชิง หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็เอ่ยอย่างราบเรียบ
“ชะตาวาสนา ก็คือชะตาและวาสนา หมายถึงเส้นทางที่สรรพสิ่งในโลกดำเนินไปโดยเกิดจากการผสมผสานระหว่างสิ่งที่กำหนดแน่นอนแล้วและตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในอำนาจเทพสูงสุดของระบบเทพเจ้า ”
“ส่วนชะตาและวาสนาเป็นสองแนวคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”
“ชะตาเป็นสิ่งที่กำหนดแน่นอน หมายถึงเส้นทางที่กำหนดไว้ เหมือนแต่เดิมก็มีเส้นทางเส้นหนึ่งอยู่แล้ว”
“ในศึกที่ข้าสำเร็จเทพตอนนั้น เจ้าก็น่าจะได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้ว วิชาที่รัชทายาทรัฐม่วงครามควบคุมชะตาของคนอื่นก็เป็นเช่นนั้น
ชะตาของคนอื่นอยู่ในมือของรัชทายาทรัฐม่วงครามกลายเป็นตำราเล่มหนึ่ง
ผ่านจากชะตา องค์ท่านมองเห็นอดีตและอนุมานอนาคต
อนาคตนี้สามารถถูกอนุมานออกมาได้นับไม่ถ้วน แต่ต่างมีอยู่ทั้งสิ้น
องค์ท่านดึงอนาคตหนึ่งในนั้นที่อยู่ในสภาวะจนตรอกออกมา เอาเข้าแทนทุกสิ่ง และเปลี่ยนแปลง ส่งอิทธิพลต่อชะตาของผู้อื่น”
สวี่ชิงฟังถึงตรงนี้ ในสมองเข้าใจไปกว่าครึ่งทันที มีความรู้สึกเหมือนแจ่มชัดกระจ่างแจ้ง ในขณะเดียวกันคลื่นอารมณ์ในใจก็รุนแรงเช่นกัน
เบื้องหน้าเขามีภาพแต่ละฉากๆ ที่รัชทายาทรัฐม่วงครามลงมือในตอนนั้น พลานุภาพของอำนาจเทพนั่นแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
“ดังนั้นรัชทายาทรัฐม่วงคราม ผ่านจากอำนาจเทพนี้ เส้นทางในอนาคตมากมายของคู่ต่อสู้ที่อนุมานออกมา ล้วนแต่มีอยู่จริงๆ นี่คือสิ่งที่กำหนดแน่นอนแล้ว
ขณะเดียวกัน ก็เป็นคำว่าชะตาในอำนาจเทพแห่งชะตาอย่างนั้นหรือ”
สวี่ชิงพึมพำ
จักรพรรดินีพยักหน้า เอ่ยต่อไป
“ส่วนวาสนาเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน หมายถึงร่องรอยนอกเหนือจากสิ่งที่กำหนดแน่นอน พูดให้ตรงที่สุดก็คือเส้นทางใหม่ที่อาจจะถูกบุกเบิกออกมา”
“เส้นทางในอนาคตที่แต่เดิมไม่มีอยู่ จากการผสานหลอมรวมของโชคและเคราะห์ร้ายสร้างออกมา อยู่เหนือซึ่งขอบเขตที่กำหนดเอาไว้
นี่ก็คือตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้”
“อำนาจเทพของเจ้า ก็คือก็คือวาสนาในชะตาวาสนา ซึ่งก็คือตัวแปรเปลี่ยนแปลงได้!”
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก แนวคิดในเสี้ยวขณะนี้แจ่มชัดโดยสมบูรณ์
“ฝ่าบาท ความหมายของพระองค์คือ อำนาจเทพชะตาวาสนาของข้า สามารถอาศัยโชคและเคราะห์ร้ายแปรเปลี่ยนเป็นมือสองข้างไปจัดการชะตาชีวิตของผู้อื่น ทำให้คนคนนั้นนอกเหนือจากสิ่งที่กำหนดแน่นอนแล้ว มีชะตาชีวิตใหม่เช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดินีพยักหน้า
“เจ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว”
“อำนาจเทพชะตาวาสนาของเจ้ากับรัชทายาทรัฐม่วงครามแม้จะมีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่ทิศทางต่างกัน ทว่าสามารถใช้ประโยคหนึ่งมาบรรยายได้เหมือนกัน”
“ทุกสิ่งล้วนมีความเป็นไปได้”
“สำหรับสิ่งที่กำหนดเอาไว้แน่นอนแล้ว เส้นทางที่เดิมก็มีมากมายนับไม่ถ้วนอยู่แล้ว ล้วนอาจจะกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ทั้งสิ้น”
“สำหรับตัวแปรที่ไม่แน่นอน เส้นทางที่สร้างออกมาใหม่ เอาแทนสิ่งเดิม ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน”
สวี่ชิงหลับตา หลังจากวิเคราะห์และดูดซับคำพูดของจักรพรรดิดีอย่างละเอียดในใจแล้วก็ลืมตาทั้งสองขึ้น
ในดวงตาของเขาแจ่มชัด เอ่ยเสียงเบาขึ้นว่า
“ดังนั้น อำนาจเทพชะตาวาสนาของรัชทายาทรัฐม่วงครามคล้ายกับหนังสือ เพราะชะตาที่เดิมก็เขียนเอาไว้เรียบร้อยแล้วเล่มนั้น รัชทายาทรัฐม่วงครามเปิดอ่านในนั้น หาหน้าที่เหมาะสมที่สุดออกมา”
“ส่วนมีดสลักที่แปรเปลี่ยนมาจากอำนาจเทพชะตาวาสนาของข้า…ประโยชน์ของมันไม่ใช่เปิดอ่านหนังสือ แต่เป็นการสลักเส้นทางแห่งชะตาวาสนาออกมาใหม่บนนั้น ให้เกิดเป็นหน้าใหม่ออกมา”