ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1064 เริ่มเห็นเค้าลาง
บทที่ 1064 เริ่มเห็นเค้าลาง
หนูสีทองตัวนั้นของชายชราที่มาจากระบบดาวที่ห้า ความเร็วของมันอยู่เหนือกว่ากระแสของเวลา ไปมาไร้ร่องรอย แอบซ่อนอยู่ในห้วงมิติของเวลา หากมิใช่ผู้ยิ่งใหญ่ ยากจะตามหามันเจอ
นี่จะเห็นได้ถึงความน่าหวาดเกรงของอสูรตัวนี้
เพียงแต่ร่างเด็กของมันหากอยากให้เติบโตเต็มวัย อีกทั้งยังถึงขอบเขตอย่างหนูสีทองของชายชราระบบดาวที่ห้าตัวนั้นต้องเผชิญเคราะห์ภัยมหาศาล ร้อยตัวแทบจะเหลือไม่รอดสักตัว ความยากน่าตกใจยิ่งนัก
แต่คุณค่าของมันก็ไม่น้อยเลย
อีกทั้งทันทีที่มหาอสูรทวิกาลถือกำเนิด ผู้ที่จับตามองภาพนี้ก็ไม่ใช่แค่ผู้บำเพ็ญกลางคนลึกลับคนนั้นเท่านั้น
นอกแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมาร ณ แผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ ในถ้ำใต้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์พิสดารบันลือ เยี่ยหมัวจื่อที่หลับใหลในห้วงลึกพลันลืมตาขึ้นมา
ในดวงตาสีทองของมันฉายประกายแสงสีทองแข็งแกร่งออกมา เงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองไปทางท้องฟ้าแดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมาร
ผ่านจากการรับรู้ของสายเลือด องค์ท่านสัมผัสได้ถึงการกำเนิดของลูกหลาน
ในดวงตาฉายแววซับซ้อน และยังมีความรู้สึกโล่งใจแฝงอยู่ด้วย
ตอนนั้นที่เต๋อหลัวจื่อลงมือดับเพลิงเทวะ จับเป็นองค์ท่าน องค์ท่านไม่มีผู้สืบทอด
ไข่สองใบในภายหลัง ความจริงแล้วเป็นการช่วยเหลือตัวเองที่องค์ท่านตัดสินใจในยามสุดท้าย
ใช้พลังพรสวรรค์ของตัวเอง ฝืนแบ่งสายเลือด-องตัวเอง แล้วใช้เวลาปกปิดผลกรรมเวร หลอกความสัมผัสรับรู้ของเต๋อหลัวจื่อ สุดท้าย…สวี่ชิงและเอ้อร์หนิวเอาไปได้สำเร็จ
เรื่องในตอนนั้นดูเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความจริงแล้วเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ บางทีอาจจะมีเพียงองค์ท่านเท่านั้นที่รู้
นานหลังจากนั้น เยี่ยหมัวจื่อหลับตาลง พลังชีวิตขององค์ท่านในเสี้ยวขณะนี้เริ่มสลายไป
มีเพียงเสียงพึมพำที่ดังมาจากปากของเขา สะท้อนก้องเสียงต่ำ
“ห่างไกลจากวันนี้ ห่างไกลจากปัจจุบัน เจาะผ่านกาลเวลา ทลายหมื่นชั้นแห่งความว่างเปล่า หลบหนีไร้ร่องรอย…”
……
แดนศักดิ์สิทธิ์ปีกมารสถานที่ปิดด่านของมหาจักรพรรดิหมิงเหยียน ในโลกเศษชิ้นส่วนที่เมืองไร้บุรุษตั้งอยู่ ในใจสวี่ชิงเกิดระลอกคลื่นอารมณ์
เขามองหนูสีทองในมือ แล้วมองไปทางดอกบุปผาสราญใจมหึมาดอกนั้น ฝ่ายหลังในเสี้ยวพริบตาที่หนูสีทองถือกำเนิดก็ตกอยู่ในความนิ่งงัน
ที่หยุดนิ่งไม่ได้มีแค่ดอกไม้ดอกนี้เท่านั้น แต่ยังมีมิติแห่งนี้
ทุกสิ่งทุกอย่างในเสี้ยวขณะนี้ล้วนนิ่งไม่ไหวติง
มีเพียงสวี่ชิงและหนูสีทองเท่านั้นที่เป็นปกติ
และหนูสีทองตัวนี้ยิ่งกลังจากส่งเสียงจี๊ดๆ ถูตัวไปที่นิ้วของสวี่ชิงแล้วก็ส่งระลอกคลื่นอารมณ์ว่าหิวอกมา จากนั้นแสงทองเพียงฉายวาบ ก็บินออกไปจากฝ่ามือสวี่ชิง อยู่กลางท้องฟ้าแยกเขี้ยวแทะไปที่มิติ
รอยแยกทางหนึ่งปรากฏขึ้นกลางท้องฟ้า มันแทะมิติฉีกขาดในคำเดียว กลืนเศษมิติชิ้นหนึ่งของที่นี่ลงไป
แต่มันที่ยังเป็นร่างเด็ก ทำได้ถึงระดับนี้ค่อนข้างยากลำบาก ดังนั้นหลังจากที่กลืนลงไปคำหนึ่ง มันก็อ่อนแรงลงไปไม่น้อยอย่างเห็นได้ชัด แต่ความรู้สึกหิวโหยก็ทำให้มันกัดลงไปอีกคำอย่างห้ามไม่ได้
ขณะเดียวกัน รอยแยกมิติก็ทำล้ายความนิ่งเงียบของที่นี่ เสี้ยวขณะต่อมา ที่นี่ฟื้นฟูกลับเป็นปกติ ดอกบุปผาสราญใจยิ่งส่ายไหวรุนแรง
และสิ่งที่ทำให้จิตใจสวี่ชิงยิ่งสั่นสะท้านคือ จากการฟื้นคืนสภาพกลับมาของมิตินี้ มีเจตจำนงน่ากลัวสะท้านสะเทือนฟ้าดินกลุ่มหนึ่ง เหมือนจะมาจากความว่างเปล่า กำลังลงมาเยือนยังดอกบุปผาสราญใจดอกนั้น
เจตจำนงนี้ สวี่ชิงแต่สัมผัสเพียงเล็กน้อยก็อกสั่นขวัญแขวน มีความรู้สึกเหมือนถูกทะเลแห่งความตายท่วมจมจนมิด
ดังนั้นเขาไม่ทันได้ขบคิดอะไรมากมาย ไม่ลังเลใดๆ ทั้งสิ้น คว้าหนูสีทองตัวน้อยที่เหมือนทุ่มสุดกำลังจะแทะคำที่สามอีก ร่างแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง พาหนูสีทองพุ่งตรงไปยังรูโหว่มิติที่มันแทะเป็นรู พุ่งเข้าไป
ท่ามกลางการลงมาเยือนอย่างรวดเร็วของเจตจำนงน่าหวาดกลัวข้างหลัง สวี่ชิงพุ่งเข้าไปในทันที หายลับไป
และจากการจากไปของเขา ท้องฟ้าดาราที่กว้างใหญ่ระยิบระยับพร่างพรายก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของสวี่ชิง
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมนอกโลกเศษเสี้ยวความทรงจำถึงเป็นห้วงท้องฟ้าดารา แต่สวี่ชิงรู้ถึงอันตรายในตอนนี้ ดังนั้นความเร็วจึงไม่ลดลง เคลื่อนไปข้างหน้าทันที จากไปที่ไกลอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ความรู้สึกอันตรายที่มาจากจิตเจตจำนงนั่นหายไป แต่จิตใจที่สั่นหวิวของสวี่ชิงกลับไม่หายไปเลยแม้แต่น้อย
เพราะในห้วงดาราที่กว้างใหญ่ไพศาล มีความงดงามอันยากจะบรรยายก็มีอันตรายเช่นกัน
นั่นคือพายุที่ซัดหอบอยู่ในห้วงท้องฟ้าดารา
พัดกวาดดไปทั่วทุกทิศ ทุกที่ที่ผ่าน ดวงดาราแหลกละเอียด ห้วงท้องฟ้าดาราถูกซัดเป็นหลุมดำ
เหมือนปากมหึมาน่าหวาดกลัวกำลังกลืนกินทุกสิ่ง
และที่ที่สวี่ชิงอยู่ก็เป็นขอบของพายุลูกนี้
ในช่วงเวลาสำคัญ สวี่ชิงไม่คิดให้เสียเวลา ยกมือสะบัด ทันใดนั้น เจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์ก็มาปรากฏต่อหน้าสวี่ชิง
เขาก้าวไปเพียงก้าวเดียวก็เข้าไปข้างใน บังคับเจดีย์วิเศษไปไกลจากพายุ
นี่เป็นสิ่งที่สวี่ชิงสวี่ชิงนึกออกว่ามันจะสามารถพาข้ามผ่านห้วงท้องฟ้าดาราได้ ในเมื่อเจดีย์วิเศษนี้มีที่มาที่ไปลึกลับ
เถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์บนนั้นยิ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ห้วงท้องฟ้าดารา
เช่นนี้เอง หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม ท่ามกลางการเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วของเจดีย์วิเศษ ในที่สุดก็ไปจากบริเวณพายุห้วงท้องฟ้าดารา
สวี่ชิงเห็นเช่นนี้ในใจก็โล่งอก ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาสัมผัสถึงความปรารถนาที่แผ่ออกมาจากเถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์
นั่นเป็นความปรารถนาต่อห้วงดารา คล้ายอ้อนวอนสวี่ชิงให้มันไปจากเจดีย์ ควบทะยานไปในห้วงดารา
สวี่ชิงหลังจากขบคิดก็สัมผัสรอบๆ พบว่าพายุไปไกลแล้ว ดังนั้นเขาจึงแผ่จิตเทพออกมา
เถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงโห่ร้องยินดีออกมา พุ่งออกไปจากเจดีย์อย่างรวดเร็ว แล้วขยายตัวขึ้นรอบๆ ใหญ่ขึ้นมามีขนาดถึงหมื่นจั้ง ฝั่งหนึ่งรัดเจดีย์วิเศษเอาไว้ อีกฝั่งหนึ่งลากไปข้างหน้า
สวี่ชิงเห็นเช่นนี้ก็เดินออกไปจากเจดีย์วิเศษ ทันทีที่ปรากฏตัวขั้น เถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ก็วนล้อมรอบเขา ส่งความดีใจออกมา
สุดท้าย ปลายข้างหน้าก็แตะมาบนร่างสวี่ชิง ยกเขาขึ้นมา ร่างนั้นสั่นสะท้านเล็กน้อย ก่อนจะแผ่กระแสพลังลี้ลับออกมา มันแยกผืนฟ้าออกจากกัน ราวกับปลาที่แล่นฉิวอยู่ในสายน้ำ พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ภาพนี้หากมีผู้บำเพ็ญเห็นเข้าก็จะต้องจิตใจสั่นสะท้านอย่างแน่นอน
เพราะในภาพนี้ เสื้อคลุมยาวของสวี่ชิงปลิวพริ้วนั่งอยู่บนเถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ และเถาวัลย์นั่นมีขนาดหมื่นจั้ง แผ่รัศมีอำนาจเกรียงไกร ทั้งลำต้นส่องประกายแสงดาว ใบทุกใบต่างคลี่ออกสั่นไหว แหวกผ่านห้วงท้องฟ้าดาราเคลื่อนไปราวกับมังกร
สวี่ชิงในดวงตามีประกายแปลกประหลาด สัมผัสรับรู้ถึงความยินดีของเถาวัลย์เทพและสัมผัสถึงความเร็วของมัน ก็รู้ว่าห้วงท้องฟ้าดาราถึงจะเป็นฟ้าดินของเถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์
และท่ามกลางการควบทะยานไปในห้วงท้องฟ้าดารา สวี่ชิงก็ค่อยๆ เห็นเศษชิ้นส่วนน้อยใหญ่ชิ้นแล้วชิ้นเล่า กะพริบแสงระยิบระยับราวดวงดาวอยู่ในห้วงท้องฟ้าดารา
บนเศษชิ้นส่วนเหล่านั้นมีภาพกำลังเคลื่อนไหว
ล้วนแต่เป็นโลกที่แปรเปลี่ยนมาจากความทรงจำทั้งสิ้น!
แต่ว่า หลังจากเพิ่งผ่านประสบการณ์ในโลกบุปผาสราญใจ สวี่ชิงในใจมีความหวาดระแวงต่อโลกเศษชิ้นส่วนเหล่านี้ ย่อมไม่ก้าวเข้าไปง่ายๆ ดังนั้นจึงส่งจิตเทพหาเถาวัลย์เทพศักดิ์สิทธิ์ให้หลบหลีกเศษชิ้นส่วนพวกนี้
ขณะเดียวกันสายตาก็กวาดไป ตามหาโลกที่จักรพรรดินีและศิษย์พี่ใหญ่อยู่
“อย่างไรก็เป็นสถานที่ปิดด่านของมหาจักรพรรดิ อันตรายมากมาย ดังนั้นต้องรีบหาจักรพรรดินีให้เจอถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดในตอนนี้”
สวี่ชิงหรี่ตา ความเร็วเร็วยิ่งกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน ในยามที่เขาตามหาไปในโลกเศษชิ้นส่วนความทรงจำใบแล้วใบเล่า ในฟ้าดินเลือดเนื้อแก่งนั้น ในก้อนเนื้อที่ก่อขึ้นมาจากเลือดเนื้อบนมหาสมุทรโปร่งแสง ผู้บำเพ็ญกลางคนที่ก่อนหน้านี้ที่เคยเอ่ยนามของอสูรทวิกาล ก็เงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
สายตาของเขาจับจ้องไปบังเส้นขนบนท้องฟ้าเลือดเนื้อ เสี้ยวขณะต่อมา รูม่านตาของเขาก็หดเล็ก คล้ายมองเห็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงอะไรสักอย่าง
จวบจนผ่านไปครู่หนึ่ง ลมหายใจของเขาก็หอบถี่เล็กน้อย หลับตาขบคิด
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ในยามที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในดวงจากมีประกายแสงเยือกเย็นกลุ่มหนึ่งปรากฏ มือขวายกขึ้นช้าๆ ชี้ไปยังท้องฟ้า
ขนที่ท้องฟ้าเลือดเนื้อต่างหยุดชะงัก จากนั้นก็ขยับไหวสอดประสาน คล้ายว่าจะเรียงตัวใหม่
ขณะเดียวกัน ท้องฟ้าดาราที่สวี่ชิงอยู่ ในพื้นที่ที่ไกลที่เขาสัมผัสรับรู้ไม่ถึง ที่นั่นเดิมมีโลกเศษเสี้ยวความทรงจำเจ็ด แปดใบ
แต่ตอนนี้ โลกเศษเสี้ยวเหล่านี้จู่ๆ รางเลือน หายไปอย่างเงียบงัน จากนั้น โลกเศษเสี้ยวความทรงจำขนาดมหึมาใบหนึ่งก็เข้าแทนทุกอย่าง
อีกทั้งยังเคลื่อนไปข้างหน้าช้าเนิบ ใช้วิธีอัศจรรย์บางอย่างมาปรากฏบนเส้นทางที่สวี่ชิงจะต้องเดินทางผ่ายอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ในห้วงท้องฟ้าดารา เถาวัลย์เทพเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ปรากฏเงาร่างขึ้น สวี่ชิงที่อยู่บนนั้นก็สังเกตเห็นเศษชิ้นส่วนความทรงจำที่อยู่ข้างหน้า
ภาพในเศษชิ้นส่วนเป็นวังใต้ดินแห่งหนึ่ง
อีกทั้งขนาดของเศษชิ้นส่วนยังใหญ่เกินกว่าทุกชิ้นที่เห็นมาตลอดทางนี้
เขาไม่คิดให้เสียเวลา กำลังจะควบคุมเถาวัลย์เทพหลบหลีก แต่ในตอนนี้เอง ในถุงเก็บของของเขาก็สาดแสงสีทองวาบออกมา หนูสีทองตัวน้อยสีหน้าเผยความปรารถนาอย่างแรงกล้า พุ่งออกไปตามสัญชาตญาณ
แปรเปลี่ยนเป็นแสงสีทองทางหนึ่ง ใช้ความเร็วที่น่าตื่นตะลึงพุ่งไปยังโลกเศษชิ้นส่วนใบนั้น
สวี่ชิงสีหน้าเคร่งเครียด คิดจะสกัดกั้นแต่ก็ไม่ทันแล้ว ดังนั้นเขาจึงขมวดคิ้ว ควบคุมเถาวัลย์ศักดิ์สิทธิ์ไหววูบ พุ่งตรงไปยังเศษเสี้ยวชิ้นนั้น
หลังจากที่เข้ามาใกล้ในพริบตาก็พุ่งเข้าไปในนั้น
ความงุนงง ความพร่าเลือน และความรู้สึกทะลุผ่านปรากฏขึ้นในสัมผัสรับรู้ของสวี่ชิงอีกครั้ง เหมือนกับเข้าไปในโลกบุปผาสราญใจทุกประการ
จวบจนกระทั่งเสี้ยวขณะต่อมา ในยามที่ทุกอย่างข้างหน้าชัดเจน วังใต้ดินกว้างใหญ่ก็ปรากฏข้างหน้าสวี่ชิง
ข้างหน้าเขามีสระน้ำสีฟ้าสระหนึ่ง ส่งกลิ่นหอมโปร่งสบายเป็นระลอกๆ ออกมา ตลบอวลไปฝนวังใต้ดินชั้นนี้
ส่วนหนูสีทองตัวน้อยตอนนี้กำลังอยู่ในสระน้ำ กลืนกินอย่างทั้งตื่นเต้นและมีความสุข กลิ่นอายในตัวมันจากการกลืนกินก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ วังใต้ดินแห่งนี้ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก
ส่วนตัวเขา สวี่ชิงหลังจากสัมผัสรับรู้แล้วก็พบว่ายังคงมีหน้าตาเป็นหมิงเหยียนอยู่เช่นเดิม เพียงแต่บนร่างมีบาดแผลมากมาย ในขณะที่เลือดไหลชุ่มโชก ความรู้สึกอ่อนแรงก็ปรากฏขึ้นในความรู้สึกของสวี่ชิง
คล้ายว่าผ่านการต่อสู้ที่เหี้ยมโหดมา
แทบจะในขณะเดียวกับที่สวี่ชิงสังเกตเห็นทุกอย่างนี้ ในวังใต้ดินก็พลันมีจิตเทพที่ไม่มีอารมณ์ใดๆ เจือปนดังก้องมา
“หมิงเหยียนจื่อ เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญคนแรกในรอบสามหมื่นปี ที่สามารถผ่านบททดสอบทั้งเก้าร้อยสามสิบเอ็ดประการของเผ่าสวรรค์สร้างสืบได้สำเร็จ”
“ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้า เจ้าจะได้รับสิทธิ์ในการชำระล้างกายเนื้อหนึ่งครั้ง โดยมีเวลาจำกัดเพียงหนึ่งธูป”
สวี่ชิงตั้งสมาธิ มองไปยังสระน้ำ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก้าวเท้าไปยังข้างสระน้ำ มองหนูสีทองที่กลืนกินอยู่ในนั้น ในใจเกิดความคิดมากมาย
“โลกเศษเสี้ยวความทรงจำใบนี้ค่อนข้างแปลกประหลาด”
“หลังจากที่เข้ามาแล้วก็ไม่ใช่บททดสอบ และไม่ได้เผชิญกับความยากลำบากด้วยเช่นกัน แต่เข้าสู่ช่วงที่มีวาสนาเลย”
สวี่ชิงหรี่ตา แผ่จิตเทพออก สำรวจสระน้ำแห่งนี้
แต่ในพริบตาที่จิตเทพของเขาสัมผัสกับสระน้ำ สวี่ชิงหน้าเปลี่ยนสี สายตาฉายประกายประหลาด
เขาไม่รู้ว่าของเหลวในสระประกอบขึ้นจากอะไร แต่…ในพริบตาเมื่อครู่ น้ำนี้ผ่านจากจิตเทพก็ใช้วิธีที่สวี่ชิงไม่เข้าใจ หล่อเลี้ยงกายเนื้อและวิญญาณของเขา
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า บาดแผลทางวิญญาณที่สู้กับซีหมัวจื่อเมื่อก่อนหน้านี้ ตอนนี้ฟื้นฟูไปกว่าครึ่ง
ที่สำคัญที่สุดคือกายเนื้อ!
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน กายเนื้อเหมือนว่า…ได้รับการฟื้นฟู
พูดให้ถูกคือมีพลังชีวิตถูกหล่อหลอมเข้ามา ทำให้ร่างที่แต่เดิมภายนอกดูเหมือนปกติ แต่ความจริงแล้วกายเนื้อกลับแฝงความร่วงโรยอยู่บางส่วน กลับมามีชีวิตชีวาและพลังมากขึ้นอีกครั้ง
“สามารถทำให้กายเนื้อที่สร้างขึ้นจากเลือดเนื้อซ่างฮวงยังรู้สึกแบบนี้ได้ สระน้ำนี้คือะไรกัน”
สวี่ชิงสูดลมหายใจลึก หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็สำรวจสระน้ำก่อน จากนั้นก็จ้องมองหนูสีทองตัวน้อย หลังจากพบว่ามันยังเป็นปกติ ในดวงตาสวี่ชิงก็ฉายแววเด็ดเดี่ยว ย่อตัวลง มือขวาลองสัมผัสกับสระน้ำ
ทันทีที่สัมผัส พลังชีวิตที่ทั้งเข้มข้นและมหาศาลก็ทะลักเข้ามา
ในสมองสวี่ชิงมีเสียงดังกัมปนาท พลังบำเพ็ญและกลิ่นอายล้วนปะทุออกมาพร้อมกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือพลังกายเนื้อได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในชั่วพริบตานี้
ยิ่งเปล่งประกายไร้ที่ติ!
……
ขณะเดียวกัน ในความทรงจำมหาจักรพรรดิหมิงเหยียน ภายในโลกเศษเสี้ยวความทรงจำที่มีการต่อสู้ระหว่างร่างจริงและร่างแยก
บนซากปรักหักพัง หมิงเหยียนในชุดคลุมยาวสีม่วงกำลังยกมือบีบคอตัวเองอีกคนหนึ่ง
ไอหมอกสีขาวกำลังแผ่ออกมาจากทวารทั้งเจ็ดของอีกฝ่าย เขาดูดซับมันไว้
จากการดูดซับร่างของอีกฝ่ายสั่นสะท้าน ปากส่งเสียงร้องโหยหวนครวญคราง ร่างค่อยๆ ละลายไป สูญเสียรูปลักษณ์ของหมิงเหยียน เผยให้เห็นเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง
ผู้หญิงคนนี้ก็คือผู้หญิงหนึ่งในสองจากเผ่าปีกมารฝั่งประจิมที่เข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์
และการดูดซับก็ยังคงดำเนินต่อไป หลังจากนั้นครู่หนึ่ง รูปลักษณ์ภายนอกของหญิงสาวหายไป สิ่งที่ปรากฏออกมาคือร่างของหญิงชรา!
หากสวี่ชิงอยู่ที่นี่ก็จะต้องจำได้ทันที หญิงชราคนนี้…ก็คือเจ้าเหนือหัวที่เจ็ดที่เขาเคยพบที่เขาเจ้าเหนือหัวที่เจ็ดแห่งเผ่าปีกมารฝั่งประจิม!
ตอนนี้ เจ้าเหนือหัวที่เจ็ดสายตาฉายแววสิ้นหวัง แต่ที่มีมากกว่านั้นคือความเคียดแค้น
“เจ้า…เป็นใคร…”
หมิงเหยียนในชุดคลุมยาวสีม่วงใบหน้าเย็นชา ไม่พูดอะไร จวบจนนานหลังจากนั้น จากการที่เจ้าเหนือหัวที่เจ็ดแห้งเหี่ยวไปโดยสมบูรณ์ กลายเป็นเถ้าธุลี เขาเลียริมฝีปาก หันหลังเดินไปทางที่ไกล
จากการเดินไปข้างหน้า รูปลักษณ์ของหมิงเหยียนของคนคนนี้ก็ค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นร่างที่เหยียดตรง ผมดำสนิท และใบหน้าที่หนุ่มแน่น
เป็นนายน้อยตระกูลอวิ๋นที่คลั่งไคล้เยวี่ยตงเป็นอย่างยิ่งคนนั้นนั่นเอง
เพียงแต่เขาในตอนนี้ แม้หน้าตาจะเป็นนายน้อยตระกูลอวิ๋น แต่ในดวงตากลับฉายแววผ่านห้วงกาลเวลามาเนิ่นนาน เดินมายังจุดสูงสุดของโลกใบนี้ คุกเข่าคารวะไปทางท้องฟ้า ส่งเสียงต่ำทุ้มออกมา
“ตามบัญชาของมหาจักรพรรดิในอดีต ข้าน้อยจึงมาเข้าเฝ้า”
“พันปีนี้ ทุกอย่างล้วนอยู่ในการคาดเดาของมหาจักรพรรดิ ผู้คนต่างเกิดใจคิดคดทรยศ ตระกูลหลันซ่อนแผนการร้าย ในที่สุดทั้งสองฝ่ายจากการที่ต่อสู้กันทั้งในที่ลับและที่แจ้งก็เปิดแดนเซียนออก”
ท้องฟ้าเกิดคลื่นวน ท่ามกลางสีของลมเมฆที่เปลี่ยนแปลง ดวงตาเย็นชาคู่หนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น จ้องมองที่นี่
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง นายน้อยตระกูลอวิ๋นก้มศีรษะคารวะ
“น้อมรับบัญชา!”