ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1079 คนคนนั้นเป็นใคร
บทที่ 1079 คนคนนั้นเป็นใคร
………………..
เสียงถอนหายใจของวังเซียนคิมหันต์ดังสะท้อนก้องไปในห้วงกาลเวลาอันเดียวดาย
ในศาลเจ้าโบราณแห่งนี้มีเพียงผีเสื้อน้อยตัวนั้นที่ได้ยิน
เพียงแต่นางในตอนนี้ไม่เข้าใจถึงความหมายที่แฝงอยู่ในเสียงถอนหายใจนี้
นางยังคงยึดติดว่าทำไมอาจารย์ของนางจึงบอกว่าตนโง่ ทำไมถึงต้องช่วยไอ้คนที่ตนเกลียดคนนั้นด้วย
แต่กลับไม่สังเกตเห็นความุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในดวงตาของอาจารย์ตัวเองที่ปรากฏขึ้นวูบแล้วหายลับไป
สวี่ชิงก็ไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจนี้เช่นกัน
ตอนนี้เขาที่อยู่ในสถานที่ปิดด่านของหมิงเหยียน จ้องมองดอกผูกงอิงพวกนั้นที่ปลิวกระจายล่องลอยอยู่ในทะเลความรู้สึกในใจ หลังจากเงียบนิ่งไปสามสี่อึดใจ ในใจเขาก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
“แปดสูงสุด…”
สวี่ชิงพึมพำ จิตเทพพลันแผ่กระจายออกไป ผสานไปในดอกผูกงอิงเหล่านั้น
เพียงพริบตา จิตใจของสวี่ชิงก็ส่งเสียงดังสะท้าน เหมือนเสียงฟ้าดินในยามบุกเบิกแรกเริ่มฟาดผ่ามาในวิญญาณของเขา
เสียงนี้ทำลายห้วงกาลเวลา เกิดเป็นการชี้นำ นำทางวิญญาณของสวี่ชิงเข้าสู่ดินแดนพลังต้นกำเนิดเซียนพสุธาแดนดินที่เขาเคยไปเยือนมา
นั่นเป็นความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตที่เต็มไปด้วยโคลนเลือดเนื้อผืนหนึ่ง
บนโคลนเศษเนื้อ สิ่งที่เจริญเติบโตบนนั้นก็ยังคงเป็นต้นผูกงอิงขนาดมหึมาต้นนั้น
ตราประทับนับไม่ถ้วนอยู่บนก้าน ทุกตราล้วนแผ่พลังอันน่าหวาดกลัวออกมา หลังจากที่รวมตัวกันก็ทำให้ผูกงอิงต้นนี้อัศจรรย์เหนือคำบรรยาย เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น
และข้างล่าง โคลนเศษเนื้อที่มอบสารอาหารให้มันแปรเปลี่ยนมาจากซากร่างของเทพเจ้านับไม่ถ้วน
มอบพลังอันนิรันดร์ให้กับผูกงอิง
ขณะเดียวกัน วิญญาณเทพของเทพเจ้าเหล่านี้ก็ถูกกักขังไว้ที่นี่ คุกเข่าอย่างถูกบังคับ ปากส่งเสียงครวญคร่ำที่ทั้งน่าขนลุกทั้งน่าหวาดกลัว เสียงเทพของเหล่าองค์ท่านยิ่งผลักดันให้ผูกงอิงโคจรได้ดียิ่งขึ้น
นี่ก็คือดินแดนพลังต้นกำเนิดเซียน
เซียนคิมหันต์ทั้งเก้าในตอนนั้นร่วมสร้างขึ้น พลังต้นกำเนิดเซียนที่เกิดขึ้นจากการฝังอาณาจักรแดนเทวะแดนหนึ่ง!
ต่อให้เคยมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งที่สองที่เข้ามาที่นี่ ในใจสวี่ชิงก็ยังคงเกิดระลอกคลื่นอารมณ์ สายตาจับไปบนผูกงอิง
มันกำลังบาน ปล่อยเมล็ดปุกปุยนับไม่ถ้วนออกไป ล่องลอยไม่ขาดสาย ไกลออกไปเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันก็ย้อนกลับคืนมา ผสานไปในผูกงอิง ถูกมันดูดซับ แปรสภาพ แล้วปล่อยออกไปอีกครั้ง
กลายเป็นวัฏจักร
จ้องมองภาพเหล่านี้ จิตใจของสวี่ชิงในเสี้ยวขณะต่อมาก็ผสานไปข้างใน
ที่ตรงนั้น จิตเทพมากมายของเขาพลันแผ่ออกกลายเป็นแสนกลุ่ม ล้านกลุ่ม จนถึงสิบล้านกลุ่ม ไล่ตามเมล็ดทั้งหมดไป ปกคลุมมิติ ปกคลุมท้องฟ้าดารา ปกคลุมมรดกทั้งหมด
วิชาเต๋านับไม้ถ้วนปรากฏต่อหน้าเขา เงาร่างรางเลือนมากมายเดินออกมาจากในการรับรู้ของเขา
พวกเขากำลังฝึกซ้อม กำลังฝึกฝน
เวลาอยู่ที่นี่คล้ายว่าไร้ซึ่งหน้าที่ มิติ ณ ที่นี่ก็สูญเสียซึ่งตำแหน่งเช่นกัน
สิ่งเดียวที่มีอยู่คือบันทึกมรดกที่ไร้ขอบเขตไม่มีที่สิ้นสุดนั่น
เหมือนเป็นห้องสมุดที่กว้างใหญ่ไพศาล
จ้องมองสิ่งเหล่านี้ สัมผัสรับรู้ซึ่งทุกสิ่ง ในวิญญาณของสวี่ชิงท่องคำว่าแปดสูงสุดสองคำนี้ขึ้นมา
แทบจะในพริบตาเดียวกับที่จิตเทพส่งออกมา ในดินแดนพลังต้นกำเนิดเซียน มรดกที่ไร้ขอบเขตนี้พลันรางเลือน มีเพียงเมล็ดสามเมล็ดที่อยู่ในส่วนที่ลึกมาก งอกขึ้นมาช้าๆ
“นี่คือภาพมรดกสามวิถีแปดสูงสุด”
“เวลาของเจ้าพอแค่สัมผัสรับรู้ได้สองเมล็ดเท่านั้น”
“จะตัดสินใจเลือกอย่างไร ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้”
ทันทีที่สวี่ชิงมองไปทางเมล็ดพันธุ์ทั้งสามเมล็ดนี้ เสียงผ่านห้วงกาลเวลามาอย่างเนิ่นนานของเจ้าวังเซียนคิมหันต์ ก็ดังสะท้อนก้องมาในดินแดนพลังต้นกำเนิดเซียนแห่งนี้
สวี่ชิงเงียบนิ่ง สายตาจับจ้องไป
เมล็ดแรก มองเห็นเงาร่างหนึ่งรางๆ คล้ายว่ากำลังนั่งสมาธิสัมผัสรับรู้อยู่
เมล็ดที่สองเป็นเงาร่างสองร่าง ต่างมองซึ่งกันและกัน แต่หน้าตารางเลือน
ส่วนเมล็ดที่สามเป็นเงาร่างสามร่าง คล้ายว่ากำลังถ่ายทอดมรดก
โอกาสมีเพียงสองครั้งเท่านั้น
เลือก…
สวี่ชิงหลังจากกวาดสายตาทั้งหมดแล้ว สายตาก็จับไปยังเมล็ดที่สองก่อน สีหน้าเด็ดขาด
เหตุที่เลือกเมล็ดที่สองก็เพราะเขาสังเกตได้เลาๆ ว่า เงาร่างสองร่างในเมล็ดที่สองแม้จะรางเลือน แต่ก็มีความรู้สึกเหมือนต้นกำเนิดเดียวกันอยู่รางๆ
“ร่างแยกกับร่างจริงอย่างนั้นหรือ”
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด เพียงก้าวเดียว ก็ส่งจิตเทพของตัวเองโหมบ่าเข้าไปในเมล็ดผูกองอิงเมล็ดที่สอง
เสี้ยวขณะต่อมา ฟ้าดินคำรามลั่น
ภาพที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของพสุธาแดนดินปรากฏขึ้นในสายตาของสวี่ชิง
ในภาพเป็นแผ่นดินใหญ่ที่ไม่เคยคุ้นแห่งหนึ่ง สิ่งที่เห็นในสายตาของสวี่ชิงคือ แผ่นดินใหญ่แห่งนี้ไม่อาจเปรียบเทียบกับแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์ได้ แต่ก็มีลักษณะพิเศษบางอย่าง
ใต้แผ่นดินผนึกอสูรร้ายเอาไว้มากมาย
เหมือนใช้อสูรร้ายเหล่านี้มาเป็นพลังโคจรขับเคลื่อนแผ่นดินใหญ่ผืนนี้
และจุดสำคัญที่สวี่ชิงสังเกตได้คือพระราชนิเวศน์แห่งหนึ่งบนแผ่นดินใหญ่แห่งนี้
ม่านฟ้าในนั้นคล้ายว่าตัดขาดจากทั้งแปดทิศ เป็นเอกเทศแยกมา
ราตรีและรุ่งอรุณกำลังสลับเปลี่ยนแทนที่ซึ่งกันและกัน!
ในยามที่สวี่ชิงก้มมองลงไป เสียงพึมพำเบาๆ ก็ดังออกมาจากในราชนิเวศน์แห่งนั้น
เสียงนี้ไม่ธรรมดา สั่นสะเทือนฟ้าดินแหลกละเอียด ทำให้อักขระแต่ละตัวๆ ส่องประกายวูบวาบปรากฏขึ้้นมา
ดวงตาทั้งสองของสวี่ชิงจับจ้อง มองออกว่าอักขระเหล่านั้นล้วนแฝงไว้ด้วยพลังต้นกำเนิด
“เป็นพันธนาการ”
สวี่ชิงพึมพำ เกิดความสนใจขึ้นมา คิดจะมองคนที่ฝึกฝนในราชนิเวศน์สักหน่อย แต่กลับถูกขัดขวาง
สิ่งที่ขัดขวางไม่ใช่อีกฝ่าย ทว่าเป็นพลังของผูกงอิง
สวี่ชิงคล้ายครุ่นคิด รู้ดีว่าตัวเองเป็นเพียงผู้เฝ้ามอง ทำได้เพียงมองภาพที่ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาเท่านั้น ไม่อาจมองได้ทะลุ
เช่นนี้เอง เวลาค่อยๆ ไหลไป อักขระพันธนาการบนม่านฟ้าราชนิเวศน์มาขึ้นเรื่อนๆ แต่กลับมีสัญญาณไม่เสถียร เริ่มแตกสลาย
และในตอนนี้เอง เสียงพุ่งกรีดหวีดมาอย่างรวดเร็วก็ดังออกมาจากในราชนิเวศน์ จากนั้นสายรุ้งยาวห้าทางก็พุ่งขึ้นมาจากราชนิเวศน์พร้อมกับเสียง
แม้สิ่งที่สวี่ชิงเห็นจะรางเลือนเช่นเดิม แต่ทันทีที่เงาร่างทั้งห้าปรากฏ เขาก็สัมผัสได้ถึง…พลังห้าธาตุที่แฝงอยู่ในนั้นทันที
“นั่นคือทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน”
สวี่ชิงมองตาไม่กะพริบ มองดูต่อไป
เขาเห็นรุ้งยาวทั้งห้าบนม่านฟ้าต่างแผ่ธาตุทั้งห้าอันสูงสุดออกมา จากนั้น…สายรุ้งทั้งห้าก็กลับเป็นหนึ่ง หลอมเป็นร่างแท้ห้าธาตุร่างหนึ่ง
ร่างแท้นี้ยืนอยู่กลางฟ้าดิน สูดลมหายใจครั้งหนึ่ง ร่างก็พลันขยายขึ้น แปรเปลี่ยนเป็นยักษ์สูงพันจั้ง!
ยืนตระหง่านท่ามกลางฟ้าดิน เริ่มทำให้อักขระพลังต้นกำเนิดพันธนาการที่ไม่เสถียรเหล่านั้นให้มั่นคง
เห็นอักขระนับไม่ถ้วนเหล่านี้อยู่ภายใต้การลงมือของมัน ก็ค่อยๆ ทำให้สัญญาณการแตกสลายสงบลง และในตอนนี้เอง เสียงคำรามที่แฝงไว้ด้วยความโหดเหี้ยมก็ดังมาจากส่วนลึกใต้ดิน
กายวิญญาณเหี้ยมเกรียม จากเสียงคำรามก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา
นั่นเป็นก้อนเนื้อก้อนหลมก้อนหนึ่ง บนนั้นมีดวงตามหึมาเพียงข้างเดียวเท่านั้น แผ่ความโหดเหี้ยมและบ้าคลั่งออกมา
ทันทีที่เห็นอสูรตนนี้ สวี่ชิงดวงตาฉายประกายทันที
อสูรตนนี้กับหมิงเฟยที่เขาพบเห็น หน้าตาคล้ายกันมาก
อีกทั้งสิ่งที่คล้ายกันที่สุดคือความโหดเหี้ยมสะท้านสะเทือนฟ้าดินทั่วทั้งร่างนั่น
ตอนนี้หลังจากปรากฏตัวขึ้น อสูรร้ายตัวนี้ก็ต้องร่างแท้ห้าธาตุที่อยู่กลางอากาศเขม็ง ในดวงตาเดียวมหึมามีความละโมบฉายวูบแล้วหายไป
จากนั้นก็พุ่งไป
จากการประชิดเข้ามาใกล้ เสียงคำรามยิ่งแหลมเล็ก
แต่ในเสี้ยวขณะที่มันเข้ามาใกล้ เสียงสงบนิ่งเสียหนึ่งก็ดังสะท้อนก้องฟ้าดิน
“สะกด”
คำหนึ่งดังออกมา สรรพสิ่งล้วนนิ่ง ไม่ขยับไหวติง
อสูรร้ายที่คำรามพุ่งออกมา ร่างทั้งร่างที่เป็นภาพมายาราวหยุดนิ่ง ถูกแช่แข็งเอาไว้กลางฟ้าดิน ในดวงตาเดียวของมันยังคงมีความโหดเหี้ยม แต่ความโหดเหี้ยมนั่นก็ถูกแช่แข็งเอาไว้เช่นกัน
ดวงตาสวี่ชิงก็เช่นกัน ดวงตาฉายประกายประหลาด จ้องมองต่อไป
หลังจากเห็นอสูร้ายนั่นถูกแช่แข็ง อักขระพลังต้นกำเนิดพันธนาการทั้งหมดที่อยู่รอบๆ ก็เหมือนหิวมาเป็นเวลาเนิ่นนานปี ในที่สุดก็ได้เห็นอาหาร พุ่งไปอย่างบ้าคลั่ง
พุ่งเข้าไปในกายวิญญาณของวิญญาณร้าย
วิญญาณร้ายนี่สั่นงันงก ร่างแผ่แสงประกายเย็นเยือกออกมา ท่ามกลางการถูกกลืนกินก็เกิดการแตกสลาย
ความเหี้ยมโหดในดวงตาก็หายไปเช่นกัน สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือเงาร่างมายาร่างหนึ่งกำเนิดออกมาจากในตาของมัน
เดินออกมาจากในดวงตาเดียว ยืนอยู่กลางฟ้าดิน ทั่วทั้งร่างแฝงด้วยพลังต้นกำเนิดพันธนาการอันมหาศาล
ภาพนี้ทำเอาสวี่ชิงเห็นแล้วจิตใจแผ่ระลอกคลื่น
“นี่คือสร้างร่างแท้พันธนาการอย่างนั้นหรือ ใช้ร่างแท้ห้าธาตุล่อวิญญาณร้ายมา อาศัยร่างวิญญาณร้ายให้เป็นสารอาหารพิเศษ แล้วทำการสร้างให้สำเร็จ!”
ในยามที่สวี่ชิงครุ่นคิด การสร้างนี้ก็ยังไม่ได้สิ้นสุดลง
เห็นเพียงในม่านฟ้าที่ความมืดและแสงสว่างสลับเปลี่ยนแทนที่ รุ่งเช้าแปรเปลี่ยนเป็นดวงอาทิตย์ยามรุ่ง แปรเปลี่ยนเป็นลำแสง ผสานไปในร่างวิญญาณร้ายที่ถูกแช่แข็งทางนั้นทันที
ขณะที่วิญญาณร้ายนี้สั่นงันงก ร่างก็หดเล็กลงอีกเล็กน้อย ในดวงตาเดียวนั่นมีเงาร่างที่สองเดินออกมา
ร่างนี้ทั่วทั้งร่างเปล่งประกายแสงเจิดจ้า ประดุจดวงอาทิตย์ หลังจากเดินออกมาจากดวงตาเดียวนั่นก็มายืนอยู่ข้างร่างแท้พลังต้นกำเนิดพันธนาการร่างนั้น
จากนั้น ราตรีมืดที่เหลือก็หอบม้วนสีดำในฟ้าดิน ผสานไปในร่างวิญญาณร้ายเช่นกัน
วิญญาณร้ายสั่นงันงก ดวงตาเดียวระเบิดแหลกสลาย ในนั้นมีร่างแท้พลังดั้งเดิมร่างที่สามเดินออกมา!
ในเสี้ยวพริบตาที่ร่างแท้นี้ปรากฏขึ้น จิตสังหารสูงสุดก็ปะทุออกมาจากในนั้น
สั่นคลอนซึ่งทุกสิ่ง
สวี่ชิงจ้องร่างพลังดั้งเดิมทั้งสามร่างเขม็ง ระลอกคลื่นในใจรุนแรง
และในเสี้ยวขณะต่อมา ร่างแท้ห้าธาตุก็ต่างดูดซับพลังของวิญญาณร้าย
สวี่ชิงมองร่องรอยออกทันที
“หลังจากวิญญาณถูกฉีกทึ้ง ระหว่างซึ่งกันและกันก็จะมีสัญชาตญาณที่ปรารถนาอย่างจะกลับมาสมบูรณ์แบบอีกครั้ง สัญชาตญาณนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นพลังดึงดูด ยิ่งเป็นวิญญาณที่เหี้ยมโหดมาเท่าไร สัญชาตญาณในการดึงดูดก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อาศัยสัญชาตญาณนี้มาเปลี่ยนให้เป็นสื่อกลาง ทำให้ร่างแท้ทั้งหมด ใช้มันเชื่อมเป็นสะพานการหลอมรวม!”
ในขณะเดียวกับที่สวี่ชิงสัมผัสรับรู้ทุกอย่าง ในราชนิเวศน์นั่นก็มีสายฟ้าสีดำกลุ่มหนึ่งพุ่งขึ้น ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน
จากนั้นที่ปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกันยังมีเสียงเย็นชาเสียงหนึ่ง
“กลับเป็นหนึ่ง!”
แทบจะในเสี้ยวพริบตาที่เสียงดังออกมา จิตเทพยิ่งใหญ่มหึมากลุ่มหนึ่งก็ปกคลุมฟ้าดิน
ร่างทั้งหลายกลับคืนเป็นหนึ่งเดียว!
กลายเป็นร่างอสูรผมดำ!
กลิ่นอายสูงสุดกลุ่มหนึ่งแผ่ออกมาจากในร่างของมัน นั่นคือพลังต้นกำเนิดที่ทำลายล้างสรรพสิ่ง บดขยี้ผืนดิน เป็นสัญลักษณ์แทนการสังหาร!
“นับจากนี้ เจ้าจะเป็นผู้รับโทษแทนต่อศัตรูทั้งมวล ถ่ายทอดเจตนาแห่งการทำลายล้าง สังหารทุกดวงวิญญาณที่ขวางทาง!
ประทานนามลู่โม่ สมญาเต๋า ผู้ลงทัณฑ์อาญา!”
เสียงเกรียงไกรยิ่งใหญ่ดังออกมาจากราชนิเวศน์ใต้ดิน
ขณะเดียวกันนี้ ภาพก็จบลงตรงนี้
โลก พังทลายต่อหน้าสวี่ชิง จิตเทพของเขาในเสี้ยวขณะที่โลกแหลกสลายก็กลับมายังดินแดนพลังต้นกำเนิดเซียน
เมล็ดผูกงอิงเมล็ดที่สองข้างหน้าสลายไป
“นี่คือบันทึกล้ำค่าการหลอมรวมกลับคืนเป็นหนึ่งของแปดวิถีสูงสุด”
“ศึกษาควบคุมได้หรือไม่อยู่ที่วาสนาของเจ้า”
เสียงของเจ้าวังเซียนคิมหันต์ดังก้องในดินแดนพลังต้นกำเนิดเซียน
สวี่ชิงเงียบนิ่ง ในสมองมีภาพเป็นฉากๆ ที่ได้เห็นก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้น หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็พลันเอ่ยขึ้น
“ผู้อาวุโส คนคนนั้น…เป็นใครหรือขอรับ”
เจ้าวังเซียนคิมหันต์ไม่ได้ตอบคำถามนี้สวี่ชิง แต่เงียบนิ่งไปครู่หนึ่งถึงได้ส่งเสียงต่ำทุ้มออกมา
“บางที ในห้วงกาลเวลา เจ้าอาจจะได้พบเขา”
“พวกเจ้า เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน”
สายตาของสวี่ชิงจับจ้องไปยังบริเวณที่ผูกงอิงเมล็ดที่สองสลายไปเมื่อครู่ หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็มองไปยังผูกงอิงเมล็ดที่สาม จิตเทพโหมบ่าเข้าไป
เสี้ยวขณะต่อมา ภาพที่เก่าแก่โบราณยิ่งกว่าก็ปรากฏในสายตาสวี่ชิง
ในภาพเป็นผู้บำเพ็ญกลางคนหน้าตาดุดันทรงอำนาจคนหนึ่ง เขาสวมชุดจักรพรรดิ ประดุจบรรพชนของเผ่าหนึ่ง สมาชิกเผ่านับไม่ถ้วนหมอบคารวะ เรียกเขาว่าบรรพจารย์เซียน
และเขาในตอนนี้กลับโค้งคารวะอยู่หน้าซากหินก้อนหนึ่ง บนหินสลักภาพสัญลักษณ์รางเลือนเอาไว้
สิ่งที่ภาพวาดบรรยายคือผลึกแก้วก้อนหนึ่งที่แตกออกเป็นสิบส่วน ในนั้นห้าส่วนแต่ละส่วนแฝงไว้ด้วยธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ที่เหลือ ส่วนหนึ่งแฝงไว้ด้วยมิติ ส่วนหนึ่งแฝงไว้ด้วยเวลา ส่วนอีกสามส่วนไม่อาจทราบได้
และรอบๆ ผลึกแก้วมีทารก มีดวงดาว คล้ายเป็นสัญลักษณ์ของการสร้างโลก
และจากการโค้งคารวะของบรรพจารย์เซียน จากในเศษผลึกแก้วที่แตกร้าวเหล่านั้น ก็เหมือนว่าสัมผัสรับรู้วิชาอะไรออกมาได้
จากนั้น ภาพก็รางเลือนไปโดยสมบูรณ์ ไม่หลงเหลืออยู่อีก
สวี่ชิงเห็นทุกอย่างนี้ ในใจก็เกิดระลอกคลื่นอารมณ์ที่ใหญ่ยิ่งขึ้น เขาไม่รู้ว่าบรรพจารย์เซียนท่านนั้นจะมองร่องรอยออกหรือไม่ แต่จากการจ้องมองในเสี้ยวพริบตาเมื่อครู่นั่นก็เหมือนได้เห็นการกำเนิดของระบบดาวระบบหนึ่ง
และในเศษผลึกแก้วที่แตกออกเป็นสิบส่วนนั่น พลังที่แฝงในนั้นก็คือ…แปดวิถีสูงสุด
“ต้นกำเนิด…”
สวี่ชิงพึมพำ
กลับคืนมายังดินแดนแห่งพลังต้นกำเนิดเซียน
เขาเงียบนิ่งอยู่นาน หลับตาลง จิตเทพแผ่ออก เริ่มวิเคราะห์และสัมผัสรับรู้ทุกสิ่งที่เห็นในการเดินทางครั้งนี้
เวลาไหลไป
ไม่รู้ว่าในดอกผูกงอิงเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว
เหมือนเดินข้ามผ่านห้วงเวลาอันเนิ่นนาน แค่ความจริงแล้วเป็นเพียงแค่สามสิบอึดใจเท่านั้น
“ถึงเวลาแล้ว”
เสียงของเจ้าวังเซียนคิมหันต์ดังมา
ดวงตาทั้งสองของสวี่ชิงลืมขึ้นมา
ในดวงตามีห้าธาตุ
ลุกขึ้นโค้งคารวะ