ผู้กล้าเหนือกาลเวลา - บทที่ 1167 เลิกเสแสร้ง เปิดหน้าชน
บทที่ 1167 เลิกเสแสร้ง เปิดหน้าชน
ลมแรงพัดหวีดหวิว ม้วนกลืนวังเซียน
ในรัตติกาลมืดมิด ท่ามกลางเสียงอัสนี สายฟ้าฟาดผ่าน เงาร่างสวี่ชิงมุ่งหน้ากลางมรสุม
ลิขิตฟ้าปั่นป่วน ในใจเขากลับมุ่งมั่น
ท้องฟ้าเปลี่ยนสี แต่สภาวะจิตเขาแน่วแน่
เรื่องราวคืนนี้เกือบกระจ่างแล้ว ตัวหมากซึ่งวิวัฒน์จากบุตรสาวจิ่วอั้นคือสัญญาณพลิกสถานการณ์คืนนี้ของสวี่ชิง หลังจากส่งสัญญาณแล้ว เขายังต้องการหน่วยทะลวง
ดังนั้นเขาเลยเผยตัวนอกตำหนักแสงเหนือบริเวณกลางวังเซียน ถึงแม้จิตเทพชวนประหวั่นพวกนั้นจับตามองก็ตาม ความเร็วเขาไม่ลดลงแม้แต่น้อย กระทั่งผ่านลาน ยามชะงัก… ก็ถึงหน้าตำหนักแสงเหนือแล้ว
ที่นี่พายุยิ่งแรง ฝนเทกระหน่ำ แผ่ทั่วสายลม ชำระห้วงอากาศ ชะล้างแผ่นหินเขียวบนพื้น
ละอองน้ำเหลือคณา
ยามฟ้าแลบฟ้าคำราม สวี่ชิงก้มหน้า คารวะมาทางตำหนักใหญ่ ก่อนกล่าวเสียงดัง
“ท่านพ่อ!”
“คืนนี้ข้ามีบางเรื่องต้องจัดการ”
“ต้องการใช้หนังสือสมรสขอรับ!”
อสนีบาตดังกระหึ่ม แต่กลับไม่อาจทลายเสียงสวี่ชิง
จากการสังเกตและวิเคราะห์ช่วงนี้ ตอนนี้เขามั่นใจนัก ข้อเรียกร้องของตนย่อมได้รับการเติมเต็ม
ด้วยแต่เดิมหนังสือสมรสก็เป็นของนายน้อย!
อีกอย่างคือแม้ตอนแรกเขายังลังเลในใจ แต่หลังจากผ่านช่วงนี้ เขาไม่เชื่อว่า… เรื่องที่เกิดขึ้นในวังเซียน เรื่องเกี่ยวกับคนต่างถิ่น จี๋กวงซึ่งเป็นผู้นำเซียน… จะไม่ทราบ!
แม้ว่าประวัติศาสตร์ช่วงนี้เป็นแค่กาลอวกาศสะท้อน แต่… ตัวตนในกาลอวกาศนี้มีฐานะสูงส่ง สวี่ชิงจึงไม่เชื่อว่าเหล่าผู้อาวุโสของวังเซียนจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ!
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบพวกเขากลับเลือกที่จะเงียบ
ไม่ก้าวก่าย!
ไม่ว่าฝ่ายรักษาระเบียบหรือเปลี่ยนแปลง ทั้งหมดล้วนไม่ช่วยเหลือหรือขัดขวาง
ทั้งการเงียบถือว่ายินยอมระดับหนึ่ง!
ยอมต่อการกระทำทุกอย่าง!
ดังนั้นเมื่ออิงจากการสำรวจและวิเคราะห์ช่วงนี้ คืนนี้สวี่ชิงจึงทำเช่นนี้!
ตอนนี้เมื่อเสียงดังเข้าตำหนัก ถึงเงาร่างที่นั่งขัดสมาธิในนั้น
เงาร่างนั้นลืมตาช้าๆ ตาซ้ายดำสนิท ตาขวาส่องประกาย จ้องมองโลกภายนอก
สักพักลมฝนชะงัก เสียงอัสนีหยุดลง สรรพสิ่งค้างแข็ง แสงทองแผ่ออกมาจากล่างตำหนักแสงเหนือช้าๆ ลอยคว้างตรงหน้าสวี่ชิง
นั่นคือแผ่นเหล็กสีทอง บนนั้นเขียนสัญญาหมั้นไว้
นี่คือหนังสือสมรสของนายน้อยจี๋กวงกับเซียนหลิงหวง
สิ่งที่มาพร้อมหนังสือสมรสคือเสียงราบเรียบของผู้นำเซียนจี๋กวงจากตำหนักใหญ่
“เรื่องที่เจ้าต้องจัดการ พ่อมีข้อจำกัดด้วยเหตุบางอย่าง ไม่อาจช่วยเจ้าได้”
“เจ้าจัดการเองเถอะ”
“หลังจากจบเรื่อง จำไว้ว่ารีบกลับไปพักเร็วหน่อย”
สวี่ชิงก้มหน้า สักพักจึงขานรับ
จากนั้นค่อยหยิบหนังสือสมรส หันหลังจากไป
เบื้องหลังฝนกระหน่ำ เบื้องหน้ามีลมพายุ
เมื่อสวี่ชิงจากไป ลมฝนคืนนี้แรงขึ้นหลายส่วน กระทั่งอสนีบาตดังก้องครั้งที่สาม เงาร่างสวี่ชิงค่อยปรากฏนอกโถงศึกษาของวังเซียน!
สำหรับโถงศึกษา ตามความทรงจำของนายน้อย แน่นอนว่าสวี่ชิงคุ้นเคยดี
ในความทรงจำส่วนใหญ่โถงศึกษาคือสิ่งปลูกสร้างจากไม้เซียน หลังคาปกคลุมด้วยกระเบื้องเขียว โดยรอบห้อมล้อมด้วยต้นไม้เซียน สภาพแวดล้อมเงียบสงบ บางครั้งยังมีสะพานเล็กสายน้ำไหล สร้างบรรยากาศการเรียนที่เงียบสงบ
แต่ตอนนี้เป็นช่วงกลางคืน เมื่อมองผ่านลมฝนย่อมต่างออกไป
ต้นไม้ไหวสั่นรุนแรง ไม่เห็นธารน้ำไหล ในม่านฝนสะพานเล็กพร่าเลือน ตัวอาคารแผ่แสงรางๆ คล้ายตัดขาดจากโลก
สวี่ชิงจ้องมองโถงศึกษา ก้าวเดินไปข้างหน้า
ก้าวหาความพร่าเลือน เดินเข้าหาแสงอ่อนโยน สำหรับเขาผนึกทั้งหมดที่นี่เหมือนไม่มีอยู่
ด้วยฐานะนายน้อย ทั่ววังเซียนมีอาณาเขตไม่มากนักที่เขาก้าวเข้าไปไม่ได้ ทว่าโถงศึกษาไม่ใช่หนึ่งในนั้น
เมื่อเดินมาข้างหน้า ไม่นานสวี่ชิงก็ถึงหน้าห้องแถวปิดสนิทแห่งหนึ่ง ก่อนหยุดหน้าห้องหมายเลขสามสิบเจ็ด
ห้องแถวแถบนี้เป็นสถานที่ปิดด่านของศิษย์โดยเฉพาะ ทั้งเป็นสถานที่ปลีกวิเวกเมื่ออาจารย์ลงโทษ
ดังนั้นจึงมีอานุภาพวังเซียน ใช้กำลังย่อมยากทลาย
ในห้องหมายเลขสามสิบเจ็ด มีเงาร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิกลางความมืด
ชั่วพริบตายามสวี่ชิงปรากฏตัว เขาเหมือนสังเกตเห็นอยู่บ้าง ลืมตาหันมองข้างนอก สีหน้าค่อนข้างตกตะลึง
“เจ้า…”
เมื่อเขาส่งเสียงออกมา สายฟ้าแลบผ่าน พื้นดินส่องสว่างชั่วพริบตา สะท้อนให้เห็นทั้งสองคนจากต่างมุมมอง
นอกประตูคือสวี่ชิง
ในประตูคืออัจฉริยะหลี่
“นายน้อย!”
อัจฉริยะหลี่กะพริบตาปริบๆ แสดงสีหน้าขมขื่น
ช่วงนี้ในใจเขาร้อนรนหาใดเปรียบ สำหรับอริยะเซียนที่สี่ยิ่งผูกใจเจ็บ
การขวางของอีกฝ่าย ทำให้เข้าใกล้นายน้อยล้มเหลว ถ้ายึดตามแผนเดิมเขา การเข้าใกล้นายน้อยเป็นเพียงก้าวแรก ต่อจากนั้นเขาต้องติดตามการเคลื่อนไหวของนายน้อย เฝ้ามองประวัติศาสตร์แท้จริงอย่างชัดเจน
นี่คือทิศทางบัญญัติเขา
บัญญัติเขาคือหมอก หมอกนี้แปลกประหลาด ไม่ธรรมดา ทั้งมาจากประวัติศาสตร์
หมอกแห่งประวัติศาสตร์ นั่นคือแก่นแท้ของบัญญัติเขา
ยิ่งเห็นประวัติศาสตร์ชัดเจน ยิ่งสลายหมอกหนาได้ ส่วนหมอกที่ซ่านสลายจะถูกบัญญัติเขาดูดซับ ครั้นแล้วจึงกลายเป็นระเบียบแห่งตน
แต่น่าเสียดาย แค่ก้าวแรกเขาก็ถูกสกัด
ตอนนี้ทำได้เพียงถูกขังอยู่ที่นี่ เฝ้ารอฉากจบ
เขาจากไปก่อนได้ แต่กลับไม่ยินยอม
ตอนนี้เมื่อเห็นเงาร่างนายน้อย เขาจึงกล่าวด้วยเสียงขมขื่น
“นายน้อย ใช่ว่าข้าไม่ไปสวนหมื่นอสูร ความจริงข้าคนแซ่หลี่ถูกคนลอบวางแผน โดนลงโทษที่นี่… ข้า…”
“อัจฉริยะหลี่”
สวี่ชิงกล่าวราบเรียบ ตัดบทสาธยายของอีกฝ่าย
เขาไม่มีเวลาฟังคำอีกฝ่าย เอ่ยปากราวคมมีด ทลายปราการในใจอัจฉริยะหลี่
“ก่อนหน้านี้เจ้ายอมสร้างคลื่นกาลอวกาศเข้าใกล้ข้า มีความพยายามที่จะขวางวงจรประวัติศาสตร์ซึ่งตนต้องปิดด่าน ขณะเดียวกันก็เป็นก้าวแรกของแผนการเจ้าด้วยกระมัง”
“แต่ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นใคร ทั้งมีเป้าหมายอะไร”
“ข้าขอถามเจ้า เจ้าอยากทำสำเร็จหรือไม่ เจ้าอยากออกมาหรือไม่”
เสียงราบเรียบของสวี่ชิงกระทบหูอัจฉริยะหลี่ เหนือกว่าเสียงอัสนีกึกก้องบนโลกภายนอก ในใจเหมือนแตกเป็นเสี่ยง
นัยน์ตาเขาหดรัดชั่วพริบตา ท่าทางขมขื่นก่อนหน้าหายไปทันที เปลี่ยนเป็นยากจะเชื่อ
“เจ้าเป็นใคร!”
อัจฉริยะหลี่สูดหายใจลึก พยายามทำให้ตนสงบลง จ้องมองสวี่ชิง กล่าวเสียงต่ำลึก
สวี่ชิงไม่ได้ตอบ แต่หันหลังก้าวออกไป ขณะเดียวกันยังสะบัดมือ ประตูผนึกซึ่งทำให้อัจฉริยะหลี่ออกไปไม่ได้เปิดออกโดยไร้สุ้มเสียง
ลมฝนถาโถม สิ่งที่มาพร้อมกันยังมีเสียงสวี่ชิงที่อยู่ห่างออกไป
“ไม่ว่าเจ้ามีเป้าหมายอะไรบนโลกชั้นสี่นี้ ข้าทำให้เจ้าสำเร็จได้ ทั้งทำให้เจ้าล้มเหลวได้”
“ตอนนี้ข้าจะให้เจ้าไปทำเรื่องหนึ่ง”
“ไปลอบสังหารอริยะเซียนที่สี่ ให้อีกฝ่ายตัดแขนเจ้าข้างหนึ่งด้วยตัวเอง”
สวี่ชิงจากไป
อสนีบาตก้องกระหึ่ม ในห้องหมายเลขสามสิบเจ็ด อัจฉริยะหลี่เงียบไป
สักพักเขาค่อยเงยหน้าขึ้นช้าๆ คลื่นสะเทือนในใจยังเด่นชัด นายน้อยเป็นคนต่างถิ่นจริงๆ คำตอบนี้ทำให้เขาตกตะลึง ทั้งรู้สึกหมดแรงอย่างมาก
ภัยคุกคามจากคำพูดอีกฝ่าย หากออกมาจากปากคนอื่น แน่นอนว่าเป็นเพียงการข่มขู่ ทำได้หรือไม่ยังไม่แน่
แต่คำพูดจากปากนายน้อย…
“ได้แค่ยอมเชื่อแล้ว…”
อัจฉริยะหลี่สูดหายใจลึก นัยน์ตาฉายแววเยียบเย็น ก้าวออกจากประตูที่เปิดไว้!
…
กาลอวกาศเกิดคลื่นสะเทือน!
คนที่เดิมควรปิดด่านจนมหาเคราะห์มาเยือน ทั้งสิ้นชีพตรงสถานที่ปิดด่านตามประวัติศาสตร์
เปลี่ยนเป็นคนสนิทของนายน้อย
ทั้งกลายเป็นผู้ดูแลสวนหมื่นอสูร
ไม่ต้องปิดด่านอีก ถึงขั้นวางแผนและดำเนินการลอบสังหารอริยะเซียนที่สี่
ซ้ำถูกอริยะเซียนที่สี่ตัดแขนข้างหนึ่ง
คลื่นสะเทือนเช่นนี้เปลี่ยนวงจรประวัติศาสตร์ของคนผู้นี้อย่างสิ้นเชิง
‘นี่คือคลื่นชั้นแรกของคืนนี้!’
‘ต่อไปคือหลี่เมิ่งถู่’
ในรัตติกาลมืดมิดกลางลมฝน ร่างสวี่ชิงก้าวไปข้างหน้า ออกจากโถงศึกษา ยามปรากฏตัว… ก็ถึงนอกที่พักจงฉือแล้ว
ขณะเดียวกันนอกวังทัณฑ์อัสนี ในเรือนของจิ้งจอกสาว
จิ้งจอกสาวตัวสั่นสะท้าน นัยน์ตาคั่งโลหิต แรงกดดันจากป้ายผนึกเทพ ทำให้นางสัมผัสถึงพลังน่ากลัวที่แผ่ออกมา
ป้ายนี้สร้างขึ้นเพื่อกำราบเทพบนวงแหวนที่ห้าโดยเฉพาะ ในนั้นมีพลังอัศจรรย์หาใดเปรียบ
ต่อให้นางเข้าใกล้แท่นเทวะไร้ขอบเขต แต่ป้ายผนึกเทพก็ยังสั่นคลอนจิตวิญญาณ
ถึงขั้นสัมผัสได้ว่าพลังผนึกเทพนี้เหมือนส่งผลต่อร่างเดิมตนจริงๆ
เบื้องหน้าอริยะเซียนที่สี่ท่าทางนิ่งสงบ นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น
จ้องมองจิ้งจอกสาวที่กำลังดิ้นรนอย่างเย็นชา ก่อนกล่าวราบเรียบ
“คืนนี้ผ่านมาเกือบครึ่งทางแล้ว ข้าสงสัยนักว่าเบื้องหลังเจ้ามีคนอื่นอย่างที่ข้าคาดเดาหรือไม่… หืม?”
ไม่รอเขากล่าวจบ นัยน์ตาพลันฉายแวววาบ หันมองทางโถงศึกษา
คลื่นไร้ระเบียบตรงนั้นดึงดูดสายตาเขา แต่เขาเพียงจ้องมองสักพัก ก่อนถอนสายตากลับ… มองทางเข้าเรือน
อสนีบาตก้องเวิ้งฟ้า ราชรถของบุตรสาวจิ่วอั้นมาเยือนกลางวายุอัสนี
เมื่อปรากฏเซียนหลิงหวงที่อยู่ข้างในก้าวออกมาด้วยสีหน้าปั้นยาก ชั่วพริบตายามเผยตัว ไม่รออริยะเซียนที่สี่เอ่ยปาก นางพลันใช้เสียงเข้าข่ม
“อริยะเซียน เจ้าทำกับศิษย์พี่ข้าเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไร!”
เมื่อนางเอ่ยวาจา ผู้คุ้มกันเกราะดำด้านหลังพลันก้าวเข้าเรือน ล้อบรอบทั่วทิศ
นัยน์ตาอริยะเซียนที่สี่ฉายแววประหลาด ในใจเกิดความรู้สึกผิดคาดอย่างยากพบเห็น
“ข้าแปลกใจนัก คนที่มากลับเป็นเจ้า”
นัยน์ตาหลิงหวงเหี้ยมเกรียม กล่าวอย่างหนักแน่น
“จิ้งจอกสาวเป็นศิษย์ของอาจารย์ข้า ทั้งเป็นศิษย์พี่ข้า นางเจอเรื่องเช่นนี้ แน่นอนว่าข้าต้องมา!”
“ฐานะนี้แต่งตั้งเมื่อไหร่” อริยะเซียนที่สี่กล่าวเนิบช้า
เขาใช้ประโยชน์จากการกบฏของเสียหลิงจื่อ ทำลายฐานะของจิ้งจอกสาว แต่ตอนนี้กลับถูกหลิงหวงที่เพิ่งมามอบฐานะใหม่อีกครั้ง
“แต่งตั้งนานแล้ว หากเจ้าไม่เชื่อ ไปถามบิดาข้าได้ อีกอย่างคือถ้าข้าบอกว่าใช่ก็คือใช่”
หลิงหวงก้าวมาข้างหน้าจิ้งจอกสาว สะบัดมือคราหนึ่ง อาศัยตัวเจ้าของร่างช่วยเคลื่อนพลังป้ายผนึกเทพออกบางส่วน
จิ้งจอกสาวเป่าปากโล่งอกก่อนแย้มยิ้ม
“นายหญิง ข้าน้อยเกือบคิดว่าท่านจะไม่ยอมช่วยแล้ว”
หลิงหวงทำท่าผยองไม่ใส่ใจ
เมื่อเห็นทั้งหมดนี้ อริยะเซียนที่สี่เงียบไป สุดท้ายค่อยหัวเราะขึ้นมา มองหลิงหวงอย่างมีนัยลึกซึ้ง
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะมาช่วยนาง!”
“แต่การปรากฏตัวของเจ้า ทำให้ข้าเห็นเค้าเงื่อนเรื่องนี้อย่างชัดเจน”
“เจ้าอาจเป็นคนเบื้องหลังที่ข้ารอ แต่ถ้าเจ้าไม่ใช่ คนเบื้องหลังที่แท้จริงเป็นใคร ข้าคาดเดาได้โดยคร่าวแล้ว”
“เกินคาด เกินคาด…”
“บทบาทซึ่งไม่อาจได้รับ ถึงกับชิงไปได้…”
อริยะเซียนที่สี่หยัดร่างขึ้นช้าๆ นัยน์ตาฉายแววเหม่อลอย กล่าวพึมพำด้วยเสียงแหบพร่า